สะดวกรัก (end)

ตอนที่ 11 : 11. 5 นาที (5 minutes)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,852
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 119 ครั้ง
    7 พ.ย. 61

     

11

 

You've planted flowers in my mind.







          เสียงนกแข่งกันร้องจิ๊บๆ ปลุกให้ผมลืมตาขึ้นมางัวเงีย พอลืมตัวบิดเอวไล่ความขี้เกียจอย่างที่ชอบทำทุกเช้าหลังตื่นก็ร้องโอ๊ยออกมาไม่เป็นประสาหมา ความทรงจำเมื่อคืนตั้งแต่โดนยำ ไปโรงพยาบาล โดนต้อนมาคอนโดไอ้เด็กนี่ พากันหลั่งไหลเข้ามาทักทายในหัวไม่ขาดสาย ผมเอื้อมมือออกไปหยิบมือถือมาดูเวลา หกโมงสี่สิบแปดนาที ได้นอนไปแค่ไม่ถึงสามชั่วโมง ร่างกายก็ปลุกให้ตื่นขึ้นมาด้วยความเคยชิน ตื่นก็ตื่นวะ เดี๋ยวก็คงได้นอนอีกเยอะน่ะวันนี้ เพราะผมไม่คิดจะแบกหน้าเยินๆ ออกไปอวดชาวโลกที่ไหนอยู่แล้ว 


พอผลักประตูออกมาก็เจอเจ้าของห้องกำลังเดินออกมาจากห้องน้ำพอดิบพอดี มันใส่กางเกงลายสก็อตสีเขียวกับถือเสื้อสีครีมไว้ในมือตัวเอง แม่งจะให้กูอับอายกับหุ่นตัวเองไปถึงไหนวะ ชายหนุ่มวัยฉกรรจ์อย่างผมมีแต่พุงย้อยๆ กับหน้าอกฟีบๆ ในขณะที่เด็กมอหกเตรียมสอบเข้ามหาลัยกลับมีกล้ามท้องกำลังพองาม ราวกับมีเวลาไปเข้ายิมเป็นประจำ มันเอาเวลาที่ไหนไปเรียนหนังสือ ทำงานที่เอสมาร์ท ติวเข้ามหาลัย แล้วยังเสือกไปยิมปั๊มกล้ามแบบนี้ได้อีกวะ หรือวันหนึ่งของมันมีสี่สิบแปดชั่วโมง แต่ของผมเหลือแค่สิบชั่วโมง เพราะเอาเวลาทั้งหมดไปนั่งเล่นเกมกับรับใช้เจ้ตาลวะเนี่ย


“ตื่นแล้วเหรอครับพี่” เออ กูเดินมาเห็นมึงอวดหุ่นตัวเองขนาดนี้ หลับอยู่มั้ง


“เออ มึงจะไปเรียนแล้วหรอ”


คนโดนถามพยักหน้าแล้วส่งยิ้มน้อยๆ ให้


“ครับ แล้วคงเลยไปทำงานที่เอสมาร์ทต่อเลย กลับมาอีกทีคงใกล้ตีหนึ่ง” ดี กูจะได้เข้านอนก่อนมึงกลับบ้าน ไม่ต้องมาพ่นน้ำลาย ต่อความยาวสาวความยืดอะไรใส่กันให้กูต้องปวดหัวปวดหูอีก


“กูถามจริงเหอะ มึงไหวได้ไงวะ ตื่นก็เช้า กลับบ้านมาก็เช้า มึงไปทำงานที่เอสมาร์ทให้เหนื่อยทำไมวะ” ฮั่นแน่ ใช่ครับ ผมหลอกถามมันอยู่แบบเนียนๆ ต่อให้ป่วยผมก็ยังหัวไวอยู่นะ 


เด็กมันทำเป็นอมยิ้มไม่ตอบอะไรกลับมา เอาเสื้อมาสวมบนตัวก่อนจะพูด "ผมได้ที่เรียนต่อแล้ว แค่นอนน้อยหน่อยโผล่หน้าไปเรียนบ้าง ไม่ลำบากอะไรขนาดนั้นหรอกครับ ขอบคุณที่เป็นห่วงนะครับพี่” ผมสะดุ้งทันทีที่ได้ยินคำว่าเป็นห่วง กูพูดออกมาซักคำหรือยังว่าเป็นห่วงมึงเนี่ย คิดเองเออเองเก่งนักนะมึง


“ห่วงเชี่ยอะไร เป็นตุเป็นตะนะมึงน่ะ” คนที่โดนผมด่าตั้งแต่เช้าไม่มีทีท่าสะทกสะท้านใดๆ ให้เห็น หัวเราะออกมาเหมือนอารมณ์ดีที่โดนเหน็บเสียงเขียวแล้วสาวเท้าเข้ามาใกล้กันหน้าตาเฉย


เชี่ย คิดจะทำอะไรก็ทำ ช่วยเห็นใจคนแก่เจ็บตัวปางตายอย่างกูบ้างได้มั้ย เห็นแบบนั้นผมเลยรีบแก้เกม หันหลังกลับไปหาประตูห้องนอนทันที


ไอ้ซินโฉบเข้ามาประชิดหลังผมด้วยความไว ก่อนจะเอื้อมมือใหญ่ๆ ของมันมาจับลูกบิดประตูเอาไว้ ดักทางหนีเอาตัวรอดของผมไปอีก


