ทฤษฎีรหัสเลือด (สนพ.เฟยฮุ่ย)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 202 Views

  • 1 Comments

  • 13 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    1

    Overall
    202

ตอนที่ 12 : ตอนที่ 10

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    17 ม.ค. 62

“ไม่มีอะไรที่ผิดปกติเลย ใช่ไหมล่ะครับ” อาชวินเอ่ยถามอาจารย์หนุ่มที่ขอมาตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุด้วยตัวเอง และได้รับการอนุญาตเป็นกรณีพิเศษจากผกก.คุณากรแล้ว

นภนต์ขยับกรอบแว่นทรงรีขึ้น พลางกวาดสายตามองไปทั่ว

“ใช่...”

ภายในห้องทดลองไม่มีอะไรผิดปกติ ทั้งอุปกรณ์เครื่องมือก็ยังวางอยู่ที่เดิมของมัน เหมือนไม่มีการต่อสู้ระหว่างคนร้ายกับผู้ตาย แสดงว่าคนร้ายคงลงมือตอนเผลอ หรือไม่ก็สถานที่เกิดเหตุจริงๆ อาจจะเป็นที่อื่นนภนต์ตั้งสมมติฐานจากสภาพของสถานที่เกิดเหตุ

“ก็บอกแล้วว่าไม่มีอะไรที่รอดพ้นสายตาผมไปได้แน่” อาชวินตั้งใจพูดเกทับ พลางยืดตัวขึ้นแสดงมั่นใจในฝีมือการทำงานของตัวเอง

นภนต์ไม่ได้ตอบอะไรเพราะสมองได้ตัดขาดเขาออกจากโลกภายนอกแล้ว

จะว่าไม่มีอะไรแปลกเลยก็ไม่ได้ สำหรับห้องทดลองแล้วมันน่าจะมีการเอาอุปกรณ์นู่นมาทำ เอาสารเคมีนี่มาใช้หรือมีการอ่านค้นคว้าจากหนังสือ เอกสาร คอมพิวเตอร์ แต่ห้องทดลองที่เรียบร้อยขนาดนี้ แสดงว่าก่อนหน้าที่จะตาย ณัชพลคงจะไม่ได้ทำการทดลองอะไร เขาคงแค่ถูกใครสักคนเรียกให้มาพบที่นี่เท่านั้น

ถ้าเป็นการเรียกออกมาพบจริง แสดงว่าคนร้ายจะต้องเป็นคนรู้จักกัน

...แล้วก็เก้าอี้ตัวนี้...

นภนต์ล้วงหยิบถุงมือยางจากกระเป๋ากางเกงออกมาสวม จากนั้นทิ้งตัวนั่งยองๆ เอื้อมมือไปจับเก้าอี้กลมที่นอนอยู่ให้ตั้งขึ้นมา

อาชวินไม่ได้ว่าอะไร เขาแค่ยืนกอดอกมองการกระทำของอีกฝ่ายอยู่ห่างๆ

นภนต์จับเก้าอี้พลิกไปมาครู่ใหญ่ ก่อนจะเอ่ยขึ้นโดยไม่ยอมหันมาสบตาคู่สนทนา

“เรื่องเก้าอี้ คุณก็รู้แล้วใช่ไหม”

ท่าทางแบบนั้นทำให้อาชวินหงุดหงิด...จะเก๊กหล่อก็ทำเฉพาะต่อหน้าสาวๆ ก็พอ

“มันเป็นแบบไฮดรอลิก ที่ปรับความสูงได้”

“แล้ว...” นภนต์ช่วยต่อประโยคให้ การตอบเนิบๆ ให้คนฟังลุ้นกับท่ายักไหล่กวนโอ๊ยแบบนั้นก็ทำให้เขาเองหงุดหงิดเช่นกัน

“มันไม่ได้ล็อกไว้ที่ความสูง ขนาดที่ผู้ตายจะยกคอเอื้อมไปคล้องถึงเชือกได้ คะเนจากความสูงของเหยื่อแล้ว น่าจะเหลือช่องว่างระหว่างปลายเท้ากับเก้าอี้ประมาณยี่สิบเซนติเมตร” อาชวินตอบห้วนๆ รู้สึกเหมือนถูกทดสอบความเชี่ยวชาญในการทำงานภาคสนาม

