[ WINNER fanfic ] I Hear Your Voice (hoonnam)

ตอนที่ 3 : :: chapter 2 ::

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 115
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    20 ต.ค. 58

::chapter 2::
Hope


 ‘กาลครั้งหนึ่งมีเจ้าชายน้อยองค์หนึ่งอาศัยอยู่บนดวงดาวที่ใหญ่กว่าตัวเขานิดเดียว

 ‘เห จะมีดาวดวงเล็กขนาดนั้นได้ยังไง

มีสิในนิทานเรื่องนี้ไง พี่จะเล่าต่อแล้วนะ ดาวที่เจ้าชายน้อยอยู่ชื่อว่า B612 มีภูเขาไฟไม่กี่ลูก และดอกกุหลาบผู้แสนเย่อหยิ่งที่เขาเฝ้าดูแล แล้ววันหนึ่งเจ้าชายน้อยก็ออกเดินทางเพื่อเสาะหาความหมายของมิตรภาพ

แล้วดอกกุหลาบล่ะครับ ถ้าเจ้าชายน้อยไม่อยู่แล้วใครจะคอยดูแลเธอ

เจ้าชายน้อยไม่ทิ้งเพื่อนของเขาหรอกนะ ซักวันเขาจะต้องกลับมาหาเธอแน่ๆ

แล้วถ้าเขากลับมาตอนที่เธอไม่อยู่แล้วล่ะ

มันไม่จบเศร้าแบบนั้นหรอกน่า

ทำไมล่ะครับ

เพราะมันเป็นนิทานเด็กไง แทฮยอน

‘…’




แทฮยอนตื่นขึ้นมาเพราะเสียงเครื่องดูดฝุ่น วันนี้เป็นวันเสาร์ที่ร้อนมากวันหนึ่ง จักจั่นยังคงทำหน้าที่ของมันอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง เสียงของมันเป็นเสียงที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

ยายกำลังทำความสะอาดห้องที่อยู่ตรงข้ามห้องเขา แทฮยอนเคยนึกว่ามันเป็นห้องเก็บของแต่ดูเหมือนจะเป็นห้องนอนมากกว่า เด็กหนุ่มเดินเข้าไปตั้งใจจะช่วยแต่ผู้เป็นยายกลับมองเขาอย่างตกใจอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เธอรีบคว่ำกรอบรูปที่อยู่ใกล้มือลงเหมือนกับไม่อยากให้เขาเห็นมัน

“อาหารเช้าเสร็จแล้วลงไปทานสิ”เธอบอกหลานหลังจากตั้งสติได้ แทฮยอนไม่เข้าใจการกระทำนั้นเลยแต่ก็เดินลงบันไดไปเงียบๆ

 

แทฮยอนได้ยินเสียงปิดประตูหลังจากที่เขาลงมา เขาไม่ได้เกลียดยายของตัวเองแต่เกลียดที่ทุกอย่างเป็นแบบนี้ บางทีถ้าหากเขารู้เรื่องที่เป็นสาเหตุที่ทำให้ยายกับแม่ทะเลาะกัน อาจจะหาทางออกของเรื่องนี้เจอ แทฮยอนเองก็ไม่อยากทนอยู่กับบรรยากาศแบบนี้ไปตลอด

ซุปถั่วเหลืองในหม้อยังคงร้อนอยู่ตอนที่เขาเดินมาถึงครัว มันทำให้เขาคิดถึงแม่ขึ้นมา แทฮยอนไม่ค่อยได้กินอาหารทำเองหลังจากที่แม่เสียไป

เป็นอาหารเช้าที่ฝืดคอเพราะเรื่องที่เพิ่งเจอมา เขาพยายามกินให้มันหมดๆ ไป 

เรื่องกรอบรูปนั้นยังคงวนเวียนอยู่ในหัว แล้วก็นึกขึ้นมาได้


ตอนเด็กๆ เรื่องแบบนี้ก็เคยเกิดขึ้น ...หลังจากที่ออกจากโรงพยาบาลและกลับมาที่บ้านเขาหันไปเห็นกรอบรูปและถามแม่เกี่ยวกับคนในรูปนั้น แม่เพียงยิ้มให้เขาและเปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่น

 

หลังจากวันนั้นแทฮยอนก็ไม่เคยเห็นกรอบรูปนั้นอีกเลย

 

มือที่ตักข้าวอยู่ชะงักไป สมองเริ่มเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ เข้าด้วยกันทั้งเรื่องที่ยายกับแม่ทะเลาะกัน เรื่องกรอบรูป และเรื่องของซึงฮุน

