ทฤษฎีรหัสเลือด (สนพ.เฟยฮุ่ย)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 202 Views

  • 1 Comments

  • 13 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    1

    Overall
    202

ตอนที่ 13 : ตอนที่ 11

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    27 ม.ค. 62

หลังจากที่นภนต์ตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุเสร็จ อาชวินและเขาก็แยกทางกันกลับ โดยนายตำรวจหนุ่มอ้างว่ายังมีงานอีกมากที่จะต้องสะสาง แล้วรีบออกไปทันที ช่วงเวลาสองชั่วโมงที่อยู่ด้วยกันเขารู้สึกว่านายตำรวจคนนี้คงจะไม่ชอบหน้าเขาเสียเท่าไหร่นัก ทั้งพูดจาแบบมะนาวไม่มีน้ำ แถมชอบชักสีหน้าไม่พอใจใส่บ่อยๆ ทั้งที่เขายังไม่ได้ทำอะไรให้ ได้ยินมาว่าเป็นเพื่อนสนิทของยัยผู้ช่วยตัวยุ่ง บางทีสาเหตุอาจจะมาจากเธอคนนั้นก็เป็นได้

ร่างสูงเดินมาตามทางเดินที่สองข้างเป็นห้องทดลองติดๆ กันตามแบบแผนของตึกวิจัยทั่วไป

“อาจารย์นภนต์ มาทำอะไรที่นี่หรือครับ”

เสียงทุ้มของผู้ชายถามไล่หลัง นภนต์หยุดก้าวขายาวลง แล้วหันมาเผชิญหน้ากับผู้ที่รั้งเรียกเขาไว้ แล้วก็ต้องแปลกใจที่ได้มาพบกับคนที่ไม่คาดฝัน

“อาจารย์โกศล...”

ชายผิวสองสีเดินเข้ามาใกล้พร้อมรอยยิ้มเป็นมิตร

“สวัสดีครับ ไม่คิดว่าเราจะได้เจอกันอีก แล้วคุณผู้หญิงคนนั้นล่ะครับ” เขาหันซ้ายขวามองหาคุณผู้หญิงที่หมายถึงดาริกา

“กลับกรุงเทพไปแล้วครับ ว่าแต่...อาจารย์มาทำอะไรที่นี่” สองครั้งแล้วที่เขาได้พบกับโกศล ในโอกาสที่เป็นไปได้ยากที่จะได้พบกันแบบนี้ 

“ทำงานครับ พอดีเพื่อนที่รู้จักกันขอให้มาช่วย แล้วอาจารย์ล่ะครับ”

“ทำงานเหมือนกันครับ” นภนต์ตอบส่งๆ ใจจริงก็ไม่ได้อยากจะยืนเสวนากับคนคนนี้เสียเท่าไหร่

“ที่นี่หรือครับ?” โกศลขมวดคิ้ว นักดาราศาสตร์มีงานอะไรที่ต้องทำในสถาบันวิจัยทางธรณีวิทยางั้นหรือ ถึงจะบอกว่าเขาเองก็ทำงานด้านรังสีประยุกต์และไอโซโทปก็เถอะ แต่มันก็ยังมีส่วนที่จะต้องใช้ในการตรวจสอบอายุขัยของหิน ดิน แร่ หรือไม้ ก็ยังพอมีน้ำหนักใช้สีข้างเข้าถูอ้างโน่นนี่ได้

“ใช่ครับ...ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมขอตัวก่อน” นภนต์ไม่สนหรอกว่าอีกฝ่ายจะคิดอย่างไร พลันเอ่ยตัดบท

“อาจารย์ครับ เราออกไปหาอะไรทานกันสักหน่อยไหม”

ถึงจะทำงานเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเดียวกัน แต่ก็คนละภาควิชา ไม่ได้สนิทสนมกันเท่าไหร่นัก รู้จักกันก็เฉพาะเวลางาน แล้วทำไมถึงได้มาชวนเขาออกไปด้วยกัน

นภนต์เงียบไปครู่หนึ่งก่อนตัดสินใจได้ ด้วยความสงสัยในตัวโกศล เขาจึงรับปาก

“ได้ครับ”

 