ซึ่งอาชวินก็คิดไว้ไม่ผิด เขากำลังถูกนภนต์ทดสอบอยู่จริงๆ

นภนต์ลอบยิ้มอย่างถูกใจ นายตำรวจคนนี้ก็ฝีมือดีใช้ได้เหมือนกันนี่

“คุณไม่ทันได้เห็นสภาพศพสินะ” นายตำรวจว่าต่อ

“ไม่ได้เห็นหรอก มีอะไรผิดปกติงั้นหรือ” อาจารย์หนุ่มถามด้วยแววตาใคร่รู้

“เพิ่งได้รับการยืนยันมาว่า ที่คอของศพมีรอยกดทับของเชือกสองรอย รอยแรกเป็นรอยขวางตรงใต้ต่อต่อมไทรอยด์ รอยที่สองเป็นรอยถูกกดพาดยาวจากใต้คางไปถึงติ่งหู ที่เกิดจากแรงดึงของเชือกจากการถูกแขวนคอ”

นภนต์ทำตาลุกวาวนึกภาพตาม สภาพศพที่ไม่เหมือนการผูกคอตายทำให้เขารู้สึกประหลาดใจ “อย่างนั้นก็ตัดเรื่องฆ่าตัวตายไปได้เลย”

“รอยเชือกสองรอยนี้เกิดขึ้นพร้อมๆ กัน เดาไม่ยากเลยว่าถูกเชือกรัดคอจนตายก่อน ค่อยถูกเอาไปแขวนไว้” อาชวินเสริมขึ้นอีก

อาจารย์หนุ่มลุกขึ้นยืนพลันหันร่างสูงไปหาอาชวิน และสบตากับอีกฝ่ายตรงๆ “แปลกมากจริงๆ ถึงจะลองมองในมุมคนร้ายที่อยากจะบอกนักหนาว่านี่เป็นการฆาตกรรม แล้วจะยุ่งยากเอาศพไปแขวนไว้เพื่อให้ดูเป็นการฆ่าตัวตายทำไมกัน สู้เอาปืนมายิงไม่ง่ายกว่าหรือไง”

ถ้าจะสร้างคดีฆาตกรรมต่อเนื่องเขย่าขวัญ แล้วจะทำให้ดูเหมือนการฆ่าตัวตายทำไมกัน

อาชวินพยักหน้าเห็นด้วย “มีความเป็นไปได้อีกอย่างคือ คนที่รัดคอ คนที่เอาศพขึ้นไปแขวนไว้และคนที่ทิ้งปริศนาตัวเลขอาจจะเป็นฝีมือของคนละคนกัน...” เขาว่าตามลำดับ “...อ้อแล้วคดีนี้ ผู้ตายไม่มีเลือดออก คนร้ายก็ไม่ได้ใช้เลือด ทำให้ตรวจสอบไม่ได้ว่าเวลาตาย ตรงกับเวลาที่เลือดแห้งหรือเปล่า”

“รอยเลือดแห้งไม่พร้อมกัน?” นภนต์ขมวดคิ้วกับข้อมูลใหม่ที่ไม่เคยรู้มาก่อน

“ใช่ จากคดีนายมิ่งน่ะ...รอยเลือดจากการโดนฟาดถูกทิ้งไว้เกือบแห้งก่อนที่จะโดนยิงซ้ำ ส่วนเลือดที่ใช้เขียนก็เป็นเลือดจากการโดนยิง” อาชวินเล่าจากประสบการณ์ตรง และยังได้ข่าวซุบซิบในวงการมายามาเป็นของแถมเสียด้วย

นภนต์เงียบไปสักพักพลางใช้ความคิด

“คาร์โบลฟิวซินใช้เวลาแค่สิบนาทีก็แห้งแล้วล่ะ แต่น่าเสียดายที่คดีนี้ไม่มีรอยเลือดปริศนาทิ้งเอาไว้” เขาเอ่ยเสียดายทั้งที่ในใจนึกสนุก ไม่มีหลักฐานทิ้งเอาไว้โต้งๆ ก็ต้องหาเอาเองสินะ

พลันนึกถึงข้อมูลใหม่จากปากนักสืบประณพเมื่อหลายวันก่อน

 

“อยากให้ทุกคนช่วยดูข้อมูลที่ผมได้รวบรวมเอาไว้ ตลอดเวลาสิบปีด้วยครับ” ชายร่างท้วมพูด พลางยื่นแฟ้มเอกสารสีดำขนาดใหญ่ที่เพิ่งหยิบออกมาจากกระเป๋า วางลงบนบนโต๊ะอย่างเบามือ

