ทฤษฎีรหัสเลือด (สนพ.เฟยฮุ่ย)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 195 Views

  • 1 Comments

  • 13 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    14

    Overall
    195

ตอนที่ 11 : ตอนที่ 9

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 13
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    14 ม.ค. 62

เสียงวิทยุเปิดเพลงจากเครื่องเล่นเอ็มพีสามยังคงดังอย่างต่อเนื่องในรถกระบะโฟร์วีลสีดำคันใหญ่ แสงสีส้มจากไฟถนนสองข้างทางสาดส่องเข้ามาในตัวรถทำให้มองเห็นเพียงรางๆ อาชวินใช้ความเร็วเพียงสองในสามเมื่อเทียบกับตอนขับรถมา เขาชำเลืองมองหญิงสาวที่นั่งเท้าคางตำแหน่งเบาะข้างคนขับเป็นระยะ เพราะรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างจากตัวเธอ

ปกติแล้วจะพูดจ้อไม่หยุดแท้ๆ แล้วทำไมวันนี้ถึงได้นั่งเงียบเป็นเป่าสากตั้งแต่ออกเดินทางเลยนะ...ไม่พอใจ ยังไม่อยากกลับ มีอะไรต้องทำที่นั่นหรือไงกัน อาชวินพยายามนึกถึงเหตุผลที่น่าจะเป็นไปได้

ผมต้องทำงานอยู่ที่นี่ซักสัปดาห์นึง ฝากดาริกากลับไปกับพวกคุณตำรวจด้วย

อาชวินหวนคิดถึงสาเหตุที่ทำให้หญิงสาวต้องกลับกรุงเทพกับเขาก่อน ก็เพราะอาจารย์หน้าหล่อคนนั้นฝากเอาไว้ แล้วที่สำคัญเพื่อนของเขาก็เชื่อฟังเสียด้วย

 

หลังจากที่นภนต์ได้พบกับนักสืบประณพและผกก.คุณากรที่สถาบันวิจัย ซึ่งผู้ใหญ่ทั้งสองก็ต้อนรับขับสู้หนุ่มน้อยจอมอัจฉริยะที่เคยช่วยงานพวกเขาเอาไว้ไม่น้อย และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหนุ่มน้อยในวันวานจะมาเป็นกำลังสำคัญให้กับทีมสืบสวนเฉพาะกิจในครั้งนี้

สิบปีก่อน นภนต์...หลานชายของผู้บังคับการสรพงศ์ ถึงแม้จะเป็นตำรวจวัยเกษียณ แต่เพราะคดีประหลาดดึงดูดความสนใจของนายตำรวจเก่าเป็นอย่างมาก เขาจึงขอร่วมการสืบคดีโดยมีหลานชายคนเก่งมาด้วย

น่าเสียดายที่ตอนนี้ พล.ต.ต.สรพงศ์ กีรตินิมมานต์ คงเหลือแต่ชื่อและคุณงามความดีเอาไว้ให้คนรุ่นหลังชื่นชมเท่านั้น

ถึงจะมีคุณปู่เป็นนายตำรวจยศสูงที่ต้องการจับกุมตัวคนร้ายมาลงโทษตามกฎหมาย แต่สำหรับนภนต์แล้ว จุดประสงค์มันต่างกันนิดหน่อย

คนร้ายจะโดนจับได้หรือไม่ คดีนี้จะปิดได้หรือไม่ เขาไม่ได้สนใจสักนิด เพราะสิ่งที่ดึงดูดเขาเข้ามาพันเกี่ยว...ก็คือปริศนาทั้งหมดทั้งมวลที่คนร้ายทิ้งเอาไว้ในที่เกิดเหตุ

คดีปริศนาที่มีจุดเริ่มต้นเมื่อสิบปีก่อน ผู้ตายทุกคนล้วนมีตัวเลขไทยเขียนไว้ข้างกาย ซึ่งสิ่งนั้นเป็นจุดเชื่อมโยงเดียวของคดีนี้ แต่ก็ยังไม่มีใครแก้ปริศนานั้นได้ คนร้ายต้องการจะบอกอะไร ลำดับการตาย หรือเป็นการบอกใบ้ว่าใครจะเป็นเหยื่อรายต่อไปกันแน่