เวลาพลบค่ำ แสงหลอดไฟนีออนส่องสว่างไปทั่วเมือง ทำหน้าที่แทนดวงอาทิตย์ที่ทำงานมาแล้วทั้งวัน สองอาจารย์หนุ่มนั่งอยู่ในร้านอาหารพื้นเมือง อาหารที่วางเต็มโต๊ะส่งกลิ่นหอมโชยเรียกน้ำย่อยได้ดี

“เป็นยังไงบ้างครับ อาหารถูกปากหรือเปล่า” โกศลเอ่ยถามขึ้นขณะตักอาหารเข้าปาก

นภนต์ที่รอเคี้ยวอาหารให้หมดปากดีก่อน จึงตอบ “ก็ดีครับ”

“ช่วงนี้อาจารย์ทำวิจัยอะไรอยู่หรือครับ”

“เกี่ยวกับลูกอุกกาบาตน่ะครับ”

“แล้วเป็นอย่างไรบ้างครับ”

“ก็แค่เฝ้าสังเกตการเปลี่ยนแปลงมันทุกๆ วัน”

“งานสอนล่ะครับ ได้ข่าวว่าในคลาสมีแต่สาวๆ”

“เรื่อยๆ ครับ อีกอย่างนักศึกษาชายก็ต้องเข้าคลาสของผมเช่นกัน”

ประโยคถามคำตอบคำยังคงดังขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีทีท่าว่าคนถามจะหยุดถาม และไม่มีทีท่าว่าคนตอบจะหยุดตอบเช่นกัน

...กำลังแข่งความอดทนกันอยู่หรืออย่างไร...

“ศูนย์ศิลปะและโบราณวัตถุ ร่วมกับบริษัท ฮุ้ยฮงเจี่ย จำกัด ที่มีนายยิ่งยศ คุ้งทองคำ หรือเสี่ยยิ่ง เป็นประธานกรรมการ ร่วมกันจัดนิทรรศการแสดงผลงานศิลปะและโบราณวัตถุเพื่อการเปิดประมูลบนเรือสำราญ โดยมีศิลปวัตถุที่คัดสรรเข้าสู่การประมูลมาจัดแสดงมากกว่าร้อยรายการ เช่น แจกันลายครามสมัยราชวงศ์ซ่ง จานกระเบื้องเคลือบลายสีลายกินรี สมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีเครื่องแก้วเจียระไน เครื่องเงิน และเครื่องประดับโบราณประดับอัญมณีหายาก อีกด้วย งานประมูลครั้งนี้จัดขึ้นเนื่องจากฉลองครบรอบสามสิบปีของบริษัท ฮุ้ยฮงเจี่ย ในวันที่ 25 ตุลาคมนี้ ซึ่งงานประมูลถูกจัดขึ้นในทุกๆ สิบปีที่ครบรอบวันก่อตั้งบริษัท...”

ครั้นได้ยินเสียงผู้ประกาศข่าวสาว นภนต์ก็หันไปมองทางกล่องสี่เหลี่ยมต้นกำเนิดภาพและเสียงทันที

ท่าทางสนอกสนใจแบบนั้น ทำให้โกศลเกิดสงสัย...น่าแปลกที่เขาดูสนใจข่าวแบบนี้ มันช่างขัดกับบุคลิกพิกล...โกศลคิดในใจ

“นี่เป็นภาพถ่ายในงานครั้งที่แล้วค่ะท่านผู้ชม ถูกจัดอย่างยิ่งใหญ่เลยทีเดียว ทางคุณยิ่งยศได้บอกผ่านสื่อว่าครั้งนี้จะต้องยิ่งใหญ่กว่าเดิมอย่างแน่นอน”

ภาพถ่ายของงานประมูลครั้งที่แล้วถูกฉายออกอากาศ สงสัยจังว่างานนี้เสี่ยยิ่งยศจ่ายค่าโฆษณาให้สำนักข่าวไปเท่าไหร่ ถึงได้มีช่วงเวลาให้ข่าวของเขาออกอากาศยาวนานขนาดนี้

นภนต์หรี่ตาลงตั้งใจเก็บรายละเอียดแต่ละภาพที่ถูกฉายขึ้นมา ถึงจะผ่านไปสิบปีแล้ว แต่กล้องดิจิตอลรุ่นแรกๆ ก็สามารถเก็บภาพความทรงจำไว้ในสภาพดีได้

...รวมถึงความทรงจำของเขาเองก็ยังคงเด่นชัดในสมองจนถึงทุกวันนี้...

