ทฤษฎีรหัสเลือด (สนพ.เฟยฮุ่ย)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 189 Views

  • 1 Comments

  • 13 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    8

    Overall
    189

ตอนที่ 5 : ตอนที่ 4

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    9 ม.ค. 62

ในวันแรกของการเปิดเทอม มหาวิทยาลัยรัฐชื่อดังแห่งหนึ่งใจกลางกรุงเทพดูจะครึกครื้นเป็นพิเศษหนุ่มสาวในชุดเครื่องแบบนักศึกษาเดินขวักไขว่กันเต็มพื้นที่ นักศึกษาจำนวนมหาศาลกลับเข้ามายังรั้วมหาวิทยาลัยเพื่อศึกษาหาความรู้และเข้าร่วมกิจกรรมตามปกติ การเปิดภาคเรียนปีการศึกษาใหม่แสดงให้เห็นว่าเวลาหนึ่งปีได้ผ่านพ้นไปแล้ว จากนักศึกษาปีหนึ่งรู้สึกเหมือนเพิ่งถูกรับน้องก็ต้องขึ้นไปเป็นปีสองสู่ฐานะรุ่นพี่ที่ต้องคอยต้อนรับนักเรียนมัธยมปลายที่เพิ่งจะสอบเข้ามาได้เป็นน้องเฟรชชี่ตามประเพณี

บรรยากาศคึกคักระหว่างการมีปฏิสัมพันธ์ของเพื่อน รุ่นพี่รุ่นน้อง อาจารย์ลูกศิษย์ หรือแม้แต่เหล่าอาจารย์ด้วยกันเอง ต้องหยุดชะงักลงเมื่อรถบีเอ็มดับบลิวเอ็กซ์หกสีดำคันงามขับผ่านเส้นทางที่พวกเขายืนคุยกันอยู่ โดยเจ้าของรูปงามไม่แพ้คันรถเลยทีเดียว

สายตาทุกคู่หันจับจ้องไปที่รถยุโรปสีดำที่ค่อยๆ ขับเคลื่อนช้าๆ อย่างเช่นทุกครั้งที่ผ่านเส้นทางนี้

“พี่คะ รถคันนั้นมีอะไรหรอคะ”

เด็กสาววัยสิบแปดหมาดๆ ที่เพิ่งจะละจากอกบิดามารดาเข้ามาเรียนในรั้วมหาวิทยาลัยเป็นวันแรก เอ่ยถามรุ่นพี่ปีสองข้างกายน้ำเสียงใสด้วยยังไม่รู้ความ เหตุใดใครๆ ต่างก็ต้องหันไปมองรถยนต์หรูคันนั้น

หญิงสาวอีกคนในฐานะรุ่นพี่ถึงกับลอบถอนใจ ก็พฤติกรรมที่คนรอบข้างแสดงดูผิดธรรมชาติเสียขนาดนั้น อย่าว่าแต่เหล่านักศึกษาหรืออาจารย์ที่เป็นเพศหญิงเลย แม้แต่พวกเก้งกวางบ่างชะนีเองก็แสดงท่าทางอย่างไม่กั๊กเอาไว้เช่นกัน จะว่าเห็นมาจนคุ้นชินแล้วก็ไม่ได้ เพราะทุกครั้งที่เธอเจอสถานการณ์แบบนี้ทีไรก็พาลแต่จะทำให้ขนลุกตามทุกที

“ก็...มีอาจารย์สุดหล่ออยู่ในนั้นน่ะนะ คนแต่งหนังสือเล่มที่น้องกำลังถืออยู่นั่นแหละ” เธอตอบเสียงเรียบ นึกสงสารอาจารย์ที่ตกเป็นเป้าสายตาทุกครั้งที่ปรากฏตัวสู่สาธารณะชนไม่ได้

เมื่อคนข้างกายเฉลย...หญิงสาวจึงยกหนังสือปกสีน้ำเงินในมือขึ้นมามองก่อนหันไปเพ่งสายตาหาคนข้างในรถ ฟิล์มติดกระจกไม่ได้ทึบแสงมากนักทำให้ภาพของชายหนุ่มเจ้าของดวงตาเรียวคมสีน้ำตาลเข้มภายใต้แว่นตาทรงรี ผมสีดำขลับที่รับกับใบหน้ารูปไข่ ฉายตรงเข้านัยน์ตาที่สั่นระริกของหญิงสาว ก้อนเนื้อในอกซ้ายเต้นเร็วจนผิดจังหวะ ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ที่เหมือนตกอยู่ในภวังค์

“อย่างนั้น หรอคะ...” เสียงหวานใสฟังดูเลื่อนลอยเล็ดลอดออกจากเรียวปากสีชมพู

“เฮ้ น้องๆ มีสติหน่อย” มือเล็กกุมต้นแขนเขย่าเรียกเบาๆ ดูท่าว่ารุ่นน้องที่แสนอ่อนต่อโลกของเธอจะถูกมนต์สะกดลึกลับของอาจารย์หน้าหล่อเข้าไปเต็มๆ

รถบีเอ็มดับบลิวสีดำคันใหญ่ถอยเข้าซองช้าๆ ในลานจอดรถอย่างเชี่ยวชาญ เมื่อรถดับเครื่องสนิทเจ้าของรถผู้บังคับยานพาหนะอย่างเชี่ยวชาญเมื่อครู่ก้าวขายาวลงมาจากรถอย่างมีมาดร่างสูงในชุดสูทสีดำก้าวเดินบนฟุตบาทท่าทางสง่างาม มือหนึ่งถือกระเป๋าเอกสารหนังสีดำเอาไว้อย่างมั่นคง ใบหน้าคมก้มรับไหว้น้อยๆ ให้กับนักศึกษาสาวตามรายทางที่พยายามพุ่งตัวเข้ามาทักทายชายหนุ่มผู้เป็นอาจารย์อย่างไม่เก็บอาการกระดี๊กระด๊า แต่ก็ไม่ได้ทำให้ชายหนุ่มเคอะเขินแม้แต่น้อย เพราะด้วยความไม่สนใจจนกลายเป็นไม่ใส่ใจกับพฤติกรรมของหญิงสาวรอบกายที่ล้วนแต่มีปฏิกิริยากับเขาอย่างเดียวกันทั้งหมด...ตั้งแต่สมัยเรียนจนกระทั่งถึงปัจจุบัน

รองศาสตราจารย์ ดร.นภนต์ กีรตินิมมานต์ อาจารย์หนุ่มวัยสามสิบเอ็ดปี ที่มีประวัติการศึกษาเป็นเลิศ จบการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านฟิสิกส์ดาราศาสตร์จากประเทศสหรัฐอเมริกาด้วยวัยเพียงยี่สิบห้า และเมื่อปีที่แล้วเขาก็เพิ่งจะรับการได้เลื่อนขั้นเป็นรองศาสตราจารย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์มหาวิทยาลัยรัฐที่มีชื่อเสียง ทั้งยังเป็นคณะกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโทของคณะวิทยาศาสตร์ และเป็นอาจารย์พิเศษหลักสูตรปริญญาโทและปริญญาเอก คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง ผลงานทางวิชาการของเขาถูกตีพิมพ์ลงวารสารวิชาการระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการเป็นคอลัมนิสต์ของหนังสือพิมพ์ที่มีรายได้มากที่สุดในประเทศไทย

...นอกจากนั้น หนังสือที่ติดอันดับเป็นเบสเซลเลอร์ห้าเดือนซ้อนที่ถูกซื้อลิขสิทธิ์ไปแปลเป็นภาษาต่างประเทศอีกเจ็ดภาษา ‘astronomy เท่าที่เห็น ก็เป็นหนึ่งในผลงานชิ้นเอกของเขา... 

