บอกข้าหน่อย ฮองเฮา นี่ใช่เมียหลวงไหม!?

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 680,445 Views

  • 1,723 Comments

  • 15,855 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    47,051

    Overall
    680,445

ตอนที่ 30 : บทที่ ๑๘ :: ไว้ใจ เพียงแต่ไม่แน่ใจ (2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 26856
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1754 ครั้ง
    27 ธ.ค. 61

“คืนนี้เจิ้นจะมาหา จะให้ซุนกงกงมารายงาน เตรียมตัวไว้ล่ะ หวงโฮ่ว” กล่าวจบก็ออกจากตำหนักอย่างขโมยขโจรเช่นทุกครั้ง ส่วนสตรีเจ้าของตำหนักก็ไม่รู้จะถอนหายใจหรือสบถออกมาอย่างไรถึงจะเพียงพอกับการกระทำขององค์จักรพรรดิเมื่อครู่



                ส่วนบุรุษที่ย่างกายออกจากตำหนักเหลียนฮวาอย่างง่ายดายก็กลับเข้าตำหนักของตนเอง เปลี่ยนอาภรณ์เสียใหม่ เตรียมตัวอ่านฎีกางานราชงานหลวงทั้งหลายที่มีอยู่ล้นมือ



                ราชกิจก็เช่นเคย ไม่ได้มีอะไรใหม่ เว้นเสียแต่มีหนังสือขอพระราชทานอภัยที่ปรักปรำฮองเฮายู่กองเพนิน เช่นนี้ก็แสดงว่าเจ้าพวกขุนนางเฒ่าพวกนั้นคิดได้แล้วกระมัง ว่าสตรีที่ตกเป็นที่ครหานั้นเป็นที่โปรดปรานและสมควรยกย่อ และสรรเสิรญ มิใช่มุ่งร้ายอย่างโจ่งแจ้ง เช่นที่กระทำอยู่ หากแต่นี่ก็นับเป็นภัยอย่างหนึ่งของดอกเหมยงามเช่นกัน



                แต่คราวนี้สตรีในตำหนักเหลียนฮวาจะต้องไม่โดนกระทำเฉกเช่นที่ผ่านมาอีก ไม่มีทางที่ใครหน้าไหนจะได้แตะต้องนางอีกเป็นอันขาดหากพระองค์ไม่ยินยอม...




                ทูลฝ่าบาท ราชองครักษ์จิ่นสือของเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ ได้ยินเสียงรายงานของขันทีประจำตำหนัก หวงเฟิงหยางก็ออกจากห้วงความคิดของตนเอง มองบุรุษร่างสูงที่ส่งไปต่างเมือง ก้าวเข้ามาคำนับพระองค์



                การปรากฏกายของราชองครักษ์คราวนี้มิใช่รับสั่งของหวงเฟิงหยางแม้แต่น้อย ความจริงแล้วพระองค์ยังมิอยากให้จิ่นสือกลับมาที่นี่ด้วยซ้ำไป หากแต่เจ้าตัวกับส่งสารมาถึงพระองค์ว่าขอกลับมาเมืองหลวง เนื่องด้วยว่าราชองค์รักษ์ที่ไร้สติปัญญาไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์ที่ชุลมุนเช่นนี้ได้ จึงอยากขอกลับมาตั้งหลัก ทบทวนหาทางออกและรอรับสั่งจากพะองค์อีกครั้งหนึ่ง



                เป็นเหตุผลที่ดี แต่กระนั้นก็เหมือนจะฟังไม่ขึ้นอยู่บ้าง...



                แต่ส่วนที่เหมือนจะฟังขึ้น ก็คงเป็นข่าวจากองครักษ์เงาของพระองค์เอง ที่พบเห็นว่าราชองค์รักษ์มิได้กลับเมืองหลวงมาเพียงลำพังดั่งเช่นตอนไป แต่กลับมาพร้อมกับสตรีน้อยนางหนึ่ง...



                ซี่งเหตุอันนี้ดูทีท่าจะฟังขึ้นมากกว่าข้อแรกเป็นไหนๆ ส่งให้ไปทำงาน แต่ได้สตรีกลับมาอีกหนึ่งคน ช่างนับว่าราชองครักษ์ผู้นี้โชคดีเหลือเกิน



                มองบุรุษที่ยังก้มหน้าก้มตาก็ได้แต่นึกขัน พระองค์ก็อยากจะรู้นัก ว่าจะอ้างสิ่งใดกับพระองค์อีก



                “ยังอยู่ดี เหตุใดถึงรีบกลับมา ตอนแรกเจิ้นคิดว่าเลือดตกยางออกจึงรีบกลับมา”



                “ได้ข่าวมามากพอแล้วพ่ะย่ะค่ะ หากอยู่นานกว่านี้พวกขุนนางทางนี้จะสงสัยเอา ว่าราชองครักษ์อย่างกระหม่อมหายไปไหน ประเดี๋ยวเจ้าพวกนั้นจะป้ายสีกระหม่อมเอาได้ว่าละทิ้งหน้าที่”



                “อ้อ เพราะเรื่องนี้เอง เจิ้นก็นึกว่าเรื่องของสตรีที่เจ้าพามาด้วย” พูดอย่างไม่ใส่ใจ หากแต่ถ้อยคำเมื่อครู่กลับสะกิดบุรุษผู้เป็นราชองครักษ์เข้าอย่างจัง ใบหน้าขึงขังของจิ่นสือหายไปโดยพลันเหลือเพียงความตื่นตระหนกและท่าทีเลิ่กลักจนน่าขบขัน



                “ฝะ...ฝ่าบาททรงทราบได้อย่างไร”



                “ในความลับย่อมมีความลับซ่อนอยู่เสมอ คงจะจริงสินะ” หวงเฟิงหยางระบายยิ้มออกมาเมื่ออีกฝ่ายเริ่มนั่งไม่ติดที่ “ความลับของเจ้าคงจะงามอยู่ไม่น้อยถึได้พาเข้าเมืองหลวงมาด้วยเช่นนี้”