ครอบครัวของเขาก็ได้รับเชิญไปร่วมงานประมูลในครั้งนั้นด้วย เรื่องประมูลก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่ ส่วนตัวเขาขอนั่งอยู่บนดาดฟ้าเฝ้ารอคอยจนท้องฟ้ามืดสนิท ดวงดาวแข่งกันเปล่งแสงระยิบระยับนับล้านดวง และสิ่งที่เขากำลังรอคอยก็คือรอยฝ้าสีขาวพาดผ่านท้องฟ้า ไม่ว่าลมจะพัดแรงเพียงใดก็ไม่มีทางปลิวหาย นั่นแหละ...ทางช้างเผือก

เรือสำราญลำใหญ่กำลังแล่นข้ามผ่านทะเลอันดามันไปยังมะละกา ในช่วงเดือนตุลาคมถึงธันวาคม ทางซีกโลกใต้จะเห็นทางช้างเผือกชัดที่สุด และยิ่งอยู่ท่ามกลางความมืดมิดบนผืนทะเลกว้างแล้ว...

...ทำให้เขารู้สึกว่าทางช้างเผือกอยู่ใกล้แค่เอื้อม

ทันใดก็มีภาพที่ถ่ายติดบุคคลคุ้นหน้าปรากฏขึ้น ไม่ใช่แค่คนหรือสองคน แต่เขากลับรู้จักบุคคลในภาพเกือบครบทั้งหมด...นภนต์กำมือแน่น เกิดความสบสนขึ้นภายในสมองของจอมอัจฉริยะ

...ไม่แน่นะว่า งานประมูลนี่...

“อาจารย์สนใจงานประมูลด้วยหรือครับ”

เสียงของโกศลเรียกสติของนภนต์กลับเข้าที่ เขากระพริบตาถี่ๆ พลางคิดคำตอบ “ก็ไม่เชิง”

“แต่คุณดูสนใจมาก” ชายผิวเข้มเอ่ยขึ้น พยายามจับผิดด้วยสายตา

“ผมแค่เคยไปร่วมงานนี้น่ะ เมื่อสิบปีก่อน” นภนต์จำต้องเล่าความจริงอย่างเสียไม่ได้

โกศลชักสีหน้าประหลาดใจ

“งั้นหรือครับ...ครั้งนี้ผมก็ได้รับเชิญไปเหมือนกัน” พลันเล่าถึงเรื่องของตัวเอง เขาก็ยืดอกอย่างภาคภูมิใจ ในอดีตนภนต์จะถูกเชิญไปในฐานะอะไรก็ช่าง แต่ปัจจุบันเขาได้รับเชิญไปในฐานะแขกวีไอพี พูดอีกอย่างก็คือ ฐานะทางสังคมระหว่างเรากำลังจะเท่าเทียมกัน

“อืม...ครับ”

นภนต์กล่าวเรียบๆ ด้วยใบหน้าไร้ซึ่งอารมณ์ อีกฝ่ายตั้งใจพูดออกมาแบบนั้นเขาหรือจะไม่รู้ถึงจุดประสงค์ที่แฝงอยู่ภายใน

จากนั้นเขาก็ตักข้าวเข้าปากต่อโดยไม่ได้สังเกตถึงสีหน้าไม่พอใจของอีกฝ่าย

โกศลกำมือแน่นพยายามข่มความไม่พอใจไว้ในส่วนลึกของจิตใจ พร้อมกับฉีกยิ้มเพื่อใช้กลบเกลื่อนให้แนบเนียนที่สุด

 

นี่ก็ปาเข้าไปสี่ทุ่มครึ่งแล้ว แต่เสียงนิ้วสัมผัสแป้นพิมพ์ยังคงดังกระหึ่มไม่มีทีท่าว่าจะสงบลง

ธิติมา นักข่าวภาคสนาม ที่ช่วงนี้ชอบเสนอตัวมาช่วยงานบ.ก.หนุ่มเป็นประจำ จนเพื่อนร่วมงานคนอื่นนึกหมั่นไส้ คิดว่าเธอตั้งใจจะประจบเอาหน้า ไม่ก็อยากได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง หรืออาจจะเด็ดกว่านั้นคือหาทางเข้าใกล้ชิดและหว่านเสน่ห์เพื่อจะได้บ.ก.หนุ่มรูปงามมาครอบครอง โดยหารู้ไม่ว่าที่เธอยอมทนนั่งหลังขดหลังแข็งพิมพ์งานอยู่อย่างนี้ ไม่ใช่เพราะความก้าวหน้าในอาชีพนักข่าวหรือความเสน่หาที่เธอแอบเก็บความรู้สึกนี้ไว้ส่วนลึกของหัวใจ แต่ทำไปเพราะความมีจิตสำนึกที่ดีต่างหาก