ไม่ใช่แค่หน้าที่การงานและมีผลงานที่ดีเท่านั้น เขายังมีจิตสาธารณะช่วยงานกิจกรรมเพื่อสังคมในหน่วยงานต่างๆ เช่น มูลนิธิกระจกเงา อีกด้วย

เจ้าชายน้ำแข็งที่ไม่ชอบโปรยยิ้ม ไม่ชอบเสวนา ไม่ชอบความวุ่นวาย ตีหน้าตายได้ทุกสถานการณ์ แต่กลับมีเสน่ห์ลึกลับที่สามารถดึงดูดคนรอบข้างให้หันมามองเขาเป็นตาเดียวได้

...นี่แหละ อาจารย์ภาควิชาฟิสิกส์แห่งมหาวิทยาลัยรัฐแห่งนี้...

อาคารวิจัยของคณะธรณีวิทยาที่เพิ่งสร้างเสร็จ ถึงแม้จะมีขนาดเล็กไปบ้างด้วยพื้นที่มีจำกัดแต่ก็พร้อมสรรพไปด้วยเครื่องมือเทคโนโลยีทันสมัยมากมาย คณะเก่าแก่รุ่นก่อตั้งมหาวิทยาลัยที่โดนลืมการบูรณะซ่อมแซมมาหลายสิบปี บัดนี้ได้กลับมาเฉิดฉายในวงการอีกครั้ง จนทำให้บุคลากรในคณะอื่นๆ พากันอิจฉาตาร้อน เรียกร้องขอบ้างแต่ด้วยเงินงบประมาณและเหตุผลยิบย่อยต่างๆ นานาทำให้ไม่ได้รับดั่งใจหวัง ในตอนนี้บุคลากรเหล่านั้นจึงทำได้เพียงแต่มาขอยืมใช้ห้องทดลองชั่วคราวเท่านั้น

นภนต์ผลักประตูกระจกบานใหญ่เดินก้าวขายาวเข้ามาในตัวอาคารหลังใหม่ ที่ยังพอมีกลิ่นสีทาผนังจางๆ รองเท้าหนังสัมผัสกับพื้นกระเบื้องขัดเงาวับจนเกิดเป็นเสียงฝีเท้า เรียกความสนใจให้กับชายแก่ในเครื่องแบบพนักงานรักษาความปลอดภัยที่ยืนมองช้ายมองขวาทำงานในหน้าที่ของตนอยู่ รู้สึกถึงมีคนเข้ามาใกล้

“สวัสดีครับอาจารย์นภนต์” สมชายยืนตะเบ๊ะแสดงความเคารพ

“สวัสดีครับ...” ชายหนุ่มยกมือไหว้คนสูงอายุกว่าอย่างนอบน้อม “...ผมมีเรื่องให้ลุงช่วยหน่อยครับ”

ชายแก่ขมวดคิ้วแปลกใจ อาจารย์หนุ่มผู้มากความสามารถมีอะไรให้ยามแก่ๆ ช่วยงั้นหรือ

“มีอะไรหรือครับ”

นภนต์ก้มหน้าลง ดวงตากลอกไปมาอย่างคนกำลังใช้ความคิด

“วันนี้จะมีผู้หญิงคนหนึ่งมาขอพบอาจารย์ณัชพล ให้บอกกับเธอว่าอาจารย์ณัชพลไม่อยู่และจะไม่เข้ามาที่นี่อีกหลายเดือน...” เขาพูดตามเรื่องราวที่เขารู้ “...และบอกให้เธอมาพบผมแทนน่ะครับ”

“ได้ครับ ผมจะพูดตามนั้นครับอาจารย์” ชายแก่ไม่คิดจะซักไซ้เรื่องราวที่อาจารย์หนุ่มมาไหว้วานให้ช่วย ทั้งยิ้มกว้างอย่างชื่นชมในตัวชายหนุ่มรุ่นคราวลูกหลานตรงหน้าจนเห็นรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าชัดเจน

“ขอบคุณมากครับ งั้นผมขอตัวก่อน”

นภนต์ก้มตัวเล็กน้อยก่อนเอ่ยลา จากนั้นขายาวก็ก้าวเดินขึ้นบันไดไป

คิ้วเข้มหนาขมวดเข้าหากันพลางใช้ความคิด เรื่องรองศาสตราจารย์ณัชพล อาจารย์ประจำภาควิชาธรณีวิทยา เป็นรุ่นพี่ที่เคยร่วมงานวิจัยกันมาก่อนหน้านี้โทรศัพท์มาหาเขาตั้งแต่เช้ามืดเพื่อฝากฝังลูกศิษย์ไว้ให้ช่วยดูแล เพราะตัวเขาจะต้องออกไปทำงานนอกสถานที่อย่างกะทันหันโดยไม่ระบุวันกลับ เนื่องจากลูกศิษย์ของเขาต้องการมาช่วยงานวิจัยที่เขากำลังทำอยู่เพื่อหาประสบการณ์ในการเรียนต่อระดับปริญญาโท แต่นภนต์ไม่เห็นว่าอาจารย์ภาควิชาฟิสิกส์อย่างเขาจะช่วยเหลือเรื่องวิจัยให้กับนักศึกษาที่จบธรณีวิทยาได้ตรงไหน 

ย้อนกลับไปเมื่อสามชั่วโมงก่อนหน้า เวลา 5: 30 น.

“เธอจบวิชาโทรังสีวิทยาน่ะ เห็นว่าตอนนี้นายกำลังทดลองเรื่องธาตุกัมมันตรังสีอยู่ คิดว่าน่าจะมีประโยชน์กับงานน่ะ” เสียงของณัชพลลอดเข้ามาทางสายโทรศัพท์บอกเฉลยสิ่งที่นภนต์คาใจ

“แต่ตอนนี้ผมไม่ได้อยากได้ผู้ช่วยสักหน่อย” นภนต์ขมวดคิ้วหน้าตึงขึ้นมาทันทีที่รู้ว่าตัวเองถูกอีกฝ่ายผลักภาระมาให้

“เอาน่า ช่วยลูกศิษย์ผมหน่อยก็แล้วกัน ดีไม่ดีเธออาจจะติดใจงานด้านรังสีเลือกเรียนต่อโทด้านนี้เลยก็ได้ นายก็ได้ลูกมือทำวิจัยในอนาคตเพิ่มอีกคน อีกอย่างคนที่อยากจะเป็นนักวิทยาศาสตร์สมัยนี้ก็มีน้อยเต็มที ถือว่าช่วยเด็กคนนึงทำตามความฝันก็แล้วกันนะ”

ณัชพลพูดจาหว่านล้อมยืดยาว หวังในใจว่าเพื่อนรุ่นน้องคนนี้จะยอมใจอ่อน

นภนต์นิ่งคิดครู่หนึ่ง “เอาเป็นว่า ผมจะรับเธอมาช่วยงานแล้วกัน แต่ผลลัพธ์จะเป็นยังไงผมไม่รับผิดชอบนะ” เขารับปากแต่ก็คงยังมีเงื่อนไขรั้งท้าย