                “โธ่ฝ่าบาท” บุรุษที่ม่เคยชนะจักรพรรดิตรงหน้าก็ได้แต่เอ่ยอย่างยอมแพ้และไม่คิดสู้ ไม่นึกปฏิเสธสิ่งใดในที่อีกฝ่ายกล่าว “นางเป็นชาวบ้านธรรมดา ไม่มีบิดามารดาดูแล วันนั้นมีเหตุจลาจรจลจนได้รับบาดเจ็บ กระหม่อมสงสารจึงเข้าไปช่วยเหลือก็เท่านั้น”



                หวงเฟิงหยางมีท่าทีไม่ทุกข์ร้อนเมื่อเหตุว่าเหยื่อตรงหน้าของพระองค์หลุดปากเอ่ยทุกอย่างออกมาโดยที่ไม่ต้องถามอะไรให้มากความ



                “ช่วยเหลือจนต้องพากลับมาด้วย องครักษ์ของเจิ้นจิตใจประเสิรฐนัก น่านับถือๆ”



                จิ่นสือก้มหน้ารับคำชมจากองค์จักรพรรดิที่ฟังอย่างไรก็ช่างไม่จริงใจเอาเสียเลย แต่จะให้ปฏิเสธหรือตอบกลับก็ไม่รู้จะพูดสิ่งใดออกไปเช่นกันก็เพราะเวลานี้สตรีตัวการคงชะเง้อคอรออยู่หน้ากำแพงวัง...



                “ช่างเถอะ นั่นมันเรื่องของเจ้าจะจัดการอย่างไรก็แล้วแต่ แล้วเรื่องที่เจิ้นสั่งไปได้ข่าวอะไรมาเพิ่มอีกหรือไม่ เรื่องทางนั้นดูท่าแล้วจะไม่จบง่ายๆเสียแล้วกระมัง เจิ้นได้รับฎีการ้องเรียนทุกวัน แต่ก็ขัดแย้งกันไปมา คนนั้นว่าไม่มีปัญหาจัดการได้แล้ว อีกคนว่าปัญหาเริ่มลุกลาม เดือดร้อนกันไปทั่ว แล้วเรื่องจริงมันเป็นอย่างไร”



                “ปัญหาใหญ่จริงๆพ่ะย่ะค่ะ พวกขุนนางท้องถิ่นวางอำนาจไปทั่วเมือง ลักลอบเก็บส่วยจริงตามที่ข่าวลือมาก่อนหน้านี้ ชาวบ้านแคว้นเยี่ยนเองและชาวบ้านแคว้นอื่นที่อพยพมาก็ไม่พอใจในเรื่องนี้เป็นอันมาก แม้แต่ชาวบ้านด้วยกันเองก็มีปัญหา ชาวบ้านแคว้นเยี่ยนไม่ยอมขายของให้ชาวบ้านที่อพยพมาบ้าง ส่วนที่อพยพมาก็นำสินค้ามาขายราคาถูกกว่าบ้าง เขม่นกันไปมา จนตอนนี้ไม่รู้ว่าจะแก้ไขอย่างไร กระหม่อมจึงรีบนำความมากราบทูลฝ่าบาท เพราะกลัวว่าพวกที่นั่งกินนอนกินสบายอยู่ในเมืองหลวงจะทูลเรื่องเท็จจนฝ่าบาทตัดสินใจผิดพลาดได้”      


   

                หวงเฟิงหยางฟังถ้อยรายงานที่แค่ฟังนังน่าเวียนหัว และคิดไม่ตกแล้ว กระนั้นชาวบ้านที่เดือดร้อนอยู่ตรงนั้นเล่าจะขนาดไหนกัน



                    “หากเป็นเช่นนี้ ก็มีบางเรื่องที่น่าสงสัยเช่นกัน”



                “อะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ”



                “ฮุยกันฟู อัครเสนาบดีใหญ่ของเจิ้นมาตามเจิ้นกลางดึกเพื่อให้จัดการในเรื่องนี้ แต่มาพักหลังกลับทำตัวนิ่งเป็นทองไม่รู้ร้อนไปเสียแล้ว ทั้งๆที่น่าจะเสียประโยชน์ในเรื่องนี้มากที่สุด... น่าสงสัยจริงๆ”



                หวงเฟิงหยางตั้งข้อสังเกตถึงท่าทีที่ผิดแปลกไปของขุนนางใหญ่ที่น่าจะได้รับผลเสียในเรื่องนี้มากที่สุด ใช่ว่าพระองค์จะไม่รู้มาก่อนว่าลับหลังเจ้าขุนนางผู้นี้บิดเบือนราชโองการของพระองค์ลอบเก็บส่วยก็ตาม แต่แทนที่จะเป็นเดือดเป็นร้อนเหมือนดั่งตอนแรกที่เรื่องปะทุขึ้น แต่กลับวางตัวนิ่งเฉยเหมือนกับว่าไม่ได้เดือดร้อนอะไร ทั้งๆที่ก่อนหน้าให้บุตรสาวของตนเองมาขอร้องพระองค์ด้วยซ้ำไป



                จิ่นสือขบคิดตามที่จักรพรรดิกล่าว ในคืนวันนั้นที่อัครเสนบาดีฮุยกันฟูขอเข้าเฝ้ากลางดึกนั้น เขาเองก็อยู่ด้วย ท่าทีร้อนรนของขุนนางใหญ่ผู้นั้นดูอย่างไรก็ไม่น่านิ่งนอนใจในเรื่องนี้ง่ายๆ แต่กระนั้นหากเป็นตามที่องค์จักรพรรดิกล่าวเรื่องนี้ต้องมีอะไรสักอย่างซ่อนอยู่เป็นแน่... 