ปัญหาก็คือผู้ตายแต่ละคนมีความสัมพันธ์กันยังไงนี่แหละ ถ้าแก้ตรงจุดนี้ได้ก็จะป้องกันการเกิดคดีต่อไปได้ล่ะนะ

แล้วก็เรื่องภรรยาและน้องสาวของนายบรรพตที่หายสาบสูญก่อนที่นายบรรพตจะเสียชีวิต นี่ก็ผ่านมาสิบปีแล้วแต่ก็ยังหาตัวพวกเธอไม่พบ

ตัวละครชักจะมีเยอะขึ้นเรื่อยๆ ถ้าตามที่นักสืบประณพเล่าให้ฟัง ผู้ต้องสงสัยมีห้าคนตายไปแล้วสอง แสดงว่าในกลุ่มผู้ต้องสงสัยเองก็จะต้องมีอะไรเกี่ยวข้องกับผู้ที่ตายไปก่อนหน้านี้ด้วย ถ้าลองสืบจากกลุ่มผู้ต้องสงสัยดูว่ามีอะไรเหมือนกันล่ะก็คงจะได้ข้อมูลเพิ่มเติม หวังว่าพวกเขาคงจะจำเรื่องราวในสิบปีที่ผ่านมากันได้

สิบปี...ทำไมคนร้ายต้องทิ้งเวลาไปตั้งสิบปีด้วยล่ะ

นายมิ่งคือเหยื่อคนแรกหลังจากผ่านมาสิบปี เขาเปิดคดีนี้ขึ้นมาใหม่ คนร้ายรอให้นายมิ่งออกจากคุกงั้นหรือ...หรือว่าจะมีเหตุผลอื่น

...จะต้องหาคำตอบให้ได้...

เด็กหนุ่มใส่แว่นที่ชอบวิ่งไปวิ่งมา แตะต้องหลักฐานและสิ่งของในที่เกิดเหตุอย่างถือวิสาสะ ทำปากขมุบขมิบเวลาใช้ความคิด ชั่ง ตวง วัด ทุกองศาของสิ่งของเท่าที่จะหาได้ และจดบันทึกในเลขทศนิยมสามตำแหน่ง ชอบตั้งคำถามและหาเหตุผลความเป็นไปได้ ตั้งสมมติฐานแปลกๆ ที่ทำให้สิ่งผิดปกติที่คนอื่นมองข้ามกลับกลายเป็นข้อสังเกตที่น่าสนใจ

ในห้องประชุมของสถานีตำรวจภูธร ถูกนำมาเป็นฐานทัพชั่วคราวของทีมสืบสวน ทั้งนภนต์และดาริกาก็ได้เข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ด้วย

“สาเหตุการตายของผู้ตายในคดีที่สอง สาม สี่ และห้าคือ โดนอะไรบางอย่างทำร้ายก่อน จากนั้นถึงจะโดนยิงจนเสียชีวิต คดีที่หนึ่งที่ถูกบีบคอตาย คดีที่หกที่โดนรัดคอตาย และคดีนายบรรพต ก็ยังคงน่าสงสัย...” จู่ๆ นภนต์ก็โพล่งเรื่องคดีขึ้นมา ทำเอาอีกสามชีวิตงงกันเป็นแถว

“...ว่าทำไมถึงไม่ใช้วิธีการฆ่าแบบเดียวกัน ทั้งที่คนร้ายดูตั้งใจที่จะสร้างภาพให้เป็นแบบนั้น” ชายหนุ่มพูดคล่องเหมือนคอยติดตามคดีนี้มาโดยตลอด เขารู้รายละเอียดทุกอย่าง และเริ่มตั้งข้อสงสัยในสิ่งที่คนอื่นมองข้ามไป

