ทฤษฎีรหัสเลือด (สนพ.เฟยฮุ่ย)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 202 Views

  • 1 Comments

  • 13 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    1

    Overall
    202

ตอนที่ 7 : ตอนที่ 6

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    10 ม.ค. 62

“เดี๋ยวผมมีสอน...ฝากคุณเก็บอุปกรณ์ด้วยนะ”

นภนต์พูดขึ้นเสียงเรียบหลังจากทำการทดลองที่ทำให้เสียเวลาทั้งช่วงเช้าเสร็จ ดาริกาซึ่งอยู่ในฐานะผู้ช่วยชั่วคราวก็ได้แต่ทำตามคำสั่งงกๆ อยู่กับผู้ชายคนนี้ชี้นกต้องเป็นนกชี้ไม้ต้องเป็นไม้ ห้ามเถียงหรือมีปัญหาไร้สาระมากเป็นอันขาดเพราะเขาจะไม่ตอบโต้ แล้วคนที่จะหงุดหงิดก็จะเป็นตัวเธอเสียเอง

ตลอดหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา ดาริกายังนึกสงสัยตัวเองบ่อยๆ ว่าตกลงเธอมาทำอะไรที่นี่กันแน่ วันๆ ก็เอาแต่ช่วยหยิบนู่นถือนี่ให้นักวิทยาศาสตร์หนุ่มที่คอยออกปากใช้งานลูกเดียว ซึ่งถ้าเขาไม่เรียกใช้งานเธอก็จะไม่มีบทสนทนาในชีวิตประจำวันใดๆ หลุดออกมาจากปากเขาเลย

ตกลงเธอมาเป็นผู้ช่วยหรือคนรับใช้กันแน่เนี่ย อีกอย่างถ้ามัวแต่ทำตัวแบบนี้อยู่เรื่องอาจารย์ณัชพลก็ไม่มีทางคืบหน้าน่ะสิ แล้วอนาคตของเธอล่ะ...ใครจะรับผิดชอบ!

“ค่ะ” ถึงจะคิดขัดแย้งในใจแต่ก็ลงมือปฏิบัติตามคำสั่งแต่โดยดี

ชายหนุ่มถอดเสื้อกาวน์ตัวยาวออกแล้วหันไปหยิบเสื้อสูทนอกสีดำที่พาดไว้ที่เก้าอี้นวมมาใส่แทน การแต่งตัวเนี้ยบของเขาทำให้ดูดีและเสริมบุคลิกมากก็จริงแต่บางทีก็ทำให้ผู้พบเห็น เช่น ดาริกาเกิดอาการร้อนแทนได้

“อาจารย์ไม่ร้อนหรอคะ ใส่ซะเต็มยศขนาดนั้น” แล้วเธอก็ทนไม่ไหวเอ่ยปากถามออกไปตรงๆ

คนที่ถูกถามเรื่องการแต่งกายหันใบหน้าหล่อมามองการแต่งกายของคนถามบ้าง หญิงสาวตัวเล็กกว่าเขาเกือบยี่สิบเซนติเมตร ผมสั้นบ๊อบสีน้ำตาลอ่อนดัดเป็นเกลียวใหญ่ๆ โดยมีผ้าเช็ดหน้าสีขาวลายจุดสีน้ำเงินคาดเป็นโบว์ประดับ ที่ข้อมือมีกำไลหนังถักเป็นเส้นพันรอบพร้อมด้วยกระดิ่งที่ส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งทุกครั้งเวลาขยับแขน ในชุดนักศึกษากระโปรงยาวไม่ติดเข็มและกระดุม แต่ยังดีที่มีเข็มขัดหนังถักแฟชั่น สวมรองเท้าผ้าใบหุ้มข้อสีหม่นที่เหมือนไม่ได้ผ่านการซักล้างมานาน แล้วการแต่งกายแบบนี้มันไม่ดูมั่นใจไปหน่อยหรือไง

“ไม่”

คำตอบสั้นๆ แต่ชัดเจน ทำเอาดาริกาหันหน้ากลับมาเก็บสายไฟจากอุปกรณ์ต่อ โดยไม่อยากพูดต่อความยาวสาวความยืดใดๆ

เมื่อนภนต์เห็นว่าผู้ช่วยคนใหม่ไม่มีปัญหาอะไรแล้วก็เดินออกจากห้องทดลองชั่วคราวของเขาไป เสียงประตูเหล็กปิดลงสนิทราวกับเสียงสวรรค์ที่บอกกับดาริกาว่า...ถึงเวลาสนุกแล้วสิ

“ตาลุงนักวิทยาศาสตร์ขี้เต๊ะเอ๊ย!

