ตอนที่ 6 : ตอนที่ 5

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    10 ม.ค. 62

ภายในห้องสี่เหลี่ยมขนาดกลาง บริเวณหน้าห้องมีกระดานไวท์บอร์ดที่มีรูปถ่ายของชายฉกรรจ์ซึ่งเป็นผู้ต้องหาในคดีอาชญากรรมคดีหนึ่งติดอยู่ กลางห้องมีโต๊ะประชุมรูปวงรีซึ่งตอนนี้ถูกรายล้อมไปด้วยผู้พิทักษ์สันติราษฎร์สี่คนผู้ซึ่งมียศทางราชการต่างกันแต่มีใจที่อุทิศทำงานเพื่อสันติสุขของบ้านเมืองไม่ต่างกัน

พ.ต.อ.คุณากร ผู้รับผิดชอบคดีฆาตกรรมต่อเนื่องที่ถูกคดีปิดไปแล้วเมื่อสิบปีก่อน ในเวลานั้นนายตำรวจยศสูงยังเป็นแค่รองสารวัตรไม่มีปากไม่มีเสียงคอยแต่เดินตามหัวหน้าทีมสั่งงาน ทั้งที่มีเรื่องน่าสงสัยและจุดน่าสังเกตหลายประการ แต่ด้วยสภาพแวดล้อมไม่อำนวยคุณากรจึงคอยส่งข่าวให้นักสืบประณพคอยช่วยเหลืออยู่ห่างๆ ทั้งสองชอบนั่งจับเข่าวิเคราะห์ในบางสิ่งบางอย่างที่คนอื่นมองข้ามไปโดยที่นักสืบคู่หูทุ่มเทกายใจช่วยเหลืองานเขาอย่างเต็มความสามารถ และเหตุผลบางประการทำให้นักสืบเอกชนตั้งใจทำคดีนี้มากกว่าเจ้าหน้าที่ทางราชการเสียอีก

สุดท้ายคดีฆาตกรรมต่อเนื่องก็ถูกปิดลงพร้อมกับการตายของฆาตกรและการที่ไม่มีโจทก์ฟ้องร้องเรื่องคดีต่อ ทำให้ทั้งตำรวจและนักสืบต่างก็ทำอะไรต่อไม่ได้ 

“วันนี้เราจะมาหารือเรื่องแผนการของเราอีกที”

ผกก.คุณากร ผู้ดำรงตำแหน่งสูงสุดในการประชุมครั้งนี้ไล่สบสายตาสมาชิกในทีมที่นั่งประจำตำแหน่งของตน

จากคดีฆาตกรรมนักโทษต้องขังที่เพิ่งพ้นโทษออกมา ทำให้คดีฆาตกรรมต่อเนื่องเมื่อสิบปีก่อนถูกนำมาสืบสวนใหม่โดยมีจุดเชื่อมโยงเรื่องราวจากตัวเลขไทยที่เขียนด้วยเลือดข้างศพ ถึงแม้จะมีการเสียชีวิตที่น่าเศร้าใจแต่เหตุการณ์นี้ก็กลับทำให้ไฟตำรวจในกายของคุณากรลุกพรึ่บขึ้นดั่งราดด้วยน้ำมัน

...พ.ต.อ.คุณากร อาสาทำคดีนี้ต่อด้วยตนเอง

“จากเหตุคดีใหม่ที่เกิดขึ้น มีความสอดคล้องบางอย่างกับคดีฆาตกรรมต่อเนื่องเมื่อสิบปีก่อน ประเด็นที่นายบรรพตอ้างตัวว่าเป็นฆาตกร ตอนนี้จึงตกไปก่อน...เขาตายไปแล้ว คนตายฆ่าคนไม่ได้” แววตามุ่งมั่นประกอบคำพูด ทำให้ผกก.คุณากรดูน่าเกรงขามยิ่งขึ้น

เนื่องจากเกิดเหตุฆาตกรรมซ้ำ ฆาตกรที่คิดว่าตายไปแล้ว...กลับมีชีวิตใหม่ขึ้นมาราวกับเป็นซอมบี้

ตั้งแต่ที่มีการก่อเหตุฆาตกรรมขึ้นอีกครั้ง ตัวบรรพตเองที่เสียชีวิตไปแล้วตั้งแต่สิบปีก่อน หลังจากเกิดคดีที่สี่ได้แค่หนึ่งสัปดาห์ นายบรรพตที่สังคมเชื่อว่าเป็นฆาตกรต่อเนื่องในคดีนี้มาตลอดสิบปี ตอนนี้กลับกลายเป็นว่าเขาถูกเปลี่ยนบทบาทใหม่เป็นบุคคลปริศนาแทน

...บรรพต เกี่ยวข้องอย่างไรกับคดีนี้กันแน่...