เพราะมีดีอย่างนี้ถึงอยากได้ตัวมาช่วยงานต่อ

“ถ้าพูดถึงความต่าง เรื่องที่ใช้สีแดงมาเขียนตัวเลขในคดีล่าสุด...แทนที่จะเป็นเลือด ก็น่าคิดนะครับ”

อาชวินที่เพิ่งมาถึงเดินเร็วๆ เข้ามาในห้องสอบสวนที่ตอนนี้ถูกนำมาใช้เป็นห้องประชุมชั่วคราว พลันพูดถึงข้อสังเกตของตนบ้าง

ทั้งสี่ชีวิตหันหน้ามองตามทิศทางของเสียงของผู้มาใหม่

“แล้วสารวัตรบุรินทร์ล่ะ อยู่ดูแลที่เกิดเหตุ?” ผู้ดำรงตำแหน่งสูงสุดในที่นี้เอ่ยถาม เมื่อเห็นลูกน้องกลับมาแค่คนเดียว

“ใช่ครับ ผมเอาหลักฐานกลับมาก่อน”

ถุงพลาสติกสามใบ ถูกนำมาวางไว้บนโต๊ะเรียบร้อย ใบที่หนึ่งใส่ขวดแก้วขนาดเล็กสีชาที่บรรจุของเหลวสีแดงไว้หนึ่งในสี่และรอบปากขวดก็มีคราบจากสีแดงหกย้อยลงมาเป็นเส้นๆ ใบที่สองใส่ทรัพย์สินของผู้ตาย ประกอบด้วย กระเป๋าสตางค์ สร้อยทองแขวนพระ แหวนทองคำขาว นาฬิกาข้อมือยี่ห้อดัง โทรศัพท์สมาร์ทโฟน ใบที่สามใส่เชือกกระสอบสีน้ำตาลเส้นใหญ่ ที่ถูกใช้เป็นอาวุธสังหาร 

“สีนี่สินะตัวปัญหา...” ประณพเลื่อนถุงที่ใส่ขวดแก้วสีชาให้มาอยู่ตรงหน้า “...ถ้าใช้นิ้วจุ่มสีนี่แล้วเขียน บนนิ้วก็คงจะติดสีบ้างแหละนะ”

คำพูดของนักสืบ ทำให้อาชวินนึกถึงเรื่องที่เขาสังเกตเห็นจากชายทั้งสองที่อ้างตัวว่าจะมาพบกับผู้ตายในวันนี้ “จะว่าไปแล้ว อาจารย์สองคนที่จะมาหาผู้ตายในวันนี้ ก็บังเอิญพันผ้าพันแผลที่นิ้วกันทั้งคู่ เป็นไปได้มั้ยว่า...”

“คนร้ายคงไม่โง่จนใช้มือเปล่าจุ่มสีแล้วเขียนหรอกครับ ในคดีอื่นก็เหมือนกัน คงจะเขียนโดยใส่ถุงมือไว้อยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นถ้าเกิดโชคร้ายถูกจับได้แล้วคราบเลือดติดอยู่ตามซอกเล็บล่ะก็ มันก็จะกลายเป็นหลักฐานที่ดิ้นไม่หลุดเลยน่ะสิ”

นภนต์อธิบายตามหลักเหตุผล เขาเองก็แอบสะกิดใจเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน แต่ดูจากการปกปิดหลักฐานในคดีที่ผ่านมาแล้ว คนร้ายน่าจะฉลาดเกินกว่าที่จะทิ้งหลักฐานเอาไว้ให้จับกันอย่างโจ่งแจ้ง เขาขยับแว่นเล็กน้อยก่อนเอ่ยต่อ

“อีกอย่าง สีที่ใช้ย้อมเซลล์น่ะ ถูกออกแบบมาให้ติดกับสิ่งที่เป็นเซลล์ได้ดี ถ้าจะล้างสีออกจากนิ้วภายในคืนเดียวก็คงจะลำบาก”