เธอตะโกนไล่หลัง เมื่อรอเวลาสักระยะที่เขาจะเดินไปไกลจนไม่ได้ยิน เพราะถ้าหากเสียงเรียกสรรพนามนี้ดังไปถึงหูของนภนต์ล่ะก็...อนาคตที่สดใสในวงการเสียงเพลงของเธออาจจะดับวูบลงทันที

อาจารย์หนุ่มอาจจะปล่อยเกาะเธอไปเลยก็ได้

ดังนั้นทางที่ดี...อะไรยอมกันได้ก็ยอมๆ ไปก่อน ดาริกาใช้เป็นคติในการดำเนินชีวิตตอนนี้ เพราะถึงจะสู้ยิบตาก็ไม่ชนะอยู่ดี ผู้ชายคนนี้สามารถทำเรื่องเหนือความคาดหมายได้อย่างเป็นเรื่องปกติ

ดาริกาทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวกลมอย่างเหนื่อยหน่าย ตอนนี้คือเวลาใช้สมองของเธอแล้ว ต้องทำอย่างไรถึงจะสืบเรื่องของอาจารย์ณัชพลได้ หน้าที่ของเธอคือจับตามองเขา เฝ้าคอยระวังไม่ให้ไปทำร้ายใครและไม่ให้ใครมาทำร้ายไม่ใช่หรือไง แล้วนี่เธอกำลังทำอะไรอยู่ หนึ่งสัปดาห์ที่เสียเวลาไปไม่ได้อะไรกลับมาเลยด้วยซ้ำ

ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัว ตอนนี้เธอทำอะไรได้บ้าง...

...ห้องทำงาน

ใช่แล้ว ห้องทำงานไงล่ะ คงมีเอกสารบางอย่างที่มีประโยชน์อยู่ที่นั่น อย่างน้อยก็จะได้รู้ว่าเขาอยู่ที่ไหนทำอะไรแล้วจะได้ตามไปพบได้ เพราะหลังจากที่เคยตื้อถามตาขี้เต๊ะแล้วไม่เป็นผล ด้วยเขาอ้างเหตุผลว่า ตอนนี้ความรับผิดชอบของเขาก็คือการดูแลเรื่องเธอแทนอาจารย์ณัชพล ทำเอาดาริกาเถียงไม่ออก ในเมื่อนภนต์คิดว่าเธออยากจะมาช่วยทำงานเท่านั้น...อยู่กับใครก็เหมือนกัน

เร็วเท่าความคิดดาริกาเดินออกจากห้องทดลองของนภนต์ เพื่อออกเดินสำรวจห้องทั้งหมดของตึกหลังนี้และหาตำแหน่งห้องทำงานของณัชพลให้ได้โดยเร็ว

ดาริกาเดินวนไปมาสักพักใหญ่ๆ ทั้งขึ้นและลงเพื่อตามหาห้องที่เป็นจุดหมาย และความพยายามของเธอก็สำเร็จผล บัดนี้เธอยืนจังก้าอยู่หน้าบานประตูเหล็กสีขาวที่มีชื่อติดอยู่หน้าห้องที่บ่งบอกว่านี่คือห้องทำงานของ รศ.ดร.ณัชพลห้องริมสุดทางฝั่งตะวันตกบนชั้นห้าของอาคาร

มือเล็กยื่นออกไปบิดกลอนประตูเพื่อเปิดออก แต่ก็ไม่เป็นผลเพราะประตูถูกลงกลอนไว้อย่างแน่นหนา

...ก็แน่ล่ะ เจ้าของห้องไม่อยู่ จะเปิดห้องทิ้งไว้ให้นักสืบมาค้นของหรือไง...