“โอเค ขอบใจมากนะ งั้นก็...ฝากด้วยล่ะ”

เสียงเจือความยินดีส่งมาตามสายโทรศัพท์

 

หญิงสาวเจ้าของเรือนผมบ๊อบสั้นสีน้ำตาลอ่อนในชุดสุภาพ ยืนจ้องมองประตูใหญ่ทางเข้าสู่มหาวิทยาลัยรัฐชื่อดังอย่างมีจุดประสงค์ หากย้อนเวลากลับไปสักสิบปี เธอเองก็เป็นเด็กมัธยมปลายคนหนึ่งที่ใฝ่ฝันอยากจะเข้ามาเรียนในระดับอุดมศึกษาที่นี่เพื่อทำตามความฝันเหมือนกับเด็กนักเรียนทั่วไป แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธว่าในเวลานี้เธอมาที่นี่ก็เพื่อทำตามความฝันให้เป็นจริงเช่นกัน แต่อาจจะมีวิถีทางที่ดูผิดแผกแตกต่างไปจากคนอื่นมากโขทีเดียว

“เรามีผู้ต้องสงสัยทั้งหมดสี่คน จากคดีล่าสุดที่ไม่มีพยานเราจึงเริ่มสืบจากพวกเขาทั้งสี่ที่เคยตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีเมื่อสิบปีก่อน การสอบปากคำพวกเขาไม่มีพยานยืนยันที่อยู่ในคืนเกิดเหตุกันทุกคน” คำบอกเล่าของคุณากรยังติดค้างอยู่ในหัว

“แน่นอนว่าตอนนี้เราไม่มีสิทธิ์สั่งกักบริเวณ ทางตำรวจจึงต้องสืบจากพฤติกรรมพวกเขาอย่างลับๆ และหนึ่งในนั้นคืออาจารย์มหาวิทยาลัย ภาควิชาธรณีวิทยา...ซึ่งจือจะต้องคอยจับตามองเขาคนนี้...”

รูปถ่ายขนาดสี่คูณหกนิ้วหน้าตรงของชายผิวขาวเหลือง ผมรองทรงสั้น สวมเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อน ถูกมือเล็กหยิบออกมาจากย่ามสีครามสะพายข้างเพื่อเอามาพิจารณาใกล้ๆ

...ภารกิจของเธอคือแฝงตัวเข้าไปจับตามองพฤติกรรมของรองศาสตราจารย์ณัชพล อายุสามสิบห้าปี อาชีพอาจารย์ภาควิชาธรณีวิทยาของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ 

“ยังไงจือก็จบด้านนี้มา ก็อ้างไปซะสิว่านึกอยากจะเรียนต่อโท เลยมาขอร่วมทำงานวิจัยเพื่อหาประสบการณ์ อะไรอย่างเนี้ย...อ้างๆ ไปเถอะน่า” ดาริกาตัดสินใจทำตามแผนการของประณพ

การอ้างตัวว่าเป็นลูกศิษย์ที่มีอยู่มากโขของอาจารย์จึงเป็นเรื่องสมเหตุสมผลและการที่จะเข้าไปใกล้ชิดได้ก็จะต้องเป็นผู้ร่วมงานเท่านั้น...นี่คืออีกเหตุผลหลักที่ผกก.คุณากรเลือกเธอมาทำงานนี้แต่กว่าจะหาทางติดต่อกับณัชพลได้ทำเอาเธอแทบคางเหลือง เพราะนอกจากวุฒิปริญญาตรีวิทยาศาสตร์บัณฑิตแล้ว เธอก็ไม่มีส่วนไหนที่เกี่ยวข้องกับอาจารย์คนนี้เลย 

แต่ก็ไม่น่าเชื่อว่า ความยากลำบากมันก็แค่ตอนเริ่มต้นเพราะหลังจากที่ดาริกาหาทางติดต่อกับณัชพลได้แล้ว เพียงคำพูดไม่กี่คำก็ทำให้เธอทำงานขั้นแรกสำเร็จได้ด้วยดี

เธออ้างเรื่องความฝันที่อยากจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่เก่งกาจเหมือนอาจารย์ณัชพลและความชื่นชมในตัวเขาตั้งแต่สมัยเรียน ทั้งยังเสริมด้วยผลงานที่ออกมาสร้างประโยชน์แก่สังคม เหมือนกับต้องการประกาศว่าตัวเธอได้ติดตามผลงานของเขาอย่างสม่ำเสมอเป็นประเด็นในการเบิกทาง โดยที่ตัวณัชพลก็บ้ายอตามคำพูดยกยอปอปั้นไม่ได้มีความสงสัยหรือระแวดระวังอะไรเลยแม้แต่น้อย ตกปากรับคำให้เธอเข้าทำงานวิจัยด้วยอย่างง่ายดาย ทั้งที่ความจริงดาริกาไม่ได้จบจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง ทั้งเรื่องเป็นอาจารย์ลูกศิษย์กันก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่ ทั้งเรื่องผลงานก็มีให้ค้นหามากมายในอินเทอร์เน็ต เธอแค่พูดตามข้อมูลที่ได้มาก็เท่านั้น

...ทั้งหมดมันก็แค่ละครฉากหนึ่ง...

หญิงสาวสูดหายใจลึกทั้งเรียกกำลังใจและดึงสติสตางค์กลับมาเข้าที่ จากนั้นขาเรียวก็ก้าวเดินตรงเข้าทางประตูใหญ่ของมหาวิทยาลัยทันที

สองขาก้าวสลับกันฉับไวบนทางเดินคอนกรีตที่สองข้างปกคลุมไปด้วยต้นไม้ใหญ่ให้ความร่มรื่น ตลอดข้างทางมีชุดม้าหินอ่อนตั้งไว้สำหรับให้นักศึกษาใช้งาน คอระหงหันซ้ายแลขวามองหาอาคารวิจัยคณะธรณีวิทยาจุดหมายปลายทางของเธอและในที่สุดเธอก็ได้มายืนจังก้าหน้าอาคารแปดชั้นที่ดูสวยทันสมัยสมกับที่เพิ่งสร้างเสร็จ ดวงตากลมยืนมองตัวอาคารเพียงครู่เหมือนต้องการทำความรู้จัก จากนั้นเธอก็เดินตรงไปที่ประตูบานใหญ่ใช้แรงจากแขนผลักเปิดออกแล้วพาร่างบางเข้าไปด้านใน

“คุณมาหาใครหรือครับ”

 เสียงแหบดังขึ้นข้างตัว ดาริกาจึงหันมองทางต้นเสียง และเห็นว่าคนที่กำลังกล่าวถามเธอนั้นเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัย

“หนูมาขอพบอาจารย์ณัชพลน่ะค่ะ พอทราบมั้ยคะว่าท่านทำงานอยู่ห้องไหน”

“อาจารย์ไม่อยู่หรอก เห็นว่าจะไม่เข้ามาที่นี่อีกหลายเดือน” ชายสูงวัยในเครื่องแบบพูดตามที่ถูกไหว้วานมา

“อะไรนะคะ...ไม่อยู่แล้วจะไม่เข้ามาที่นี่อีกหลายเดือนด้วย?” ดาริกาย้อนคำตอบเสียงดัง หมายความว่าอย่างไรนัดแล้วไม่อยู่ มาเสียเที่ยวงั้นหรือ เธอจะทำพลาดตั้งแต่ยังไม่เริ่มเลยหรือนี่