                “ส่วนเรื่องทองคำที่ฝ่าบาทรับสั่งให้หม่อมฉันส่งมานั้น เหตุใดต้องทำเช่นนั้นด้วยพ่ะย่ะค่ะ เหตุใดต้องนำทองคำส่วนพระองค์ไปสับเปลี่ยนกับทองคำที่ชายแดนดวยพ่ะค่ะ”



                หวงเฟิงหยางมองจิ่นสือที่สงสัย แต่ไม่แปลกที่ราชองครักษที่ทำการจัดหาทองคำมากมายจากที่นั่นมาให้พระองค์ได้นั้นจะสงสัย สงสัยว่าเหตุใดถึงได้มีรับสั่งให้นำทองคำพวกนั้นมาเปลี่ยนทองคำของพระองค์ไปแล้วก่อนหน้านี้



                “เพราะทองพวกนั้นเป็นของปลอม



                “ปลอม!” ราชองครักษ์เอ่ยขึ้นอย่างตกใจ เหตุที่มาของเรื่องที่ทำให้เขาต้องเปลี่ยนถ่ายทองจากชายแดนเข้าวังหลวงก็ด้วยเหตุนี้นะหรือ



                “ใช่ ทองที่เจ้าส่งมาทั้งหมดเป็นทองปลอม เป็นไปได้ว่าทั้งชายแดนจะเต็มไปด้วยทองคำปลอม”



                “ฝ่าบาททราบได้อย่างไรว่าเป็นทองปลอม”



                “เสวี่ยเหมยบอกเจิ้นมา”


                “หวงโฮ่วนะหรือพ่ะย่ะค่ะ”



                “ใช่ และเรื่องที่เจ้ารายงานมาเมื่อครู่นี้ นางเองก็คาดการณ์ไว้แล้ว”



                “จริงหรือ”



                “หลังจากฟื้นจากไข้คราวนี้นางจะเปลี่ยนไปเยอะเชียว”



                “แล้วฝ่าบาทจะทรงทำอย่างไรต่อไป”



                “รอและเตรียมตัวรับมือ” หวงเฟิงหยางไม่ได้พูดให้กระจ่างไปมากกว่านี้ เพียงยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยมองราชองครรักษ์ที่ยังงงอยู่ไม่หาย “เอาเถิด ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เจิ้นจะจัดการด้วยตนเอง เจ้ากลับพักได้แล้ว ประเดี๋ยวสตรีนางนั้นจะหนีหายไปเสียก่อน”



                จิ่นสือคลายความวิตกในเรื่องงานลงไปได้บ้าง เมื่อองค์จักรพรรดิรับสั่งว่าจะจัดการด้วยตนเอง แต่เตรียมรับมือที่ว่านั่นก็หมายความว่าในพระทัยของหวงเฟิงหยางย่อมรู้ถึงสาเหตุของเรื่องทุกอย่างบ้างแล้ว ณ ตอนนี้คงเรียกได้ว่าอย่าแหวกหญ้าให้งูตื่นเสียมากกว่ากระมัง



                เวลาล่วงเลยมาจนถึงยามอิ่วกองฎีกามากมายก็ถูกละทิ้ง บุรุษที่นัดหมายกับสตรีที่พำนักอยู่วังหลังก็ไม่รังที่จะจมปรักอยู่กับเรื่องไม่เป็นเรื่องของขุนนางที่หยิบยกมาเป็นข้ออ้างกับพระองค์ผ่านคำร้องต่างๆมากมาย



                หวงเฟิงหยางก้าวเนิบนาบเข้าตำหนักเหลียนฮวา พอได้เห็นสตรีเจ้าของตำหนักเดินเล่นชมสวนอยู่ก็ได้ยิ้มออกมา รับสั่งให้นางกำนัลภายในตำหนักตั้งโต๊ะเสวยด้านนอกโดยไม่ไตร่ถามความเห็นของสตรีที่ยังไม่รับรู้การมาของพระองค์แม้แต่น้อย



                “รับลมเช่นนี้หากไม่สบายจะทำอย่างไร” เอ่ยขึ้นจากด้านหลังของสตรีงามที่สะดุ้งตกใจเล็กน้อย เมื่อพระองค์เอ่ยขึ้นอย่างไม่ให้สุ้มให้เสียงมาก่อน



                “ฝ่าบาท!” สตรีที่ตื่นตกใจก็ขึงตาใส่บุรุษผู้เป็นตัวการฉุดนางออกจาภวังค์อย่างไม่ทันได้ตั้งตัว ทั้งยังไม่รู้สึกผิดยืนฉีกยิ้มตรงหน้าอย่างไม่ทุกข์ร้อนเสียด้วย



                “เหตุใดถึงเสด็จมาเร็วนักเพคะ”



                มองบุรุษที่ยังคงยิ้มไม่คลายเข้ามาประชิดกาย หวงเฟิงหยางยังไม่ได้ตอบคำถาม แต่โอบประคองนางเข้าไปนั่งยังศาลาทรงแปดเหลี่ยมที่ตั้งอยู่ภายในสวนแทน ไม่นานนางกำนัอีกหลายต่อหลายคนก็เดินชักแถวกันเข้ามาวางอาหารคาวหวานตรงหน้าอย่างรู้งาน ทั้งๆที่นางยังไม่ได้เอ่ยปากสั่งแม้แต่น้อย



                แต่คงไม่ต้องถามหาถึงผู้ออกคำสั่งกระมัง เวลานี้แม้แต่เด็กแปดขวบก็คงตอบได้ ว่าบุรุษที่นั่งยิ้มแป้นอยู่ข้างๆนางเป็นผู้จัดการทุกอย่างเอง



                ช่างเอาแต่ใจเหลือเกิน



                “ไม่พูดสักคำ เอาแต่ยิ้มเช่นนี้คิดอะไรอยู่หรือเพคะ” เอ่ยถามอย่างตรงๆกับองค์จักรพรรดิที่ยังคงไม่เอ่ยสิ่งใดออกมา



                “เปล่า... แค่รู้สึกแปลก”



                “แปลก?