อาจารย์ณัชพลตายแล้ว...ธิติมารู้ข่าวนี้จากดาริกา

สถานที่คือสถาบันวิจัยในจังหวัดนครราชสีมา จำได้ว่าช่วงเวลานั้นทั้ง บ.ก.กรวิวัฒน์ ยิ่งยศ และสาธนี ก็อยู่ที่นั่นด้วย

ดังนั้น ตอนนี้ธิติมาจึงต้องใช้เวลาอยู่กับบ.ก.ของเธอให้นานที่สุดในแต่ละวัน เพื่อคอยระวังไม่ให้เขาไปก่อเหตุหรือกลายเป็นผู้เสียหายไป

ช่วงนี้กรวิวัฒน์ชอบทำงานถึงดึกดื่นมืดค่ำ ทั้งที่ปกติแล้วถึงเวลาเลิกงานเขาก็จะกลับบ้านทันที มันจะมีอะไรเกี่ยวข้องกับเรื่องงานประมูลสินค้า ของนายยิ่งยศหรือเปล่านะ เพราะสีหน้าท่าทางของเขาเปลี่ยนไปตั้งแต่วันที่เจ๊ลำไยได้ข่าวเรื่องงานประมูลนี้มาจากแหล่งข่าวลับๆ ของนาง

งานประมูลบนเรือสำราญที่เคยจัดไปเมื่อสิบปีก่อน บ.ก.กรวิวัฒน์จะมีส่วนเกี่ยวข้องอะไรหรือเปล่า

“เข็ม มีกระดาษหน้าเดียวบ้างมั้ย พี่ขอซักสามสี่แผ่นสิ”

เสียงของกรวิวัฒน์ดังขึ้นจากในห้องทำงาน ถึงจะอยู่ในระยะไกล แต่เพราะประตูที่เปิดทิ้งไว้บวกกับความเงียบในยามราตรีทำให้ธิติมาได้ยินเสียงนั้นชัดเจน

“มีค่ะ เดี๋ยวหนูเอาไปให้นะ” เธอตะโกนบอก

“ขอบคุณมาก”

ธิติมาก้มลงไปหยิบกระดาษหน้าเดียวสำหรับรียูสใต้โต๊ะทำงาน แต่ดันเลือกหยิบกระดาษตรงกลางที่ถูกทับซ้อนไว้ทั้งบนและล่าง ทำให้เสียสมดุล กระดาษด้านบนลื่นไหลลงมาทับซ้อนกันกองที่พื้น ทำเอาธิติมาหัวเสีย แต่ก็ยอมปล่อยเอาไว้ก่อนแล้วเลือกหยิบกระดาษสี่แผ่นที่ดูดีที่สุดจากในกองออกมา

“นี่ค่ะ พี่กาย” หญิงสาวตัวเล็กเดินเอามาให้ถึงในห้องทำงานของบ.ก.หนุ่ม

กรวิวัฒน์ยื่นมืออกไปรับแล้วส่งยิ้มให้ “ขอบใจมาก แล้วก็อย่าหักโหมนักล่ะ เราน่ะกลับบ้านไปนอนได้แล้ว”

“อีกนิดเดียวก็จะเสร็จแล้วล่ะค่ะ หนูอยากทำให้เสร็จก่อนน่ะ” ธิติมายิ้มตอบ นึกซาบซึ้งใจกับความเป็นห่วงเป็นใยของบ.ก.รูปงามตรงหน้า

“พี่กายคะ หนูขอถามอะไรหน่อยได้มั้ย”

คนหน้าหล่อตี๋เกาหลีเงยหน้าขึ้น นึกสงสัยเรื่องคำถามของเพื่อนรุ่นน้อง “ได้สิ”

ธิติมาลอบกลืนน้ำลาย แต่ความอยากรู้มันสุมอกจนทนไม่ไหว “พี่กายพอจะรู้เรื่อง งานประมูลของเสี่ยยิ่งบ้างมั้ยคะ”

กรวิวัฒน์นิ่งไปพักใหญ่ ราวกับใช้ความคิดบางอย่าง

“รู้สิ เมื่อสิบปีก่อนพี่ยังไปทำข่าวที่นั่นกับรุ่นพี่อยู่เลย” เขาตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“ทำข่าว?” 

