ตอนที่ 23 : Chapter 21

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 632
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 110 ครั้ง
    21 มี.ค. 62

               

               ทั้งสามมาถึงปราสาทล็อกฮาร์ตได้โดยใช้เวลาไม่นานนัก และแทบไม่ต้องเสียเวลาตามหาสถานที่แห่งนี้เลย เพราะแค่มองดูก็รู้แล้วว่าต้องใช่อย่างแน่นอน 

               สิ่งปลูกสร้างนี้ดูเหมือนหลงมาจากที่ไหนสักแห่งตัดกับบรรยากาศญี่ปุ่นแท้ๆ โดยรอบดังฉับ ปราสาทสไตล์ยุโรปก่อด้วยอิฐสีครีมแสนคลาสสิก หลังคาสีฟ้าครามให้ความรู้สึกสบายตา ข้างกันมีอาคารคล้ายกับหอคอยสูงปลายแหลมราวกับเป็นป้อมปราการที่เอาไว้สอดส่องความปลอดภัย 

               อย่างไรก็ตาม กลุ่มของฝนก็เพิ่งมาถึงประตูทางเข้าเท่านั้น ส่วนตัวปราสาทที่ว่าก็มองเห็นแบบไกลๆ ซึ่งกะจากสายตาแล้วบริเวณทั้งหมดน่าจะกว้างเกินห้าสิบไร่ทีเดียว

               ฉับพลันนั้นดูเหมือนจิ้งจอกดำจะสัมผัสได้ถึงใครบางคน เขาหันขวับซัดเวทออกไปในพริบตา แต่อีกฝ่ายก็เร็วไม่แพ้กัน เหวี่ยงตัวหลบได้ทันท่วงที กระโจนเข้าไปในบ้านหลังหนึ่งแล้ววิ่งหายลับไปราวกับสายลม

               ชิอนส่งเสียง ชิ อย่างหงุดหงิด ตั้งท่าจะไล่หลังตามล่า แต่ทามาโมะกลับรั้งตัวไว้เสียก่อน

               “ปล่อยนางไป ข้าไม่จำเป็นต้องปิดบังเรื่องการมาที่นี่”

               ชายหนุ่มหน้าคมผมดำสนิทค้อมศีรษะรับคำสั่ง 

               “รู้ได้ไงว่านั่นผู้หญิง” เป็นฝนที่ถามขึ้นมาแทน แอบสะกิดใจเล็กน้อยกับท่าทีของทามาโมะ โนะ มาเอะ 

               “นายรู้ว่ามีคนตามมาสักพักแล้วใช่ไหม”

               ตอนที่โอบเอวเธอ น่าจะเป็นตอนนั้นแน่ๆ เผื่อถ้ามีอะไรเกิดขึ้นจะได้ช่วยได้ง่าย… ใช่รึเปล่า

               อย่างไรก็ตาม จิ้งจอกเก้าหางไม่ได้ตอบคำถาม แต่เดินไปผลักประตูไม้ขนาดใหญ่ที่น่าจะเรียกว่าประตูเมืองมากกว่าประตูบ้านด้วยท่าทางเหมือนกำลังเปิดประตูเข้าร้านอาหาร ไม่ได้คิดเลยว่ามันปลอดภัยหรือไม่

               วู้มมม… 

               เสียงประหลาดดังสะท้อนกลับคืนมา เหมือนมีคลื่นบางๆ ซึ่งไม่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่าปะทะกันในอากาศ จากนั้นเงานับสิบก็ปรากฏตัวขึ้นเหนือกำแพง 

               “พวกคุณเป็นใคร” 

               หนึ่งในนั้นถามเสียงดังฟังชัด ฝนเงยหน้ามองแล้วอดกะพริบตาไม่ได้ เพราะทั้งหมดนั้นดู… เหมือนพวกนักพรต 

               ไม่สิ ไม่ใช่แค่เหมือน แต่ต้องใช่แน่ๆ

               “เรามาพบไคโจ” 

               ชิอนตอบ แต่ไม่ตรงคำถาม

               “มีธุระอะไรกับท่านไคโจ”

               “ข้าคือชิอน” 

               จิ้งจอกดำตอบอีกรอบ แต่ก็ยังไม่ตรงคำถาม

               หมอนี่ตั้งใจกวนตีนเขาอยู่หรือเปล่านะ ฝนแอบคิดแบบเอือมๆ

               อย่างไรก็ตาม ชื่อของจิ้งจอกสามหางก็ทำให้เกิดการตอบสนองไม่น้อย แม้จะไม่ได้ยินว่าด้านบนคุยอะไรกันบ้าง แต่ก็รู้ได้ว่าเหล่านักพรตบนกำแพงต่างก็กำลังถกเถียงกันอย่างดุเดือด