 

ธิติมาพาร่างเล็กผิวสีน้ำผึ้ง กับผมยาวดำขลับที่ถูกม้วนเป็นเกลียวตรงปลาย ตาตี่ชั้นเดียว เธอสวมเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนกับกางเกงยีนต์ขาเดปสีเข้มดูทะมัดทะแมงสมกับเป็นนักข่าวภาคสนาม เดินไปตามทางเดินแคบ ความเงียบสงัดของคอนโดมิเนียมทำให้ได้ยินแม้แต่เสียงลงน้ำหนักฝีเท้า จนมาหยุดตรงหน้าประตูบานใหญ่ที่ต้องใช้คีย์การ์ดในการปลดล็อก

กดกริ่งเรียกไม่นานเจ้าของก็เปิดต้อนรับ

ห้องขนาดห้าสิบตารางเมตรถูกแบ่งสรรไว้เพียงสองห้อง คือห้องนอนและห้องนั่งเล่น ที่บัดนี้เจ้าของห้องได้จัดแจงอาหารเย็นไว้เป็นที่เรียบร้อย

หญิงสาวหย่อนก้นลงบนโซฟา เบื้องหน้ามีจานข้าวสวยร้อนๆ และกับข้าวสองสามอย่างวางอยู่บนโต๊ะกระจกตัวเตี้ย โทรทัศน์จอกว้างกำลังเปิดฉายข่าวช่วงเย็น

ธิติมากวาดสายตามองไปรอบๆ เพราะเธอเคยมาห้องของดาริกานับครั้งไม่ถ้วน ทำให้รู้สึกได้ว่าครั้งนี้มันดูผิดแปลกไปจากเดิม พื้นที่ได้รับการกวาดถูจนสะอาดเงาวับ ข้าวของที่วางเรียบร้อยไม่ดูเกะกะลูกตาเหมือนอย่างทุกที

“ทำไมห้องสะอาดขึ้น” พูดพลางสังเกตเห็นและเอื้อมหยิบวัตถุที่ไม่เข้าพวกขึ้นมาจากโต๊ะอาหาร วัตถุที่ทำจากไม้อัดทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดเท่าฝ่ามือ หากไขลานแล้วจะมีเสียงเพลงกล่อมเด็กดังออกมา เธอจำได้ขึ้นใจเกี่ยวกับความเป็นมาของของขวัญชิ้นนี้ ที่เพื่อนเธอย้ำหนักหนาว่าได้รับมาจากคนสำคัญ

“พูดอะไรอย่างนั้นล่ะเข็ม ห้องฉันก็สะอาดอยู่แล้วนี่” เจ้าของห้องที่ถูกทักทำเสียงสูงใส่ แม้จะเข้าใจในความหมายโดยนัยของอีกฝ่าย แต่ก็ทำท่าไม่ยอมรับ

“แต่นี่มันสะอาดกว่าปกติ” ธิติมาจงใจเน้นที่คำสุดท้าย

ดาริกาเห็นว่าปิดบังกับเพื่อนสนิทคนนี้ก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา จึงกล่าว “สองสามวันก่อนน้องชายฉันลงมากรุงเทพ เลยมาขอพักด้วยน่ะ ขืนให้เห็นสภาพห้องแบบนั้น เดี๋ยวมันไปฟ้องแม่ล่ะฉันแย่แน่...”

ธิติมาที่เห็นท่าทางอย่างนั้นก็แทบกุมขมับ เพื่อนคนนี้ตั้งแต่เด็กจนโตก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลยจริงๆ แต่งตัวเซอร์ๆ พูดจาง่ายๆ ไม่คิดมาก แถมยังเป็นประเภทโลเทคไม่ทันเทคโนโลยีที่ใช้แต่โทรศัพท์มือถือจอขาวดำเป็นอย่างเดียว ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่มันจะพังเสียที เธอจะได้ถือโอกาสซื้อเครื่องใหม่ให้เป็นของขวัญวันเกิดเสียเลย...แต่ก็อย่างว่า ไม่ใช่ว่าเพื่อนเธอไม่มีสตางค์แต่คงเพราะความติสท์ที่เป็นเอกลักษณ์ทั้งในความคิดและการแสดงออกเสียมากกว่า