สี่บุคคลที่ถูกร้องขอให้ช่วย จ้องมองแฟ้มสีดำที่วางบนโต๊ะอย่างกระหายใคร่รู้ สลับกับมองหน้ากันเองเพื่อจะหาอาสาสมัครในการเปิดมันอ่าน ทุกคนกำลังตื่นเต้น ข้อมูลใหม่คืออะไร ยังมีปริศนาอีกมากเท่าไหร่ที่จะต้องหาคำเฉลย หรือว่าทุกคำตอบจะอยู่ในแฟ้มเล่มนี้แล้ว

“อาคะ ทำไมถึงทุ่มเทกับคดีนี้มากขนาดนี้...” หลานสาวเอ่ยถามเสียงเบา เหมือนกลัวๆ กล้าๆ “...ตลอดสิบปีมานี่ อาตามเรื่องนี้มาตลอด มีเหตุผลงั้นหรอ”

คำถามของดาริกาตรงกับใจของทุกคนในที่นี้ เพียงแต่ไม่มีใครกล้าเอ่ยถาม

ประณพก้มหน้าลง ใช้ความคิดครู่หนึ่ง ก่อนตอบด้วยสีหน้ามั่นใจกว่าเดิม

“ก็...วรโชติน่ะ เป็นคู่หูของอานี่”

ผู้เสียชีวิตในคดีที่สี่ เขาเคยเป็นคู่หูของนักสืบประณพและเป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกฆาตกรรม จากการเสียคู่หูไปครั้งนั้น ทำให้นักสืบประณพไม่มีคู่หูทำงานด้วยกันอีกเลย

ก็คงคล้ายๆ กับ โฮล์ม ที่ขาด วัตสัน 

ทำให้ตั้งแต่นั้นประณพต้องทำงานเพียงคนเดียว เขาไม่เพียงแต่เสียเพื่อนร่วมงานที่ดีแต่เขาเสียเพื่อนที่รู้ใจที่สุดไปด้วย ช่วงแรกที่ต้องทำงานคนเดียว ประณพขาดทั้งกำลังใจและแรงผลักดัน เขาคงยังทำใจไม่ได้ เพราะที่ผ่านมาคดียากๆ หลายคดีก็มีสมองของวรโชตินี่แหละที่มาช่วยกันระดมความคิด

ดังนั้น นักสืบประณพจึงสาบานต่อหน้าเถ้ากระดูกของวรโชติว่าจะต้องเอาตัวคนที่ก่อคดีครั้งนี้ขึ้นมา...ไปรับโทษให้สาสม...

เรื่องนี้คุณากรที่เป็นเพื่อนเก่าแก่รู้อยู่ก่อนแล้ว แต่หนุ่มสาวเยาว์วัยสามคนถึงกับตกใจให้กับเรื่องราวคาดไม่ถึงที่เพิ่งรับรู้

ในเมื่อไม่มีใครยอมหยิบมันขึ้นมา นภนต์จึงเอื้อมมือไปหยิบแฟ้มเล่มนั้นขึ้นมาอ่านเสียเอง ดวงตาคมไล่สายตาอ่านผ่านเลนส์ใส และข้อมูลในกระดาษแผ่นแรกก็ถึงกับทำให้ทุกคนประหลาดใจ

“เลือดกรุ๊ปโอ ที่ตรวจพบโรคโลหิตจาง...เป็นของนายวรโชติ” เสียงทุ้มเอ่ยสรุปเนื้อความในกระดาษ ที่เป็นชุดสำเนาใบตรวจสุขภาพของนายวรโชติ “...คุณรู้เรื่องนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่”

“ในช่วงหลังเกิดคดี ที่ผมไปที่บ้านของโชติเพื่อหาหลักฐานเพิ่มเติมนั่นแหละครับ ผมเองก็เพิ่งจะรู้เรื่องนี้เหมือนกัน” ประณพตอบเสียงแผ่ว

เขารู้ดีว่าหากตำรวจรู้เรื่องนี้จะต้องคิดว่าวรโชติเป็นคนร้ายแน่ๆ ในช่วงสิบปีนี้เขาจึงพยายามหาหลักฐานที่จะเป็นการแก้ต่างให้กับผู้ต้องสงสัยไร้ซึ่งปากออกมาตอบโต้