นายตำรวจทั้งสามพยักหน้าเห็นด้วยกับข้อสังเกตนี้

“แต่ก็ไม่แน่นะคะ ลุงชัยยังเคยบอกจืออยู่เลยว่าแอกอฮอล์ใช้ลบสีปากกาลูกลื่นที่เลอะบนเสื้อผ้าได้ อย่างสีที่ใช้ย้อมเซลล์นี่ก็น่าจะมีวิธีอื่นที่ลบออกได้เช่นกัน จริงไหมคะอา” ดาริกาหันไปถามประณพอย่างขอความเห็น และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคนเป็นอาจะเห็นด้วยกับเธอ

“อืม ไม่รู้เหมือนกันสินะ...จะว่าไปลุงชัยนี่ใครหรอ” ประณพทำหน้างงประกอบคำถาม

“ก็คุณลุงที่เป็นนักวิทยาศาสตร์อยู่ข้างบ้านจือไง อาก็เคยเจอเขานี่” หญิงสาวรีบแจกแจง เธอไม่ยอมให้อาแท้ๆ มาลืมคุณลุงแสนใจดีของเธอได้

“อ้อหรอ...อาไม่เห็นจะจำได้”

ประณพพูดตรงๆ ก็เขาจำไม่ได้จริงๆ กับคนที่เจอกันแค่ครั้งสองครั้งเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ถ้าไม่ใช่การได้เจอดาราดาวค้างฟ้าหรือประธานาธิบดีคนที่สิบห้า ก็ไม่มีทางที่คนธรรมดาจะจำได้แน่นอน

“ก็คนที่มาส่งคุณอา เขามารับคุณลุงคนนั้นกลับไปแหละครับ” อาชวินช่วยอธิบายอีกแรงด้วยสรรพนามที่ห่างเหิน แม้จะจำนายชัยฤทธิ์ได้ตั้งแต่ตอนที่เขาเข้ามาสอบถามเรื่องคดี แต่ก็ไม่ได้กล่าวทักทายอย่างคนรู้จัก เพราะรู้สึกไม่ค่อยถูกชะตากับคุณลุงนักวิทยาศาสตร์แสนใจดีของสาวเจ้าเสียเท่าไหร่ ถึงแม้ดาริกาจะพูดชื่นชมกรอกหูอยู่ทุกวันก็ตาม

“งั้นหรอ ไม่ทันได้สังเกตแฮะ” ประณพที่ยังคงคอนเซปการแต่งตัวแบบคาวบอยเกาหัวแก้เก้อ

“เรามาคุยเรื่องคดีกันต่อดีไหมครับ...” นภนต์เอ่ยขึ้นเสียงเข้ม เมื่อรู้สึกว่าดาริกาพาทุกคนออกนอกเรื่อง เขาหันหน้าไปหาคนที่ชอบพาออกนอกเรื่องแล้วกล่าวขึ้นอย่างเจ็บแสบในความรู้สึกคนฟัง

“คุณน่ะ...เลิกพาออกนอกเรื่องได้แล้ว”

ดาริกาถึงกับเงิบที่โดนตาลุงนักวิทยาศาสตร์ขี้เต๊ะตำหนิ ด้วยสีหน้าและแววตาคาดโทษอย่างเห็นได้ชัด แม้จะอธิบายจุดประสงค์ที่แท้จริงเรื่องที่เธอมาขอทำวิจัยไปแล้ว ปากก็บอกว่าไม่ได้ถือสาอะไรแต่ไม่รู้ว่าในใจรู้สึกอย่างไรกันแน่ หญิงสาวที่ทำอะไรไม่ได้นอกจากหน้าบูด เอนหลังพิงพนักเก้าอี้แล้วยกมือขึ้นกอดอก

“ถ้าพูดถึงเลือด ยังมีเรื่องรอยเลือดปริศนาในคดีที่สองและสามอีกนะ...” ท่านผู้กำกับการได้จังหวะพูดบ้าง หลังจากที่นั่งเงียบใช้ความคิดอยู่นาน “...เลือดกรุ๊ปโอ ที่ตรวจพบภาวะโลหิตจาง”