“เมื่อคืนหลับสบายมั้ยครับ” ถามจนจะเป็นกระซิบทั้งที่มีแค่เราอยู่ในห้องกันสองคน 


ผมพยายามตั้งสติทั้งที่ยังไม่หายเมาขี้ตา นี่กูอยู่ในรายการ Survivor หาผู้รอดชีวิตตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมต้องมีสติตลอดเวลาที่อยู่กับมึงด้วยวะเนี่ย


“อะ...เออสบายดี เตียงมึงโคตรนุ่มเลยว่ะ” กูตอบคำถามมึงแล้วก็ปล่อยกูกลับเข้าไปนอนเถอะ ไหว้ล่ะ


มันปล่อยมือออกจากลูกบิดราวกับได้ยินเสียงอ้อนวอนในใจผม ไม่ต้องบอกว่าผมยิ้มจนเหงือกบานขนาดไหนที่มันยอมหยุดอยู่แค่นี้ สงสัยคงจะรีบไปเรียนแหงเลย โชคดีของผมไป


“ชอบเตียงผมขนาดนี้ ก็แวะมาค้างบ่อยๆ สิครับพี่” นับวันเสียงกระซิบของมึงจะติดกระเส่าเข้าทุกทีแล้วนะไอ้เวร ถ้าช่วงนี้กูใจเต้นบ่อยจนแผลปริเมื่อไหร่ มึงโดนดีแน่ไอ้ผีห่า











หลังจากเข้าไปนอนต่ออีกสามสี่ชั่วโมง ผมก็ตื่นมาเห็นถุงโจ๊ก ข้าวต้ม น้ำเต้าหู้อะไรไม่รู้เต็มโต๊ะรับแขกไปหมด นี่มันซื้อมาเลี้ยงคนทั้งหมู่บ้านหรือไงวะ ก่อนนอนเมื่อคืนผมไลน์ไปบอกเจ้ตาลว่าติดทำงานกลุ่มอยู่บ้านเพื่อน แล้วคงจะไม่ว่างกลับบ้านไปทั้งอาทิตย์ ตื่นขึ้นมาเจอทั้งมิสคอลทั้งข้อความไลน์มาด่ายาวยืด นี่ถ้าโผล่หน้าเละเทะขนาดนี้ไปให้ดู จะโดนด่ากราดกว่าตอนโดนหมาจรจัดไล่ฟัดขนาดไหน หลังจากกลับบ้านไป ผมจะไปหาอาม่าปรึกษาเรื่องแก้ชงเป็นจริงเป็นจังซะหน่อยแล้ว ไม่งั้นเจ็บตัวคราวหน้าคงได้ไปเซย์ไฮกับพญายมในนรกแล้วล่ะ 


ผ่านไปสี่วันเต็มๆ ที่ผมทำเป็นฝืนนอนเล่นอยู่บนเตียงไปเรื่อยๆ รอจนกว่าแน่ใจแล้วว่าไม่มีใครอยู่ในห้องนอกจากผมคนนี้คนเดียว ก็ย่องออกไปใช้ชีวิตอิสระเสรีในห้องรับแขก กึ่งนั่งกึ่งนอนดูทีวีเสียงดัง พอท้องร้องก็เดินไปเทข้าวต้มหมูสับที่มันซื้อมาให้ใส่ชาม แล้วเอามานั่งกินหน้าทีวีต่อ พอใกล้ห้าทุ่มก็รีบอาบน้ำกับประคบแผลด้วยผ้าห่อไข่ต้มอีกรอบ แล้วทิ้งตัวลงนอนบนเตียงนุ่มๆ ที่ผมยังยึดไว้ไม่ยอมคืนกลับไปให้เจ้าของเสียที ตอนได้ยินเสียงมันเปิดประตูเข้ามาในห้องตอนตีหนึ่ง ผมก็แอ๊บปิดไฟนอน ไม่ส่งเสียงกุกกักอะไรออกมาให้มันรู้ว่าผมยังตาสว่างแอบเล่นเฟสบุ๊คแก้เบื่ออยู่เลย ไอ้เด็กนั่นก็ดูท่าจะยุ่งกับชีวิตในแต่ละวันจนไม่ได้คิดจะตอแยอะไรผม วนเวียนอยู่กับการรีบตื่นไปเรียน กลับมาเข้านอน แล้วตื่นไปโรงเรียนอีกรอบในเช้าวันถัดไป 


สภาพร่างกายของผมในวันนี้เริ่มดีขึ้นมานิดหน่อย ถึงจะยังบวมฟกช้ำอมม่วงไปทั้งตัวไม่ต่างไปจากเดิมมาก แต่รวมๆ ผมก็รู้สึกเจ็บน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด เริ่มมีเรี่ยวแรงและอารมณ์ลุกขึ้นมาเช็ดนั่นถูนี่ทำความสะอาดห้องให้ไอ้ซิน เพราะไม่อยากเอาเปรียบมันมากจนเกินไป ผมถึงขนาดตัดสินใจเอามาส์คจากกล่องยาบนห้องใส่ลงไปซื้อของเข้าตู้เย็นให้มันด้วย สี่วันที่ผ่านมากินแต่อาหารที่มันซื้อมาให้ตลอดก็อดรู้สึกผิดไม่ได้ จากนั้นผมก็เปิดเพลงลั่นห้องแล้วลงมือล้างห้องน้ำที่ทำค้างต่อทันที 


