Project Q Online : - Re

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 6,146 Views

  • 121 Comments

  • 312 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    156

    Overall
    6,146

ตอนที่ 29 : เงื่อนไขสุดท้าย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 226
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 38 ครั้ง
    20 มี.ค. 62

           


               เมื่อทุกอย่างอยู่ในการควบคุมแบบที่วางแผนเอาไว้ หยางและเหล่าผู้เล่นในสังกัดจินเป่า รวมถึงผู้แปรพักตร์ของโอโบลฮาร่าที่ยังรอดชีวิตอยู่ได้เดินไปถึงยังหน้าโบสถ์แห่งแสงอย่างรวดเร็ว จำนวนผู้เล่นน้อยนิดของโอโบลฮาร่าไม่ต่างอะไรกับขยะข้างทางที่ตัวของรองเจ้าเมืองจินเป่าไม่จำเป็นต้องไปยุ่งเกี่ยวแต่อย่างใด เมื่อมีผู้พร้อมจะจัดการกับขยะเหล่านั้นให้พ้นหูพ้นตานายจ้างของตนไปด้วยความสมัครใจ


            เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของพวกเขาดังออกมาเป็นครั้งสุดท้าย เมื่อหยางเดินผ่านหน้าไปทุกสิ่งที่เขาต้องการอยู่ตรงหน้าในตอนนี้ เหลือเพียงแค่การทำลายหัวใจเมืองที่ซุกซ่อนอยู่ด้านในโบสถ์แห่งแสงเท่านั้น หยางเงยหน้ามองด้านหน้าของโบสถ์แห่งแสงออกแรงใช้เท้าเขี่ยร่างที่ยังไม่สลายหายไปของฝ่ายตั้งรับเล็กน้อย เขาอดที่จะชื่นชมความสวยงามของสถาปัตยกรรมตรงหน้าไม่ได้แม้จะเคยเห็นมีหลายต่อครั้งแล้วก็ตามที


            สีหน้าของเขาแสดงความพึงพอใจออกมาอย่างถึงที่สุด ทั้งรอยยิ้มและเสียงหัวเราะในลำคอแสดงออกมาอย่างชัดเจน ในขณะที่กำลังชื่นชมกับความสำเร็จอันงดงามร่างของชายในชุดผ้าแผรสีแดงก็ได้กระโดดลงมาตรงหน้าเขาพร้อมกับร่างของหญิงสาวผมสั้นสีฟ้าที่แม้จะมีสติแต่ดวงตาของเธอขุ่นมัวและเลื่อนลอยอย่างเห็นได้ชัด


 ชายผู้นั้นวางร่างของแคทเทอริน่าลงด้านข้างซึ่งเป็นขั้นบันไดขั้นสุดท้ายก่อนที่จะเข้าสู่โบสถ์แห่งแสง เขาคุกเข่าพร้อมกับยกมือทั้งสองผสานขึ้นเหนือหัวเหมือนกับการเคารพกันของชาวจีนทันที

 

ท่านหยาง ขอโทษที่ข้ามาช้า นี่คืองานที่สิ่งที่ท่านมอบหมายให้ข้าไปทำ และดูเหมือนว่าทั้งข้อมูลของราชันย์มังกรและผู้เสพความเจ็บปวดจากคาร์ลจะถูกต้องทั้งหมด ราชันย์มังกรนั้นหากไร้ซึ่งคำสั่งจากเจ้านายของมันมันก็จะไม่ทำตามคำสั่งใดๆ และการทำให้ผู้เสพความเจ็บปวดเป็นอัมพาตคือวิธีที่ดีที่สุดในการจัดการมัน ผลลัพธ์ที่ท่านเห็นตรงหน้าคือคำตอบได้ว่าคาร์ลไม่ได้โกหกแม้แต่น้อย


หยางมองลงไปยังร่างของหญิงสาวในชุดเกราะสีมุกที่ดูเหมือนว่าเธอกำลังจะพยายามขยับตัว แต่มันก็ไม่สามารถทำได้ดั่งใจ นั่นเพราะยาพิษชนิดพิเศษที่เคลือบอยู่ปลายกระบี่ที่ได้แทงไปยังหลังของเธอนั่นเอง มันมีฤทธิ์ที่รุนแรงที่สุดในโลก และเมื่อได้แล่นเข้าสู่กระแสเลือดแล้ว มันจะทำให้ส่วนต่างๆของร่างกายกลายเป็นอัมพาตอย่างรวดเร็ว