                อาเหมยมองหวงเฟิงหยางที่สร้างความสงสัยให้นางอีกครั้ง และดูเหมือนเจ้าลูกเต่าเอาแต่ใจจะไม่ยอมตอบนางง่ายๆเสียด้วย มือที่จับตะเกียบอยู่นั้นเริ่มคีบอาหาร เชิงตัดบทสนทนาของนางและพระองค์ ทั้งยังเปลี่ยนเรื่องอย่างหน้าตาเชย หันมาคีบอาหารให้นางอย่างเอาอกเอาใจแทน



                ประหลาด... หวงเฟิงหยางรู้สึกแปลก แต่นางเริ่มรู้สึกว่าท่าทีของหวงเฟิงหยางนั้นประหลาดเสียมากกว่า เมื่อเช้าบอกว่าเคืองที่นางพูดคุยกับพระญาติห่างๆ แต่พอตกเย็นกลับมานั่งยิ้มราวกับบุรุษเสียสติ



                แต่ใช่ว่าบนโต๊ะที่เต็มไปด้วยอาหารจะขาดบทสนทนาไปเสียทีเดียว หวงเฟิงหยางยังคงเอ่ยถามอาเหมยอยู่เป็นระยะๆถึงเรื่องต่างๆอย่างใส่ใจ การร่วมตัวในครั้งนี้จึงไม่ชวนให้อึดอัดหรือน่ารำคาญแม้แต่น้อย



                “พระสนมหลินซูซินขอเข้าพบพ่ะย่ะค่ะ”



                นั่งพูดคุยเรื่องจิปาถะกันไปได้สักพัก ขันทีประจำตำหนักก็เข้ามารายงานชื่อของสตรีที่ไม่คุ้นหูเสียเท่าใดนักสำหรับหวงเฟิงหยาง แต่อาเหมยเหมือนจะเคยได้ยินอยู่บ้าง    



                “แต่นี่เย็นแล้ว นางมีเรื่องอันใดกัน” หาใช่เจ้าของตำหนักที่เอ่ยขึ้น แต่เป็นบุรุษที่เป็นเจ้าทุกทีในวังหลวงเอ่ยขึ้น ซึ่งฟังจากน้ำเสียงแล้วก็คาดเดาได้ไม่ยากว่าเจ้าของเสียงนั่นเกิดความไม่พอใจอยู่หลายส่วน



                แต่แล้วอย่างไร... สนมซูซินมาขอพบนางไม่ใช่หวงเฟิงหยางเสียหน่อย เหตุใดต้องใส่ใจกัน



                “ให้นางเข้ามา” เอ่ยอนุญาต โดยไม่หันมองใบหน้าของหวงเฟิงหยางที่ตอนนี้คงเต็มไปด้วยความไม่พอใจกระมัง แต่แล้วยังไงเล่า อำนาจเด็ดขาดในตำหนักนี้เป็นของนาง สตรีที่องค์จักรพรรดิยัดอำนาจมากมายใส่มือด้วยตนเองอย่างไรเล่า เอาเป็นว่าเรื่องนี้เอาคืนเรื่องที่แกล้งนางเมื่อเช้าก็แล้วกัน แค่คิดว่าได้เอาคืนบุรุษข้างกายก็ยิ้มขึ้นมาอย่างพออกพอใจเป็นที่สุด มือขาววางตะเกียบในมือลง เตรียมรับแขกที่เข้ามาพบด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม



                ให้หลังขันทีประจำตำหนักได้ไม่นาน ร่างสนมคนงามก็ปรากฏกาย เสียงหวานเอ่ยเคารพองค์จักรพรรดิที่อยู่ร่วมตำหนักกับฮองเฮาในเวลานี้ ใบหน้ายิ้มแย้มอ่อนหวาน ดั่งดอกไม้งามที่ประดับอยู่ในวังหลังขององค์จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่



                “เจ้ามีธุระสิ่งใดกับหวงโฮ่ว”



                อาเหมยช้อนตามองบุรุษที่เอ่ยขึ้นก่อนที่นางได้ปริปากถามแขกของตำหนักด้วยตนเอง มองบุรุษที่ก่อนหน้านั้นยิ้มราวกับบุรุษเสียสติกลับมาวางหน้าดั่งปีศาจมารใส่ผู้อื่นอีกครั้ง ซึ่งเหตุที่มาของใบหน้าดั่งปีศาจมารนั้นก็คงไม่พ้นสตรีที่ตัวสั่นเป็นลูกนกตกน้ำอยู่ตรงหน้า



                “หม่อมฉันแค่สงสัยเรื่องกฎเกณฑ์ในวังเพคะ ถามใครก็ไม่มีใครตอบได้กระจ่าง หม่อมฉันจึงมาหาหวงโฮ่วเพื่อให้หวงโฮ่วได้ไขความกระจ่างให้แก่หม่อมฉัน”



                “แต่หวงโฮ่วมิได้มีไว้เพื่อสอนเจ้า หากไม่รู้กฎเกณฑ์ในวังก็ไม่ควรอยู่ในวังแห่งนี้



                “ฝ่าบาท...” อาเหมยร้องห้ามบุรุษที่นางรู้สึกได้ถึงความไม่พอใจที่แสดงออกมาทั้งอกัปกิริยาและน้ำเสียง จนเวลานี้แม่นางสนมน้อยที่เพิ่งจะเข้ามาอยู่วังได้แต่ยืนตัวสั่นหนักกว่าเก่า



                “เอาล่ะ ที่ฝ่าบาทตรัสนั้นก็ถูกต้องอยู่ หากเจ้าไม่เข้าใจเจ้าควรถามนางกำนัลหรือขันทีข้ารับใช้ของเจ้า คนเหล่านั้นจะตอบคำถามของเจ้าได้ แต่หากไม่เข้าใจมาถามเปิ่นกงก็ย่อมได้ แต่เจ้าของรู้เวลาให้มากกว่านี้หน่อย”



                อาเหมยเอ่ยพร้อมกับใบหน้าที่ฉายประกายแห่งความเมตตาปรานี สมกับเป็นสตรีเอกแห่งวังหลัง นางพูดออกไปเช่นนี้ก็นับว่าช่วยสนมผู้นี้แล้ว ให้นางพูดน่าจะดีกว่าให้เจ้าปีศาจมารข้างกายได้พูด



                “ขออภัยเพคะเหนียงเหนียง หม่อมฉันมิทราบว่าฝ่าบาทจะประทับอยู่ด้วย จนกระทำการโง่เขลาเช่นนี้”



                “ช่างเถิด วันนี้คงไม่เหมาะที่จะซักถามสิ่งใดแล้ว เจ้ากลับตำหนักของเจ้าไปได้แล้ว”



                “เพคะเหนียงเหนียง หม่อมฉันทูลลา”



                สตรีงามที่เข้ามาได้ไม่ถึงเค่อก็ต้องกลับออกไปเพราะทนสายตาตำหนิจากองค์จักรพรรดิไม่ไหว แต่จะให้ทำอย่างไรได้ บางทีสตรีนางนั้นอาจจะเข้ามาหาอาเหมยเฉกเช่นสนมทุกคนล้วนกระทำ ใช่ว่ามาหาเช้าเย็นแสดงความเคารพอะไรเถือกนั้น แต่มาดูว่านางเป็นอย่างไรบ้างก็เท่านั้น



                “นางกวนน้องหญิงบ่อยหรือไม่”



                อาเหมยมองหวงเฟิงหยางที่ยังคงอารมณ์ไม่ดีอยู่ “ก็แวะเวียนมาบ้างเพคะ เช่นเดียวกับสนมคนอื่นๆ ทำไมหรือเพคะ”



                “เจิ้นมิเคยเห็นนางมาก่อน...”