“ตอนนี้เราจึงต้องสืบหาฆาตกรตัวจริงให้ได้ จากข้อมูลผู้ต้องสงสัยที่เรามี...”

คุณากรพยักหน้าให้บุรินทร์สารวัตรหนุ่มที่นั่งด้านขวา เชิงบอกให้อีกฝ่ายพูด

“ผู้ต้องสงสัยทั้งสี่ตอนนี้คนของเราตามประกบครบแล้วครับ” สารวัตรบุรินทร์รายงานเสียงดัง “ผมรับผิดชอบนางสาวสาธนี หมวดอาชวินรับผิดชอบนายยิ่งยศ ส่วนอีกสองคนคือ คุณดาริกาที่รับผิดชอบนายณัชพลและคุณธิติมาที่รับผิดชอบนายกรวิวัฒน์ครับ”

พ.ต.ต.บุรินทร์ หนุ่มใต้ร่างสูงผิวเข้ม ถนัดการลงภาคสนามบู๊ล้างผลาญ สร้างผลงานให้ชื่นชมมาแล้วหลายสิบคดี ซื่อสัตย์ ซื่อตรง มีระเบียบวินัย ทั้งยังมีน้ำใจ เอื้ออาทร หนึ่งในสมาชิกในทีมสืบสวนครั้งนี้

“จะว่าไป...กว่าจะขอร้องเข็มได้ก็แทบแย่ อย่าใช้คำว่าอาสาสมัครเลยครับ อย่างนี้เขาเรียกว่าบังคับมาจะดีกว่า”

อาชวินเอนหลังพิงพนักท่าทางสบายๆ ตามปกติ เอ่ยถึงเรื่องที่ตนรับหน้าที่ไปขอร้องแกมบังคับธิติมา เพื่อนที่เป็นนักข่าวอยู่สำนักพิมพ์เดียวกันกับหนึ่งในผู้ต้องสงสัย ให้เธอช่วยจับตาดูพฤติกรรมบ.ก.กรวิวัฒน์ ทั้งยังต้องคอยส่งข่าวถึงพฤติกรรมน่าสงสัยและป้องกันภัยไม่ให้ถูกทำร้ายจากฆาตกรด้วย ทีแรกธิติมาเองก็ไม่ยอมให้ความร่วมมือ จนนายตำรวจจอมเจ้าเล่ห์จะต้องงัดไม้เด็ดออกมาจนเธอยอมใจอ่อน

“อาสาสมัครที่เสนอตัวเต็มที่น่าจะมีจือแค่คนเดียว” เขายกมุมปากขึ้นเมื่อพูดถึงเพื่อนซี้ตัวแสบ

“แล้วสองคนนั่นเป็นอย่างไรบ้างแล้วคะ” ผู้กองพัทธ์ ตำรวจหญิงกล้าคนเดียวในที่นี้เอ่ยถามเสียงนุ่ม

ร.ต.อ.หญิง พัทธ์ สาวขาลุย สวยคม ชาวเมืองหลวงเก่าอยุธยา จิตใจดี ทั้งยังเป็นขวัญใจของตำรวจทั้งกองบังคับการปราบปราม

“เห็นว่าเริ่มงานกันไปแล้วนี่ครับ ดูท่าจะแฮปปี้กันทั้งคู่”

อาชวินตอบโดยไม่มีมูลความจริงใดๆ เพราะทั้งสองสาวที่คนหนึ่งเต็มใจอีกคนหนึ่งไม่เต็มใจได้โทรมารายงานความคืบหน้าหรือเรียกอีกอย่างว่าบ่นเรื่องงานใหม่ของพวกเธอกับเขาแล้วเมื่อวานนี้ หลังจากเริ่มงานใหม่ได้แค่สามวัน

“ได้ยินอย่างนี้ผมก็สบายใจ” ผู้ดำรงตำแหน่งสูงสุดกล่าวอย่างเชื่อสนิทใจ โดยหารู้ไม่ว่าคำพูดของอาชวินนั้นเป็นการพูดประชดคำโต 

ทั้งรูปคดีและการทิ้งปริศนาตัวเลขเลือดเอาไว้ แสดงให้เห็นว่าฆาตกรต่อเนื่องตัวจริงยังไม่ตาย หรือไม่ก็ต้องมีใครชักใยอยู่เบื้องหลัง ผู้ต้องสงสัยทั้งหมดจึงถูกนำตัวมาสอบสวนใหม่ ทั้งหลักฐานและคำให้การของพยานถูกนำขึ้นมาตรวจสอบใหม่หมด โดยผู้ต้องสงสัยที่ถูกนำขึ้นมาสอบปากคำก่อนใครอื่นก็คือ...ผู้ที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีเมื่อสิบปีที่แล้วแต่ไม่ได้มาให้ปากคำ โดยอ้างด้วยเหตุผลของตน

บุรินทร์พูดวิเคราะห์พลางพลิกแผ่นกระดาษเอสี่ในแฟ้มพลาสติกไปมา “ตอนนี้เราก็ได้แต่ต้องรอความเคลื่อนไหวที่น่าผิดสังเกตของพวกเขาเท่านั้น หรือไม่ก็...” 