“แล้วทำไมถึงไม่รีบบอก!” คุณากรพูดเสียงเจือความไม่พอใจนัก ถึงแม้จะรู้เรื่องที่วรโชติเป็นคู่หูที่ทำงานนักสืบด้วยกันมานาน ทั้งยังมีความดีความชอบ และรับรู้ได้ถึงความโศกเศร้าเสียใจที่มีการสูญเสียเพื่อนคนสำคัญ แต่เรื่องสำคัญอย่างนี้ทำไมถึงเก็บเอาไว้ เขาคิดจะใช้ความรู้สึกส่วนตัวเพื่อบิดเบือนความจริงงั้นหรือ

ช่วยไม่ได้ในเมื่อช่วงที่นักสืบประณพรู้เรื่องนี้ คดีต่อเนื่องที่ว่า ถูกสรุปไปแล้วว่านายบรรพตคือคนร้าย ก็ไม่ใช่ความผิดของเขาที่ไม่ยอมแจ้งเรื่องนี้แก่ตำรวจ

“ฉันอยากจะหาข้อมูลให้มากกว่านี้ก่อน เพิ่มความมั่นใจน่ะ” ประณพตอบเพื่อน ทั้งยังส่งยิ้มฝืดๆ ให้ อันที่จริงเขาอยากจะได้เวลาในการค้นหาข้อมูลมากกว่านี้ อะไรก็ได้ที่จะบอกว่าอดีตคู่หูของเขาไม่ใช่ฆาตกรฆ่าใครทั้งนั้น

คุณากรทำหน้าเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เขารู้จักนิสัยเพื่อนคนนี้เป็นอย่างดีว่าให้ความสำคัญกับทั้งเพื่อนและงานมากขนาดไหน ถึงยอมแม้กระทั่งหย่าร้างกับภรรยา...ตลอดระยะเวลาที่รู้จักกันมันทำให้เกิดความเชื่อใจและความศรัทธาในตัวเพื่อนคนนี้ คุณากรจึงยอมวางเรื่องนี้ลง

อาชวินปะติดปะต่อเรื่องราวและส่งคำถามเพื่อขอความเห็น “ถ้าอย่างนั้น ก็แสดงว่าเลือดในคดีที่สองและสาม เป็นของนายวรโชติ...เขาก็คือคนลงมืองั้นหรือครับ”

นภนต์ใช้นิ้วเรียวพลิกหน้ากระดาษไล่สายตาอ่านข้อมูลของแผ่นถัดไป แล้วก็ส่งเสียงหัวเราะในลำคอออกมา

นอกจากจะไม่ได้คำตอบแล้ว ยังได้เสียงหัวเราะกลับมา อาชวินถึงกับคิ้วกระตุกกับท่าทางแบบนั้นของอาจารย์หนุ่ม “มีอะไรหรือครับ”

“ความสัมพันธ์นี้น่าสนใจ...” นภนต์เว้นวรรคหายใจ “...นางสาวงามวิไล ผู้ตายในคดีแรก เป็นแฟนสาวของนายวรโชติ”

ความสัมพันธ์ชักจะยุ่งเหยิงเข้าไปอีกขั้น ถ้าตั้งความสัมพันธ์นี้เป็นหลักและใช้เป็นมูลเหตุจูงใจในการฆาตกรรม วรโชติก็ต้องตกเป็นผู้ต้องสงสัยลำดับที่หนึ่ง

“ถ้าคุณวรโชติเป็นคนร้ายจริงแสดงว่าผู้ตายในคดีที่สองและสาม มีโอกาสที่จะเป็นคนลงมือข่มขืนคุณงามวิไล...ถูกต้องมั้ยคะ อ้าวแล้ว...ถ้าอย่างนั้นบรรพตจะสารภาพว่าตัวเองเป็นคนลงมือฆ่าคุณงามวิไลทำไม” ดาริกาแสดงความเห็นบ้าง

ถูกอย่างที่เธอพูด ถ้าหากลาภิศและเรืองศักดิ์เป็นคนฆ่าข่มขืนงามวิไล มันก็ไม่แปลกที่วรโชติจะลงมือเพื่อแก้แค้น แต่ว่า...จะเอาตัวละครที่ชื่อบรรพต ไปไว้ที่ไหนล่ะ ในเมื่อเขารับสารภาพว่าเป็นคนก่อเหตุฆาตกรรมต่อเนื่องทั้งหมด