                “สนมของฝ่าบาทมีมากมาย ไม่แปลกหากฝ่าบาทจะจำนางไม่ได้”



                “ก็จริงอย่างที่น้องหญิงกล่าว แต่กระนั้นชื่อเสียงเรียงนามของนางเจิ้นก็ต้องคุ้นหูบ้าง สตรีที่จะมาเป็นสนมใช่ว่าจะเป็นได้ง่ายๆ ทุกอย่างล้วยต้องรายงานเจิ้นอย่างละเอียด แต่สตรีเมื่อครู่...”



                “ซูซินเพคะ สนมซูซิน” เมื่อประโยคที่หวงเฟิงหยางเอ่ยติดขัดขึ้นมา อาเหมยก็เอ่ยขึ้นแทนด้วยหยั่งรู้ว่าเจ้าปีศาจมารเมื่อครู่ กลับมาเป็นเจ้าลูกเต่าขี้ลืมอีกหน



                ส่วนบุรุษที่จำชื่อของสตรีเมื่อครู่ไม่ได้ก็ยิ่งนิ่วหน้าสงสัยเข้าไปยกใหญ่  



                “ได้ยินว่าเข้ามาอยู่ก่อนหม่อมฉันจะได้ไข้ไม่นาน กฎเกณฑ์ต่างๆนางอาจจะไม่เข้าใจอย่างที่นางบอก”



                “อย่างนั้นหรือ ก่อนจะเข้ามาวังหลังย่อมมีคนกวดขันเรื่องนี้อย่างเข้มงวด มีหรือจะปล่อยสตรีไม่รู้ความเข้ามาอยู่วังหลัง”



                “เช่นนั้นฝ่าบาทคิดว่านางโกหกหรือเพคะ”



                “สตรีวังหลัง จะมีสักกี่คนที่ไม่หวังประโยชน์”



                “สตรีวังหลังที่ว่านั่น รวมถึงหม่อมฉันด้วยกระมัง” เอ่ยแกมประชดประชัน พร้อมรอยยิ้มพิมพ์ใจ ส่วนบุรุษที่โดนประชดใส่ก็นิ่งเงียบไปพักใหญ่ ประหนึ่งว่าหากตอบว่าใช่ก็คงจะเกรงว่านางจะโกรธ แต่กระนั้นจะปฏิเสธก็ดูกล้ำกลืนใจของตนเอง



                สตรีวังหลังที่หวังผลประโยชน์จึงได้แต่ถอนหายใจออกมาเสียเฮือกใหญ่ ไม่รู้ว่าประโยชน์ที่นางหวังตามความคิดขององค์จักรพรรดินั้นคืออะไรเสียด้วยซ้ำไป ที่นี่มีอะไรบ้างเล่าที่มีประโชน์แก่นาง ทุกอย่าง ทุกอย่างก้าวล้วนมีแต่พิษ ไม่มีคุณ และให้โทษขนานหนัก  



                “เสี่ยวหลินไปเตรียมน้ำอุ่นข้าจะอาบน้ำ”



                “เพคะเหนียงเหนียง”



                อาเหมยมิได้สนใจบุรุษทึ่มที่เหมือนจะเถียงกับตนเองยังไม่ได้คำตอบว่านางจัดรวมอยู่ในสตรีวังหลังที่หวังประโยชน์หรือไม่ นางปรายตามองเพียงครู่หนึ่งก็ลุกขึ้นและเดินจากไปโดยไม่บอกกล่าวแม้แต่น้อย ทิ้งให้องค์จักรพรรดินั่งนิ่งเป็นเทวรูปเพื่อหาคำตอบให้ชัดเจน



                หนีเจ้าตัวปัญหาออกมาอย่างไม่ใส่ใจ หากคำตอบที่ว่านั้นจะออกมาเป็นเช่นไรก็สุดจะแล้วแต่ นางมิได้หยิบมันมาใส่ใจเสียเท่าไหร่ ก็แค่สามีมิเชื่อใจนาง...



                ช่างเป็นเรื่องเล็กน้อยระหว่างชีวิตคู่เหลือเกิน แต่นางจะคาดหวังสิ่งใดกันให้กับความสัมพันธ์ง่อนแง่นมาตั้งแต่นางยังไม่ได้มายึดครองร่างนี้กัน นางแค่ต้องมีชีวิตอย่างที่เสวี่ยเหมยเจ้าของร่างนี้ไม่เคยได้มีโอกาสได้ใช้



                เปลื้องอาภรณ์คลุมกายออกด้วยพร้อมกับความร้อนรุ่มระคนปวดใจอย่างประหลาด ทั้งๆที่เฝ้าบอกกับตนเองว่าอย่าได้เก็บมาใส่ใจ แต่เหมือนว่าหัวใจที่ไม่เคยจงรักภักดีจะทรยศนางอีกเช่นเคย ด้วยการเก็บทุกอย่างมาใส่ใจ และส่งต่อให้สมองเอาแต่ครุ่นคิดอย่างรู้งาน



                ร่างอรชรทิ้งกายลงในอ่างน้ำอุ่นที่นางกำนัลตระเตรียมไว้ให้เพื่อคลายความครุกกรุ่นในใจของนางให้คลายลงและทุเลาลงมาบ้าง



                แต่ทว่าทิ้งกายลงในน้ำอุ่นได้ไม่เท่าไหร่ก็สัมผัสได้ถึงน้ำที่กระเพื่อมไปมา ทั้งยังเริ่มปริ่มจนถึงขอบอ่าง ก่อนจะไร่เรียงได้ว่าเกิดอะไรขึ้นก็สัมผัสได้ถึงไออุ่นที่ประชิดอยู่ด้านหลังของนางเสียแล้ว



                “เป็นอะไรไป”



                หวงเฟิงหยาง...