“ใช่ครับ แต่ว่ามีอาจารย์อีกท่านบอกให้คุณไปพบแทน” สมชายยังคงพูดตามบทต่อไป

“หมายความว่ายังไงคะ” ดาริกาขมวดคิ้ว ในเมื่อคนที่นัดหมายไว้ไม่อยู่แล้วใครกันล่ะที่ต้องการพบตัวเธอ

“อาจารย์นภนต์น่ะครับ วานให้ผมบอกคุณว่าให้ไปพบท่านแทนอาจารย์ณัชพล ผมก็ไม่รู้ที่มาที่ไปหรอก เขาบอกไว้แค่นั้น” สมชายพูดอธิบายดักคอหญิงสาวตรงหน้าที่ดูท่าทางจะมีคำถามอีกมากมายตามมาหากเขาตอบไม่กระจ่าง

“อ่อค่ะ” แม้หญิงสาวจะมีข้อข้องใจอย่างหนักแต่ก็ตอบรับไปอย่างเสียไม่ได้ เมื่ออีกฝ่ายออกตัวว่าตนไม่รับรู้เรื่องราวเสียขนาดนั้น

“ห้องอาจารย์นภนต์ ชั้นสาม ห้องสามหนึ่งสอง ออกจากลิฟต์เลี้ยวขวาห้องที่สี่ซ้ายมือ หน้าห้องมีป้ายชื่ออยู่คงไม่หลงหรอกครับ” ชายแก่ตอบอย่างผู้ชำนาญเส้นทาง

ดาริกายังมึนงงตั้งรับกับสถานการณ์นอกเหนือแผนการไม่ถูก ความร้อนรนใจบวกกับปัญหาที่ประดังถาโถมเข้ามาเป็นบททดสอบหนึ่งที่เธอต้องข้ามไปให้ได้ เพื่อขัดเกลาตัวเองให้มีคุณสมบัติของนักสืบมืออาชีพ หญิงสาวพยายามใจเย็น บังคับการหายใจให้เข้าออกอย่างเป็นจังหวะ ค่อยๆ ใช้สมองคิดแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ

...เอาล่ะ ยังไงซะตอนนี้ก็ต้องไปหาอาจารย์คนนั้น คนที่รู้ว่าตอนนี้เป้าหมายของเธออยู่ที่ไหน...

“ขอบคุณค่ะ” เสียงหวานหันไปตอบรับสั้นๆ พลันเดินตรงไปขึ้นลิฟต์ที่หยุดรอเธออยู่แล้ว

ประตูสแตนเลสของห้องโดยสารขนาดเล็กเปิดออก พาให้คนที่อยู่ด้านในออกมาสู่โถงทางเดิน

“ออกจากลิฟต์เลี้ยวขวา ห้องที่สี่ซ้ายมือ เบอร์สามหนึ่งสอง” ดาริกาพึมพำทบทวนสิ่งที่ชายแก่บอกตำแหน่งมา พลันเดินตามลำดับนั้น


ก๊อก ก๊อก ก๊อก

“เชิญครับ” ร่างสูงโปร่งในชุดกาวน์สีขาวตัวยาวชำเลืองมองประตูเหล็กสีขาวด้วยหางตาก่อนขานรับด้วยเสียงทุ้มเปล่งที่ออกมาพอให้คนข้างนอกได้ยินจากนั้นเขาก็หันกลับไปสนใจการทดลองตรงหน้าตนต่อ

แอ๊ด

บานประตูเปิดออกด้วยมือเล็ก แม้ดาริกาจะค่อยๆ ย่องแล้วก็ตาม แต่เสียงกรุ๊งกริ๊งจากกำไลข้อเท้าก็กำลังส่งเสียงเล็กแหลมในความเงียบ

“สวัสดีค่ะ นี่ห้องอาจารย์นภนต์ใช่มั้ยคะ” เสียงหวานเอ่ยถามชายหนุ่มที่อยู่ในห้องคนเดียว เขากำลังนั่งหันข้างให้เธอโดยไม่ได้ให้ความสนใจแขกผู้มาใหม่อย่างที่เจ้าของสถานที่ควรจะทำ

เหมือนอีกฝ่ายจะไม่ได้ให้ความสนใจกับคำทักทายของเธอ ทำให้ดาริกาต้องเรียกร้องความสนใจอีกครั้ง

“พี่คะ สวัสดีค่ะ!” เธอเรียกเสียงดังด้วยสรรพนามที่ทำเอาอีกฝ่ายคิ้วกระตุก

นภนต์จำต้องละความสนใจจากการทดลองของตนเป็นหญิงสาวที่เพิ่งเอ่ยทักทายอย่างสนิทสนม สายตาคมจ้องมองหน้าหญิงสาวผ่านเลนส์แว่นอย่างไม่แสดงอารมณ์ แล้วต้องสะกิดใจเล็กน้อยกับเจ้าของใบหน้ามนที่ดูคุ้นตาตรงหน้า...นี่มันเรื่องอะไรกัน

เมื่อฝ่ายที่นั่งอยู่ยอมหันมามองหน้าเธอด้วยใบหน้าเรียบเฉย นั่นจะไม่ทำให้หญิงสาวตกใจเลย หากผู้ชายตรงหน้าไม่ใช่ตาแว่นขี้เต๊ะ จำความยาวของรถด้วยเลขทศนิยมสามหลักที่เคยเจอกันเมื่อวันที่จับโจรวิ่งราวคนนั้น

“คุณ?”

“คุณ?”

เหมือนกับว่าต่างฝ่ายต่างจำกันได้ นภนต์เองก็เผลอตัวเรียกอีกฝ่ายออกไปแบบนั้นเช่นกัน

“เอ่อ...จำฉันได้ด้วย?” หญิงสาวแปลกใจที่โดนทักแบบนั้นจึงเอ่ยถามออกไป ไม่อยากจะเชื่อว่าตานี่จะสนใจโลกรอบข้างกับเขาด้วย เห็นเป็นพวกสันโดษเก่งตัดบทสนทนาคนอื่นแล้วเดินจากไปโดยไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะพูดจบหรือยัง แต่การที่เขาจำหน้าเธอได้ก็แสดงว่ายังคงมีความเป็นสัตว์สังคมอยู่บ้างล่ะนะ

...ไม่แน่นะว่า เขาอาจจะจำหน้าเธอด้วยระบบตัวเลขฐานสอง...