ความหายากของยาพิษชนิดนี้จัดอยู่ในระดับเอลเดอร์เลยทีเดียว เพราะมันหาได้จากมอนเตอร์เพียงตัวเดียวในโลกนี้นั่นคือ อสูรกายใต้พิภพ อย่าง นางพญาแมงมุมลูคุมบา ที่มีน้อยคนนักที่จะสามารถล่ามันได้ เพราะถิ่นที่อยู่คือถ้ำลึกและเต็มไปด้วยแก๊ซพิษจำนวนมหาศาลนั่นเอง ด้วยเหตุนั้นราคาของมันจึงแพงระยับถึงห้าแสนดอลล่าห์ต่อยาพิษหนึ่งในสามของขวดเล็กจิ๋ว แต่มันก็คุ้มค่าหากใช้งานได้ตามเป้าหมายที่ต้องการ เพราะไม่มีสิ่งใดในโลกที่สามารถป้องกันและถอนพิษร้ายนี่ได้ นอกจากจะรอให้เวลาล่วงเลยไปเป็นวันฤทธิ์ของมันจึงจะหายไป


หยางยิ้มให้กับชายตรงหน้าอย่างพึงพอใจ เขายื่นมือไปจับมือที่ผสานกันอยู่ก่อนจะบอกให้ชายตรงหน้าลุกขึ้นยืนอีกครั้ง แม้หยางจะเป็นเพียงผู้เล่นกำไลสีแดงและชายตรงหน้ามีกำไลสีเงินไว้ครอบครอง แต่ทุกสิ่งทุกอย่างดูกลับกันอย่างน่าประหลาด เมื่อระดับที่ต่ำกว่าจะได้รับการเคารพนับถือจากระดับที่สูงกว่าเช่นนี้ ชายตรงหน้าชะเง้อหน้ามองผ่านหยางไปยังกลุ่มคนนับพันตรงหน้าก่อนจะหันซ้ายหันขวาราวกับกำลังมองหาใครบางคน


            “ว่าแต่ข้าไม่เห็นแม้แต่เงาของคาร์ลเลย เจ้านั่นหายหัวไปไหนกัน


            “เฟิ่งอวี้ เรื่องนั้นข้าก็อยากรู้เช่นกันว่าเจ้านั่นหายไปไหน แต่ช่างมันเถอะ ตอนนี้มีหรือไม่มีมันก็ไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว ฮ่าฮ่าฮ่า


            หยางสะบัดตัวหันไปมองเหล่าผู้เล่นในชุดสีแดงและสีดำนับพันที่ยืนอยู่ตรงหน้าของเขา มีบางกลุ่มกำลังจัดการกับผู้เล่นของโอโบลฮาร่าที่พยายามสู้สุดชีวิตแม้จะต้องตายไปอย่างน่าสยดสยองและง่ายดายก็ตามที หยางหันมาสบสายตากับชายหนุ่มหน้ามนนามเฟิ่งอวี้ซึ่งเดินเข้ามายืนเคียงข้างเขาทันที หยางผายมือออกไปด้านหน้าเล็กน้อยก่อนพูดออกมา


            “เจ้าเห็นหรือไม่เฟิ่งอวี้ พันต่อร้อย นั่นคือจำนวนที่พวกเราได้เปรียบอย่างมหาศาล และที่สำคัญที่สุด การตัดกำลังสำคัญที่เหมือนกับความหวังสุดท้ายของพวกมันอย่างแคทเทอริน่าและราชินีแห่งนภาออกไปจากศึกคือคำตอบของสงครามครั้งนี้อย่างที่มันควรจะเป็น หึหึหึ เรามีเวลาเหลือเกือบชั่วโมงเต็มๆ ฝันของข้าอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแล้ว เมื่อหัวใจเมืองที่อยู่ข้างในนั้นถูกทำลายทุกอย่างคือจบสิ้นทันที