               “เชิญเข้ามาได้”

               หลังจากวุ่นวายกันพอสมควร นักพรตคนเดิมก็แจ้งผลสรุปโดยไม่ไต่ถามอะไรอีก ประตูไม้บานใหญ่เปิดอ้าเป็นการต้อนรับ 

               ฝนอดตาโตไม่ได้เมื่อเห็นสภาพแวดล้อมภายในอาณาเขตของปราสาทเต็มสองตา

               สวนโดยรอบได้รับการตกแต่งดูแลเป็นอย่างดี ดอกไม้สีเหลืองที่ไม่เคยเห็นมาก่อนออกดอกบานสะพรั่งเป็นเหมือนรั้วตามเส้นทางที่ปูด้วยอิฐสีอ่อนสลับเข้ม 

               ด้านซ้ายมีเรือนเพาะปลูก ด้านขวาคืออาคารที่ดูคล้ายกับโบสถ์ เลยไปอีกคือทางเดินเชื่อมไปยังตัวปราสาท ทั้งหมดงดงามเหมือนหลุดมาจากเทพนิยายสักเรื่องหนึ่ง

               “เจ้าหนูไคมีรสนิยมที่ใช้ได้” 

               ทามาโมะเอ่ยชม จากนั้นหันมาทางสาวชาวมนุษย์ 

               “ดอกไม้ตามทางเดินสวยใช่หรือไม่” เขาถาม รอยยิ้มคุ้นตายังประดับบนใบหน้าหล่อเหลาชวนมอง

               “อืม สวยดี” 

               หญิงสาวพยักหน้าตอบ แต่เพราะไม่ได้เป็นสาวน้อยผู้ชื่นชอบดอกไม้จึงไม่มีท่าทีอยากเอื้อมไปจับไปดมแม้แต่น้อย

          “นั่นดอกโรสแมรี่พิศวง ถ้าเจ้าสัมผัสมันจะถูกสะกดจิตให้หลับ แต่ถ้าสูดกลิ่นไม่ว่าสั่งให้ทำอะไรก็จะเชื่อฟังทั้งสิ้นโดยไม่ขัดขืน”

               “ล้อเล่นหรือเปล่า”

               “ลองพิสูจน์ไหม” 

               จิ้งจอกเก้าหางกล่าวอย่างรื่นเริง “คงสนุกไม่น้อยทีเดียว”

               ฝนเบ้ปากใส่ กอดอกเก็บไม้เก็บมือไว้กับตัวอย่างแน่นหนา รู้สึกระแวงและระแวดระวังมากกว่าเดิมหลายเท่าตัว ถ้าแค่ด้านนอกยังอันตรายแบบนี้ ด้านในจะไม่น่ากลัวกว่าอีกรึไง

               เจ้าของที่นี่เอาของแบบนี้มาปลูกริมทางเดินเนี่ยนะ บ้ารึเปล่า

               มนุษย์สาวเดินตามหลังจิ้งจอกทั้งสองไปติดๆ พร้อมกับสอดส่ายสายตามองรอบๆ ไปด้วย จนสะดุดเข้ากับใครคนหนึ่งซึ่งนั่งอยู่บริเวณม้านั่งซึ่งภาพรวมมองแล้วติดตาและยังขัดสายตาไม่น้อย

               ชายรูปร่างกำยำหัวล้านเรียบไร้เส้นผม ใส่หน้ากากคาบุกิ สวมชุดนักพรตสีดำ คอมีสร้อยลูกประคำกำลังนั่งอยู่บนม้านั่งทาสีขาวพร้อมด้วยทิวทัศน์สไตล์ยุโรปเป็นพื้นหลัง

               เป็นภาพที่หากถ่ายรูปออกมาก็จะต้องมีใครบอกว่าตัดต่อแน่นอน 

               “เอ่อ… คนนั้นน่ะ” 

               หญิงสาวเอ่ยอย่างไม่แน่ใจ  

               “นั่นเจ้าหนูไคไม่ใช่รึ” 

               ฮะ? 