                สตรีที่โดนโอบกอดจากด้านหลังด้วยร่างอันเปลือยเปล่าของนางและหวงเฟิงหยางที่เข้ามาตอนไหนก็ไม่ทราบ กลับปลุกฟร้อนรุ่มอยู่ในอกที่เพิ่งจะมอดดับไปเมื่อครู่ให้ลุกโฉนขึ้นมาอีกครั้ง



                อาเหมยออกเริ่มแกะแขนที่พันเอวของนางไว้เสียแน่นหนา และเมื่อสบโอกาสนางก็ไม่รีรอที่จะผลักเจ้าคนเอาแต่ใจให้ออกห่าง ใช้มือตีน้ำจนกระเด็นไปโดนอีกฝ่ายจนเปียกโชกตั้งแต่ศีรษะไล่ลงมา



                แต่บุรุษผู้เป็นองค์จักรพรรดิกลับไม่สะทกสะท้าน วางท่านิ่ง ใบหน้าขรึมลงอย่างเห็นได้ชด แต่กลับไม่โวยวาย หรือแสดงท่าทีโกรธเคืองออกมาแม้แต่น้อย กลับกันหวงเฟิงหยางเคลื่อนกายเข้ามาใกล้นางอีกหนและพันธนาการไว้ด้วยอ้อมแขนเฉกเช่นก่อนหน้า และครั้งนี้ก็แน่นหนากว่าครั้งก่อนหลายเท่านัก จนอาเหมยหมดทางที่จะหนี



                “ใช่ว่าเจิ้นไม่ไว้ใจ เพียงแต่ไม่ยังไม่แน่ใจ...”



                “ไม่แน่ใจ...” เสียงอู้อี้ของสตรีที่ใบหน้าอยู่แนบอกของอีกฝ่ายเอ่ยขึ้น



                “หากเป็นเสวี่ยเหมย เจิ้นอาจจะไม่ไว้ใจนาง แต่ถ้าเป็นอาเหมย ดอกเหมยของเจิ้น เจิ้นไว้ใจนางมากกว่าตนเอง...”



                “ฝ่าบาทหมายความว่าอย่างไรเพคะ” เงยหน้ามองหวงเฟิงหยางที่ตอนนี้ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่แน่ใจอย่างเช่นที่บอก ซึ่งดูแล้วก็คงไม่ต่างจากนางในตอนนี้



                “ในยามนี้เจิ้นอยากกลายเป็นบุรุษที่โง่เขลา และงมงาย คิดว่าน้องหญิงมิใช่เสวี่ยเหมย สตรีเย็นชาผู้ไม่ยอมภักดีนางนั้น แต่เป็นสตรีอีกนางหนึ่งที่เข้ามาแทนที่เสวี่ยเหมย”



                อาเหมยนิ่งตะลึงงันไปในทันที ด้วยเหตุอันใดที่ทำให้หวงเฟิงหยางคิดอ่านเช่นนี้นางมิทราบ แต่ที่นางทราบเป็นอย่างดี คือบุรุษผู้นี้ห่างไกลจากความโง่งมอย่างที่อยากจะเป็นอยู่ไกลลิบ



                “แต่เรื่องพรรค์นั้น ถึงจะอยากเชื่อเช่นนั้น แต่ความจริงเจ้าก็คือเสวี่ยเหมย... แม้การกระทำไม่ใช่ คำพูดคำจาไม่ใช่ แม้แต่ความคิดความอ่านไม่ใช่ แต่จะปฏิเสธได้อย่างไรในเมื่อใบหน้านี้ยังคงเสวี่ยเหมย” อาเหมยสัมผัสได้ถึงความหยาบกร้านจากฝ่ามือของอีกฝ่ายที่ลูบไปมาบนใบหน้าของนาง



                “ท่าทีที่เปลี่ยนไป ย่อมทำให้เจิ้นแปลกใจจนชักนำไปสู่การไม่ไว้ใจ แต่สิ่งที่แปลกยิ่งกว่านั้น ถึงแม้เจิ้นจะไม่ไว้ใจแต่เจิ้นก็ยอม... ยอมให้สตรีนางนี้ล่วงรู้ชีวิตของเจิ้นอย่างที่ไม่เคยให้ใครได้รับรู้ ในหลายครั้งที่เจิ้นมองน้องหญิงเป็นเพียงอาเหมย ดอกเหมยงามที่อยู่เคียงกาย ไม่ใช่เสวี่ยเหมย หมากการเมืองที่เจิ้นหยิบขึ้นมาใช้ เจิ้นล้มอะไรหลายๆอย่างเพื่อรักษาดอกเหมยงามนี้ไว้ข้างกายให้ได้นานที่สุด”



                อาเหมยมองแววตาที่ไม่ได้ปิดซ่อนอะไรนางไว้เลยด้วยความสับสนและกระสับกระส่าย



                “เช่นนี้คนที่เจิ้นไม่ไว้ใจคงเป็นตัวเจิ้นเองมากกว่ากระมัง กลัวว่าเสวี่ยเหมยจะมีพิษร้าย กลับกลายเป็นว่าเด็ดดอกเหมยมาเชยชมอย่างไม่เกรงกลัว ทั้งๆที่รู้ดีแก่ใจว่าเสวี่ยเหมย และอาเหมย คือคนเดียวกัน มิสามารถแยกออกจากกันได้อย่างที่คิด หรือเป็นวิญญาณที่เค้ามาแทนที่อย่างที่หวัง”



                “แล้วถ้าหาก หม่อมฉันเป็นเพียงวิญญาณเร่รอนที่เข้ามิสิงสู่ร่างนี้ ฝ่าบาทจะวางใจเสวี่ยเหมยคนเก่า หรืออาเหมยที่ฝื้นมาจากพิษไข้”



                “ต่อให้เป็นวิญญาณเร่ร่อน วิญาณร้ายหรือปีศาจ จอมมารแห่งหนไหน เจิ้นก็ยอมทั้งนั้น ขอแค่เป็นอาเหมยของเจิ้นก็เพียงพอ”  



                คำตอบที่เอ่ยขึ้นโดยน้ำเสียงที่หนักแน่นไม่มีความสับสนหรือลังเลใจของหวงเฟิงหยาง ทำให้อาเหมยได้แต่แค่นยิ้มออกมา และอยากจะหัวเราะขำขันราวกับคนเสียสติให้กับตนเอง



                คนที่ไม่แน่ใจเวลานี้คงจะเป็นนางไม่ใช่หวงเฟิงหยาง...