            ในระหว่างที่หยางกำลังเพลิดเพลินกับความสำเร็จของตน เขาต้องรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอีกครั้ง เมื่ออยู่ดีๆ ร่างของผู้เล่นโอโบลฮาร่าในชุดสีครามเกือบหลายสิบคนได้กระโดดเข้ามากลางกลุ่มคนนับพันจากทุกทิศทุกทาง พวกเขาคือปีกแห่งโอโบลฮาร่าที่ยังเหลือรอด และนั่นคือความหวังสุดท้ายของชาวนครลอยฟ้าที่เหลืออยู่


            หยางมองไปยังความวุ่นวายตรงหน้าที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เขานิ่งเงียบกำหมัดแน่นก่อนจะสะบัดหน้าหันมามองเฟิ่งอวี้ที่ยืนกอดอกอยู่ข้างๆ เขามองไปยังการต่อสู้ดุเดือดตรงหน้าพร้อมกับรอยยิ้มเล็กๆบนใบหน้า หยางยื่นมือมาแตะไปที่ไหล่ของเขาทันที


            “จัดการงานตรงหน้าให้เรียบร้อยซะ ข้าไม่อยากที่จะต้องมาเสียเวลายุ่งยากอีกต่อไป ข้าลงทุนลงแรงไปในสงครามครั้งนี้มากกว่าครั้งไหนๆ


            “และมันต้องให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าสำหรับข้าจัดการพวกมันซะเด็ดปีกของโอโบลฮาร่าให้หมดสิ้นเดี๋ยวนี้เฟิ่งอวี้!”


            เฟิ่งอวี้หันมาสบตากับหยางชั่วครู่ก่อนกระตุกยิ้มขึ้นมาอย่างพึงพอใจ เมื่อเขาเห็นว่าเหล่าผู้เล่นระดับมาสเตอร์ของโอโบลฮาร่าที่กำลังทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องเมืองของคนคือคู่ต่อสู้ที่น่าจะทำให้เขาหายเบื่อได้บ้าง


            ชายหนุ่มชักกระบี่ออกจากฝักสีแดงของตน ก่อนจะพุ่งทะยานเข้าไปกลางกลุ่มผู้เล่นด้วยความรวดเร็ว


            และนี่คือการตัดสินสุดท้ายที่จะเป็นคำตอบว่าฝ่ายใดกันแน่ที่จะได้รับชัยชนะในสงครามครั้งนี้ไป เมื่อเงื่อนไขของฝ่ายรุกสำเร็จทุกอย่างแล้ว ประตูโบสถ์แห่งแสงจะเปิดอ้าต้อนรับพวกเขา แต่หากทำไม่สำเร็จภายในระยะเวลาที่เหลือแล้วล่ะก็ ประตูใหญ่ยักษ์ตรงหน้าของหยางก็จะไม่เปิดให้พวกเขาแต่อย่างใด


            เงื่อนไขสุดท้ายของการกำชัยในครั้งนี้ของหยางและพรรคพวกก็คือ กำจัดผู้เล่นฝ่ายตั้งรับให้หมดทุกคนภายในเวลาที่เหลือ ซึ่งในขณะนี้เหลือเพียงไม่ถึงหนึ่งร้อยคน


            ในขณะที่เงื่อนไขของฝ่ายโอโบลฮาร่าก็คือ การยื้อเวลาให้หมดไปโดยที่พวกเขาต้องมีชีวิตรอดอย่างน้อยหนึ่งคน


            เป็นเงื่อนไขที่ง่ายกว่าฝ่ายรุกและพลิกแผลงได้หลายรูปแบบ ดังนั้นแผนการของพวกเขาจึงไม่ใช่การกระโดดเข้าสู่กลุ่มคนนับพันแบบโง่ๆแต่อย่างใด เพราะพวกเขาไม่ใช่ผู้เล่นระดับมาสเตอร์ทั่วไปที่มีความเก่งกาจด้านทักษะและการต่อสู้เท่านั้น แต่พวกเขาคือกลุ่มผู้เล่นที่ได้รับการขนานนามว่า แข็งแกร่งที่สุดในนครลอยฟ้าแห่งนี้

 

            ก่อนหน้าการปะทะครั้งสุดท้ายราวสิบห้านาที


            กลุ่มของโมเสส ซึ่งได้แยกออกมาเพื่อจับบาซิลิกส์มอนเตอร์ระดับเอลเดอร์ที่กำลังทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้ากำลังพักหายใจหายคอกันอยู่เพราะความเหน็ดเหนื่อยจากการจับมอนเตอร์ระดับสูงที่พวกเขาพึ่งทำสำเร็จไปไม่นาน แม้จะมีบางคนที่โชคร้ายถูกบาซิลิกส์จัดการไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้ทำให้กลุ่มของเขาเสียหายมากจนไม่อาจทำการอื่นใดได้