 

บางทีถ้าความทรงจำกลับมาเขาอาจจะหาคำตอบของเรื่องนี้เจอ 

 

 


หญิงชราปิดประตูห้องแล้วทรุดตัวลงกับเตียง กรอบรูปที่ถูกพลิกลงเมื่อครู่ถูกนำมากอดไว้ มือที่เหี่ยวย่นตามกาลเวลาไล้ตามกรอบหน้าของคนในรูปอย่างอาลัยอาวรณ์

ในรูปมีคนสามคนที่กำลังมีความสุข เธอและเด็กๆ สองคนที่นั่งขนาบข้างในวันที่ไปปิกนิกกัน คนซ้ายคือแทฮยอนเมื่อหกปีก่อน แทฮยอนในวัย 10 ขวบเป็นเด็กจ้ำม่ำที่มีคิ้วตกเป็นเอกลักษณ์ เด็กน้อยกำลังยิ้มกว้างจนตาแทบปิดอยู่บนตักของคุณยายพร้อมกับชูสองนิ้วที่เป็นท่าประจำ ส่วนทางขวาเป็นเด็กหนุ่มที่กำลังยิ้มอย่างสดใสอยู่เช่นเดียวกัน ทว่าความสุขในวันนั้นไม่อาจย้อนกลับคืนมาได้อีกแล้ว

 

ซึงฮุนจากไปแล้ว

 

ซูฮยอนพยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้ เธอไม่อยากร้องไห้อีก ซึงฮุนเองก็คงอยากให้เธอมีความสุข เธอย้ำกับตัวเองเช่นนั้นเรื่อยมา แม้จะใช้เวลานานกว่าความเศร้าจะหายไปแล้วเหลือเพียงความคิดถึง แต่เวลา 6 ปีก็ช่วยเยียวยาจิตใจของหญิงชราให้เข้มแข็งขึ้นได้ ทว่าเหมือนพระเจ้าเล่นตลกกับเธอด้วยการส่งเด็กคนนั้นกลับมา

ตั้งแต่วันที่เกิดเรื่องขึ้นเธอไม่เคยได้พบหลานอีกเลยจนกระทั่งวันหนึ่งที่แม่ของเด็กคนนั้นตายไป การที่นัมแทฮยอนมาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าเธอทำให้แผลที่เริ่มสมานตัวปริแตกอีกครั้ง

  

ไม่ใช่ความผิดของเด็กคนนั้นที่จำไม่ได้ แต่ซูฮยอนก็เกลียดเหลือเกินที่เป็นเช่นนั้น

 

 


“ซึงฮุน อยู่ไหม” รอยู่ครู่หนึ่งแต่ก็ไม่มีเสียงของเจ้าขอชื่อตอบกลับมา

ปกติซึงฮุนมักจะชวนแทฮยอนคุยไม่หยุดจนบางทีพวกเขาก็ใช้เวลาตลอดช่วงเย็นหลังเลิกเรียนไปกับการพูดถึงเรื่องหนังสือที่เคยอ่าน  ในตอนแรกๆ แทฮยอนอาจจะรู้สึกแปลกๆ อยู่บ้าง แต่ผ่านไปหนึ่งเดือนการคุยกับซึงฮุนก็เริ่มกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันไปแล้ว แต่ก็มีบางเวลาเหมือนกันที่ซึงฮุนจะหายไปเฉยๆ เหมือนตอนนี้

แทฮยอนมีเรื่องที่อยากถาม จริงๆ แล้วมันเป็นเรื่องที่เขาสงสัยตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ยินเสียงจากโทรศัพท์สายป่าน หากเป็นตอนนั้นคงถามได้อย่างไม่ต้องคิดอะไร แต่ตอนนี้แทฮยอนกลัวคำตอบที่จะได้รับเหลือเกิน




คิม ซูอินอยู่ที่โบสถ์นี้มากว่า 50 ปีแล้ว คนที่มาที่นี่บางคนต้องการที่พึ่งทางใจ และบางคนต้องการการรักษาบาดแผลที่ไม่อาจบรรเทาได้ด้วยยาของโรงพยาบาล

วันนี้บาทหลวงคิมก็ยังคงรักษาคนไข้ของเขาเหมือนทุกๆ วัน

เขาจำผมไม่ได้จริงๆ ด้วย

เป็นเสียงของเด็กหนุ่มที่เขาคุ้นเคย

“แล้วลูกอยากให้เขาจำได้ไหม”