“ตาบ.ก.ปากจัดของแกเป็นไงบ้าง” ดาริกาถามไม่ได้สบตาเพราะกำลังง่วนกับการแกะเปลือกกุ้ง แม้จะเคยเจอกันแค่ครั้งสองครั้งตอนที่ไปหาธิติมา แต่เธอก็รู้ซึ้งถึงกิตติศัพท์ของบ.ก.กรวิวัฒน์ดีราวกับรู้จักกันมาแสนนาน

ธิติมาก็เป็นหนึ่งในนักสืบที่ถูกส่งไปจับตามองผู้ต้องสงสัยในคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง โดยเป้าหมายก็เป็นคนใกล้ตัวเสียเหลือเกิน เธอแอบทำหน้างอเพราะคำว่า บ.ก.ปากจัด ของเพื่อน ถึงจะสนิทกันก็เถอะ แต่การมาว่าร้ายบ.ก.ของเธอก็ทำให้ขุ่นเคืองใจได้เหมือนกัน  

“ตอนนี้ยังไม่ได้ไม่เสีย รอแต่จังหวะเท่านั้น...แล้วแกอ่ะ เป้าหมายแกเป็นยังไงบ้าง” สาวผิวสีน้ำผึ้งเล่าสถานการณ์ของเธอให้อีกฝ่ายรับรู้ก่อนส่งคำถามให้เจ้าหล่อนเล่าบ้าง

ดาริกาหรี่ตาลงพลางถอนใจเหมือนโดนบังคับ “เห้อ อาจารย์ณัชพลที่หายสาบสูญไป ปล่อยให้ฉันต้องมาติดหนึบอยู่กับตาลุงนักวิทยาศาสตร์ขี้เต๊ะ”

“ก็ว่าไป คนที่กำลังพูดถึงน่ะ...อาจารย์นภนต์เลยนะ ว่าแต่...แกเคยอ่านหนังสือของเขาหรือยัง”

“ยัง...และไม่คิดจะอ่านหนังสือเข้าใจยากนั่นด้วย” ดาริกาเคยเห็นหนังสือปกสีน้ำเงินเข้มที่ตั้งเป็นเบสเซลเลอร์ในร้านหนังสือมาผ่านๆ แต่ไม่เคยที่จะสนใจหยิบมันขึ้นมาดูสักครั้ง

“แหม ปกมันอาจจะดูไม่น่าสนใจ ต้องอ่านเนื้อหาข้างในสิแล้วแกจะรู้ว่าผู้ชายคนนี้น่ะไม่ธรรมดานะจ้ะ ฉันไม่สปอยล์...ลองไปหาอ่านเอาเอง” สาวผิวเข้มพูดโฆษณาชวนเชื่อ แล้วทำหน้าจริงจังเหมือนกับเป็นหนึ่งในร้อยสิ่งที่ต้องทำก่อนตาย 

“เขาก็ดูไม่ได้เป็นคนธรรมดาอยู่แล้วแหละนะ ฮะฮะ” ดาริกาหัวเราะแห้งๆ ดูเหมือนว่าเพื่อนสาวเธอยังไม่รู้ฤทธิ์ความแปลกของอาจารย์หน้าหล่อซะแล้ว

ธิติมายื่นมือไปเก็บจานเปล่าของเพื่อนเอามาซ้อนกับจานของตัวเอง เพื่อจะนำไปล้างทำความสะอาด

“จะว่าไป...ทำไมแกถึงยอมช่วยงานนี้ล่ะ” ดาริกาถาม ก่อนที่ธิติมาจะลุกออกไป  

คนถูกถามทำท่าอึกอัก แต่ความเป็นเพื่อนสนิทกันมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม ทำให้ธิติมารักและให้ความไว้ใจเพื่อนคนนี้มาก ถึงแม้อะไรหลายๆ อย่างในตัวของทั้งสองจะต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทั้งรสนิยม แนวทางความคิด หรือแม้แต่ไลฟ์สไตล์ แต่เวลาก็เป็นเครื่องพิสูจน์ความแตกต่างนั้นให้ผสมผสานถักทอจนเป็นมิตรภาพที่ดีจนถึงวันนี้ ธิติมาจึงไม่มีข้อกังขาใดๆ แล้วตอบคำถามนั้นอย่างภาคภูมิใจว่า

“ตั๋วคอนเสิร์ตจัสติน บีเบอร์ แถวหน้าสุด”