“จะต้องรอให้มีคนตายเพิ่ม และดูว่าปริศนาต่อไปที่ฆาตกรทิ้งไว้คืออะไร” เสียงนุ่มเย็นเยียบเอ่ยประโยคชวนเสียวสันหลัง พัทธ์ที่พูดแทรกขึ้นมา ตวัดสายตาโตคมมองเพื่อนร่วมงานตรงหน้าที่ยังพูดไม่จบ

ไม่เพียงแต่บุรินทร์ที่ตกเป็นเป้าสายตาเท่านั้นที่รู้สึกเสียววูบ ทั้งคุณากรและอาชวินเองก็มีความรู้สึกไม่ต่างกัน ก็ทั้งท่าทางแววตาและคำพูดนั่น มันชวนให้คิดว่าตำรวจสาวตรงหน้าเหมือนพวกกระหายการฆาตกรรมอย่างไรอย่างนั้น

และเหมือนว่าพัทธ์จะอ่านสีหน้าชายทั้งสามออก จึงรีบโวยแก้ภาพลักษณ์ตนโดยเร็ว

“แหม อย่าทำหน้ากลัวฉันขนาดนี้สิคะ ฉันแค่ล้อเล่นนิดหน่อยเอง ยังไงซะเจ้าฆาตกรใจโหดนั่นก็จะต้องถูกจับก่อนที่จะได้มีผู้เคราะห์ร้ายรายต่อไปแน่นอน...” พัทธ์หัวเราะเบาๆ ริมฝีปากเผยยิ้มหวานราวกับว่าเมื่อครู่ไม่ได้มีเหตุการณ์ที่เธอปล่อยคำพูดที่ทำเอาคนฟังหวาดกลัวไปตามๆ กัน

“แต่มันก็จริงอย่างที่คุณพูดนะ ถ้าสืบจากผู้ต้องสงสัยแล้วไม่มีอะไรคืบหน้า ก็ต้องรอให้มีการฆาตกรรมเกิดขึ้นอีกเท่านั้น”

คุณากรออกความเห็นอย่างเห็นด้วย ทั้งที่เมื่อครู่ยังทำหน้าเหวอกลัวในความคิดของลูกน้องสาวไปหมาดๆ

“ยังขาดตัวเลขอีกหลายตัว ถ้าเราจะรอให้มีการฆาตกรรมขึ้นอีก ไม่รู้ว่าจะต้องมีคนตายเพิ่มอีกกี่คน ถ้าปล่อยให้ฆาตกรเคลื่อนไหวผมว่าไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่” บุรินทร์เสริมด้วยหลักมนุษยธรรม

“แล้วนักสืบประณพว่ายังไงบ้างครับ” อาชวินส่งคำถามไปยังหัวโต๊ะ

คุณากรส่ายหน้าเบาๆ พลันเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ “เห็นเขาว่าขอเวลาตรวจสอบอะไรนิดหน่อยก่อน แล้วจะมารายงานสิ่งที่เขาเจอในระยะเวลาสิบปีที่ผ่านมา”

“สิบปีที่ผ่านมา?” อาชวินเว้นวรรค “...แสดงว่านักสืบประณพตามคดีนี้มาตลอดเลยงั้นหรอ”

“ก็คงจะเป็นอย่างนั้น” คำตอบรับแสดงให้เห็นว่าเขารู้จักนิสัยกัดไม่ปล่อยของนักสืบคู่หูเป็นอย่างดี

“ทำไมเขาถึงได้ทุ่มเทขนาดนี้” ชายหนุ่มอ่อนวัยกว่ายังถามด้วยความไม่เข้าใจ เหตุใดนักสืบคนนั้นถึงได้ยืนหยัดในการทำคดีมากขนาดนี้

คนถูกถามแสดงสีหน้าลำบากใจ

“ถ้าคุณอยากรู้ ก็ลองไปถามเจ้าตัวเองสิ” คุณากรบ่ายเบี่ยง บางทีเรื่องบางเรื่องก็ไม่ควรจะพูดถึงมัน แล้วเขาก็เปลี่ยนหัวข้อสนทนาทันที