หลังจากล้างห้องน้ำเสร็จแล้วผมก็เดินเข้าไปดูดฝุุ่นในห้องนอนมันต่อ จริงๆ ถ้าหางานทำไม่ได้ อาชีพทำความสะอาดก็ดูเหมาะกับความชำนาญของผมอยู่เหมือนกันนะ โดนฝึกให้ทำสารพัดอย่างมาตั้งแต่ละอ่อน ถึงจะไม่ได้ชอบแต่ก็ทำได้ดีละเอียดใช้ได้จนโดนแม่ออกปากชมบ่อยๆ พอดูดพื้นจนเนี้ยบไม่มีเศษผมเศษฝุ่นหลงเหลือ ผมก็คลานเข่าช้าๆ แบบถนอมร่างกายตัวเองสุดฤทธิ์เข้าไปเช็ดๆ ถูๆ ตรงหัวเตียง และโต๊ะข้างเตียงที่มีรูปมันกำลังยิ้มจนโลกสว่างแข่งกับพระอาทิตย์ โดยมีทะเลสีเขียวอมฟ้าประกอบเป็นฉากหลัง ข้างๆ มีรูปครอบครัววางอยู่อีกด้วย มีพ่อแม่และก็พี่ชายคนละสายพันธุ์ของมันกำลังนั่งบนโต๊ะกินข้าวหน้าตายิ้มแย้ม คนถ่ายก็คงจะเป็นเจ้าของห้องเองล่ะมั้ง เพราะไม่มีมันอยู่ในรูปด้วยนี่ ยิ่งทำความสะอาดไอ้เวก็ยิ่งติดลม เดินเข้าไปใกล้กับชั้นขนาดใหญ่อัดแน่นไปด้วยหนังสือทั้งไทยและเทศจำนวนมหาศาล แล้วก็ลงมือใช้ไม้ขนไก่ปัดฝุ่นที่เกาะตามชั้นเล็กน้อย ลามไปถึงดึงหนังสือออกมาจัดเรียงตามความสูงเข้าไปอีก นี่กูบ้าหรือว่างกันแน่วะชักจะสงสัย ผ่านมาตั้งสี่วันที่เอาแต่กิน นอนและดูทีวีผมก็อดนึกเซ็งไม่ได้ พอรู้สึกมีแรงเข้าหน่อยก็ขอปั้นวัวปั้นควายให้เจ้าของบ้านมันหน่อยวะ 


  พอไล่สายตามองตามหนังสือแต่ละเล่มที่ผมอ่านออกก็เห็นแต่จำพวกหนังสือฮาวทู หรือไอ้หนังสือประเภทหาคำตอบให้ชีวิตทั้งหลายทั้งแหล่นั่นแหละ ผมลองเลือกหนังสือภาษาไทยขึ้นมาดูซักสามสี่เล่มก็เจอแต่ 'หาตัวเองให้เจอก่อนอายุสามสิบ' 'รวยอย่างไรด้วยตัวเอง' 'สร้างธุรกิจด้วยสองมือของคุณเอง' 'ไล่ล่าฝันก่อนจะสาย' อะไรจำพวกนี้เยอะแยะไปหมด เด็กมอหกแถมบ้านมีธุรกิจอย่างมันต้องเสียเวลาตามหาตัวเองอีกหรอวะ ถ้าป๊าผมเป็นเจ้าของโรงงานอะไรซักอย่าง ไอ้เวคงจะลูบปากยิ้มหวานนั่งกระดิกเท้ารอรับช่วงต่อจากป๊าชิลๆ เท่ๆ ไม่มาคงมาเครียดกับเรื่องหาที่ฝึกงาน หรือหางานทำไม่ได้หลังเรียนจบแล้ว 


     ม่เข้าใจมันจริงๆ เลยว่ะ อายุก็ยังน้อยบ้านก็อภิมหารวย ยังจะดิ้นรนกระเสือกกระสนเป็นทุกข์เป็นร้อนกับอนาคตของตัวเองอีกหรอวะ คือถ้ามีหนังสือประเภทตามหาฝันสร้างเนื้อสร้างตัวเยอะขนาดนี้ ในหัวไอ้เด็กนี่คงมีแต่เรื่องนี้เป็นประเด็นหลักแน่ คิดแล้วก็สะท้อนใจ ผมมันแก่เกินแกงที่จะซื้อหนังสือพวกนี้มาอ่านเพื่อพัฒนาชีวิตแล้วล่ะ รู้ตัวอีกทีก็กำลังจะเรียนจบในเวลาอีกปีครึ่ง ชะตากรรมหลังจากได้ใบปริญญามาจะเป็นยังไงก็ไม่รู้ ถ้าผมเดินวิจัยฝุ่นไปวันๆ คงต้องหน้าด้านทู่ซี้เกาะพ่อแม่กับเจ้ตาลกินต่อไปเรื่อยๆ แหงๆ จู่ๆ ก็รู้สึกหดหู่กับชีวิต หมดแรงจะเช็ดถูอะไรให้ใครได้อีก ได้แต่ลงไปนั่งกับพื้นพิงชั้นหนังสือถอนหายใจเฮือกๆ ลืมความเจ็บปวดทางกายไปเกือบหมด แถมหูแว่วได้ยินเสียงเพลงธรณีกรรแสงประกอบอารมณ์ห่อเหี่ยวของตัวเองในตอนนี้เข้าไปอีก 