คดีฆาตกรรมต่อเนื่อง...มีคนร้ายหลายคนสลับกับลงมือ แถมยังมีเหตุจูงใจที่ดูสมบูรณ์เกินไป มันไม่ดูแปลกๆ ไปหน่อยหรือ

บทบาทที่ทับซ้อนกันทำให้บรรยากาศตึงเครียดมากขึ้นไปอีก

“ตามหลักแล้วก็มีโอกาสสูงมากที่จะเป็นฝีมือสองคนนั่น...” คุณากรเอ่ย “...แต่ถ้าคิดอย่างนั้น ก็แสดงว่ามีคนร้ายมากกว่าหนึ่ง และทุกคนก็ต้องรู้เรื่องปริศนาตัวเลข แถมยังมีเรื่องบรรพตอีก”

ใช่...ปริศนาตัวเลข เป็นตัวนำทางให้เราหาจุดเชื่อมโยงระหว่างคดีได้ แต่ตอนนี้ยังใช้ไม่ได้กับการหาความสัมพันธ์ระหว่างผู้เสียชีวิตแต่ละคน

“แล้วถ้าลองคิดแบบนี้ล่ะคะ ผู้ตายคดีที่สองฆ่าผู้ตายคดีที่หนึ่ง แล้วสามก็ฆ่าสอง สี่ฆ่าสาม ไปเป็นทอดๆ” ดาริกาลองตั้งสมมติฐานขึ้นมาอีก

“ก็เป็นไปได้อีกแหละ...ในกรณีที่พวกเขารู้ความหมายของตัวเลขกันทุกคน” อาชวินตอบ “พวกเขาอาจจะปรึกษากันก่อน ให้นายฆ่าฉัน เธอฆ่าเขา แล้วตัวเลขของนายคือสอง สาม สี่ อะไรทำนองนี้” เขาพูดปนหัวเราะในประโยคหลัง ถึงความเป็นไปได้ที่ผู้เสียชีวิตทุกคนจะมีการเตี๊ยมเรื่องนี้กันไว้ก่อน

แต่ทุกคนก็เข้าใจอยู่แล้วล่ะ ว่าในความเป็นจริงแล้ว มันเป็นไปไม่ได้...พวกเขาจะทำอย่างนั้นกันทำไม สร้างประวัติศาสตร์ให้กับวงการฆาตกรรมต่อเนื่อง โดยแลกด้วยชีวิตของตัวเองหรืออย่างไรกัน

“หรือถ้าคิดอีกมุมหนึ่ง ก็อาจจะเป็นไปได้ที่มีคนชักใยอยู่เบื้องหลัง แล้วกำลังเล่นเกมให้แต่ละคนฆ่ากันเป็นทอดๆ โดยมือตัวเองไม่ต้องเปื้อนเลือด ซึ่งคนคนนั้นอาจจะเป็นบรรพตหรือไม่ใช่ก็ได้”

คุณากรเอ่ยเสียงเรียบ แต่มันช่างน่าขนลุกสำหรับคนฟัง ครั้นจินตนาการถึงความน่ากลัวของผู้เล่นในที่ที่มองไม่เห็นไม่ยอมเปิดเผยตน เอาแต่บัญชาการอยู่ในความมืดมิด

“แล้วก็ยังมีเรื่องสิบปีที่ถูกเว้นช่วงไว้ด้วย ทำไมถึงต้องรอให้นายมิ่งออกจากคุกก่อนถึงลงมือได้ ในเมื่ออาจารย์ณัชพลก็ต้องโดนฆาตกรรมด้วยเหมือนกัน แทนที่จะลงมือกับอาจารย์ณัชพลก่อน” นภนต์เอ่ยถึงเรื่องคาใจของเขาบ้าง ดวงตาคมไล่สายตามองแต่ละคนเพื่อขอความเห็น

“เขาอาจจะรอนายมิ่งจริงๆ ก็ได้” เหมือนนายตำรวจอายุน้อยจงใจพูดกวน ก็ในเมื่อนึกคำตอบที่ดีกว่านี้ไม่ออกแล้วจริงๆ