“งั้นตอนนี้เรามีอะไรแล้วบ้าง”

เมื่อโดนอีกฝ่ายเลี่ยงที่จะตอบอาชวินก็ไม่คิดจะซักไซ้ให้มากความ ไม่ใช่เพราะเขาปล่อยความสงสัยนั่นทิ้งไป แต่เพราะนักสืบประณพเป็นอาแท้ๆ ของดาริกา มันเลยไม่ยากที่จะรู้คำตอบในเร็ววัน

“จากแฟ้มประวัติ คดีแรกเป็นคดีฆ่าข่มขืน ผู้ตายคือนางสาวงามวิไล อายุยี่สิบเจ็ดปี อาชีพพนักงานบริษัทเอกชน ถูกบีบคอจนเสียชีวิตบริเวณป่าโปร่งในจังหวัดมหาสารคาม ข้างศพมีตัวเลขหนึ่งไทยที่เขียนด้วยเลือด ผู้ต้องสงสัยในคดีนี้คือนายกรวิวัฒน์ปัจจุบันเป็น บ.ก.สำนักพิมพ์สาระสาร ที่คาดว่าน่าจะร่วมมือกับใครสักคนมาก่อคดี เพราะจากรอยเท้าและรอยลากเหยื่อที่ระบุว่าน่าจะมีคนร้ายประมาณสองคนหรือมากกว่านั้น โดยที่เขาอาจจะเป็นคนล่อลวงให้ผู้ตายมายังที่เกิดเหตุหรือเป็นคนลงมือเอง เพราะเขาถูกกล้องวงจรปิดของร้านค้าในบริเวณนั้นจับภาพได้ขณะยืนพูดคุยอยู่กับผู้ตาย ในเวลาหลังเกิดเหตุนายกรวิวัฒน์ที่เป็นผู้ต้องสงสัยกลับหายตัวไป โดยไม่ได้มาให้ปากคำจนกระทั่งคดีถูกปิด”

สารวัตรบุรินทร์พลิกกระดาษเอสี่อีกแผ่นที่ขาวใหม่กว่าขึ้นมาซ้อนด้านบน

“และการสอบปากคำจากคดีล่าสุด ไม่มีพยานที่สามารถยืนยันที่อยู่ในขณะนั้นเกิดเหตุ พอถามถึงเรื่องคดีของนางสาวงามวิไลเขาก็อ้างว่าเมื่อสิบปีก่อนขณะเกิดเหตุนั้นเขาเดินทางไปทำข่าวอาชญากรรมในพื้นที่ภาคใต้และเป็นพื้นที่สัญญาณโทรศัพท์เข้าไม่ถึง ไม่มีทางที่เขาจะโดนกล้องวลจรปิดถ่ายภาพเก็บไว้ได้แน่”

“ยิ่งคิดก็ยิ่งขำ อุตส่าห์จำได้ด้วยนะว่าเมื่อสิบปีก่อนไปทำอะไรที่ไหน” คุณากรเหน็บแนมให้ลูกน้องฟัง ทั้งที่ตอนสอบปากคำเขาก็เหน็บแนมแบบนี้ไปแล้วครั้งหนึ่ง

“มันก็ไม่แปลกนี่คะ ถ้าสิ่งที่เขาอ้างมันเป็นเรื่องโกหก...เรื่องผ่านมาตั้งนานแล้วจะพูดอะไรก็ได้” สาวสวยหน้าคมออกความเห็นอย่างออกรสชาติ

“เลือดที่ใช้เขียนตัวเลขหนึ่ง เป็นเลือดของใครหรือครับ การถูกฆ่าตายโดยบีบคอไม่น่าจะมีเลือดไหลออกมา” อาชวินตั้งข้อสงสัย จากรูปคดีที่ดูแปลกๆ

“เป็นของคุณงามวิไลเอง ปลายนิ้วเธอถูกกรีดทำให้มีเลือดไหลออกมา” สารวัตรหนุ่มตอบ

คนถามพยักหน้าสองสามครั้งแสดงความเข้าใจ แขนแกร่งกอดอกแน่นคิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน ไม่เข้าใจความคิดของคนร้าย...ทำไมต้องทำอะไรให้ยุ่งยากขนาดนี้