คิดดูละกันขนาดตอนหาที่ฝึกงาน ผมยังต้องยอมรับข้อเสนอที่ไม่ได้พิสูจน์ความสามารถของตัวเองซักนิด แล้วพอถึงเวลาลงสนามหางานแข่งกับชาวบ้านจริงๆ เข้าไอ้เวคนนี้จะรอดเรอะ เฮ้อออ เย็นวันนั้นเลยลงท้ายด้วยการที่ผมเดินกระย่องกระแย่งไปซื้อเบียร์แพ็คใหญ่มานั่งดื่มย้อมใจตรงระเบียงอยู่คนเดียวเงียบๆ จนท้องฟ้ามืดสนิทผมก็ยังนั่งอยู่ตรงที่เดิมไม่ไหวติง มองออกไปข้างหน้าก็เห็นวิวตึกสูงมากมายเป็นจุดเล็กๆ สว่างวาบอยู่ลิบๆ มือถือก็ไม่คิดจะแตะ เอาแต่คิดซ้ำไปมากังวลถึงอนาคตที่ดูไร้ทางออกของตัวเองไปเรื่อยๆ เวลาล่วงเลยผ่านไปจนกระทั่งผมได้ยินเสียงใครบางคนเปิดประตูเดินเข้ามาในห้อง แต่ผมก็ยังติดอยู่ในภวังค์ของตัวเอง ไม่คิดจะลุกหนีเข้าห้อง ไม่เป็นไรหรอก...ตอนนี้ผมใส่เสื้อยืดสีดำตัวโคร่งของมันอยู่ คงพอจะกลืนเข้ากับความมืดมิดในช่วงตีหนึ่ง จนมันไม่ทันสังเกตก็ได้ว่าผมนั่งจ๋องคอตกข้างๆ กระป๋องเบียร์เปล่าอยู่ตรงระเบียงคนเดียว 


ผ่านไปราวๆ ครึ่งชั่วโมง ผมก็ได้ยินเสียงเคาะประตูกระจกข้างหลังตัวเอง พอหันไปมองก็เห็นไอ้เด็กนั่นยืนอยู่ข้างใน มันค่อยๆ เลื่อนประตูออกแล้วหย่อนก้นลงนั่งบนเบาะนุ่มนิ่มข้างๆ กลิ่นสบู่สะอาดสะอ้านลอยออกมาจากตัวคนข้างๆ จนผมแอบยกแขนขึ้นดมกลิ่นเหงื่อเหม็นเปรี้ยวผสมกลิ่นเบียร์บนร่างกายตัวเอง เปรียบเทียบเสร็จแล้วก็ได้แต่เบ้หน้า อยากจะวิ่งเข้าไปอาบน้ำซะเดี๋ยวนั้น


“วันนี้ไม่รีบเข้านอนแล้วหรอครับ” รู้ทันกูไปซะทุกอย่างเลยนะมึง ผมไม่ยอมตอบอะไรออกไป เอาแต่มองไปทางตึกสูงๆ ท่าเดียว


“ขอบคุณที่ทำความสะอาดห้องให้ผมนะครับพี่” ผมพยักหน้าหงึกหงักในความมืิดไม่รู้ว่ามันจะเห็นรึเปล่า


จู่ๆ คนที่กล่าวขอบคุณผมเมื่อกี้ก็โฉบเข้ามาใกล้ แล้วกระซิบเสียงแผ่วใส่กันเฉย "เหมือนภรรยาเอาใจสามีเลยครับ"


ผมหันมาตวัดสายตาดุๆ ใส่มันอย่างไม่นึกเกรงกลัวอะไร เพราะคิดเอาเองว่าความมืดในตอนนี้คงจะช่วยปกปิดสีหน้าฉุนเฉียวของตัวเองได้ไม่มากก็น้อย


“พูดไปเรื่อยนะมึงน่ะ” พึมพำออกมาเบาๆ เพราะตระหนักดีว่าตอนนี้ตัวเองกำลังนั่งหมิ่นเหม่อยู่บนระเบียงชั้น

สี่สิบสอง ขืนใส่อารมณ์ในคำพูดมากไป คืนนี้อาจจะเป็นคืนสุดท้ายของผมก็ได้


“กูไปอาบน้ำล่ะ ง่วงแล้ว” รีบตัดบทไม่พอยังพยายามจะชันตัวขึ้นอย่างยากลำบาก คราวนี้มันกลับคว้าแขนผมหมับ ไม่ยอมให้ขยับตัวไปไหนได้อีก 