            พวกเขาพากันล้อมวงประชุมแผนการต่อไปทันที แต่ในขณะที่กำลังถกเถียงถึงสิ่งที่ดีที่สุดหน้าต่างกระซิบตรงหน้าของโมเสสก็ปรากฏขึ้นมาทันที

 

            “โมเสส ทางพวกเจ้าเป็นยังไงบ้าง ตอนนี้พวกมันใกล้ไปถึงโบสถ์แห่งแสงแล้วนะ ขืนพวกเรามัวแต่สนใจพวกมอนเตอร์คงไปช่วยไม่ทันแน่


            คาเตอร์งั้นหรอ ตรงนี้จับบาซิลิกส์สำเร็จแล้ว พวกเจ้าจัดการกับพวกตัวเป้งๆหรือยังล่ะ


            “ใกล้ได้ตัวอพอลโล่แล้ว ตอนนี้อยู่ในช่วงรอเวลา แต่ดูเหมือนอีกทีมกำลังวุ่นวายกับเจ้าเฮลแบล็คและมนุษย์กินคนนั่นอยู่เลย เอายังไงดีจะให้พวกข้าไปช่วยมั้ยนี่มันเริ่มช้ามากเกินไปแล้วนะ


เสียงตอบกลับมาของคาเตอร์นั้นมีเสียงของบางสิ่งบางอย่างกำลังไหม้อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลอยู่ด้วย นั่นก็เพราะพวกเขาได้เลือกที่จะไปจับมอนเตอร์ระดับสิบอย่างอพอลโล่ ที่เป็นต้นตอของเพลิงไหม้ใหญ่นั่นเอง โมเสสเลิ่กผ้าคลุมสีครามของตนขึ้นเผยให้เห็นถึงใบหน้าของชายหนุ่มผมสีครีม นัยน์ตาสีม่วงและลอยสักสีดำคล้ายกับปีกที่ใบหน้าด้านขวาซึ่งลากลงมาตั้งแต่บริเวณเหนือคิ้วจนถึงริมฝีปาก


            “คงไม่ต้องหรอกมั้ง กลุ่มของอิริคเต็มไปด้วยพวกประสบการณ์สูงทั้งนั้น การจัดการกับมอนเตอร์เลเวลเก้ากับสิบคงไม่ใช่ปัญหา แต่เมื่อมันอยู่พร้อมหน้ากันสองตัวก็คงใช้เวลานานหน่อย ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรนี่


            “ถ้างั้นนะโมเสสกลุ่มเจ้ากับกลุ่มของข้าควรไปที่โบสถ์แห่งแสงกันทันที ตรงนั้นไม่มีระดับมาสเตอร์แม้แต่คนเดียวซึ่งถ้าไม่รีบแล้วล่ะก็คงไม่ทันการแน่ๆ


            คำพูดของคาเตอร์นั้นทำให้โมเสสฉุกคิดถึงบางสิ่งบางอย่างที่เขาพึ่งจะนึกขึ้นมาได้ไม่นาน แม้ความคิดของคาเตอร์จะเป็นสิ่งที่ถูกต้องและควรทำอย่างเร่งด่วน แต่เขาเองนั้นรู้ว่าสหายของเขาคงลืมอะไรบางอย่างไป


            “เดี๋ยวก่อนคาเตอร์ ... พวกเราไม่ควรไปทั้งหมด ให้คนที่ไม่ได้มีทักษะโดดเด่นด้านการต่อสู้ไปซ่อนตัวเอาไว้ แล้วเอาพวกเราที่สามารถต่อสู้ท่ามกลางคนจำนวนมากได้ไปแทน เพราะถ้าหากเราไปกันหมดแล้วล่ะก็ เงื่อนไขของพวกมันที่จะเปิดประตูโบสถ์แห่งแสงคงจะเสร็จได้ง่ายๆ ดังนั้นแล้วให้ทำตามที่ข้าบอกเถอะ แม้มันจะดูเป็นการหมิ่นเกียรติของพวกเราก็จริง แต่เวลานี้มันไม่ใช่เวลาที่จะต้องมามัวยึดมั่นอะไรพวกนั้นแล้ว