“ต่อมาเป็นคดีที่สอง ผู้ตายคือนายลาภิศ อายุสามสิบห้าปี อาชีพนักธุรกิจด้านเครื่องดื่มสุขภาพ ถูกขวดแก้วฟาดที่ศีรษะก่อนถูกยิงจนเสียชีวิตที่บันไดหนีไฟในคอนโดที่พักของเขา บนกำแพงข้างศพมีตัวเลขเก้าไทยที่เขียนด้วยเลือดอยู่ ผู้ต้องสงสัยคือนายมิ่ง เหยื่อรายใหม่ที่เพิ่งเสียชีวิตไป ชาวบ้านละแวกนั้นพบเห็นเขามาที่คอนโดของนายลาภิศในคืนเกิดเหตุช่วงนั้นเขามีคดีวิ่งราวติดตัวอยู่จึงไม่ได้มาให้ปากคำ สุดท้ายเขาก็ถูกจับด้วยคดีฆ่าชิงทรัพย์ และให้การปฏิเสธเรื่องคดีของนายลาภิศทั้งหมด”

เสียงเข้มเงียบลงเมื่ออ่านเนื้อความในกระดาษจบ จากนั้นบุรินทร์ก็นำกระดาษแผ่นใหม่ขึ้นมาอ่านต่อ

“คดีที่สามเกิดขึ้นในคืนเดียวกัน ผู้ตายคือนายเรืองศักดิ์ อายุสามสิบห้าปี อาชีพนักธุรกิจด้านอาหารแช่แข็ง โดนแทงด้วยมีดก่อนแล้วจึงถูกยิงด้วยปืนกระบอกเดียวกับในคดีที่สองจนเสียชีวิตที่บันไดหนีไฟในคอนโดที่พัก บนกำแพงข้างศพมีตัวเลขหกไทยที่เขียนด้วยเลือดอยู่ ผู้ต้องสงสัยคือนายณัชพล นักศึกษาปริญญาโท มีข้อความนัดหมายของเขาถูกส่งเข้ามาในโทรศัพท์มือถือของผู้ตาย คำให้การของนายณัชพลอ้างว่าในคืนนั้นเขากำลังทำงานวิจัยในต่างจังหวัดที่โทรศัพท์ไม่สามารถติดต่อได้ และโทรศัพท์มือถือของเขาก็ทำหายไปเมื่อหลายวันก่อนเกิดเหตุด้วย ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถติดต่อเขาได้จนคดีถูกปิด”

อาชวินเคาะโต๊ะเป็นจังหวะ นิสัยประจำตัวของเขาเพราะการทำแบบนี้มันทำให้สมองแล่นอย่างน่าประหลาด

“เหตุเกิดในคืนเดียวกัน รูปแบบคดีเหมือนกันคือโดนอะไรสักอย่างทำร้ายก่อนจะโดนยิงด้วยปืน” เขาวิเคราะห์สิ่งที่คิดได้ให้คนอื่นๆ ฟัง

“ที่สำคัญคือทั้งสองเป็นเพื่อนรักกัน...” คุณากรบอกข้อมูลเพิ่มเติม

เพราะข้อมูลใหม่ที่เพิ่งรับรู้ ทำให้จังหวะนิ้วรัวเร็วขึ้นเหมือนตีกลองชุด เพื่อนรักกัน โดนฆาตกรรมในคืนเดียวกันด้วยปืนกระบอกเดียวกัน รูปแบบคดีเหมือนกัน...อะไรจะสมบูรณ์แบบได้ขนาดนี้นะ

“และคดีสุดท้าย...”

เสียงของสารวัตรดังขึ้นเรียกความสนใจแก่อาชวินให้ตั้งใจฟังสิ่งที่เขาจะพูดต่อ “...ผู้ตายคือนายวรโชติ อายุสามสิบห้าปี อาชีพรับจ้างอิสระ เสียชีวิตโดยการถูกยิงจากทางปากและเผาอำพราง ที่ท่าเรือในจังหวัดสมุทรปราการ บนพื้นข้างศพมีตัวเลขเจ็ดไทยที่เขียนด้วยเลือดของเขา อีกทั้งในมือของนายวรโชติก็กำปืนที่ใช้ในการก่อคดีที่สองและสามเอาไว้ด้วย ผู้ต้องสงสัยคือนายยิ่งยศ นักธรุกิจและนักการเมืองท้องถิ่น กับนางสาวสาธนี อาชีพนางแบบ โดยมีชาวบ้านพบเห็นหัวคะแนนไปพบพวกเขาที่ท่าเรือ และจากการสอบปากคำนายสีมาหัวคะแนนหาเสียงคนนั้น เขากลับให้การปฏิเสธว่าไม่ได้ไปพบทั้งสองแต่อย่างใด และล่าสุดจากการเรียกมาสอบปากคำในคดีสุดท้าย พวกเขาทั้งสองไม่มีพยานยืนยันที่อยู่ พอถามถึงเรื่องคดีของนายวรโชติ นายยิ่งยศให้การว่าในเวลานั้นเขาอยู่ที่เซฟเฮาส์ในต่างจังหวัดเพราะก่อนหน้านี้โดนชาวบ้านรุมทำร้ายระหว่างหาเสียง ส่วนนางสาวสาธนีอ้างว่าเธอออกไปถ่ายแบบต่างจังหวัด ระหว่างทางกลับรถเกิดมีปัญหากลางทางทำให้ไม่สามารถติดต่อเธอได้”