“นั่งกินเบียร์เป็นแพ็คได้ตั้งนานสองนาน อยู่คุยกับผมอีกนิดไม่ได้เหรอครับ” เสียงนุ่มทุ้มออกไปทางออดอ้อนเป็นพิเศษของมันทำเอาแอบใจกระตุกนิดหน่อย ช่วงนี้ผมเป็นเชี่ยอะไรวะ ไม่ว่าจะเสียง จะกลิ่น จะใบหน้าหรืออะไรก็แล้วแต่ที่เป็นส่วนหนึ่งของมันทำปฏิกริยากับร่างกายผมรวดเร็วเหลือเกิน ไม่ชอบตัวเองแบบนี้ซะเท่าไหร่เลยว่ะ และผมก็รู้ว่าในระยะยาวไม่มีทางส่งผลดีกับผมแน่นอน


“ง่วงโว้ย จะนอน มีอะไรไว้คุยพรุ่งนี้เช้าละกัน วันเสาร์นี่มึงไม่ต้องไปโรงเรียน” ผมทำเป็นยืนยันเสียงแข็งว่าจะไม่อยู่คุยกับมันต่อ กะจะไปนั่งเซ็งชีวิตในห้องนอนคนเดียวเงียบๆ เปิดเพลงฤดูที่แตกต่างของพี่บอยคลอเบาๆ ยิงยาวไปถึงตอนสว่างจนนกกระจอกตื่นออกไปหากิน


“เป็นอะไรหรือเปล่าครับ ทำไมดูพี่เครียดๆ”  ผมเม้มปากแน่น ไม่่ตอบแน่นอน


“เป็นห่วง” น้ำเสียงอุ่นๆ ในประโยคที่มีแต่กริยา เว้นประธานกับกรรมให้คิดต่อเอาเองสะกดให้คนฟังอย่างผมยอมนั่งนิ่ง วางกระป๋องเบียร์ในมือลงข้างตัวช้าๆ


“หืม เล่าให้ผมฟังหน่อยได้มั้ย” ทำไมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเด็กสามขวบ กำลังโดนผู้ใหญ่ตะล่อมให้เล่าว่าโดนใครแกล้งมาที่โรงเรียน


“กู เอ่อ แค่เครียดเรื่องอนาคตนิดหน่อย” ตอบออกไปแค่นั้นก็น่าจะเพียงพอสำหรับเด็กมัธยมอย่างคนถาม


“ตอบยาวกว่านี้อีกนิดได้มั้ยครับพี่ อีกนิดนึงนะ” น้ำเสียงไม่เร่งเร้าแต่เว้าวอนทำเอาผมเกาหัวแกรก จริงๆ ถ้าจะปฏิเสธแล้วขอตัวเข้าห้องในตอนนี้ ผมก็เชื่อว่าคนที่นั่งข้างกันจะไม่บังคับให้ต้องนั่งอยู่ต่อ 


“ขอโทษที่เซ้าซี้ไม่เข้าเรื่องนะครับ พี่ไปนอนเถอะ” ผมเป่าปากทันทีที่ได้ยิน ไม่ชอบให้คนข้างตัวต้องเอ่ยขอโทษทั้งที่ผมก็เข้าใจเจตนาตั้งต้นของมันชัดเจน


ซินชันเข่าเตรียมจะลุก คงอยากจะหลีกทางให้ผมเดินเข้าไปข้างในห้อง


“นั่งลงก่อน” พอได้ยินน้ำเสียงแข็งๆ ของตัวเองในประโยคเมื่อกี้ก็อยากจะยกมือขึ้นดีดกะโหลกตัวเอง ต่อให้เป็นคนใจดีขนาดไหน ซักวันเด็กมันคงทนรับมือกับความผยองว่าแก่กว่าของผมไม่ไหวแน่


“นั่งลงก่อนนะ” อือ ค่อยยังชั่ว เป็นประโยคที่ผมคงอยากยอมทำตามคนขอ อมยิ้มออกมานิดๆ ดีใจที่เด็กนี่ก็เห็นด้วยกับผม


พอเห็นมันนั่งลงเรียบร้อยแล้วหันมามองอย่างตั้งใจจะฟัง ผมก็เลียริมฝีปากเบาๆ ความมืดจนแทบไม่เห็นแสงในตอนนี้คงช่วยทำให้พูดง่ายขึ้น ก็แค่เปล่งเสียงออกไป 


“ใกล้จะเรียนจบแล้วก็แค่เครียดเรื่องหางานเหมือนใครๆ เค้านั่นแหละ” ใครๆ เค้าก็คงยกเว้นพวกนักเรียนหัวกะทิในคณะไว้กลุ่มหนึ่งละกัน


มองจากหางตาก็เห็นอีกคนพยักหน้าว่ารับรู้ แต่จะเข้าใจมั้ยก็ไม่แน่ใจ


“กูไม่รู้จะบ่นอะไรให้มึงฟังอีก ไม่อยากให้เด็กมอหกอย่างมึงเบื่อ” ประโยคแรกก็ยังเสียงดังฟังชัดดีอยู่หรอก แต่ไอ้ประโยคหลังนี่แผ่วลงแถมฟังดูทะแม่งๆ พิกล


ผมเหมือนได้ยินอีกคนหัวเราะออกมาเบาๆ ไม่ใช่การเยาะหยัน แต่เหมือนผู้ใหญ่หัวเราะเอ็นดูเด็กในปกครองยังไงก็ไม่รู้