“ใช่ ตอนนั้นพี่ยังเป็นแค่นักข่าวต๊อกต๋อยที่โดนรุ่นพี่บังคับให้ไปด้วยน่ะ...เข็มถามทำไมหรอ”

เมื่อถูกย้อนถาม ธิติมาเลยไปต่อไม่ถูก ได้แต่เอาสีข้างเข้าถูไปก่อน

“เอ้อ ไม่มีอะไรหรอกค่ะ พอดีเจ๊ลำไยมาโม้ไว้น่ะค่ะ ว่าจะต้องหาชุดเริ่ดไว้ไปทำข่าวในงานประมูล ก็เลยอยากรู้น่ะค่ะว่าเป็นงานแบบไหน” พูดจบก็ยกมือปาดเหงื่อ

“จัดอย่างยิ่งใหญ่บนเรือสำราญเชียวล่ะ มีแต่พวกเศรษฐีมีสตางค์ไปร่วมงานทั้งนั้น...” กรวิวัฒน์เล่า “...ไม่งั้นก็คงจะปิดปากเรื่องนั้นได้ไม่สนิทเท่านี้” เสียงแผ่วของกรวิวัฒน์เกือบจะเป็นแค่กระซิบ

“เรื่องนั้น? เกิดอะไรขึ้นหรอคะ” ธิติมาเบิกตาโตถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น ถึงเสียงจะเบาแค่ไหนแต่ในที่เงียบก็กลับได้ยินอย่างชัดเจน

เหมือนเมื่อครู่กรวิวัฒน์เล่าไปโดยไม่ได้ตั้งใจ เขาทำหน้าเลิกลั่กเล็กน้อยก่อนยอมบอก “เป็นข่าวลือน่ะ ว่ามีคนตายที่ห้องเก็บของใต้ท้องเรือ เป็นสองแม่ลูก แต่พี่ก็ไม่รู้รายละเอียดความเป็นไปเป็นมาหรอกนะ” 

“คนตายหรอคะ เกิดขึ้นได้ยังไงกัน” สาวผิวสีน้ำผึ้งตะโกนอย่างตกใจ ไม่คิดไม่ฝันว่าเบื้องหลังความหรูหรา โอ่อ่า ของพวกเศรษฐีจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น

“มันเป็นแค่ข่าวลือน่ะ ไม่รู้จริงหรือเปล่า แต่ถ้าจริง...คนที่รู้เรื่องนี้คงจะได้เงินเยอะอยู่แหละ เพราะข่าวไม่รั่วเลยนี่ ขนาดพี่เป็นคนทำข่าวอยู่ที่นั่นยังไม่รู้เรื่องเลย” กรวิวัฒน์แอบจิกกัดเพื่อนร่วมสายอาชีพเดียวกัน

ทั้งที่พฤติกรรมของตนเองก็ไม่ได้ต่างไปจากคนพวกนั้นเสียเท่าไหร่

“ค่ะ” ธิติมาตอบรับสั้นๆ ยังสับสนเรื่องราวที่เพิ่งจะรับรู้

นายยิ่งยศเองก็เป็นหนึ่งในผู้ต้องสงสัยในคดีนี้ สิบปีก่อนมีข่าวลือเรื่องมีคนตายในห้องเก็บของใต้ท้องเรือในคืนวันงานที่เขาจัดประมูลสินค้าบนเรือสำราญ และกรวิวัฒน์ก็ไปทำข่าวสถานที่นั้นโดยบังเอิญ

...บังเอิญไปอยู่ที่ๆ เดียวกันอีกแล้ว...

ธิติมาพาร่างเล็กกลับมาที่โต๊ทำงานอันรกรุงรัง แถมบนพื้นยังมีกองกระดาษพูนเป็นภูเขาให้เธอต้องเก็บอีก

“เฮ้อ” หญิงสาวถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วนั่งยองๆ รวบกระดาษเข้าหากัน จับตั้งขึ้นแล้วเคาะกับพื้นให้แผ่นกระดาษเสมอกัน

ทันใดนั้นสายตาก็หันไปปะทะกับแผ่นกระดาษเอสี่แผ่นหนึ่งที่รวมอยู่ในกอง แต่เหมือนมีอะไรดลใจให้เธอหยิบมันขึ้นมาดู

...กระดาษแผ่นนี้...