            สิ่งที่โมเสสพูดออกไปทำให้คาเตอร์ที่อยู่ปลายสายพึ่งจะนึกถึงเงื่อนไขสุดท้ายของการเปิดประตูโบสถ์แห่งแสงได้ แต่ว่าเมื่อหันไปมองรอบๆของตนเอง ทุกคนต่างส่ายหน้าไม่เห็นด้วยและไม่ต้องการไปหลบซ่อนตัวแต่อย่างใด เขาจึงได้แค่ตอบกลับไปยังโมเสสเท่านั้น


            “โมเสส ... ทุกคนที่นี่พร้อมลุยนะ ไม่มีใครอยากหนีไปซ่อนตัวหรอก อย่างน้อยก็ไม่มีคนพวกนั้นในกลุ่มของข้า

            “พวกข้าก็จะไม่ไปซ่อนตัวเด็ดขาด พวกข้าต้องการกระทืบเจ้าพวกนั้นด้วยมือของพวกข้าเอง!”


            ไม่ใช่เพียงแค่กลุ่มของคาเตอร์ที่ไม่เห็นด้วย กลุ่มของโมเสสที่เขาเป็นผู้นำก็ไม่เห็นด้วยเช่นกัน พวกเขาไม่ต้องการหลบๆซ่อนๆ แต่ต้องการเข้าต่อสู้จนสุดความสามารถเท่านั้น โมเสสหันไปมองทุกคนก่อนจะแผดเสียงดังลั่นออกมา


            “พวกเจ้าจะมาเอาแต่ใจแบบนี้ไม่ได้นะหัดเรียนรู้ซะบ้างสิว่าสถานการณ์ตอนนี้มันวิกฤตขนาดไหนนั่นลองมองดูบนท้องฟ้าสิว่ามันเกิดอะไรขึ้นบนนั้น!”


            โมเสสชี้นิ้วขึ้นไปบนท้องฟ้าของโอโบลฮาร่า ซึ่งปรากฏภาพเรือเหาะของโอโบลฮาร่าทุกลำกำลังล่วงหล่นจากเบื้องบน เหลือเพียงเรือเหาะของจินเป่าที่ยังคงยืนหยัดอยู่บนท้องฟ้าได้อีกนับสิบลำ แม้กระทั่งนักรบมังกรทุกคนที่ถูกนักล่ามังกรยิงตกลงมาก็เช่นกัน มันคือหายนะครั้งใหญ่ที่สื่อให้เห็นว่าพวกเขาควรจะทำตามแผนการที่โมเสสเสนอออกมา ไม่ใช่ดื้อดึงเช่นนี้

 

            “ถึงเจ้าจะพูดแบบนั้นก็เถอะ แต่พวกเราถูกฝึกมาให้ขึ้นมาถึงระดับมาสเตอร์ได้ก็เพราะเป็นกำลังหลักและเป็นความหวังของโอโบลฮาร่าไม่ใช่หรือไง หรือเพราะเจ้าคิดว่าเราจะถูกพวกมันกระทืบตายกันหมด กับไอแค่สิบสองราชันย์คนเดียวเจ้าจะกลัวอะไรนักหนา พวกเราไม่ได้ด้อยไปกว่ามันนักหรอกนะ


            แม้โมเสสจะพยายามอธิบายยังไงดูเหมือนว่าความคิดของพวกเขาจะไม่เปลี่ยนไป พวกเขาถูกฝึกมาเพื่อสู้ และสู้เท่านั้น ทั้งกับมอนเตอร์และเหล่าผู้เล่น พวกเขาไม่ด้อยไปกว่าระดับมาสเตอร์คนใดในโลกนี้ แม้กระทั่งมอนเตอร์ระดับเอลเดอร์พวกเขาก็รู้จักวิธีจับพวกมันแทบจะทุกตัว โมเสสเองก็รู้ว่าดีเหล่าปีกแห่งโอโบลฮาร่านั้นมีนิสัยเช่นไร เขาได้เพียงแต่ส่ายหน้าพร้อมกับถอนหายใจออกมาก่อนจะตอบกลับไป


            “ถ้าพวกเจ้าไม่ยอมไปซ่อน งั้นข้าจะไปซ่อนเอง


            “โมเสสนี่เจ้าคิดอะไรอยู่กันแน่เจ้าเป็นคนที่เก่งที่สุดในหมู่พวกเราแล้วนะ ถ้าเจ้าไปซ่อนแล้วใครจะเป็นผู้นำของพวกเราล่ะ!”