“หา?” ดาริกาสบถออกมาโดยไม่รู้ตัว เธอไม่ได้ฟังผิดใช่มั้ย เพื่อนคนนี้มีตั๋วคอนเสิร์ตเป็นข้อแลกเปลี่ยน

“ตั๋วเครื่องบินด้วยนะแก เห็นบอกว่าถ้าถือตั๋ววีไอพีจะได้ไปมีทแอนด์กรีทต่อหลังเวที” เหมือนธิติมาจะอ่านสีหน้าของเพื่อนออก จนเธอต้องรีบหาเรื่องยกมาอ้างให้เห็นถึงน้ำหนักและความคุ้มค่าที่จะได้รับหลังเสร็จงาน “โอกาสครั้งเดียวในชีวิต ฉันก็เลยตอบตกลง”

ทั้งๆ ที่อายุอานามก็ปาเข้าไปเท่าไหร่แล้ว เผลอๆ อาจจะเด็กกว่าแม่จัสตินไม่กี่ปี แต่พลังแห่งความเป็นติ่งนี่มันห้ามกันไม่ได้จริงๆ

ดาริกาพยายามทำความเข้าใจในเหตุผลของเพื่อน ต่างกันมาทั้งชีวิต จะมาเหมือนกันก็คงเป็นเหตุผลประหลาดๆ ที่ทำให้ยอมรับข้อเสนอในงานสืบสวนครั้งนี้นี่แหละ

 

“รอยเลือดแห้งไม่พร้อมกัน...” เสียงทุ้มต่ำพึมพำกับตัวเอง ขณะมือใหญ่ที่สวมถุงมือยางสีขาวเอาไว้สัมผัสเบาๆ บนพื้นคอนกรีตที่มีคราบสีดำของเลือดที่โดนอากาศจนแห้งกรัง

อาชวินอ่านรายงานจากหน่วยพิสูจน์หลักฐานทำให้นึกสงสัยเรื่องรอยเลือดนองบนพื้นที่คาดว่าน่าจะเกิดจากการโดนตีหัวจนสลบ กับคราบเลือดบนตัวศพที่เกิดจากการโดนยิงและเลือดที่โดนนำมาใช้เขียนเป็นตัวเลขแปดไทย มีลักษณะการแข็งตัวที่ต่างกัน เหมือนว่าเลือดที่ไหลออกมานั้นเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ต่างกัน ช่วงเวลาที่หายไปนั้นคนร้ายกำลังทำอะไร ทำไมต้องรอให้เลือดแห้ง ทำไมไม่ตีหัวจนสลบแล้วยิงทิ้งทันที คนร้ายรออะไรอยู่

...หรือว่า คนที่ตีหัวจนสลบกับคนที่ยิง อาจจะเป็นคนละคน...

นายตำรวจร่างสูงยังคงเดินวนไปมารอบๆ พลางปล่อยความคิดไปเรื่อยเปื่อย ขายาวก้าวสลับไปมาไม่ได้มีจุดประสงค์หรือตั้งใจค้นหาสิ่งใดในสถานที่เกิดเหตุบนชั้นสิบของตึกร้างแห่งนี้ เขาคงไม่โชคดีไปเจอหลักฐานชิ้นสำคัญในสถานที่เกิดเหตุที่มันสามารถรอดพ้นสายตาของหน่วยพิสูจน์หลักฐานไปได้

ปืนที่หายไปจากที่เกิดเหตุ แน่นอนว่าเป็นคนละกระบอกกับที่ใช้ก่อคดีเมื่อสิบปีก่อน

บนตึกร้างที่เป็นสถานที่เกิดเหตุในคดีฆาตกรรมคดีล่าสุด น่าจะเงียบกว่านี้ ถ้าหากไม่มีเสียงพูดคุยของใครสองคนลอยมาตามลมกระแทกกับโสตประสาทของนายตำรวจหนุ่มเข้าอย่างจัง

อาชวินหยุดเดิน พยายามนิ่งเงียบและกลั้นลมหายใจเอาไว้ก่อนเพราะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใครกันแน่ ขณะเดียวกันก็พยายามค้นหาทิศทางต้นเสียงไปด้วย