“แต่ในคดีข่มขืน กลับเป็นเลือดกรุ๊ปบี” อาชวินพูดเสริม สิ่งที่คนร้ายทิ้งไว้อีกประการที่ต่างกัน

ในห้องที่เปิดแอร์เย็นเฉียบมีความเงียบเข้าปกคลุมทั่วบริเวณ ทั้งห้าชีวิตต่างคนก็ต่างใช้ความคิดของตน

ตอนนี้ข้อมูลทุกอย่างเหมือนเป็นจิ๊กซอว์ที่ยังต่อไม่เสร็จ ทุกชิ้นส่วนกระจัดกระจาย ยังหาเหตุผลให้มันไม่ได้ จุดนี้มีความแตกต่างของคดีถึงสามอย่าง วิธีการลงมือฆ่า สิ่งที่นำมาเขียนเป็นตัวเลขปริศนา และหมู่เลือดที่ไม่ตรงกัน ถ้าคนร้ายมีคนเดียวจริง ก็แสดงว่าจะต้องมีตัวละครอื่นอยู่เบื้องหลังอีกมากปมมันถึงได้มีมากมายขนาดนี้

“มีแต่เรื่องที่ไม่เข้าใจ...” เสียงทุ้มจากริมฝีปากบางเอ่ยทำลายความเงียบ “...เขาเก่งจริงๆ นะ คนที่วางแผนคดีนี้” นภนต์ยิ้มน้อยๆ ที่มุมปากแล้วหัวเราะในลำคอเบาๆ ถึงปากจะพูดเหมือนสิ้นหวัง แต่ท่าทางแบบนั้นเหมือนคนที่กำลังเจอของถูกใจมากกว่า

“ซึ่งดูจากการวางแผนฆาตกรรมแล้ว ผมว่าคนร้ายในคดีนี้น่ะ ไม่ใช่คนธรรมดา” นายตำรวจหนุ่มพูดหน้าเครียด ต่างกับสีหน้าระรื่นของอาจารย์หน้าหล่อ

“แล้วนายบรรพตล่ะคะ ตามประวัติเขาจบแค่ป.6 เป็นไปได้หรอคะที่จะคิดแผนที่รอบคอบและซับซ้อนขนาดนี้”เสียงหวานเอ่ยขึ้นอย่างสงสัยใคร่รู้ ตามข้อมูลที่เธอรู้มาก็คือนายบรรพตคือฆาตกรต่อเนื่องแสนเฉลียวฉลาดคนนั้น แต่มันกลับสวนทางกับความเป็นจริงที่คนการศึกษาระดับประถมจะสามารถวางแผนที่ซับซ้อนขนาดนี้ได้

“ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าเมื่อสิบปีก่อนเป็นนายบรรพตจริงๆ ล่ะก็ คดีตอนนี้ก็ไม่ใช่ฝีมือเขาแล้ว” คุณากรเชื่อว่า ถึงแม้จะการศึกษาน้อยแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นไปไม่ได้ที่บรรพตจะเป็นคนทำ ตราบใดที่ยังจับคนร้ายตัวจริงไม่ได้ ก็ยังสรุปเรื่องนี้ไม่ได้

ครั้นยังไม่มีใครจะพูดอะไรต่อ อาชวินจึงเกริ่นถึงประเด็นถัดไป

“ยังมีเรื่องหนึ่ง...ลายนิ้วมือบนขวดแก้วในคดีที่สองกับลายนิ้วมือขาดๆ หายๆ บนมีดที่ถูกใช้เป็นอาวุธในคดีที่สาม”

ดาริกาเงยหน้าสบตาเพื่อนเหมือนกับจะถามว่า เรื่องแปลกๆ มันยังไม่หมดอีกหรือไง “คือมันต่างกัน?”