ถ้ามันเป็นอดีตที่โหดร้ายผมก็ไม่อยากให้เขาต้องนึกถึงมันอีก แต่ในใจลึกๆ แล้วถึงมันจะฟังดูเห็นแก่ตัวผมก็ยังอยากให้เขาจำได้

“ไม่ผิดหรอกหากลูกอยากให้เขาจำได้ แต่เขาเป็นเหตุผลที่ทำให้ลูกยังอยู่ที่นี่หรือ”

‘…’

“พ่อบอกได้เพียงว่าเขาจะจำเมื่อเขาอยากจำ และเห็นเมื่อเขาอยากเห็น ...แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นจงจำไว้ว่าทุกสิ่งล้วนมีเหตุผลในตัวของมันเองเสมอ

 


แทฮยอนนอนกลิ้งไปกลิ้งมาอยู่นานแล้ว แต่ซึงฮุนก็ยังไม่กลับมา ตอนอยู่โซลเขาไม่เคยว่างขนาดนี้เลย อย่างน้อยเวลาเบื่อๆ ก็ไปเล่นเกมบ้านเพื่อนได้

ครืด

คว้าโทรศัพท์มาดูก็พบว่ามินโฮส่งข้อความมา

[ แทฮยอนว่างมั้ย ]

[ อืม ]

[ มีที่ที่ฉันอยากพานายไป]

[ ที่ไหน? ]                

            [ รีบลงมานะ ฉันรออยู่หน้าบ้านแล้ว :) ]

           

           


            “ที่ที่ว่านี่คือบ้านนายเหรอ” แทฮยอนถามขึ้นมาเมื่อจำได้ว่าทางที่ปั่นผ่านมาคือทางไปบ้านของมินโฮ

            “ไม่ใช่ ที่นั่นเลยจากบ้านฉันไปนิดหนึ่ง ใกล้ถึงแล้วล่ะ”

           

            จักรยานสีแดงมาหยุดอยู่หน้าโบสถ์หลังหนึ่ง เป็นโบสถ์เล็กๆ สีขาวที่เงียบสงบและชวนให้อบอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก

            มินโฮมองอีกคนที่กำลังกวาดสายตามองไปรอบๆ เหมือนเด็กๆ ก่อนจะคว้าแขนให้เดินตามมาด้วยกัน แทฮยอนได้ยินเสียงน้ำไหลชัดขึ้นเรื่อยๆ เมื่อพวกเขาเดินอ้อมมาที่หลังโบสถ์

 

            ข้างหลังโบสถ์เป็นเนินทุ่งหญ้าที่ลาดชันลงไป มีดอกไม้เล็กๆ ขึ้นแซมตามใบหญ้า ห่างออกไปนิดหน่อยมีลำธารไหลผ่าน ซึ่งน่าจะเป็นสายเดียวกันกับทางไปโรงเรียน

            “สวยจัง”

            “ใช่ไหมล่ะ”

            พวกเขานั่งลงบนเนินหญ้า เป็นสัมผัสใหม่ที่แทฮยอนเพิ่งเคยเจอ มือบางวางลงบนหญ้าอ่อนนุ่มแล้วมองไปยังวิวธรรมชาติ

            “ตอนเด็กๆ พวกเราชอบมาเล่นกันที่นี่” เสียงทุ้มเอ่ยอย่างอารมณ์ดี

            “ฉันชอบขึ้นไปปีนต้นไม้ต้นนั้น แต่ก่อนมันยังไม่สูงขนาดนี้นะ” แทฮยอนมองตามไปที่ต้นไม้ใหญ่ซึ่งขึ้นอย่างโดดเดี่ยวอยู่ข้างลำธารแล้วฟังมินโฮเล่าต่อโดยไม่พูดอะไร

            ถ้าเป็นก่อนหน้านี้แทฮยอนคงไม่อยากฟังเรื่องราวในอดีตนัก

            แต่ตอนนี้

            “ซิสเตอร์ดุเรื่องปีนต้นไม้ตลอดแต่ฉันก็ยังไม่ฟัง จนวันหนึ่งพลาดตกลงมาแขนหักถึงได้หยุด..” มินโฮนึกภาพในวัยเด็กแล้วยิ้มออกมา ในตอนนั้นพวกเขาสนิทกันมาก มินโฮ แทฮยอนและพี่ซึงฮุน

            “เขาเรียกไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตาไง”

            “แต่ฉันไม่ได้เลิกปีนเพราะแขนหักหรอกนะ แต่เป็นเพราะนาย แทฮยอน

            “เพราะฉัน?