“อืม” นภนต์เพยิดหน้าตอบ สายตามองพิจารณาหญิงสาวจากศีรษะจรดปลายเท้า ผมสีน้ำตาลอ่อนยุ่งเหยิงเล็กน้อยจากการเดินเท้ามาไกล สารรูปในตอนนี้เธอดูเหมือนพวกเด็กศิลป์ติสท์ๆ  เซอร์ๆ มากกว่าจะมาเป็นผู้ช่วยอาจารย์ในห้องแลป ถึงจะเสื้อเชิ้ตสีอ่อนจะเป็นขนาดพอดีตัวแต่กระโปรงยาวตัวโคร่ง กับย่ามสีครามที่เธอเอามาทำเป็นกระเป๋าใส่ของ รองเท้าหนังสานรัดส้นสีน้ำตาลที่มีหินสีเทอร์ควอยซ์ตกแต่งเข้าชุดกันกับกำไลข้อเท้าต้นกำเนิดเสียงกรุ๊งกริ๊งเมื่อสักครู่

ไม่น่าเชื่อว่าลูกศิษย์ของอาจารย์ณัชพลที่ฝากฝังเอาไว้จะเป็นยัยวณิพกพเนจรถือกีต้าร์ร้องเพลงข้างถนน ที่อวดเก่งวิ่งตามโจรวิ่งราวแต่ดันหกล้มอยู่ที่หน้ารถเขาเสียก่อนจะจับโจรได้ สุดท้ายเลยเป็นตัวเขาเองที่ได้หน้าไป

“คุณทำงานกับอาจารย์นภนต์หรือคะ” ดาริกาเอ่ยถามขึ้นอย่างไม่รู้ตัวว่ากำลังโดนอีกฝ่ายวิจารณ์อยู่ในใจ

นภนต์พยักหน้าตามน้ำไป ไม่รู้ว่าจะเริ่มแนะนำตัวอย่างไรกับลูกศิษย์คนใหม่ที่กำลังเข้าใจฐานะในตัวเขาผิดจึงปล่อยเลยตามเลย ก่อนจะส่งคำถามที่ตนรู้คำตอบอยู่ก่อนแล้ว

“แล้วคุณล่ะ มาทำอะไร”

“มาเป็นผู้ช่วยทำวิจัยน่ะค่ะ ที่จริงติดต่อกับอาจารย์ณัชพลเอาไว้ แต่อาจารย์ไม่อยู่ ลุงยามข้างล่างบอกว่าให้มาหาอาจารย์นภนต์แทนน่ะค่ะ ฉันก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม...” ดาริกาตอบด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่าย “...เดี๋ยวรออาจารย์นภนต์มาก่อนแล้วค่อยถามละกัน” เธอเปรยกับตัวเองโดยที่ไม่ได้รู้เลยว่าผู้ชายตรงหน้ามีฐานะอะไร

ระหว่างการตอบคำถามของดาริกา เธอไม่รู้เลยว่าโดนสายตาคมมองสังเกตทีท่าอยู่ตลอดเวลาและเมื่อถูกเปรยถึงตนเอง นภนต์ก็ได้แต่ส่ายหน้าเบาๆ ให้กับความซื่อบื้อของเธอ

...อันที่จริงเจ้าตัวก็ผิดด้วยส่วนหนึ่ง ที่ไม่ยอมบอกฐานะของตัวเองให้อีกฝ่ายรับรู้น่ะ

“เอาเป็นว่าฉันขอรออยู่ที่นี่จนกว่าอาจารย์จะมาแล้วกันนะ”

เธอพูดขออนุญาต นภนต์ก็ได้แต่พยักหน้าตอบรับ แล้วพอเห็นอีกฝ่ายอนุญาตหญิงสาวก็ออกเดินสำรวจรอบห้องทดลองขนาดกลางที่มีอุปกรณ์ทางการทดลองวางเรียงรายทั้งบนโต๊ะและในตู้ มันทำให้หวนนึกถึงสมัยเรียน

“นักศึกษาจะมาเรียนแลปที่นี่มั้ย”

ชายหนุ่มที่นั่งหันหลังให้จำต้องละมือจากอุปกรณ์การทดลองตรงหน้าอีกครั้งเพื่อตอบคำถามเธอ 

“ในคาบเรียนน่ะไม่มี แต่ถ้ามีนักศึกษาที่เสนอตัวอยากมาช่วยทำการทดลองเหมือนคุณ...ก็มาดูมาช่วยได้น่ะ” เสียงทุ้มตอบอย่างไม่วายที่จะแนบคำเหน็บแนมแถมไปด้วย

ดาริกาหน้าเหวอเมื่อโดนคำพูดเชือดเฉือนจิตใจกลับมา แต่ก็พยายามสะกดกลั้นความขุ่นเคืองใจเอาไว้...อย่างไรเสียหากต้องมาทำงานอยู่กับอาจารย์คนใหม่จริงๆ ก็ต้องมารบกับตานี่อีกนาน

“อ้อ เข้าใจแล้ว” เธอพยายามลากเสียงยาวให้ฟังดูน่าหมั่นไส้ยิ่งขึ้น ก่อนจะชวนคุยเปลี่ยนเรื่อง "คุณมาทำงานร่วมกับอาจารย์นภนต์ได้ แสดงว่าต้องเจ๋งไม่เบาเลยล่ะสิ“

“ยังไง?” นภนต์เอ่ยถามทั้งๆ ที่จริงๆ ก็ไม่ได้อยากรู้สักเท่าไหร่ว่าสิ่งที่หญิงสาวเปิดประเด็นออกมาต้องการจะสื่อความหมายอะไร แต่หากจะปล่อยให้เธอพูดพล่ามอยู่คนเดียวก็กระไรอยู่ เขาก็แค่ถามกลับไปตามมารยาทเท่านั้น

“ได้ยินมาว่าอาจารย์นภนต์น่ะเก่งมากเลยไม่ใช่หรอ อายุก็ยังไม่เท่าไหร่แต่ได้เป็นถึงรองศาสตราจารย์ และยังเป็นคณะกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ เขียนหนังสือเบสเซลเลอร์ห้าเดือนซ้อนที่ถูกซื้อลิขสิทธิ์ไปแปลเป็นภาษาต่างประเทศอีกหกภาษา” ดาริกาพูดตามข้อมูลที่เธอบังเอิญได้อ่านผ่านตามา กำไรจากการหาข้อมูลของณัชพลทำให้เธอได้ยืดอกโชว์ภูมิใส่ตาแว่นขี้เต๊ะตรงหน้า

“เจ็ดภาษา...”

เสียงทุ้มเอ่ยแก้ไขข้อมูลที่ผิดพลาดขึ้นเบาๆ และแฝงไปด้วยความขุ่นเคืองเล็กน้อยจนแทบสัมผัสไม่ได้ “หนังสือถูกแปลไปเจ็ดภาษา”

“อ้อ...เจ็ดก็เจ็ดสิ” คนพูดผิดไม่ได้แสดงความเดือดเนื้อร้อนใจอะไร เธอแก้คำพูดอย่างเรียบง่าย ทั้งยิงคำถามตอบยากกลับไปอีกระลอก “อาจารย์หล่อมั้ยอ่ะ แล้วใจดีมั้ย”

ภาวนาในใจขอให้เขาไม่หน้าตายหรือชอบพูดทำร้ายจิตใจเหมือนชายตรงหน้าก็พอ

คำถามนี้นภนต์ถึงกับคิดหนัก จะให้พูดถึงตัวเองว่าหล่อหรือเปล่า ใจดีหรือเปล่าเนี่ยนะ เขาถอนหายใจแรงก่อนพูดสำทับด้วยสีหน้าและน้ำเสียงเรียบเฉย “ไม่รู้เหมือนกัน...ไม่เคยมีใครพูดอะไรทำนองนี้นะ”

“ฉันถามความเห็นคุณ คุณคิดว่ายังไงล่ะ”ดวงตากลมยังจ้องตาไม่กระพริบอย่างคาดคั้นคำตอบ

“ไม่รู้สิ...” เสียงทุ้มพูดตัดบททำเอาดาริกาต้องหน้าเหวอไปต่อไม่ถูก เธอจึงเลือกเบนสายตาหนีจากผู้ชายคู่สนทนาตรงหน้า