               ฝนได้ยินแล้วทำหน้าเป็นเครื่องหมายคำถาม แต่ก็ยังไม่รู้สึกอะไรเท่ากับตอนเห็น ‘เจ้าหนูไค’ หันมาเห็นทามาโมะแล้วพุ่งเข้ามาหาพวกเธอชนิดที่เหมือนวาร์ปเสียมากกว่า

               “ทะ ท่านทามาโม้! ” 

               เสียงซึ่งควรจะทุ้มนั้นขึ้นคีย์สูงปรี๊ดจนแสบหู สองแขนกำยำแน่นปี้กไปด้วยกล้ามเนื้อเหวี่ยงกอดรอบเอวของจิ้งจอกเก้าหางดังหมับด้วยความรักใคร่ 

               “ในที่สุดท่านก็กลับมาหาผม”

               “ข้ากลับมาแล้ว”

               ว้าว… 

               เสียงเอฟเฟกต์แปลกๆ ดังขึ้นในหัวของหญิงสาวหนึ่งเดียวในสถานที่นั้น เธอถอยหลังก้าวหนึ่ง ยกมือสองข้างขึ้นใช้นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้ทำเป็นสี่เหลี่ยมเหมือนเล็งชัตเตอร์ถ่ายภาพ

               ผู้ชายสองคนห้อมล้อมชายหนุ่มหน้าสวยผู้งดงามกว่าสตรีทั่วไปอย่างใกล้ชิด 

               คนหนึ่งพูดน้อยแต่ส่งสายตาเทิดทูนบูชาหวงนักหวงหนาตลอดเวลา อีกคนดูถึกทนกว่ามากแต่ท่าทีเหมือนพวกสาวน้อยรอแฟนกลับบ้านหลังไปทำงานต่างประเทศมาหลายเดือน

               อืม เรื่องนี้ไม่ต้องมีนางเอกก็ได้มั้ง อ๊ะ หรือว่า…

               สายตาเลื่อนไปหยุดที่ทามาโมะ โนะ มาเอะ ที่กำลังยิ้มแย้มยกมือลูบหัวกลมๆ ของไคโจอย่างอ่อนโยน เส้นผมสีเงินยวงทิ้งตัวลงตามกรอบหน้าดูนุ่มนวลอ่อนช้อย

               นี่สินะ นางเอก

               “ไม่พบเจ้ามาหลายร้อยปี นับว่าโตขึ้นมาก”

               เสียงนุ่มเย็นของจิ้งจอกเก้าหางกล่าวต่อไคโจ ฟังแล้วคล้ายพี่สาวคนงามซึ่งเป็นรักแรกเพิ่งกลับมาจากไปเรียนต่อเมืองนอกไม่มีผิด 

               “ชมผมเกินไปแล้ว ท่านทามาโมะก็ยังงดงามเหมือนเดิมครับ”

               “เจ้ากับชิอนยังติดต่อกันอยู่เรื่อยๆ ใช่ไหม” 

               ทามาโมะพูดเมื่อเห็นว่าผู้นำโตเกียวกับกุนมะยังไม่ได้ทักทายกันสักคำ

               ไคโจกับชิอนสบตากันวูบหนึ่ง สายตานั้นดูเชือดเฉือนราวกับจะส่งประกายไฟผ่านทางสายตาจนฝนรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงเปรี๊ยะๆ แต่ทั้งคู่ก็ยังกล่าวทักทายกันอย่างสุภาพเท่าที่จะทำได้

               “ฮ่ะ ฮ่ะ เจอกันอีกแล้ว ที่จริงผู้นำของโตเกียวไม่ต้องลำบากมาหาผมถึงที่นี่ก็ได้” 

               นักพรตผู้สวมหน้ากากกล่าวด้วยเสียงแห้งเหือดฟังแปลได้ว่า‘เสนอหน้ามาอีกทำไม’

               “เกรงว่าถ้าเรียกผู้นำจากกุนมะไปจะเป็นอันตราย เลยต้องมาพบเอง ไม่ได้ลำบากอะไร” 

               เสียงทุ้มเย็นชาของชิอนตอกกลับอย่างเจ็บแสบ คำพูดนั้นไม่ต่างจากการดูถูกว่าไคโจนั้นเอาแต่หลบในปราสาทเพราะอ่อนแอ

               “สนิทกันดีนะ” 

               จิ้งจอกเก้าหางผู้ยืนอยู่ตรงกลางพูดพลางยิ้มระรื่นไม่เข้ากับบรรยากาศมาคุจากทั้งสองด้านแม้แต่น้อย

               สนิทกันตรงไหนฟะ เป็นเสียงในหัวของฝนที่ดังขึ้นอีกครั้ง

               ในช่วงชุลมุน จู่ๆ ทามาโมะก็เดินเข้ามาประชิดกับหญิงสาวเพียงหนึ่งเดียวที่ยืนหลบฉากออกมาจากละครรักสามเส้าโดยไม่ทันให้ตั้งตัว เรียกสายตาปีศาจที่เหลือมองตามมาด้วย 

               โดยเฉพาะไคโจซึ่งไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าแขนของตัวเองหลุดจากอีกฝ่ายไปตอนไหน

               “ข้ายังไม่ได้แนะนำเจ้า แบบนี้เสียมารยาทไปหน่อยแล้วใช่ไหม”