เมื่อเสียงเริ่มเคลื่อนที่เข้ามาใกล้ทำให้ได้ยินเนื้อหาชัดเจนยิ่งขึ้น และดูเหมือนว่าแหล่งกำเนิดเสียงจะอยู่ไกลเพียงเพดานกั้นเท่านั้น

คนสองคนชายหนึ่งหญิงหนึ่งกำลังยืนเผชิญหน้าพูดคุยกันที่ชั้นเก้าของตึก

“นายดูข่าวหรือยัง เรื่องคดีฆาตกรรมต่อเนื่องนั่น เหมือนว่าฆาตกรจะเริ่มลงมือต่อแล้วนะ” เสียงของผู้หญิงแหบกระด้าง ฟังจากสรรพนามแล้วก็ไม่ได้ให้เกียรติคู่สนทนาเสียเท่าไหร่

“ขอโทษที นั่นมันงานของทางเรา เรื่องคดีนั่นผมมั่นใจว่าผมรู้ดีกว่าคุณ...” เสียงสูงแปร่งๆ ของผู้ชายถึงจะฟังดูแปลกหูไปบ้าง แต่ถ้อยคำที่ใช้กลับนุ่มนวลเหมือนเป็นผู้ได้รับการอบรม “...ผมว่า คุณเข้าเรื่องมาเลยดีกว่านะ”

“ก็ยังรู้ตัวนี่...ว่าหน้าที่การงานของตัวเองคืออะไร ฮึไอ้แค่คดีฆาตกรรมเนี่ยมันไม่พอเลี้ยงปากท้องใช่มั้ย ถึงได้ทำตัวเป็นนักข่าวที่กระเหี้ยนกระหือรือสาระแนเรื่องของชาวบ้าน ชอบนักใช่มั้ยเรื่องแบล็คเมลแล้วก็มาต่อรองขอค่าปิดปากน่ะ” เสียงแหลมเล็กแผดด่าออกมาอย่างหยาบคาย เสียงหายใจหอบตอนท้ายแสดงให้เห็นว่าเธอปลดปล่อยความอดกลั้นออกมาจนหมดสิ้น

“ก็แล้วทำไมคุณ ไม่ดูแลตัวคุณเองและสามีให้ประพฤติตัวดีๆ เป็นประโยชน์ต่อสังคม บ้างล่ะครับ ทำแต่เรื่องชั่วๆ นำความเดือดร้อนมาให้สังคม นักข่าวอย่างผมก็ต้องตีแผ่ความจริง” อีกฝ่ายเองก็ตอบกลับไปถึงแม้จะไม่หยาบคายเท่า แต่ก็ถึงพริกถึงขิง

“ไม่เหนื่อยบ้างรึไง กับการตามคนเดิมๆ ข่าวเดิมๆ มาเป็นสิบปีน่ะ”

“แล้วคุณไม่เหนื่อยบ้างหรือ ที่ทำแต่เรื่องชั่วๆ มาเป็นสิบปีน่ะ ผมยังเก็บภาพลับภาพแรกของคุณกับสามีไว้อยู่นะครับ เมื่อสมัยที่คุณยังเป็น...เมียเก็บ” เขาพูดกระแนะกระแหนทั้งจงใจเน้นคำสุดท้ายหนักแน่น ตั้งใจจี้ใจดำคนฟังอย่างเห็นได้ชัด “จนตอนนี้ได้เป็นเมียน้อยออกงาน ว่ายังไงเปลี่ยนใจตอนนี้ยังทันนะ ผมคงจะคิดราคาเดิมไม่ได้ อะไรๆ มันก็แพง ถ้าสิบปีก่อนที่คุณไม่เบี้ยวนัดก็คงจะได้ราคาถูกกว่านี้”

เป็นผู้ชายที่ปากจัดใช้ได้จริงๆ คำเหน็บแนมแสบๆ คันๆ นั่น เอาไว้ใช้เขียนทำข่าวหรืออย่างไรกันนะ

ฝ่ายเสียเปรียบกระทืบเท้าแรง ก่อนจะกรี๊ดออกมาสุดเสียงที่เธอมี

“ฉันไม่ต้องการ แกจะเอาไปออกหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์หรือส่งให้อีแก่เมียหลวงดู ฉันก็ไม่ว่า แต่แกจะไม่ได้เงินจากฉันแม้แต่บาทเดียว” สรรพนามที่เปลี่ยนไปหยาบคายขึ้นตามอารมณ์เดือดดาลของคุณนายเมียน้อย