            “วันนั้นพอเห็นฉันร้องไห้นายก็ร้องไห้ตามอยู่นานมาก จมูกนี่แดงไปหมดเลย คิ้วก็ตกแทบจะทำมุม 90 องศาอยู่แล้ว จนฉันที่แขนหักอยู่ต้องมาปลอบนายอะ” ประโยคนั้นทำให้มินโฮได้ค้อนวงใหญ่จากแทฮยอน

            “ใครจะไปบังคับคิ้วตัวเองได้ล่ะ”

            “นายร้องไห้ไม่หยุดเลย ไม่ว่าฉันจะพยายามปลอบยังไง”

            “เราผ่านเรื่องฉันร้องไห้ไปได้ไหม...

            “แต่พอพี่ซึงฮุนเข้ามาพูดแค่แป๊บเดียวนายก็หยุดร้องทันที ฉันอิจฉาพี่เขามากเลยวันนั้น”

            “

แทฮยอนเห็นสีหน้าที่เขาไม่เคยเห็นฉายอยู่บนหน้าอีกฝ่ายแต่ก็แค่วูบเดียวเท่านั้นก่อนที่มินโฮจะกลับมายิ้มอีกและเปลี่ยนเรื่องคุย แทฮยอนแอบถอนหายใจอย่างโล่งอก

มินโฮเล่าต่ออีกหลายเรื่อง ดูเหมือนตอนเด็กๆ เพื่อนร่างหมีของเขาจะสร้างวีรกรรมไว้เยอะไม่ต่างจากตอนนี้ และทุกเรื่องก็จะพูดถึงเขาที่ตัวติดอยู่กับซึงฮุนตลอด


พวกเขากลับบ้านในตอนที่ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีส้ม แทฮยอนรู้สึกว่าเวลาผ่านไปอย่างงรวดเร็ว พวกเขาไม่ได้ปั่นจักรยานกลับแต่เข็นมันแทนเพราะแทฮยอนอยากเดิน

“ถึงบ้านนายแล้ว ไม่ต้องไปส่งก็ได้นะฉันจำทางกลับได้”

“ไม่อะ ฉันจะไปส่ง” เขาคาดไว้แล้วว่ามินโฮต้องตอบแบบนี้

ทั้งสองคนไม่ได้คุยอะไรกันมาก แต่ก็ไม่ใช่ความเงียบที่อึดอัด แทฮยอนไม่ใช่คนช่างพูดและมินโฮก็เข้าใจในข้อนั้น

“นี่” เป็นเสียงของแทฮยอนที่ทำลายความเงียบ

“อะไรเหรอ”

นายโกรธบ้างไหมที่ฉันจำอะไรไม่ได้เลย” อีกฝ่ายถามด้วยเสียงเบาหวิวและไม่ได้หันมามองหน้า แต่มินโฮก็รู้ว่าแทฮยอนกำลังกังวลกับคำตอบอยู่

“ฉันจะไปโกรธนายทำไม่ล่ะ ฮึ” มินโฮยีผมอีกฝ่ายเบาๆ แทฮยอนไม่ได้ปัดมือเขาออกเหมือนครั้งก่อนๆ แต่ยิ้มน้อยๆ แล้วพูดว่า”ขอบคุณนะ”

 



ระหว่างทางที่เดินมาแทฮยอนคิดอะไรหลายๆ อย่าง รวมถึงเรื่องที่เขาจะถามซึงฮุน คำถามนั้นอาจจะทำให้ความรู้สึกของพวกเขาเปลี่ยนไป หรืออาจจะแค่แทฮยอนคนเดียวที่เปลี่ยน เขาไม่อยากให้มันเกิดขึ้นเพราะแม้ความทรงจำในวัยเด็กจะถูกลืมไปหมดแล้วแต่ก็ปฎิเสธไม่ได้ว่าตอนนี้เขาผูกพันกับซึงฮุน

 

แต่แทฮยอนก็ตัดสินใจจะถาม

 

มือบางกำลูกบิดประตูอย่างชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะเปิดประตูเข้าไป ทว่าสิ่งที่พบทำให้คำพูดที่เตรียมมาหายไปหมด

ชายคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่บนเตียงของเขา

“นายเป็นใคร” แทฮยอนพยายามพูดด้วยเสียงปกติที่สุด แต่นั่นทำให้อีกคนมองมาที่เขาอย่างไม่เชื่อสายตา

 

"นายมองเห็น?"