นภนต์พ่นลมหายใจออกเบาๆ เขาเองก็ยังไม่เข้าใจเรื่องนี้เหมือนกัน พลันพลิกกระดาษอีกแผ่นในแฟ้มเอกสารขึ้นมาอ่าน “สร้อยคอของนางสาวงามวิไลหายไปจากที่เกิดเหตุ เป็นสร้อยที่ทำจากทองคำขาวประดับด้วยจี้ทับทิมสีแดง วรโชติเป็นคนสั่งทำพิเศษมีเพียงสองเส้นบนโลก”

คนอ่านขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจนัก นักสืบประณพไปสืบท่าไหนถึงได้รู้ลึกรู้จริงรู้ละเอียดขนาดนี้

แล้วสร้อยคอตัวปัญหาที่ใส่ถุงพลาสติกไว้อย่างดี ก็ถูกนำมาวางโชว์หราบนโต๊ะ ด้วยฝีมือนักสืบประณพ

“เส้นนี้เป็นของวรโชติ เขาให้ผมไว้ในคืนก่อนที่เขาจะตาย เรานั่งดื่มกันครั้งสุดท้ายที่สำนักงาน...”

เขาเว้นช่วงไว้ครู่ หนึ่งเพื่อดูท่าทีคนฟัง สองคือเขากำลังกลั้นเสียงสะอื้น คิดถึงวันเวลาแห่งความสุขที่มันช่างผ่านไปเร็วเหมือนสายลมพัดผ่าน “ผมลืมเรื่องสร้อยเส้นนี้ไปแล้วด้วยซ้ำ แต่พอมาเจอมันเข้าในลิ้นชักทำให้ผมนึกเอะใจถึงสร้อยอีกเส้นที่น่าจะอยู่กับงามวิไล...แต่มันกลับหายไปจากที่เกิดเหตุ”

“อาเลยคิดว่า...มันอาจจะอยู่กับคนร้าย?” ปกติของที่คนรักให้ ฝ่ายหญิงก็มักจะเก็บไว้อย่างดีเสมอ โอกาสที่เธอจะทำหายมีน้อยเหลือเกิน ดาริกาคิดอย่างนั้น

“ก็ยังไม่แน่ เธออาจจะทำหายเองก็ได้” ประณพตอบ เขาก็ยังไม่แน่ใจเรื่องนี้เพียงแค่ยกมาเป็นหนึ่งประเด็นในการตั้งข้อสังเกตเท่านั้น

“งั้นตอนนี้สิ่งที่ต้องตรวจสอบก็คือ กรุ๊ปเลือดของนายลาภิศ และนายเรืองศักดิ์ ว่ามีใครคนใดคนหนึ่งมีเลือดกรุ๊ปบีหรือไม่ แล้วก็ลายนิ้วมือของนายวรโชติที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีที่สองและสาม ว่าตรงกับรอยนิ้วมือบนขวดแก้วกับบนด้ามมีดหรือเปล่า” ผู้กำกับการกล่าวสรุปสิ่งที่ต้องทำต่อไป

“โทรไปบอกผู้กองพัทธ์ให้รีบสืบเรื่องนี้ให้ด่วน” ประโยคหลังเขาหันไปพูดกับอาชวิน

“แล้วถ้าทุกอย่างออกมาตรงกับข้อสันนิษฐาน...” ประณพพูดเสียงแผ่ว หากทุกอย่างออกมาตรงกับข้อมูลที่มี เรื่องทุกอย่างก็จะลงล็อกกัน วรโชติที่ถูกเข้าใจว่าเป็นแพะของบรรพตมาตลอด ก็อาจจะถูกลดตำแหน่งลงไปเป็นฆาตกรก็ได้ ซึ่งเขาคงทำใจยอมรับเรื่องนี้ไม่ได้แน่

“สิ่งที่เห็นอาจจะไม่ใช่ความจริงเสมอไป...ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นย่อมมีเหตุผลในตัวมันเอง” นภนต์เอ่ยเสียงเรียบพร้อมสบตาตรงกับชายผู้เป็นนักสืบ

และแน่นอนว่า คำพูดแฝงความนัยเข้าใจยากของเขาก็ไม่มีใครเข้าใจถึงเจตนาของผู้พูดเลยมันก้ำกึ่งระหว่างให้กำลังใจและให้เตรียมทำใจ แล้วอย่างไหนคือสิ่งที่ผู้พูดต้องการจะสื่อกันแน่

ถึงจะยังไม่เข้าใจ แต่นักสืบประณพก็กล่าวขอบคุณไปตามมารยาท

 

0 ความคิดเห็น