เสียงตวาดไม่ได้ทำให้ฝ่ายที่ถือไพ่เหนือกว่าหวาดกลัวแม้แต่น้อย

“จะดีเร้อ...สามีคุณเป็นถึงนักการเมืองท้องถิ่น แถมยังทำธุรกิจผิดกฎหมาย ปกติสังคมก็ไม่ได้มองว่าเป็นคนดีอะไรอยู่แล้ว ถ้าเกิดมีข่าวคาวเพิ่มเข้าไปอีก มันจะโกงกินลำบากนะคุณ” เขาข่มขวัญ

“ฮึ้ย! ปากดีนักนะ อยากจะรู้จริงๆ ว่าโดนตบสักสองทีนี่จะยังอ้าปากขึ้นอยู่อีกมั้ย” พูดจบเจ้าหล่อนก็พุ่งตัวเข้าไปหาบ.ก.หนุ่มทันที แม้อีกฝ่ายจะตัวสูงใหญ่กว่าหล่อนก็ไม่หวาดหวั่น โทสะมันบดบังเหตุผลและสติไปจนหมดสิ้น แต่ก่อนที่จะได้ง้างมือตบอย่างปากว่าก็ถูกบุคคลที่เพิ่งมาถึงดึงรั้งแขนไว้เสียก่อน

อาชวินที่ซุ่มแอบฟังพยายามเคลื่อนกายให้เบาที่สุดราวกับนินจา เพื่อจะหาที่ซ่อนใหม่เพราะเขาอยากจะเห็นหน้าตัวละครทั้งสามเหลือเกิน แต่เพราะประโยคถัดมาทำให้เขาต้องเลิกล้มความคิดนั้น และเคลื่อนกายกลับเข้าไปที่เดิม

“สาธนี” เสียงทุ้มเข้มเรียกชื่ออย่างวางอำนาจ เขาสบตาทั้งสองคนในที่นั้นสลับกันไปมา แล้วทิ้งประโยคสุดท้ายให้กับคนนอกครอบครัวที่ยืนเชิดหน้าไม่เกรงกลัวต่ออิทธิพลที่เขามี

“นายจะเอายังไง”

“มาก็ดีแล้ว ทั้งเสี่ยยิ่งยศและคุณสาธนี...จะได้คุยทีเดียว” เขาว่า

สองชื่อนี้อาชวินรู้จักเป็นอย่างดี แถมหนึ่งในนั้นยังเป็นผู้ต้องสงสัยในความรับผิดชอบของเขาเสียด้วย

บ.ก.หนุ่มชูเมมโมรี่การ์ดในมือขึ้น

“ภาพทั้งหมดที่ผมมี อยู่ในนี้...” เขาพูดพลางขยับข้อมือส่ายไปมา เหมือนเหยื่อล่อให้ปลาตะครุบเบ็ด “...โอนเงินยี่สิบล้านในนาม นายกรวิวัฒน์ สุดภักดี แล้วข้อมูลทุกอย่างที่ผมมีมันจะหายไปในพริบตา” เขายิ้มอย่างมีชัย

ชายหนุ่มในมุมมืดก็เผยยิ้มเช่นกัน

กรวิวัฒน์...อดีตนักข่าวอาชญากรรมภาคสนามที่ตอนนี้เป็นบรรณาธิการและทำคอลัมน์เกี่ยวกับการศึกษาอยู่ แต่ตอนนี้ดันทำตัวเป็นปาปาราซี่ตามติดชีวิตไฮโซนอกกฎหมาย ยิ่งยศ...นักการเมืองและนักธุรกิจผิดกฎหมายที่คละคลุ้งฟุ้งไปด้วยข่าวคาวฉาวโฉ่ และยังมีสาธนี...เมียน้อยที่คอยเชิดหน้าชูคอควงคู่สามีออกงานเป็นประจำ โดยที่ไม่ได้มีความเกรงอกเกรงใจภรรยาหลวงเลยสักนิด สามคนนี้เป็นผู้ต้องสงสัยในคดีนี้ทั้งหมด พวกเขารู้จักกันมาสิบปีแล้ว แถมยังมีความสัมพันธ์ลับๆ กันอย่างคาดไม่ถึงเสียด้วย โชคดีจริงๆ ที่วันนี้มาตรวจสอบที่เกิดเหตุ ทำให้ได้อะไรดีๆ กลับไป