เสียงอ่านรายงานจบไป ทำให้ห้องขนาดกลางตกอยู่ในภาวะความเงียบสงบ ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ทั้งสี่ต่างคนต่างก็ใช้ความคิดของตน ดึงความรู้ความสามารถทั้งหมดที่มีออกมาใช้วิเคราะห์สถานการณ์ในคดีที่เกิดขึ้น สายตาสบกันไปมาคล้ายหยั่งเชิงว่าใครจะเป็นผู้เสนอความคิดเห็นคนแรก

“ผู้ต้องสงสัยทั้งสี่มีสิ่งที่เหมือนกันคือ ในคืนเกิดเหตุพวกเขาต้องบังเอิญไปอยู่ในที่ที่ไม่สามารถใช้โทรศัพท์ติดต่อได้” ชายหนุ่มอายุน้อยที่สุดในที่นี้เอ่ยขึ้นเสียงเรียบ ซึ่งข้อสังเกตนี้ตำรวจอีกสามนายก็วิเคราะห์ได้ด้วยตนเองแล้ว

“ใช่...และนั่นก็ถูกใช้เป็นข้ออ้างที่พวกเขาไม่ได้เดินทางมาให้ปากคำในเวลานั้น” คุณากรขยับปากพูดต่อข้อสังเกตของลูกน้อง

“แต่สิ่งสำคัญมันไม่ใช่เรื่องความเหมือนหรือต่างของผู้ต้องสงสัยน่ะสิ...”ถึงคราวสารวัตรหนุ่มพูดบ้าง และการเอ่ยปากพูดทุกครั้งก็มักจะคมบาดหัวใจเสมอ “...สิ่งที่สำคัญ คือความเกี่ยวข้องของผู้เสียชีวิตทั้งห้าคนต่างหาก นายมิ่งที่เคยตกเป็นผู้ต้องสงสัยกลับกลายเป็นผู้ตาย มันแสดงถึงความสัมพันธ์อะไรบางอย่าง...”

คุณากรลอบถอนหายใจเมื่อประโยคนั้นจบ ก็เพราะเขายังไม่รู้ว่าทั้งห้าคนเกี่ยวข้องกันอย่างไรนี่แหละ ทำให้คดียังคลานเป็นหอยทากอยู่แบบนี้

“อะไรคือตัวเลข หนึ่ง เก้า หก เจ็ด”

เสียงหวานนุ่มของผู้หญิงดึงความสนใจจากชายทั้งสามต้องหันไปมองยังตำแหน่งที่เธอนั่ง พัทธ์ขมวดคิ้วเรียวเข้าหากันอย่างคนกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก

“และ แปด...”

เสียงอาชวินแทรกขึ้นเมื่อเธอลืมพูดถึงตัวเลขจากคดีล่าสุด “...ถ้าฆาตกรต้องการแค่เลขหลักหน่วยมันก็ยังเหลือ สอง สาม สี่ ห้า และอาจจะรวม ศูนย์ เข้าไปด้วยก็ได้”

“ก็ไม่แน่นะคะ...คดีนี้อาจจะหยุดอยู่ที่เลขแปดก็ได้ มันอาจเป็นแค่รหัสที่ไม่จำเป็นต้องใช้ตัวเลขทุกตัว แล้วถ้าเกิดว่าเป็นอย่างนั้นแสดงว่าคดีนี้ก็จะเป็นคดีสุดท้าย เราก็คงจะรอให้เกิดคดีต่อไปไม่ได้แล้ว หรือไม่ก็...ที่แย่กว่าคือคดีนี้อาจจะเกิดขึ้นอีกสี่หรือห้าครั้ง โดยฆาตกรต่อเนื่องคนเดียวกัน”

พัทธ์หลุดพูดจาชวนเสียวสันหลังอีกครั้งโดยไม่ได้ตั้งใจ กว่าเธอจะรู้ตัวก็เมื่อรับรู้ถึงสายตาที่จ้องเขม็งและลอบกลืนน้ำลายเบาๆ ของอาชวิน ทำให้เธอต้องหัวเราะแห้งๆ กลบเกลื่อนและเปิดประเด็นใหม่ขึ้นมา