                นางไม่แน่ใจด้วยซ้ำไปว่าจะเอ่ยปากบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดอย่างไร ไม่แน่ใจด้วยซ้ำไปสิ่งที่กระทำและแอบอ้างอยู่นั้นถูกต้องหรือไม่ ไม่มีอะไรที่นางแน่ใจสักอย่าง ทั้งๆที่เป็นคนเริ่มทุกอย่าง...



                เสียงหัวเราะที่แหบแห้งอยู่ในลำคอจะกลับกลายมาเป็นหยาดน้ำใสๆที่คลออยู่ที่หน่วยยตา แต่ก็มีมือของอีกฝ่ายคอยซับไว้ไม่ให้เปรอะเปื้อนไปจนทั่วใบหน้า



                ไม่มีคำเอื้อนเอ่ย หรือคำปลอบประโลมให้กับสตรีที่ร้องไห้แต่อย่างใด ต่างฝ่ายต่างเงียบ มีเพียงดวงตาจับจ้องกันไปมาพร้อมกับความหมายที่เหมือนจะไม่มีใครจะเข้าใจนอกเสียจากคนทั้งสอง ความหมายที่มีค่ากว่าคำหวานหรือปลอมประโลมใดในโลก



                อาเหมยสัมผัสจากร่างกายให้ความอุ่นแก่ร่างกายของสตรีร่างอรชรเสียยิ่งกว่าน้ำอุ่นที่นางกำนัลตระเตรียมให้ จูบครั้งที่เท่าใดแล้วก็ไม่ทราบระหว่างนางและหวงเฟิงหยางก็เกิดขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับหัวใจที่เต้นถี่และลมหายใจที่ที่ขาดช่วงขาดตอนไปบ้างเมื่อต่างฝ่ายต่างดื่มดำกับรสชาติที่หวานล้ำ... มือทั้งสองข้างของหวงเฟิงหยางลูบไล้ร่างกายของสตรีที่กล่าวว่าไว้ใจ แต่ไม่แน่ใจในตัวตนของนางอย่างคุ้นเคยด้วยความหลงใหล และลุ่มหลงจนไม่อาจถอนตัวกลับได้



                ดื่มดำสัมผัสอันลึกล้ำอันแสนหวาน กลิ่นหอมของเรือนร่างดอกไม้งาม ร่างกายที่ชุ่มไปด้วยน้ำก็ถูกอุ้มให้พ้นน้ำที่เริ่มจะกลายกลับไปเป็นน้ำเย็นอีกหน ใบหน้างามของหญิงสาวร่างบางแนบชิดแผ่นอกกว้างของหวงเฟิงหยางเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้ว นางเองก็ไม่ได้นับเช่นกัน แต่หากนับดูแล้วก็คงจะใกล้เคียงกับจำนวนจูบที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้กระมัง



        แผ่นหลังเปลือยเปล่าสัมผัสกับเนื้อผ้าบนที่เตียงนอนอย่าง อาเหมยยังคงได้รับการทะนุทนอนประหนึ่งแก้วที่เปราะบางไม่เปลี่ยนแปลง



                ความชุ่มชื้นที่ริมฝีปากยังไม่จางหายไปไหน หวงเฟิงหยางเคลื่อนจมูกลงจากระดับหน้า สูดกลิ่นกายที่หลงใหลจนถอนตัวไม่ขึ้น หากนี่คือหลุมพรางกับดักแห่งความลุ่มหลงแล้ว ก็เรียกได้ว่าหวงเฟิงหยางตกหลุมพรางและติดกับแห่งความลุ่มหลงจนโง่หัวไม่ขี้น และไม่เคยคิดที่จะถอนตัวออกจากห้วงภวังค์ หรือดิ้นรนออกห่างจากหลุมพลางแห่งนี้แม้สักครั้งเดียว ตั้งแต่ที่ตัดสินใจกระโดดลงไปในหลุมนั้นด้วยตนเอง



                หวงเฟิงหยางใช้มือทั้งสองข้างลากจากหน้าอกไล่ลงมา ร่างกายไร้ซึ่งกายควบคุม และอยู่เหนือเหตุผลต่างๆนานาที่เคยลุมเร้าเมื่อครู่ นางคือใครเวลานี้คงไม่สำคัญเท่ากับว่าตอนนี้นางเป็นของพระองค์โดยสมบูรณ์ด้วยความเต็มใจหรือไม่



                หวงเฟิงหยางยังคงไม่รีบร้อน ค่อยเป็นค่อยไปอย่างเช่นทุกครั้ง ทุกสัมผัสจึงแฝงไปด้วยความหมายมากมายที่น่าจดจำ ความหมายที่มีเพียงหวงเฟิงหยางและอาเหมยที่เข้าใจ...



                เข้าใจว่ามีเรื่องอีกมากมายที่เอื้อนเอ่ยออกมาในเวลานี้ไม่ได้....