“ผมไม่มีทางเบื่อ เรื่องอะไรของพี่...ถ้าพี่เต็มใจ...ผมก็อยากฟังทั้งนั้น” น้ำเสียงฟังแล้วเย็นใจเป็นแตงโมชุ่มน้ำของอีกคนทำเอาผมก้มหน้าลงนิดหน่อยแล้วอมยิ้มมุมปาก จริงๆ ก็ยังเชื่อนะถึงจะเงยหน้าไม่พรางสีหน้าของตัวเองเอาไว้ คนข้างๆ คงไม่น่าจะเห็นอะไรหรอก ก็มืดซะขนาดนี้


“อยากจะยิ้มก็ยิ้มออกมาให้ผมเห็นสิครับ ซ่อนไว้ก็ไม่ได้ทำให้ผมใจเต้นน้อยลงหรอกนะ” หูดูจะอื้อได้ยินแต่เสียงหวี่ๆ ไปชั่วขณะ ดวงตาก็จับได้แต่จุดหลากสีเป็นเม็ดเล็กๆ ในอากาศ สมองก็พาลจะตื้อตามไปด้วย ใครสั่งใครสอนให้พูดจาเหมือนโยนระเบิดน้อยหน่าใส่คนฟังแบบนี้วะ


ผมเกาหัวแกรกๆ อีกแล้ว


“อะ เข้าใจแล้ว” ผมไปเข้าใจอะไรกับมันล่ะเนี่ย อยากจะยกมือตบปากตัวเองเรียกสติ


“ตอนนี้ผมก็กำลังยิ้มอยู่นะ หุบไม่ลงเลยพี่รู้มั้ย” 


ผมเกาหัวแกรกๆ เป็นรอบที่สาม ใช้มือทั้งสองข้างเลยคราวนี้ ความเงียบเริ่มเข้ามาปกคลุม ในเมื่อมันไม่พูดอะไรต่อ ผมก็ไม่คิดจะพูดอะไรเหมือนกัน หันไปหยิบกระป๋องเบียร์เปล่ามาลูบๆ คลำๆ ตอนแรกก็ว่าจะบีบแต่กลัวคนตะโกนขึ้นมาด่า เพราะเสียงคงจะดังสะท้อนไปไกล ก่อความรำคาญให้ชาวบ้านที่กำลังนอนหลับไหลได้


พักเดียวเท่านั้นช่วงแขนของคนข้างๆ ก็เบียดเข้ามาชิดหัวไหล่ จนผมเผลอบีบกระป๋องเบียร์ในมือด้วยความตกใจ ถ้าเป็นช้างก็คงร้องแปร๋นล่ะครับ


“แล้วนักศึกษาปีสามล่ะครับจะเบื่อเวลาเด็กมอหกคนนี้บ่นบ้างมั้ย”


“เบื่อแป๊ะอะไรล่ะ เพ้อเจ้อนะมึงน่ะ” อยากจะตบปากตัวเองเป็นครั้งที่สอง ไอ้คำพูดภาษาดอกไม้นี่พูดกับเค้าไม่เป็นรึไงวะ ไอ้ควายเจ็ดตัวรวมกัน!


"ใจดีกับผมจัง" เสียงหัวเราะแฝงไอความสุขจางๆ เร่งให้หน้าเห่อร้อนขึ้นมาภายในเสี้ยววินาทีที่ได้ยิน


ยิ่งไม่ชอบบรรยากาศในตอนนี้เข้าไปกันใหญ่


สายลมพัดแผ่ว 


ท้องฟ้ามืิดมิดช่วยทุเลาความเหนียม


ความสบายใจที่จะพูดและฟัง 


จากคืนแรกที่โดนอัดจนยับเยินมาถึงตอนนี้ ความรู้สึกข้างในกำลังเดินไต่บันไดไปเรื่อยๆ ไม่มีวี่แววจะหยุดให้เจ้าของใช้เหตุและผลยับยั้งได้เลย


สัมผัสอุ่นที่ไม่คุ้นชินเลื่อนมาจับมือข้างขวาของผมไว้หลวมๆ 


“ขออนุญาตนะครับ”


ใบหูผมมันร้อนจี๋จวนจะไหม้ เคยแต่ขอน้องส้มโอจับมือเวลาเดินเที่ยวด้วยกัน แต่ไม่เคยถูกใครเอ่ยปากขอมาก่อน คนปกติต้องทำยังไงในสถานการณ์แบบนี้ ผมยังเป็นคนปกติอยู่รึป่าววะ 


มันไม่ได้ชอบและก็ไม่ได้ไม่ชอบ


พูดไม่ถูกและก็ไม่รู้จะพูดถูกเมื่อไหร่


สะบัดออกดีมั้ย ผลักอกให้มันรู้ว่าผมไม่ชอบโดนล้ำเส้นแบบนี้ หรือทำหน้ายักษ์ตะโกนอะไรหยาบๆ คายๆ ใส่หน้าไปดี แต่ถ้าเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้ผมจะเสียใจกับสิ่งที่ทำลงไปมั้ย


มากกว่านั้นคือผมจะเสียใจที่เห็นอีกคนรู้สึกแย่รึป่าว


หยุดเวลาไว้ตอนนี้ แล้วให้ผมเดินไปนั่งทำสมาธิข้างในห้องคิดหาคำตอบก่อนเถอะ


“คะ...แค่ห้านาทีได้มั้ยวะ วันนี้ขอแค่นี้ก่อนได้มั้ย” มันก็ไม่ใช่ว่าวันหน้าจะมีอะไรมากไปกว่านี้ได้ แต่ ณ ตอนนี้เวลานี้ทำให้ได้แค่นี้จริงๆ มากไปกว่านี้ผมคงได้พุ่งหลาวลงระเบียงไปทักทายพยาธิบนพื้นซีเมนต์ข้างล่างแน่ๆ 