...ก็ได้แค่เพียงชั่วอึดใจเดียว สาวไฮเปอร์อย่างเธออยู่นิ่งเป็นที่ไหนกัน

จากนั้นร่างบางก็ก้าวขาเดินเข้าไปใกล้เขาที่นั่งสนใจอุปกรณ์ทดลองมากกว่าเธอ ยืนค้ำหัวอยู่เพียงครู่หนึ่ง

“แล้วนี่คุณกำลังทำอะไรอยู่” ดาริกาทำท่าชะเง้อมองประกอบคำถามอยากรู้อยากเห็นของเธอ

ชายในชุดกาวน์ตอบโดยไม่ได้ละสายตาจากอุปกรณ์ตรงหน้า นึกรำคาญท่าทางอยากรู้อยากเห็นแบบนั้น

“ทดสอบการแผ่รังสีของหินก้อนนี้...” นภนต์กล่าว สองมือใหญ่ประคองกล่องทึบแสงอย่างระมัดระวัง ข้างในบรรจุหินสีเทาขุ่นขนาดเท่าฝ่ามือเด็ก มันถูกห่อด้วยแผ่นฟิล์มถ่ายรูปที่หุ้มด้วยกระดาษสีดำอีกชั้น “...การทดลองนี้คุณน่าจะเข้าใจนะ”

ประโยคคำถามหยั่งเชิงถูกส่งมาเหมือนต้องการประกาศโดยนัยว่าเขาก็รู้เรื่องราวบางอย่างของเธอเช่นกัน

“ค่ะ การแผ่รังสีของหินก้อนนี้มีอะไรน่าสนใจหรอคะ” ดาริการู้สึกสะกิดใจกับคำถามที่เหมือนรู้เรื่องราวของเธอแต่ก็ไม่ได้เอ่ยถามกลับยอมรับมันโดยดี

“หินก้อนนี้มาจากนอกโลก”

ดวงตากลมโตฉายแววเป็นประกายเมื่อได้ยินคำว่าจากนอกโลก

“จากนอกโลกหรือคะ?” น้ำเสียงหวานใสถามอย่างเด็กสาวช่างสงสัย

สายตาใสซื่ออย่างสงสัยใคร่รู้ถูกส่งมาตรงๆ ทำเอารองศาสตราจารย์หนุ่มแอบอารมณ์ดีขึ้นนิดๆ ในฐานะอาจารย์บอกตามตรงว่าเขาชอบนักศึกษาที่ตั้งคำถามในชั้นเรียนเป็นที่สุด มันแสดงถึงความใส่ใจในบทเรียนและความมีจินตนาการเกี่ยวกับความเป็นไปได้หรือการประยุกต์ใช้หลักทฤษฎีที่เขาสอน ถึงแม้ว่าหญิงสาวตรงหน้าจะไม่ใช่ทั้งนักศึกษาในชั้นเรียนของเขาและยังไม่ได้ตั้งคำถามอะไรด้วยซ้ำ เธอเพียงแค่แสดงถึงความสนใจในสิ่งที่เขากำลังทำ มันก็มากเกินพอที่จะทำให้ชายหนุ่มเริ่มรู้สึกถูกชะตากับแม่สาวตรงหน้าขึ้นมานิดๆ

“ใช่ หินก้อนนี้เป็นเศษอุกกาบาตที่ค้นพบบริเวณเทือกเขาสันกำแพงในจังหวัดนครราชสีมาเมื่อปีที่แล้ว ระหว่างที่ผมกับคณะออกสำรวจพื้นที่เพื่อจะดูสริยุปราคา ตอนเจอครั้งแรกก็ไม่ได้สนใจอะไรมาก แต่พอเห็นมันแล้วก็รู้สึกว่ามันมีอะไรแปลกๆ...คุณว่าไหม”

หญิงสาวที่ยืนฟังคำพูดของเขาอย่างตั้งใจ ถึงกับขมวดคิ้วพิจารณาหินสีเทาขุ่นในกล่องเพื่อหาคำตอบของคำถามนั้น

“มันดูใหญ่เกินไป”

“ใช่ มันใหญ่เกินไป...” ดาริกาสามารถทำให้อาจารย์หนุ่มรู้สึกถูกใจได้อีกครั้ง “...ทั้งๆ ที่ก่อนจะตกถึงพื้นโลก มันต้องผ่านชั้นบรรยากาศเป็นพันกิโลเมตร และถูกเผาไหม้หมดไปแล้วแท้ๆ กลับมีชีวิตรอดเหลือเป็นสสารอยู่ตั้งเท่านี้”

หางเสียงแผ่วเบาลงราวกับต้องการพูดกับตัวเอง รอยยิ้มเล็กๆ ที่มุมปากบ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่าเขากำลังตื่นเต้นที่จะได้ลงมือทดลองวัตถุมหัศจรรย์ตรงหน้า

น้ำเสียงของชายหนุ่มเจือไปด้วยความปลื้มปิติจนหญิงสาวอดแซวออกไปไม่ได้

“คุณเลยเอามันมาทดลองสินะ เจ้าหินมหัศจรรย์ก้อนนี้น่ะ”

“ใช่...ผมสังเกตเห็นว่ามันมีการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพบางอย่าง สมมติฐานของผมก็คือมันเป็นธาตุกัมมันตรังสี แต่ก็ยังไม่รู้ถึงค่าครึ่งชีวิตของมันหรือถ้าได้ค่าครึ่งชีวิตของหินที่ฉายรังสีมาแล้ว ก็ต้องเอาไปเทียบกับหินอีกส่วนที่ไม่ได้ฉายรังสี และยังต้องหาอีกว่าการฉายรังสีมีส่วนทำให้หินนี่กลายเป็นสสารอื่น หรือสสารอื่นเปลี่ยนเป็นหินนี่เพราะการถูกฉายรังสีหรือไม่ ก็ไม่แน่นะว่า ผมอาจจะค้นพบธาตุกัมมันตรังสีตัวใหม่ต่อจากธาตุอูนอูนพวกนั้น”

ถึงแม้จะมีเลนส์ใสบดบังแต่แววตาอันมุ่งมั่นที่ปรากฏชัดผ่านดวงตาคู่สวยก็ไม่ได้ทำให้อีกฝ่ายรับรู้ถึงมันได้น้อยลง ความทะเยอทะยานที่ดูท่าว่าหนุ่มนักวิทยาศาสตร์ไฟแรงตรงหน้าสามารถละทิ้งทุกอย่างเพื่อการวิจัยของเขาได้เลย

“ผมเอามันไปฉายรังสีที่สมมุติว่าเป็นรังสีคอสมิก ถึงแม้ว่ามันจะได้ไม่เท่าร้อยเปอร์เซนต์ก็ตาม แต่ผมก็คำนวณลดลงตามอัตราส่วนเพื่อทดสอบว่าการโดนรังสีในอวกาศนั้นเป็นปัจจัยในการเปลี่ยนแปลงของสสารหรือไม่ แต่ตอนนี้คือต้องรอมันฉายรังสีออกมาให้เห็นก่อนเท่านั้น สมมติฐานของผมจึงจะเป็นจริง ตั้งแต่ที่ผมพูดมานี่ก็ยังไม่รู้เลยว่าจะต้องใช้เวลาอีกนานเท่าไหร่ ยังมีอะไรสนุกๆ ที่ต้องทำอีกเยอะ”

ดวงตาคมตวัดขึ้นมองหญิงสาวที่ยืนกอดอกตั้งใจฟัง จนนภนต์นึกแปลกใจที่เธอยืนนิ่งๆ สงบเสงี่ยมอย่างคนอื่นเขาก็เป็นด้วย   