+++++++++++++++++

จ้ะ

เจอกันใหม่ตอนหน้าจ้ะ

ติดตามทุกอย่างได้ที่ทวิตเตอร์  #ลูกเต่ากับดอกเหมย

จะพบกับไรท์เตอร์ที่แทบจะสปอยล์ทุกอย่างอยู่ในนั้น 5555

วันนี้ขอลาไปก่อน พลังหมดแล้ว.... 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.754K ครั้ง

35 ความคิดเห็น

  1. #1711 อดีตรีดเงา (@kidmai555) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2562 / 07:42

    เค้ากินกันอีกแล้ววววว

    #1711
    0
  2. #1483 โลลิค่อน (@0881637445) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 17 มกราคม 2562 / 16:56

    อืออออออ. โดนอีกแล้วววว
    #1483
    0
  3. #1369 moonbless (@moonbless) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 10 มกราคม 2562 / 16:09

    กลัวดราม่าตามคำบอกกล่าวของหมอเทวดาลึกลับนั่นเหลือเกิน ต้องพลัดพรากน่ะสิ เฮ้อ ยังไงก็ขอให้มีแค่นิดเดียวแป้บเดียวพอให้เฮียเต้และน้องเหมยรู้ถึงรักแท้ก็พอนะคะไรท์ พลีส ป้าเป็นรี้ดที่ใจบางมากๆๆแล้ว
    #1369
    0
  4. วันที่ 4 มกราคม 2562 / 22:26
    กรี๊ดดดด อิเจ้โดนจับกินอักแล้วววว / จิกหมอน
    #1323
    0
  5. #1301 alisie_amps (@AomKazuko) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 2 มกราคม 2562 / 16:31
    รอค่าสนุกมากมาย
    #1301
    0
  6. #1226 Earthkid (@Earthkid) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2561 / 08:25
    ตอนนี้เขียนได้น่ารำคาญมากเป็นอะไรวะทำไมปีใหม่เลยเขียนไม่ได้หรืองัยอ่ะ คือแค่นี้ก็คิดไม่ออกหรอว่าจะเข้ามาทำไมวะ ควรจะฉลาดและรู้ไต๋คนมากกว่านี้หรือเปล่า
    #1226
    2
    • #1226-1 Mint Sanny (@mickey111) (จากตอนที่ 30)
      5 มกราคม 2562 / 08:43
      รู้ว่าไม่ชอบใจ แต่จะพิมพ์อะไรก็ ควรจะคิดและไกลกรองสักนิด

      ให้เกียรตินักเขียนบ้าง
      #1226-1
    • #1226-2 tonglaxy2 (@tonglaxy) (จากตอนที่ 30)
      7 มกราคม 2562 / 20:21
      นิสัยนะ
      #1226-2
  7. #1225 Cnkm18 (@mind_momind) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2561 / 14:07
    ฮ่องเต้ฉลาดจริงๆนะเนี่ยยยยย ตอนนี้เป็นอคกตอนที่ละมุนมาดๆเลยย
    #1225
    0
  8. #1224 21161m12 (@21161m12) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2561 / 08:35
    very exciting
    #1224
    0
  9. #1223 kulyasalin2 (@kulyasalin2) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2561 / 00:23
    เข้าใจเข้ากันได้ดีก็ฟินแล้ว 5555
    #1223
    0
  10. #1222 yingyui2528 (@yingyui2528) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2561 / 18:21
    จะว่าไปเจิ้นก็ฉลาดอยู่มากโข ไม่ธรรมดาจริงๆ
    #1222
    0
  11. #1221 Japan21 (@Japan21) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2561 / 10:26
    เจิ้นนนนนนนนนหนอเจิ้นเหมยไม่อยู่เมื่อไหร่จะหาวนะ55มาได้ก็อาจกลับไปได้โลกนิยายนี่นาอิอิ
    #1221
    0
  12. #1220 Your_Cat (@Your_Cat) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2561 / 08:43

    อะไรไม่สำคัญเท่าการมีดอกเหมยอยู่ข้างๆใช่ไหมคะพี่เต้
    #1220
    0
  13. #1219 smppl (@somsalala) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2561 / 08:20
    ไม่พูด แต่กระทำเลยสิน่ะ ฟิน~
    #1219
    0
  14. #1218 ริยา (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2561 / 07:06

    ไว้ใจกันและกัน แต่ไม่แน่ใจกันและกัน นางจะเล่าความจริงก็ไม่แน่ใจว่าฮ่องเต้จะรับได้จริงๆ

    #1218
    0
  15. #1217 Namtip2002 (@Namtip2002) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2561 / 06:32
    จ้ะ เวลานี้จะพูดกันรู้เรื่องได้อย่างไร เนอะ
    #1217
    0
  16. #1216 Meawwk (@Meawwk) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2561 / 02:01

    สนุกค่ะ มาต่อไวๆนะคอย่าปล่อยให้ค้างนาน
    #1216
    0
  17. #1215 Kiera-J (@Kiera-J) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2561 / 01:01
    สุดยอดค่ะไรท์ มาต่อไวไวนะค้าาา
    #1215
    0
  18. #1214 drakr (@deally) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2561 / 23:49

    ขอบคุณค่ะ
    #1214
    0
  19. #1213 Kasalongkham (@kasalongkham) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2561 / 23:04
    ละมุนนนน
    #1213
    0
  20. #1211 r123123 (@r123123) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2561 / 22:10

    จุใจ จุใจ มากๆๆๆๆๆค่ะ

    #1211
    0
  21. #1210 Aqualeaf (@Aqualeaf) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2561 / 21:13
    ลูกเต่าจะกินดอกเหมยแล้ว!!!
    #1210
    0
  22. #1209 Plengg pleng (@ttppss) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2561 / 20:40

    รอจ้าาา
    #1209
    0
  23. #1208 vipk2 (@vipk) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2561 / 20:39
    ชอบพล็อตเรื่องนี้มากๆ เนื้อเรื่องไม่ซับซ้อน

    ไม่ต้องเสียเวลาสงสัยหรือ คาดเดาเนื้อเรื่อง
    #1208
    1
    • #1208-1 (@ciel22) (จากตอนที่ 30)
      27 ธันวาคม 2561 / 20:47
      ขอบคุณมากค่ะ
      ซับซ้อนมากไม่ได้ค่ะ ไรท์เตอร์ความจำสั้น 55555
      #1208-1
  24. วันที่ 27 ธันวาคม 2561 / 20:37
    รอติดตามครับ
    #1207
    0
  25. #1206 ning792528 (@vj792528) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2561 / 20:35

    กำลังสนุก
    #1206
    0