“ฉันจะแน่ใจได้ยังไงว่าแกจะไม่แอบเซฟเก็บไว้ เผื่อวันที่เงินขาดมือแล้วจะมาข่มขู่พวกฉันอีก” สาธนีถาม พลันกอดอกทำเสียงฮึดฮัดไม่พอใจ

“ผมมีศักดิ์ศรีพอน่ะ หรือถ้าคุณไม่เชื่อก็ให้ผีของพี่คนนั้นเป็นพยานแล้วกัน” กรวิวัฒน์พูดไม่คิด ทำเอาอาชวินที่แอบฟังอยู่ถึงกับขนลุกซู่

สาธนีหน้าซีดกวาดตาไปมาเหมือนมองหาสิ่งของ แล้วขยับกายเข้าใกล้สามีตัวเอง

“พูดอะไรก็หัดคิดซะบ้างนะ ถ้าเกิดไม่ทำตามที่พูดระวังผีจะมาหักคอล่ะ” แต่ก็ยังคงความร้ายกาจในวาจาเอาไว้

“ก่อนที่ฉันจะโดน ก็อาจจะเป็นพวกคุณก่อน ระวังเอาไว้ให้ดีล่ะ...ฮ่าฮ่า” กรวิวัฒน์พูดพลางหัวเราะ เขาอาจจะพูดจริงจังหรือไม่ก็แค่ติดตลก แต่ไม่ได้ทำให้คนฟังขำออกมาเลยสักนิด “เงินที่เอามาซื้อตึกนี่คงไม่ได้สะอาดเท่าไหร่ การที่ใช้ชื่อญาติห่างๆ ซื้อนั้นเป็นวิธีที่ฉลาดในการสืบหาเจ้าของที่แท้จริง แต่ตึกร้างนี่ก็เป็นของคุณ...เสี่ยยิ่งยศ”

อาชวินต้องหายใจขัดอีกครั้งเมื่อได้ยินบทสนทนาเมื่อครู่ กรวิวัฒน์พูดว่า คนที่จะโดนก่อน และสถานที่เกิดเหตุก็เป็นของผู้ต้องสงสัย

“เงินมาของก็ไปนะ”

กรวิวัฒน์เหยียดยิ้มยั่วทิ้งปิดท้าย หลังจากนั้นก็ผละออกจากทั้งสองที่ทำหน้าบอกบุญไม่รับและเดินลงบันไดไปอย่างผู้มีชัย

สองสามีภรรยามองหน้ากันด้วยใบหน้าอมทุกข์ ทั้งสองคงมีเรื่องอยากพูดคุยกันมากมายแต่ตอนนี้คำพูดนั้นกลับถูกกลืนลงคอไป

“มันรู้เรื่องของเราเยอะเกินไปแล้วนะคะเสี่ย” เสียงแหบกระด้างของสาธนีดังขึ้น

“นั่นน่ะสิ แต่ว่ามันคงจะมีชีวิตอยู่ไม่ถึงเงินก้อนต่อไปหรอก” เสียงทุ้มพูดอย่างเลือดเย็น และสาธนีก็เข้าใจในความหมายของมันชัดเจนทำให้เธอเผยยิ้มกว้าง

เสียงพูดคุยเงียบลง หลังจากที่สองสามีภรรยาเดินลงบันไดไปเพื่อขึ้นรถหรูที่จอดรออยู่ที่มุมลับตาคนหลังตึก ด้านนายตำรวจหนุ่มก็ออกมาจากที่ซ่อนตัวเงียบๆ หันซ้ายทีขวาทีให้แน่ใจว่าไม่มีใครอยู่แล้ว จึงเดินลงบันไดกลับออกไป โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่าที่มุมอับสายตายังมีบุคคลปริศนาอีกหนึ่งคอยเฝ้าจ้องมองพฤติกรรมของเขามาตั้งแต่ต้น

0 ความคิดเห็น