นภนต์นั่งอธิบายการทดลองของเขาอย่างใจเย็น แปลกดีทั้งที่ก่อนหน้านี้ยังทำท่าเหมือนไม่อยากจะเสียเวลาเสวนากับคนอื่นอยู่เลย แต่พอมาเข้าเรื่องการทดลองเขากลับแสดงถึงความตั้งใจและยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะอธิบายให้คนที่เขาก็ไม่รู้ว่าจะเข้าใจหรือไม่ฟัง ชายหนุ่มผมสีดำตัดสั้น ดวงตาสีน้ำตาลเข้มเรียวคมหางตาเชิดขึ้นภายใต้แว่นตาทรงรีไร้กรอบ จมูกโด่งเป็นสันรับกับริมฝีปากบางสีชมพูอ่อน ถ้าหากลองลบอคติทั้งหมดทั้งมวลออก ดาริกาก็แอบรู้สึกว่าขณะที่เจ้าของเสียงทุ้มเอ่ยวาจาด้วยท่าทางสุขุมนุ่มลึกอยู่นี่มันช่างดูมีเสน่ห์มากมายเหลือเกิน

“อาจารย์นภนต์คงจะภูมิใจในตัวคุณมากสินะ”

ดวงตาสีน้ำตาลเข้มคมที่เคยฉายแววมุ่งมั่นเต็มเปี่ยม บัดนี้กลับหลุบลงไม่สบสายตา เอาอีกแล้วพูดถึงอาจารย์นภนต์ต่อหน้าอาจารย์นภนต์ด้วยแววตาใสซื่อไม่รู้เรื่องราวอะไรเลย

“ไม่รู้สิ” นภนต์หาคำตอบที่ดีที่สุดได้เท่านี้

ดาริกายักไหล่เบาๆ อย่างคนทำใจได้แล้วว่าไม่ควรไปคาดหวังคำตอบดีๆ จากชายหนุ่มคนนี้ ยกเว้นเรื่องทางวิชาการที่เขาจะอธิบายด้วยสีหน้าเปี่ยมสุขเหมือนเมื่อครู่ แปลกจริงๆ ถ้าไม่ใช่เรื่องมีสาระแล้วจะคุยกันดีๆ ไม่ได้เลยหรือไงแล้วเธอก็เลือกเปิดประเด็นใหม่ขึ้นอีกครั้ง

“จะว่าไป คุยกันมาตั้งนานแล้ว แต่เรายังไม่ได้แนะนำตัวกันเลยนะคะ ฉันชื่อดาริกา จะเรียกว่าจือก็ได้...แล้วคุณล่ะ”

รอยยิ้มหวานส่งให้ชายหนุ่มตรงๆ ทำเอานภนต์คิดหนัก หากบอกว่าเขานี่แหละคือรองศาสตราจารย์ ดร.นภนต์ที่เธอกำลังรอพบอยู่ มันจะเป็นการฉีกหน้าเธอเต็มๆ แต่หากจะปล่อยให้เข้าใจผิดอยู่แบบนี้ก็...

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

เสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดจังหวะการคิดของเจ้าของห้อง

“เชิญครับ”

เมื่อคำอนุญาตดังขึ้นประตูเหล็กสีขาวก็เปิดออกอย่างเบามือ ร่างท้วมนิดๆ ของหญิงสาวในชุดนักศึกษาก้าวเข้ามาเป็นบุคคลที่สามในห้องนี้

“อาจารย์นภนต์คะ...เอาชีทเรียนวันนี้มาให้ค่ะ” เธอเรียกก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองอาจารย์หนุ่มที่นั่งอยู่ พลันหลบสายตาเกิดอาการหน้าแดงทันทีเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายก็กำลังจ้องมองตัวเธออยู่เช่นกัน

ผิดกับดาริกาที่ต้องยืนหน้าเหวอเป็นครั้งที่ร้อยของวัน ผู้ชายคนนี้ชอบทำแต่เรื่องเกินความคาดหมายจริงๆ

“เอาวางไว้บนโต๊ะ เธอตรงเวลาดีมาก” เสียงทุ้มเอ่ยชมตอนท้ายประโยค เมื่อนักศึกษาเอาเอกสารประกอบการเรียนที่เธออาสาช่วยเอาไปส่งที่ห้องโรเนียวมาส่งให้ตรงเวลา

ใบหน้ากลมที่แดงอยู่แล้วกลับแดงมากขึ้นอีกหลายเท่าครั้นถูกอาจารย์หน้าหล่อเอ่ยชม

“ยินดีค่ะอาจารย์ ถ้าอาจารย์มีอะไรให้ช่วยอีก...เรียกใช้หนูได้เลยนะคะ”

น้ำเสียงสั่นเครือตะกุกตะกักเล็กน้อย กว่าเธอจะรวบรวมสติพูดโต้ตอบออกไปได้ทำเอาดาริกาที่ยืนมองเหตุกาณ์ห่างๆ ลุ้นตัวโก่ง กลัวว่านักศึกษาสาวจะเป็นลมล้มพับไปเสียก่อน จากนั้นสาวร่างท้วมก็พาร่างสติเลือนรางกลับออกไปจากห้อง 

ครั้นในห้องสี่เหลี่ยมเหลือกันอยู่แค่สองชีวิต นภนต์ก็รับรู้ได้ถึงกระแสความสงสัยที่แผ่ปกคลุมทั่วบริเวณ ริมฝีปากบางยังเหยียดตรงไม่ได้มีทีท่าว่าจะอธิบายหรือพูดแก้ตัวใดๆ คงไว้แต่ความเย็นชาจากดวงตาสีน้ำตาลเข้มที่จ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมสีรัตติกาลอย่างไม่หวั่นเกรง 

ความเย็นเยียบแผ่ซ่านไปทั่วร่างบาง เธอนึกอยากเอาหัวโขกพื้นสักสามสี่ที เข้าใจความหมายของสำนวน มีตาหามีแววไม่’ ก็วันนี้ ด้วยความไม่รู้ดันไปชวนคุยเรื่องของเขา แถมถามเจ้าตัวอีกว่าหล่อ ว่าใจดีมั้ย อาจารย์นภนต์คงจะชมตัวเองให้ฟังหรอก นี่ยังไม่รวมการจำประวัติผิดๆ ถูกๆ ของเขาอีก เอาล่ะวา...ไอ้เขาที่ว่าก็คืออาจารย์นภนต์ที่กำลังนั่งปั้นหน้านิ่งจ้องมองมาตาไม่กระพริบตรงหน้านั่นเอง

ใบหน้าหล่อเหลาภายใต้กรอบแว่นทรงรีใช้สายตาคมมองมาทำให้หัวใจของดาริกาเต้นรัวเร็วผิดจังหวะเหมือนกับหัวใจของนักศึกษาร่างท้วมเมื่อครู่ แต่ต่างกันตรงที่หัวใจที่เต้นรัวของเธอมันไม่ใช่เพราะความหลงใหล แต่กลับเป็นความเกรงกลัวในความผิดต่างหาก

“คุณคืออาจารย์นภนต์?”