“เปล่า มันเหมือนกัน...” ชายหนุ่มตอบทันควัน “...มีเรื่องต่างกันตั้งเยอะ แต่เรื่องนี้ดันมาเหมือนกันซะงั้น” เขาไหวไหล่เล็กน้อยเหมือนสถานการณ์มืดแปดด้านกำลังจะทำให้เขายอมแพ้

หญิงสาวถอนหายใจเล็กน้อย เธอเดาผิดว่าลายนิ้วมือต่างกัน แต่ในขณะที่เดาถูกว่าเรื่องนี้มันต่างจากเรื่องอื่น

“แล้วความผิดปกติอย่างอื่นล่ะ” เสียงของนักสืบดังขึ้น พลางขยับแว่นตากรอบเหลี่ยมอันเล็กให้กระชับกับใบหน้า

การระดมความคิดทำให้ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง ดูท่าว่าคราวนี้จะยาวนานกว่าครั้งไหนๆ ประณพหันซ้ายหันขวาเพื่อดูท่าทีของแต่ละคน เขาก็เห็นแค่รอยย่นระหว่างหัวคิ้วที่ลอยเด่นชัดอยู่กลางหน้าผากของทุกคนเท่านั้น

เมื่อไม่เห็นว่ามีข้อเสนอใดๆ ถูกเสนอขึ้นมาแล้ว ชายร่างท้วมจึงนำแฟ้มเอกสารสีดำขนาดใหญ่ที่เพิ่งหยิบออกมาจากกระเป๋า วางลงบนบนโต๊ะอย่างเบามือ

“ถ้าอย่างนั้น...อยากให้ทุกคนช่วยดูข้อมูลที่ผมได้รวบรวมเอาไว้ ตลอดเวลาสิบปีด้วยครับ”

 

“จือ...ทำไมวันนี้เธอเงียบจัง”

เสียงทุ้มของผู้ชายข้างๆ เรียกหญิงสาวให้ตื่นจากภวังค์

“ฉันรู้สึกว่าวันนี้ฉันเจออะไรมาเยอะ บางเรื่องก็ยังทำให้ตกใจอยู่เลย” เธอยอมบอกตามตรง ระหว่างทางที่นั่งรถกลับก็เอาแต่คิดวนเวียนแต่เรื่องมากมายที่เกิดขึ้นภายในวันเดียว

“ถ้าเป็นเรื่องนายณัชพลน่ะ ไม่ต้องคิดมากหรอก...มันไม่ใช่ความผิดของเธอ”

“นั่นก็เรื่องนึง...” เธอเว้นวรรค “...บอกตรงๆ นะ ฉันไม่มั่นใจเลยที่จะทำงานนี้ต่อ” น้ำเสียงฟังดูอิดโรยและเหนื่อยอ่อน

อาชวินรับรู้ถึงความรู้สึกนั้นเต็มหัวใจ...เธอก็แค่เหนื่อย ถ้าได้หลับสักตื่นก็คงจะหายดี...

“พูดอะไรอย่างนั้น ไม่อยากทำงานเพลงแล้วรึไง” เสียงกวนๆ แหย่ถามหวังให้อีกฝ่ายอารมณ์ดีขึ้น

หญิงสาวถอนหายใจเฮือกใหญ่เป็นครั้งที่เท่าไหร่ไม่รู้ของวัน ถ้าบอกว่าการถอนหายใจหนึ่งครั้งจะทำให้แก่ลงสิบวัน วินาทีนี้เธอคงอยู่ในช่วงไม้ใกล้ฝั่งเต็มที

“เฮ้อ ถ้าคดีนี้จบ...ฉันควรจะได้รับรางวัลนี้จริงๆ งั้นหรอ”

ท่าทางจะอาการหนักกว่าที่คิดแฮะ ปกติจะหน้าชื่นตาบานกว่านี้พอพูดถึงเรื่องงานเพลง

“วันไหนว่าง เรามาอัดเพลงลงยูทูปกันอีกมั้ย” ตอนนี้อะไรที่ทำให้เธอหยุดพ่นความทุกข์ออกทางลมหายใจได้เขาก็จะทำ