เพราะกระดาษปริศนาแผ่นนั้น ทำให้ธิติมาตัดสินใจอะไรบางอย่างได้

 

“การ์ดเชิญไปร่วมงานประมูลครับ คนของคุณยิ่งยศเพิ่งเอามาให้” ภูชิตต่อศอกยื่นซองสีชมพูขนาดครึ่งเอสี่ไปให้ชายชราที่กำลังนั่งจิบกาแฟยามเช้า พร้อมกับกางหนังสือพิมพ์เพื่ออ่านข่าวสารความเป็นไปของบ้านเมือง

การ์ดเชิญที่เลขาของชัยฤทธิ์รับไว้ และส่งต่อมาให้เขาเพื่อเอามามอบให้กับท่านประธานบริษัท

“งานประมูล?”

ชัยฤทธิ์ยื่นมือออกไปรับและเปิดซองออกอ่านข้อความบนกระดาษหอมสีชมพู

“เส้นทางภูเก็ต มะละกา ฮ่าฮ่าน่าสนใจแฮะ” ชายชราหัวเราะชอบใจกับงานครั้งนี้ที่ยิ่งยศจัดขึ้น

“อาจารย์รู้จักกับคุณยิ่งยศเป็นการส่วนตัวหรือครับ” ชายหนุ่มเอ่ยถาม เขารู้สึกแปลกใจที่เศรษฐียิ่งยศส่งการ์ดมาเชิญเองแบบนี้

“รู้จักกันโดยบังเอิญน่ะ ในงานอะไรซักอย่าง...จำไม่ได้แล้ว” ชัยฤทธิ์ขมวดคิ้วทำท่าคิดไม่ออก พลันหยิบแก้วกาแฟขึ้นมาดื่มต่อ “ฝากบอกเลขาฉันด้วยว่า ฉันจะไปร่วมงานประมูลนี่”

ภูชิตพยักหน้ารับคำสั่ง “ได้ครับอาจารย์”

“แล้วตอนนี้...งานวิจัยที่กำลังทำอยู่ไปถึงไหนแล้วล่ะ” ชัยฤทธิ์ถามในฐานะอาจารย์ ลูกศิษย์คนนี้เขาปั้นขึ้นเองกับมือ ทั้งยังเชื่อฟัง ถ่อมตนและมีพรสวรรค์ นับว่าเป็นผลงานที่น่าภูมิใจสำหรับเขาอีกชิ้นหนึ่ง

“เรื่อยๆ ครับ ถ้าอยากจะให้ผลงานออกมาดีก็จะต้องใจเย็นๆ รอเวลาที่เป็นของเรา...” ชายหนุ่มยิ้มกว้าง “...เหมือนที่อาจารย์สอนผม ช้าๆ ได้พร้าสองเล่มงาม”

...ทุกคำสั่งสอนของอาจารย์เขาจำได้ขึ้นใจ

“เก่งมาก” ชายชราเอ่ยชม สมกับเป็นศิษย์รักจริงๆ “ถ้าวันไหนว่างมาช่วยงานฉันหน่อยสิ”

ภูชิตเอียงคอเล็กน้อย

“ให้มาช่วยงานหรือครับ” ถึงแม้จะเป็นอาจารย์กับศิษย์ที่สนิทสนมกัน แต่เขาก็ไม่เคยมาวางก้ามก้าวก่ายงานในบริษัทของชัยฤทธิ์ เพื่อหวังประโยชน์ทางการเงิน 

“อืม ฉันอยากลองทำอุปกรณ์ชิ้นใหม่น่ะ เพื่อเจาะตลาดด้านเหมืองแร่” ชัยฤทธิ์ดันแว่นตาขึ้น แล้วเอามือประสานกันไว้ที่ริมฝีปาก

ชายอายุน้อยกว่าเงียบไปครู่ แล้วตอบรับเมื่อตัดสินใจได้

“ถ้าอาจารย์ไว้ใจผม ผมก็จะทำครับ”


0 ความคิดเห็น