               ไม่ต้องถามหามารยาทตอนนี้ก็ได้ ฝนตอบด้วยสายตา แต่อีกฝ่ายทำเหมือนเป็นคนซื่อเต็มทน ไม่รู้ไม่เห็นสิ่งใดทั้งสิ้น รวบเอวบางของมนุษย์สาวกึ่งรั้งกึ่งคลายอย่างถือวิสาสะตามนิสัย 

               สาวผมสั้นถอนหายใจแบบเหนื่อยๆ แต่ไม่ขัดขืนให้วุ่นวาย ปล่อยให้เหตุการณ์เลยตามเลย

               “ท่านทามาโมะ หญิงผู้นี้คือ… ”

               “เมียข้าเอง”

               ผัวะ! 

               เสียงหมัดลุ่นๆ ของสาวหน้าคมต่อยเข้าที่สีข้างของชายหนุ่มอย่างจัง ถึงมันจะไม่ทำให้เขาสะทกสะท้านก็ตาม

               “ใครเป็นเมียนาย ประสาท ที่ผมขาวนี่คือสารอาหารไหลลงดินหมดจนไม่เหลือไว้เลี้ยงสมองแล้วรึไง” 

               เธอผรุสวาทรัวเร็วชนิดไม่หยุดหายใจ 

               ทามาโมะหัวเราะรื่น หันไปบอกไคโจซึ่งยังยืนตะลึงอยู่ว่า 

               “นางเขินน่ะ”

               ฝนปวดขมับอย่างแรง “ใครเขินกันยะ แล้วฉันไปเป็นเมียนายตอนไหน ทำไมหน้าด้านแบบนี้”

               “เจ้าบอกว่าจะตามข้าไปทุกที่ไม่ใช่รึ”

               “…” 

               หญิงสาวรู้สึกว่าหมดหนทางเยียวยาสามัญสำนึกของจิ้งจอกเก้าหางแล้วจึงไม่เถียงด้วยอีก 

               เดิมทีเธอก็ไม่ได้ใส่ใจว่าใครจะคิดยังไงสักเท่าไร ขอแค่จุดประสงค์เดิมที่ตั้งใจสัมฤทธิ์ผลก็เพียงพอ

               “ท่านทามาโมะ เธอคนนี้… มนุษย์? ” 

               ไคโจเลียบเคียงถาม พลางรั้งแขนเสื้อของชายหนุ่มผมเงินเบาๆ เหมือนภรรยาน้อยอยากให้สามีสนใจตัวเองบ้าง

               “นางชื่อฝน เป็นสตรีที่ปลดผนึกข้าจากเซสโชเซกิ”

               “ปลดผนึก ทำได้อย่างไรกัน” 

               ผู้นำกุนมะถามเสียงสูงด้วยความสงสัยอย่างมาก เพราะก่อนหน้านี้ตนเองเคยพยายามหาหนทางทำลายผนึกของหินนั่นมาหลายต่อหลายหนแต่ไม่มีใครทำสำเร็จ 

               ไม่ว่าจะใช้อาคม วงเวท ยันต์ คำสาป หรือแม้แต่โจมตีโดยตรงก็ไม่มีอะไรทำให้ผนึกนั้นมีปฏิกิริยาได้เลย

               “เป็นความพิเศษของนาง” 

               ทามาโมะตอบอย่างกำกวม

               อันที่จริงคำถามนี้ฝนเองก็สงสัยเช่นกันว่าทำไมตนเองถึงคลายผนึกที่ใครๆ ก็ทำท่าเหมือนว่ามันโคตรมีพลังมากมายและไม่มีใครทำลายได้แบบง่ายดายขนาดนั้น

               ไคโจมองใบหน้างดงามของชายผู้เคยเป็นอาจารย์และยังเป็นผู้นำเหล่าปีศาจในดินแดนอาทิตย์อุทัย ทราบดีแล้วว่าทามาโมะไม่ต้องการให้เซ้าซี้เอาคำตอบอีก จึงไม่สอบถามเพิ่มเติมแม้ยังสงสัยอยู่อีกหลายสิ่ง 

               ที่พาหญิงผู้นี้มาด้วยย่อมต้องมีเหตุผลของท่านเองแน่นอน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 110 ครั้ง

200 ความคิดเห็น

  1. #194 ทามาโมะ (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2562 / 18:10

    นางเขินหน่ะ 555

    #194
    0
  2. วันที่ 22 มีนาคม 2562 / 22:12
    รอค้าาาา สนุกมากกกกกกก
    #156
    0
  3. #155 ลิมทะเลสาบ (@SupreeyaLajandee) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 21 มีนาคม 2562 / 09:35
    รอตอนต่อไปค่ะ
    #155
    0