“เอา!” เสียงหวานแทบจะตะโกนตอบ กิจกรรมนี้เธอกับเขาไม่ได้ทำมานานแล้ว การที่นั่งรอวิวกับไลค์ของวีดีโอที่อัพโหลดเอง มันช่างเป็นเวลานี่แสนสนุก แววตาเธอฟ้องแบบนั้น

รอยยิ้มของเธอมันทำให้ชายหนุ่มใจชื้นขึ้นเยอะ ดูเหมือนตัวเลือกนี้จะช่วยเยียวยาได้ในระดับหนึ่ง

“เมื่อไหร่ดีล่ะ พรุ่งนี้เลยมั้ย” เสียงหวานถามขึ้น เหมือนเธอจะตื่นเต้นกับข้อเสนอนี้มาก

อาชวินส่ายหน้าปฏิเสธ อันที่จริงก็ไม่ได้อยากขัดใจเสียเท่าไหร่ แต่ยังไงงานก็ต้องมาก่อนเสมอ “ไม่ได้ พรุ่งนี้เราต้องกลับไปสถานที่เกิดเหตุอีกรอบ คืนนี้แค่มาส่งเธอกลับบ้าน”

ดาริกาหน้าตูมทันทีเมื่อได้ยิน “ทำไมฉันต้องกลับก่อนด้วยล่ะ”

“ก็ไปถามอาจารย์นภนต์ของเธอเองสิ”

“ถามไปก็ใช่ว่าจะได้คำตอบ คนอย่างนั้นน่ะนะ...”

“ดูสนิทกันมากเลยนะ เธอกับเขาน่ะ”

จากเหตุการณ์วันนี้ทำให้อาชวินรับรู้ได้ถึงความรู้สึกบางอย่างที่คั่นระหว่างเธอกับนภนต์ และเธอกับเขา...ดูจากบทสนทนาและการต่อปากต่อคำแล้ว พวกเขาทั้งสองคงจะสนิทกันพอสมควร

“เหอะ ไม่ได้สนิทกันซักกะนิ้ด ใครอยากจะไปสนิทด้วยล่ะคนแปลกๆ แบบนั้นน่ะ พูดจาไม่น่าฟัง แถมชอบเอาทฤษฎีอะไรไม่รู้มาอ้าง แล้วก็ชอบทำเรื่องแปลกๆ ที่คนอื่นเขาไม่ทำ อย่างจำเลขทศนิยมสามตำแหน่ง”

“จำเลขทศนิยมสามตำแหน่ง?”

“เขาเลยมีคำว่า ความเป็นอัจฉริยะกับบ้าน่ะ มันถูกกั้นด้วยแผ่นบางๆ เองน่ะ” เธอพูด พลันพยักหน้าให้กับความเห็นชอบกับคำพูดตัวเอง

“แต่เขาก็ดูดีออกนะ เธอไม่คิดอย่างนั้นหรอ” อาชวินเปรยและเฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อว่าเพื่อนของเขาจะมีปฏิกิริยาอย่างไร

“เข็มก็พูดแบบนี้เหมือนกัน...” เธอเว้นวรรค “...ก็ไม่ได้ปฏิเสธหรอนะเรื่องนั้นน่ะ แต่ก็...ยังไงก็ยังไม่ค่อยเข้าใจความคิดเขาอยู่ดี”

ประโยคหลังหญิงสาวใช้น้ำเสียงแผ่วเบามากเหมือนพึมพำกับตัวเองมากกว่าเป็นการโต้ตอบ

“เธออยากจะเข้าใจเขางั้นหรอ...” เขาไม่ได้ตั้งใจจะถามคำถามนี้ ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงถามออกไป มันอาจจะเป็นคำถามในส่วนลึกของจิตใจที่เขาอยากจะรู้คำตอบก็เป็นได้