เสียงหวานเอ่ยถามแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน หลังจากที่ดาริกายืนให้เรียกกำลังใจให้ตัวเองอยู่นานหลายนาที

น่าแปลกที่นภนต์นั่งรอดูท่าทีเมื่อได้รู้ความจริงของหญิงสาวตรงหน้าอย่างใจเย็น ทั้งที่ปกติเขาจะไม่ยอมปล่อยเวลาไปกับเรื่องไร้สาระแบบนี้แน่

“ใช่” คำตอบรับง่ายๆ หลุดออกมา ทั้งยังตั้งใจดูต่อว่าหญิงสาวจะทำอย่างไรต่อไปเมื่อได้รับคำยืนยัน

“อูยยยย” ดาริกายิ้มแหยลากหางเสียงยาว ใบหน้าดูไม่ได้ดีใจที่ได้รับคำตอบอย่างนั้น มือเล็กยกขึ้นเกาหลังคอเบาๆ อย่างเคอะเขิน

“ขะ...ขอโทษค่ะ ฉันไม่คิดว่าอาจารย์นภนต์ยังหนุ่มอยู่ ฉันเลยเสียมารยาทไปน่ะค่ะ” ดาริกาพูดจาสุภาพขึ้นจนสังเกตได้และบอกเหตุผลออกไปอย่างใสซื่อ ดวงตากลมฉายแววอย่างเด็กสาวอ่อนต่อโลกบ่งบอกว่าเธอคิดแบบนั้นจริงๆ

เพราะเหตุผลคิดตื้นๆ และสายตาเด็กน้อยแบบนั้น สามารถเรียกรอยยิ้มบางๆ บนใบหน้าหล่อเหลาได้ แต่เสียดายที่หญิงสาวไม่ทันได้เห็นเพราะรอยยิ้มนั้นเกิดขึ้นและหายไปในเสี้ยววินาที

“ผมก็ต้องขอโทษคุณด้วยที่ไม่ได้บอก”

คำขอโทษจากอีกฝ่ายทำให้ดาริกาใจชื้นขึ้นมาหน่อย อย่างน้อยเขาก็ไม่คิดจะเอาโทษเธอเพราะหากเขาเป็นอาจารย์นภนต์จริงๆ แสดงว่าตอนนี้ชะตาของเธอตกอยู่ในมือของเขาเต็มๆ ก็ใครจะไปนึกล่ะว่ารองศาสตราจารย์ ดร.นภนต์ ที่ฟังประวัติแล้วคงจะเป็นคุณลุงมากประสบการณ์ผ่านโลกมาอย่างโชกโชน จะกลับกลายมาเป็นชายหนุ่มหน้าละอ่อนเด็กเนิร์ดใส่แว่นแถมขี้เต๊ะตรงหน้าแบบนี้

“ต้องขอโทษอีกครั้งนะคะอาจารย์” เธอพูดอ้อมแอ้ม เปลี่ยนสรรพนามเรียกชายหนุ่มอย่างมีมารยาท

“อืม ไม่เป็นไร” เมื่อเห็นท่าทางสำนึกผิดนภนต์ก็ได้แต่ต้องอภัยให้เท่านั้น อันที่จริงเขาก็ไม่ได้โกรธเคืองอะไร นึกตลกด้วยซ้ำไปที่หญิงสาวคิดว่าตัวเขาแก่กว่าที่เป็นอยู่

“ชื่อดาริกาใช่ไหม...อาจารย์ณัชพลเล่าเรื่องของคุณให้ฟังแล้ว” เมื่อไม่ต้องปิดบังฐานะแล้ว นภนต์จึงเริ่มเปิดประเด็นที่ควรจะคุยกันขึ้นมา

“ค่ะ” ดาริกาได้แต่ตอบรับเบาๆ อย่างสงบเสงี่ยม นึกในใจหากเขาไม่รับเธอเข้าทำงานด้วยแล้วเธอจะสืบเรื่องอาจารย์ณัชพลอย่างไร ในเมื่อตอนนี้สะพานที่จะทอดไปสู่อาจารย์ณัชพลมีแค่คนๆ เดียวก็คืออาจารย์หนุ่มตรงหน้า

ดวงตาคมกระพริบถี่ๆ สายตาไม่ได้โฟกัสไปที่จุดใดกลับกลอกไปมาราวกับใช้ความคิดบางอย่าง ทั้งๆ ที่รับปากมาแล้วตัดสินใจไปแล้วแท้ๆ แต่ก็ต้องไตร่ตรองซ้ำไปซ้ำมาจนเป็นนิสัย สักพักความวุ่นวายปั่นป่วนที่ตีกันในสมองก็สงบลง สังเกตจากนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มที่จ้องมองมาฉาบไปด้วยความมั่นใจเปี่ยมล้น

“ตั้งแต่วันนี้คุณมาช่วยงานวิจัยของผม จนกว่าอาจารย์ณัชพลจะกลับมาก็แล้วกัน”

“ให้ฉันมาช่วยงานอาจารย์ได้?”

ดาริกาถามไปอย่างนั้นทั้งที่ในใจกำลังเต้นลิงโลด ถึงจะผิดจากแผนไปบ้างแต่อย่างไรเสียตอนนี้เธอก็กำลังจะได้เข้ามาทำงานกับอาจารย์นภนต์ผู้เกี่ยวข้องกับอาจารย์ณัชพลเป้าหมายคนสำคัญของเธอ ยังไงซะวันนี้ก็ไม่ได้คว้าน้ำเหลวอย่างที่คิด จะต้องมีหนทางบางอย่างที่จะนำให้เธอดึงแผนการที่วางไว้กลับเข้าสู่ทิศทางเดิมอย่างที่มันควรจะเป็น นอกจากแผนการขั้นที่สองกำลังใกล้ความสำเร็จเต็มทีแล้ว การก้าวเข้าสู่วงการเพลงของเธอก็ใกล้เข้ามาอีกนิดหนึ่งด้วยเช่นกัน

“ใช่ ผมไม่มีทางเลือกนี่ ยังไงก็หวังว่าเราจะเป็นเพื่อนร่วมงานที่ดีต่อกัน” นภนต์พูดด้วยเสียงเรียบและใบหน้านิ่ง ไม่ได้ตั้งใจจะสื่อความหมายด้านลบ แต่หากทำให้คนฟังที่กำลังอารมณ์ดีเริ่มหงุดหงิดขึ้นมานิดๆ

คำพูดแอบจิกกัดของอาจารย์หนุ่มทำเอาดาริกาคิดหนัก หวังในใจเป็นอย่างยิ่งว่าเธอกับเขาจะไม่ตีกันตายจนเสียงานก่อนที่เธอจะทำมันสำเร็จนะ

“ฉันก็คงไม่มีทางเลือกอื่นเหมือนกันสินะ”

เธอกระซิบเสียงเบากับตัวเอง พลันหันหน้ามองชายในชุดกาวน์ที่นั่งหลังตรงทำมือขยุกขยิกเหมือนจดบันทึกอะไรบางอย่างลงสมุดเล่มเล็กบนโต๊ะยาว เขาไม่รู้ตัวเลยว่าได้ทิ้งระเบิดขนาดย่อมเอาไว้และดูเหมือนว่าเขาก็ไม่ได้สนใจสายตาที่เธอจ้องมองมาด้วยซ้ำ เอาแต่ทำปากขมุบขมิบเหมือนท่องสูตรคณิตศาสตร์สลับกับการขยับปากกาเขียนบางอย่างลงบนกระดาษอยู่อย่างนั้น

...ก็อย่างว่า ความเป็นอัจฉริยะ มักจะทำให้คนมีพฤติกรรมแปลกๆ...

0 ความคิดเห็น