คนที่ผมยื่นคำประสงค์ให้ฟังหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะล้วงไอโฟนสีดำของตัวเองออกมากดอะไรไม่รู้ 


“จับเวลาแล้วนะ” ซินยิ้มโชว์ฟันพร้อมกับยื่นหน้าจอแสดงเลขดิจิตอลกำลังนับถอยหลังให้ผมดูหน้าระรื่น


“อือ” ตอบได้แค่นี้แหละ 


นึกว่าผมจะได้นั่งเข้าฌานเงียบๆ รอคอยให้มือถือแจ้งเตือนว่าวิบากกรรมในค่ำคืนนี้ได้สิ้นสุดลง ที่ไหนได้เจ้าของมือถือกลับโน้มหน้าเข้ามาใกล้แล้วกระซิบเสียงแผ่วใส่หู


“ขออนุญาตจับแน่นขึ้นด้วยนะครับ” 


“เชี่ยซิน มึงอย่า...” ไม่ทันแล้ว คนขอถือวิสาสะกระชับมือของผมไว้ในอุ้งมือตัวเองเรียบร้อย


นี่มันคือกฏแห่งกรรมชัดๆ สมัยมอหกตอนน้องส้มโอบิดตัวไปมาด้วยความขวยเขิน ไม่ยอมให้ผมจับมือตอนนั่งดูหนังด้วยกัน ไอ้คนหน้าด้านอย่างผมกลับไม่สนอะไรทั้งนั้น นั่งจับมือน้องไปตลอดสองชั่วโมงอยู่ดี


ปกติผมไม่ใช่คนเหงื่อออกที่มือ ทว่าตอนนี้มือข้างขวาของผมกำลังชุ่มไปด้วยของเหลวที่มีเกลือเป็นส่วนประกอบ


ถ้าไม่ใช่เหงื่อจากมือไอ้ซินก็ต้องเป็นของผม


หรือไม่ก็อาจจะเป็นของเราทั้งคู่ก็ได้


ติ๊ด ติ๊ด


เสียงระฆังช่วยชีวิตเรียกให้ผมคืนสติ หยุดวิเคราะห์ว่ามือของใครกันแน่ที่ทำตัวเลียนแบบพืชคายน้ำ 


กระตุกมือตัวเองออกเบาๆ 


“ไปนอนแล้ว”


ผุดยืนขึ้นทันทีที่พึมพำจบ ก่อนจะรีบเลื่อนประตูกระจกออกด้วยความไวแสง แล้ววิ่งพรวดพราดเข้าไปนั่งหอบหายใจบนเตียงด้วยความระทึก


ผมนั่งนิ่งอยู่อย่างนั้นนานมาก พอเริ่มหลุดจากภวังค์ก็พินิจมองมือข้างขวาของตัวเองซ้ำไปมา เหมือนมันไม่ใช่ส่วนหนึ่งของร่างกายผมอีกต่อไปแล้ว

















-------------------------------------------

ผลจากการโดนเด็กเต๊าะเป็นเวลานาน พี่เวก็มีความพาสเทลขึ้นเล็กน้อย 55 ค่อยๆ กระดึ๊บไปนะคะน้องซิน วันนี้ได้จับมือ วันหน้ามันต้องได้มากกว่านี้แหละน่า เหมือนน้องกำลังปอกเปลือกหอมทีละชั้นสองชั้นยังไงไม่รู้ 555 

แล้วเจอกันบทหน้านะคะ :DD

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านน้า





B
E
R
L
I
N
 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 119 ครั้ง

665 ความคิดเห็น

  1. #646 Coffee-mate (@nanaco) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2562 / 12:10

    เขินน น้องซินนอกจากจะทำพี่เวหวั่นไหวแล้วก็ยังทำให้พี่หวั่นไหวด้วยนะคะ งู้ยย น่ารัก

    #646
    0
  2. #610 Lolo02 (@Lolitar0002) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2562 / 16:09