คำถามจากปากชายหนุ่มมันแอบแฝงไปด้วยความน้อยใจเล็กๆ ที่ดาริกาสามารถสัมผัสได้ ความผิดปกติเล็กน้อยนี้ไม่ใช่ว่าใครๆ จะรู้สึกถึงมัน แต่เพราะเป็นเธอถึงได้รู้สึกถึงสิ่งนั้นได้ ซึ่งเธอเองก็งงว่าทำไมเขาต้องปิดบังความรู้สึกแบบนั้นเอาไว้ เพราะอยากเก็บมันเอาไว้อย่างนั้นหรือเพราะยังไม่ถึงเวลาที่จะแสดงออกมา  

“เปล่าหรอก ฉันไม่เข้าใจแบบนี้ก็ดีแล้ว” 

คำตอบนั่นได้ตอบคำถามที่อีกฝ่ายถามและตอบคำถามให้แก่ใจตัวเอง...นี่เป็นคำตอบที่ดีที่สุดของเธอแล้ว

นอกจากดาริกาจะสัมผัสได้ถึงบางอย่างแล้ว อาชวินเองก็สัมผัสได้ถึงบางสิ่งเช่นกัน...คำตอบของเธอนั้นมันมีอะไรมากกว่าการตอบคำถามเขา มันไม่ผิดหรอกหากคำตอบของเธอจะเป็น ฉันอยากจะเข้าใจอาจารย์คนนั้นให้มากกว่านี้ เพราะนั่นเป็นสิทธิ์ของเธอ หัวใจของเธอมันเป็นของเธอเท่านั้น

ความเงียบน่าอึดอัดเข้ามาปกคลุมทั่วคันรถ ตั้งแต่ตอบคำถามนั้นดาริกาก็เอาแต่หันหน้าเข้ากระจกหน้าต่าง ไม่ว่าคนขับรถจะชำเลืองมองสักกี่ครั้งก็เห็นแต่เส้นผมสีน้ำตาลอ่อนหันมาให้ เธอกำลังกลุ้มใจ หนักใจ หรือสบสนในใจ เขาเองก็ไม่อาจจะคาดเดา

“เพลงที่จะส่งเข้าประกวดไปถึงไหนแล้วล่ะ”

เสียงทุ้มถามขึ้นทำลายความเงียบ ก่อนที่บรรยากาศจะแย่ลงไปมากกว่านี้เขาต้องดึงเธอให้กลับมายิ้มได้อีกครั้ง ทั้งที่ก่อนหน้านี้เธอกำลังมีความสุขอยู่แล้วแท้ๆ ไม่น่าปากพล่อยไปชวนคุยเรื่องอาจารย์คนนั้นเลย อาชวินนึกอยากจะโขกหัวกับพื้นสักที

“อ้อ ทำนองเสร็จแล้วล่ะ แต่ตรงเนื้อเพลงยังต้องเกลาอีกหน่อยนึง ฉันว่าบางคำมันยังฟังดูแปลกๆ”

แม้หญิงสาวจะไม่ได้หันหน้ามาสบตาเขา แต่น้ำเสียงก็ฟังดูผ่อนคลายขึ้นเยอะ

“ปีนี้เอาให้ได้นะ”

คำพูดแอบให้กำลังใจของเขาทำให้ดาริกายิ้มออก “มันแน่อยู่แล้ว”

อาชวินเอียงหน้ามองมุมริมฝีปากอิ่มยกขึ้นสูง เธอคนนี้จะมีรอยยิ้มก็ต่อเมื่อหัวใจสั่งให้ยิ้มจริงๆ หากครั้งใดที่เธอฝืนยิ้มมันจะดูไม่มีชีวิตชีวา และแข็งกระด้าง ซึ่งเขาเกลียดรอยยิ้มแบบนั้น

ชายหนุ่มกำพวงมาลัยแน่น สูดหายใจเข้าลึกแล้วค่อยๆ ผ่อนออกมา

...แค่เห็นเธอมีความสุขก็พอแล้วไม่ใช่หรือไง...

0 ความคิดเห็น