            โมเสสยกมือขึ้นมาเพื่อสั่งให้สหายของตนหยุดพูดเสียที เขาตัดสินใจแล้วว่าจะเป็นคนสุดท้ายที่จะไปซ่อนยังสถานที่ลับที่มีแค่ไม่กี่คนที่รู้จักมัน แม้จะเสียเกียรติแห่งนักรบเช่นเขาก็ตามที แต่มันไม่มีทางเลือก หากทุกคนไปกันหมดแล้วพลาดท่าตายจนปลดเงื่อนไขสุดท้ายแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาพยายามมาย่อมสูญเปล่า


            “คาเตอร์ .. ได้ยินหมดทุกอย่างแล้วใช่มั้ย” โมเสสถามคาเตอร์ที่ได้ยินทุกสิ่งทุกอย่างอย่างชัดเจน


            “ข้าได้ยิน


            “ไปกระทืบพวกมันให้สาแก่ใจเจ้าเถอะ เอาพรรคพวกของข้าไปด้วย เข้าใจใช่มั้ยไอเพื่อนยาก


            “เข้าใจแล้ว ... กลุ่มของเจ้าเหลือกี่คน คงเป็นไปไม่ได้ที่จับบาซิลิกส์แล้วจะรอดกันทั้งหมด


            “ตายไปสี่เหลือยี่สิบสองหากรวมข้าแล้ว


            “ให้ทุกคนมาเจอกลุ่มของข้าที่หน้าอู่ต่อเรือเหาะทันที แล้วเจ้าจะเอายังไงกับกลุ่มของอิริค


            โมเสสครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะตอบกลับไปทันที


            “กลุ่มนั้นมีแต่พวกบ้าพลังทั้งนั้น ไม่แน่อาจจะโบสถ์แห่งแสงก่อนพวกเราก็ได้ รู้ๆกันอยู่นี่ว่าอิริคเป็นคนแบบไหน พวกเขาวางแผนอะไรไม่เป็นหรอก แต่เรื่องอื่นก็ต้องยอมให้ล่ะนะ


            “งั้นจะมัวชักช้าไม่ได้ รีบมารวมตัวกันเดี๋ยวนี้เลยเราจะปล่อยให้สหายของเขาโดดเดี่ยวไม่ได้


            โมเสสหันไปพยักหน้าให้กับกลุ่มของตนเอง พวกเขาพยักหน้าตอบก่อนจะพุ่งทะยานออกวิ่งเต็มฝีเท้าไปยังจุดหมายทันที ทักษะเร่งการเคลื่อนไหวทุกประเภทถูกนำมาใช้อย่างรวดเร็ว ไม่นานนักโมเสสก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของพวกเขาแต่อย่างใด เขาจึงกลับไปพูดกับคาเตอร์อีกครั้ง


            “อย่าตายกันง่ายๆล่ะเจ้าพวกงั่ง


            “เจ้าก็หลบดีๆแล้วกันโมเสส อย่าทะเร่อทะร่าลื่นหัวแตกตายไปซะก่อนพวกเราล่ะ อย่างน้อยก็ให้พวกข้าตายก่อนก็ยังดี


            “โชคดี ..”  โมเสสเอ่ยออกมาเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่เสียงตอบกลับจากกลุ่มของคาเตอร์จะดังกลับมาอย่างพร้อมเพียงกัน


            “ฮูย่า!”


            เมื่อกรอบการกระซิบถูกปิดไป โมเสสนำผ้าคลุมศรีษะขึ้นมาคลุมไว้อีกครั้ง เขาเรียกไอเท็มบางอย่างมาไว้ในมือก่อนที่ลำแสงสีขาวจะเข้ามาห่อหุ้มร่างกายของเขาเอาไว้ ชั่วอึดใจเดียวร่างของเขาก็หายไปอย่างไร้ร่องรอยทันที

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 38 ครั้ง

0 ความคิดเห็น