    ชอบน้องซิน

    #610
    0
  3. #588 ลายหมึก (@sunonwater) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 31 มีนาคม 2562 / 15:40
    ละมุน....
    #588
    0
  4. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  5. #453 forfaye (@forfaye) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2561 / 19:13
    เเงงงงชอบมากเลย
    #453
    0
  6. #429 myyirbb:) (@dearthunthima) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 9 กันยายน 2561 / 12:57
    โอ๊ยยซินคืออบอุ่นสุดยอด
    #429
    1
    • #429-1 itsyanis (@cliche33) (จากตอนที่ 11)
      10 กันยายน 2561 / 02:29
      เราชอบความอบอุ่นของน้องซินตอนนี้เหมือนกันค่ะ :)
      #429-1
  7. #424 wanderer_nomad (@wanderer_nomad) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 4 กันยายน 2561 / 02:16
    เสพความอบอุ่นตุนไว้ ฮือออ น้องซินที่ค่อยๆซักถามพี่เว ค่อยๆทำความเข้าใจพี่เวทำให้เราเขินและตกเรามาจนถึงทุกวันนี้😘
    #424
    0
  8. #360 wissturn (@OTAkuuu) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2561 / 20:57
    เจ้าเด็กช่างหยอด !
    #360
    1
    • #360-1 itsyanis (@cliche33) (จากตอนที่ 11)
      6 สิงหาคม 2561 / 23:18
      หยอดเก่งงงง หยอดทุกโอกาส
      #360-1
  9. #318 Scarlettxd✿ (@qwe01020344) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2561 / 13:27
    ชอบจังเลยค่ะ เราอ่านแล้วยิ้มแก้มปริเลย หลงรักความละมุนและความเด๋อของพี่เวกับน้องซินนนน
    #318
    1
    • #318-1 itsyanis (@cliche33) (จากตอนที่ 11)
      4 สิงหาคม 2561 / 04:39
      แง ดีใจมากๆเลยค่ะ นี่เป็นหนึ่งในตอนโปรดสุดๆที่เราได้เขียนเลยค่ะ แบบอื้อขยับเข้ามาใกล้กันอีกนิดแล้วนะ :)
      #318-1
  10. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  11. #124 ไอแนน (@imoonan061994) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2560 / 12:10
    เสร็จน้องแน่พี่เว///ยิ้มอ่อน
    #124
    1
    • #124-1 cliche33 (@cliche33) (จากตอนที่ 11)
      27 ธันวาคม 2560 / 18:28
      ก็คนน้องเต๊าะเก่งขนาดนี้ รอดได้ไง :D
      #124-1
  12. #34 lillet rosé (@lilletrose) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 13 กันยายน 2560 / 23:19
    ตอนก่อนหน้าว่าเขินแล้ว อ่านตอนนี้แล้วอยากระเบิดตัวเองเลยค่ะ ฮือ อบอุ่นมากๆ เราชอบจังเลยตอนนั่งคุยกันที่ระเบียง มันให้ความรู้สึกเหมือนกับช่องว่างระหว่างทั้งสองคนมันค่อยๆขยับเข้ามาใกล้ขึ้น พี่เวก็ไม่ผลักไสน้องไม่ไหนแล้ว เป็นความรู้สึกที่เราชอบมากๆ ;-; แล้วน้องซิน งือ เป็นเด็กมอหกที่เต๊าะเก่งเกินไปแล้ว ตอนที่อ้อนให้พี่เขาเล่ายาวๆกว่านี้นี่ทำเราเขินนานมาก และสุดท้ายพี่เวก็ปฏิเสธน้ำเสียงเว้าวอนของน้องไม่ลงอีกรอบ เด็กมันร้าย ;///; คุณไรเตอร์เขียนได้เยี่ยมเหมือนเดิมเลย นึกภาพตามแล้วรู้สึกดีมากๆ ตอนพี่เขานั่งดื่มเบียร์คนเดียว มองวิวตอนกลางคืนไปด้วยให้ความรู้สึกเหงาๆ แต่พอน้องเข้ามาแล้วมันงือ บอกไม่ถูกเลยค่ะ บรรยายไม่เก่งแต่มันดีมากๆเลย จะเกาะติด(ให้แน่นเหมือนที่น้องจับมือคนพี่)คอยติดตามไปจนจบแน่นอน สู้ๆนะคะ
    #34
    1
    • #34-1 cliche33 (@cliche33) (จากตอนที่ 11)
      16 กันยายน 2560 / 03:06
      นี่เราเขินคอมเม้นต์รี้ดมากเลย โอยยย คือทั้งดีใจทั้งเขินตอนอ่านเม้นต์ตลอดเลยค่ะ พยายามเขียนบทนี้ให้อบอุ่นสุดชีวิต ฮืออ ขอบคุณที่รู้สึกตรงกับที่เราตั้งใจอยากจะสื่อนะคะ ดีใจมากเลย จริงๆบางทีเราก็รู้จักตัวละครสองตัวนี้มากขึ้นผ่านคอมเม้นต์ของรี้ดนะคะ เขียนเองก็จริง แต่บางทีมีดีเทลที่ใส่มาเอง แล้วพอคนอื่นสะท้อนให้ฟังอีกทีก็ดันเห็นมุมอะไรใหม่ๆ ขึ้นมาอีก งงมั้ยคะ แง 555 ขอบคุณมากๆ เลยนะคะที่เป็นกำลังใจให้ จะต้องพาสองคนนี้ไปถึงจุดที่เป็นความสบายใจของกันและกันให้ได้ :D
      #34-1
  13. #33 Panisarasingkrut (@Panisarasingkrut) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 13 กันยายน 2560 / 10:05
    หึหึ // แสยะยิ้ม เสร็จแน่ค่ะเว หลงรักซินไปแล้วแน่เลยค่ะ สูต่อไปค่ะซิน เวหวั่นไหวแล้วค่ะ
    #33
    1
    • #33-1 cliche33 (@cliche33) (จากตอนที่ 11)
      16 กันยายน 2560 / 02:58
      555 ชอบตรงแสยะยิ้ม โดนเด็กรุกทุกวันคนแก่ก็ต้านไม่ค่อยจะไหวเนอะ 55
      #33-1