 

ใจของแทฮยอนเต้นไม่เป็นจังหวะ

 

เสียงนี้มัน

 

“ซึงฮุน

 

 

            เหมือนเวลาหยุดเดินไปชั่วขณะ ทั้งสองยังคงไม่ละสายตาจากกัน

            "นายเห็นจริงๆ ใช่ไหม"

“ทำไมผมถึงเห็นพี่ล่ะ”

 เรื่องนั้นซึงฮุนก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่นอกจากความประหลาดใจแล้วที่แน่ๆ คือเขาดีใจ

ซึงฮุนอยู่ที่นี่มาตลอด เขาเห็นและได้ยินอยู่ฝ่ายเดียวดังนั้นมันจึงไม่ต่างอะไรจากการเป็นใบ้ ที่แย่กว่าคือไม่มีใครมองเห็น

 “อ่า..แต่มันก็ไม่ต่างจากเดิมเท่าไหร่เนอะ” ซึงฮุนรู้ว่าแทฮยอนอยู่ในสถานการณ์ที่พูดไม่ออก

แต่ที่บอกว่าไม่ต่างจากเดิมก็ไม่ใช่คำแก้ตัวอะไร เพราะยังไงตอนที่คุยกันซึงฮุนก็อยู่ที่นี่ตลอดเพียงแต่แทฮยอนมองไม่เห็นเท่านั้นเอง

แต่แทฮยอนไม่คิดแบบนั้น

“มันจะเหมือนกันได้ยังไง”เด็กคิ้วตกพูดด้วยเสียงเหมือนกำลังบ่น”พี่เห็นผมทุกวันก็ไม่มีอะไรต่างจากเดิมแต่ผมเพิ่งเห็นพี่วันนี้มันต่างกันนะ”

“อึดอัดหรอ”

“ไม่ใช่อย่างนั้น” แค่มันรู้สึกแปลกๆ นิดหน่อย

“ค่อยยังชั่ว”ร่างสูงยิ้มตาหยี”แล้ววันนี้ไปไหนมาเหรอ”

คำถามนั้นทำให้บรรยากาศแปลกๆ เมื่อครู่กลับมาเป็นปกติเหมือนตอนที่แทฮยอนยังมองไม่เห็นซึงฮุนอีกครั้ง

“มินโฮพาไปที่โบสถ์น่ะ” แทฮยอนตอบแล้วเดินไปนั่งลงบนเตียงข้างๆ ซึงฮุน

“เด็กดื้อนั่นชอบพานายหนีเที่ยวตอนพี่ไม่อยู่เหมือนเดิมเลย” ในสายตาซึงฮุนแทฮยอนและมินโฮยังเป็นเหมือนน้องชายตัวเล็กๆ ของเขาเสมอ

“มินโฮเล่าเรื่องตอนเด็กๆ ให้ผมฟังด้วย”

“แล้วนายจำได้ไหม” ซึงฮุนไม่ได้ถามด้วยน้ำเสียงที่จริงจังหรือคาดหวังนัก เมื่อแทฮยอนส่ายหัวเขาก็ไม่ได้แสดงท่าทีผิดหวัง



   “เขาจะจำเมื่อเขาอยากจำ และเห็นเมื่อเขาอยากเห็น

                เสียงของบาทหลวงคิมดังขึ้นในหัวของเขา ...บางทีซึงฮุนอาจจะยังพอมีความหวังอยู่ก็ได้





TBC

© themy?butter
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

17 ความคิดเห็น

  1. #14 fan_noname (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 23 กันยายน 2559 / 18:39
    ชอบเรื่องเจ้าชายน้อยที่ยกมามากที่ว่าเจ้าชายน้อยจะกลับมาหาเจ้ากุหลาบ แต่พอเรื่องจริงซึงฮุนกลับไม่อยู่แล้ว สะเทือนตั้งแต่ต้นตอนเลย555555555 พี่ฮุนไม่อยากให้นัมจำได้หรอ แต่ซักวันนัมต้องจำได้อยู่ดี ยังไม่พร้อมกับดราม่าฮรืมมมม
    #14
    0
  2. #6 orasa (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2558 / 19:34
    ฮุนเป็นผีหรอเนี่ย อันเดววววว ทำไมนัมแทถึงจำอะไรไม่ได้

    ไรท์มาต่อไวๆนะ
    #6
    0
  3. #5 songbiinz (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2558 / 21:53
    เลาไม่เคยอ่านเจ้าชายน้อยอ่า แต่ชื่อดาวนี่เหมือนโปรแกรมแต่งรูปเลย ๕๕๕

    ในที่สุดน้องนัมก็มองเห็นพิงุนแล้ว แต่เมื่อไหร่จะอยากจำได้สักทีน้า

    เหมือนจะแอบได้กลิ่นมาม่าอยู่นิดนึง มาต่อไวๆ นะคะ 
    #5
    0