“แต่ก็แปลกนะคะ ทำไมคนร้ายถึงต้องเอาปืนที่ใช้ก่อเหตุใส่ในมือนายวรโชติด้วย ในเมื่อเขาก็คิดจะสารภาพอยู่แล้ว ถ้านิ่งไว้ซะตำรวจก็คงคิดว่านายวรโชติฆ่าตัวตายหนีความผิด เรื่องก็จบไม่ใช่หรือไงคะ”

“ใช่ เรื่องนี้ผมก็สงสัยเหมือนกัน ตอนที่เกิดคดีที่สี่ ศพถือปืนที่ใช้ก่อคดีก่อนหน้า พวกเราก็คิดว่าเขาเป็นฆาตกรต่อเนื่องที่ฆ่าตัวตาย ถ้าหนึ่งอาทิตย์หลังจากนั้นไม่มีเทปคำสารภาพของนายบรรพตส่งมาน่ะนะ” คุณากรเล่า

ม้วนเทปปริศนาที่ถูกส่งมายังกองปราบ เป็นการอัดเสียงคำสารภาพผิดของนายบรรพตที่พูดถึงความโกรธแค้นส่วนตัวทำให้ลงมือฆ่าเหยื่อทั้งสี่อย่างไร้ความปราณีและด้วยหลักฐานชิ้นนี้ทำให้เขาถูกตราหน้าว่าเป็นฆาตกรมาตลอดสิบปี

“เขาตายเพราะโรคพิษสุราเรื้อรัง...”

คุณากรบอกตามข้อมูลที่ได้จากแพทย์ชันสูตร เพราะทันทีที่เทปถูกส่งมาถึงทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็เดินทางไปยังที่อยู่ที่ถูกจ่าหน้ากล่องพัสดุมาอย่างเรียบร้อย เหมือนผู้ส่งเต็มใจให้ไปหาถึงที่ และตำรวจก็ได้พบกับร่างไร้วิญญาณที่เพื่อนบ้านยืนยันว่าเป็นนายบรรพตัวจริงนอนแน่นิ่งบนฟูกเก่าๆ ปูพื้นในบ้านหลังเล็กย่านสลัม

“จากการสอบถามเพื่อนบ้าน นายบรรพต ท่าทอง อายุสี่สิบปี อาชีพรับจ้างอิสระ ภรรยาคือ นางสาวลำดวน บุญไกร อายุสามสิบห้าปี อาชีพขายพวงมาลัย ทั้งคู่ถึงจะอยู่กินกันแต่ก็ไม่ได้จดทะเบียนสมรส ทั้งทางนางสาวลำดวนยังเคยแต่งงานและมีลูกติดมาด้วยอีกคน นางสาวจันจิรา ท่าทอง อายุยี่สิบห้าปี น้องสาวของคนสุดท้องของนายบรรพต อาชีพรับจ้างอิสระ พวกเขาสี่คนอยู่ด้วยกันที่บ้านที่พบศพนายบรรพต แต่ผลการสืบสวนบอกว่าทั้งสามคนได้หายไปจากบ้านก่อนที่บรรพตจะเสียชีวิต แล้วก็ตรวจสอบไม่ได้ด้วยว่าพวกเขาย้ายไปอยู่ที่ไหนกัน เราจึงไม่มีพยานจากทางฝั่งนายบรรพตเลยครับ”

บุรินทร์อ่านรายงานที่เขียนอย่างละเอียด

“เป็นไปได้มั้ยคะว่านายบรรพตฆ่าทั้งสี่คนนั่นจริงๆ แต่คดีล่าสุดเป็นฝีมือคนอื่น...เหมือนก่อคดีฆาตกรรมเลียนแบบ” พัทธ์ขมวดคิ้วทำหน้าจริงจัง พูดความเห็นของตนและรอฟังผลตอบรับจากตำรวจท่านอื่น

ผู้กำกับการขยับตัวขึ้นจากพนักพิงเก้าอี้ สองมือประสานวางไว้บนโต๊ะ

“อย่างที่สารวัตรพูดก็มีเหตุผล...ทำไมผู้ต้องสงสัยถึงกลับกลายเป็นเหยื่อ ตอนนี้เรามีอยู่สองข้อสันนิษฐาน หนึ่ง...คือคนร้ายในคดีเมื่อสิบปีก่อนคือนายบรรพตที่ตายไปแล้ว ดังนั้นคดีของนายมิ่งก็จะถือว่าเป็นคดีใหม่ที่ต้องหาฆาตกรคนใหม่ ข้อสันนิษฐานที่สอง...คือทั้งคนร้ายเมื่อสิบปีก่อนและที่ก่อคดีล่าสุดเป็นคนๆ เดียวกัน” คุณากรไล่สายตาสบมองลูกน้องทีละคน

“และคนๆ นั้นก็ฉลาดที่ปั่นหัวตำรวจอย่างเรา ให้เล่นตามเกมของมัน”

อาชวินโพล่งออกมาคล้ายไม่ได้ตั้งใจ แต่ก็อดไม่ได้จริงๆ ที่จะคิดแบบนั้น ถ้าคนร้ายเป็นคนเดียวกันทั้งหมดและจงใจทิ้งนายวรโชติและนายบรรพตไว้เป็นแพะ มันก็แสดงให้เห็นถึงการกลั่นแกล้งชักนำทางที่ผิดให้มาบดบังเส้นทางการไขดคีและเปิดโปงความจริง

สายตาปรามที่ถูกส่งมาทำให้อาชวินรู้ตัวว่าได้ทำเสียมารยาทที่พูดแทรกขึ้น ชายหนุ่มจึงผงกหัวเล็กน้อยให้กับคนที่นั่งหัวโต๊ะในตำแหน่งที่สูงกว่า

คุณากรถอนใจเบาๆ แต่ก็ไม่ได้ตำหนิ เพราะเข้าใจในเจตนาของชายหนุ่มดี

“ซึ่งตอนนี้ไม่ว่าจะรวมเอาคดีเมื่อสิบปีก่อนเข้ามาด้วยหรือไม่ เราก็ต้องจับฆาตกรตัวเป็นๆ ที่เพิ่งลงมือฆ่านายมิ่งให้ได้...” น้ำเสียงฟังหนักแน่นราวเป็นคำปฏิญาณด้วยเกียรติทั้งหมดของเขา คำพูดเหล่านั้นทำเอาเหล่าลูกน้องในทีมศรัทธาและยอมรับนับถือในตัวเขามากยิ่งขึ้นไปอีก

“ตอนนี้งานของเราก็คือ...หาสะพานเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของผู้ตายทั้งห้า ผู้ต้องสงสัยทั้งสี่ รวมถึงนายบรรพตให้ได้” สารวัตรบุรินทร์กล่าวด้วยสีหน้าที่จริงจังมากขึ้น

เมื่อเห็นทีท่าที่เปลี่ยนไปของบุรินทร์ หนุ่มขี้เล่นจึงขอเข้าโหมดจริงจังบ้าง

“เมื่อได้โครงสร้างความสัมพันธ์มาแล้ว เราจะได้รู้ว่าสักทีว่า ตัวเลขที่ถูกทิ้งเอาไว้นั่นมันหมายถึงอะไร...รวมทั้งลำดับการตายและอาจทำนายได้ว่าเหยื่อรายต่อไปจะเป็นใคร”

“และสิ่งที่สำคัญคือเราต้องปกป้องไม่ให้ผู้ต้องสงสัยกลายเป็นเหยื่อไปอีกราย”

ผู้กองพัทธ์กล่าวปิดท้ายอย่างจริงจังเช่นกัน ในเมื่อหนึ่งในผู้ต้องสงสัยกลายเป็นเหยื่อไปแล้วหนึ่ง แสดงให้เห็นว่าผู้ต้องสงสัยที่เหลือก็มีสิทธิ์ที่จะตกเป็นเหยื่อได้เช่นเดียวกัน

“ทุกคนจงทำหน้าที่ของตนให้เต็มที่ ทุ่มเทกายใจเพื่อความสงบสุขของประเทศชาติและประชาชน” คุณากรกล่าวคติประจำใจที่ตนยึดถือมาตลอดที่ชีวิตการเป็นคนในเครื่องแบบของเขา

“แล้วเราจะปิดคดีนี้ด้วยกัน...”

บุรินทร์ พัทธ์ และอาชวิน ส่งยิ้มตอบรับคำส่งท้ายจากปากหัวหน้าที่ฟังดูอบอุ่นเฉกเช่นคนในครอบครัว

“เราจะปิดคดีนี้ด้วยกัน...อย่างนั้นหรอ” อาชวินแอบทวนคำพูดของคุณากรเบาๆ อย่างที่ได้ยินคนเดียว พลันหมุนเก้าอี้หันหน้าไปทางกระจกใสบานใหญ่ที่เห็นทิวทัศน์กว้างขวางอย่างที่ห้องประชุมบนชั้นเก้าควรจะได้เห็น ทอดมองออกไปอย่างไร้จุดหมายแต่ภาพของหญิงสาวหน้าตาสดใสที่แสนคุ้นเคยกลับปรากฏขึ้นเด่นชัดในห้วงความคิด

“คงจะต้องให้เธอช่วยเยอะหน่อยแล้วล่ะ...จือ”

0 ความคิดเห็น