บอกข้าหน่อย ฮองเฮา นี่ใช่เมียหลวงไหม!?

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 679,338 Views

  • 1,723 Comments

  • 15,830 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    45,944

    Overall
    679,338

ตอนที่ 27 : บทที่ ๑๗ :: หวั่นใจ (3)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 41444
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2411 ครั้ง
    7 ธ.ค. 61

“จะปลดหม่อมฉันออกจากตำแหน่งหวงโฮ่ว ให้หม่อมฉันออกนอกวัง และไปที่ชายแดนแคว้นฉีได้หรือไม่เพคะ”



                หวงเฟิงหยางมองสตรีที่มีสีหน้าจริงจังกว่าทุกครั้งที่สนทนากันก็แน่ใจแล้วว่าสิ่งที่นางพูดนั้น มิใช่เรื่องตลก หรือเรื่องที่นางหยิบยกมาเพื่อยั่วโมโหพระองค์ เสวี่ยเหมยคิดเช่นนั้นจริงๆ...  



                “ไม่ได้!” ปฏิเสธเสียงแข็งใส่นางที่ขอร้องพระองค์ให้ไล่ออกนอกวังโดยการยอมรับความผิดจากเรื่องไม่เป็นเรื่องอย่างไม่พอใจ



                “แต่หม่อมฉันอยากเห็นปัญหา ไม่ใช่นั่งคิดอยู่แต่ในนี้ ไม่เช่นนั้นแล้วจะช่วยฝ่าบาทได้อย่างไร”



                “ไม่ใช่ตอนนี้น้องหญิง ต้องไม่ใช่ตอนนี้ ร่างกายเจ้าอ่อนแอเกินไป อีกทั้งที่นั่นอันตรายนัก มีเรื่องวิวาทไม่เว้นแต่ละวัน เจิ้นทำตามสิ่งที่เจ้าต้องการไม่ได้” หวงเฟิงหยางไม่ได้ให้เหตุผลใดไปมากกว่านี้ แต่ท่าทีดื้อรั้นของสตรีตรงหน้ายิ่งทำให้พระองค์ไม่สบายใจขึ้นมา



                ยอมรับโทษและไปอยู่ชายแดนอย่างนั้นหรือ...



                ไม่มีทาง!



                ที่นั่นอันตรายเกินกว่าจะปล่อยสตรีอ่อนแอไปเผชิญเพียงลำพัง ต่อให้มีคนคอยล้อมหน้าล้อมหลังดูแล แต่อย่างไรเสียก็ยังห่างหูห่างตาของพระองค์อยู่ดี 



                    หวงเฟิงหยางยังจดจำเหตการณ์ในงานเทศกาลได้เป็นอย่างดี เหตุการณ์ที่ทำให้สตรีตรงหน้าเลือดตกยางออก และพระองค์ยังจความรู้สึกของตนเองในวันนั้นได้เป็นอย่างดีเช่นกัน ยามเมื่อสตรีดื้อดึงนอนนิ่งแน่นิ่ง เนื้อตัวเย็นเฉียบ และไร้ซึ่งสติ เพียงแค่ปล่อยให้คลาดสายตาไม่เท่าใด นางก็เจ็บตัวจนสิ้นสติ แล้วเช่นนี้จะปล่อยให้ไกลตาได้อีกอย่างไรกัน...  



                “แต่ฝ่าบาท...”



                “กลับตำหนักได้แล้ว ยามซื่อเจิ้นจะส่งคนไปรับที่ตำหนัก” เอ่ยขึ้นโดยไม่มองหน้าสตรีพูดไม่เข้าหู “และอย่าเอ่ยยอมรับในเรื่องที่ตนเองไม่ทำโดยเด็ดขาด” กดเสียงต่ำอย่างคนที่ข่มอารมณ์ และไม่แม้แต่จะมองหน้าของเสวี่ยเหมยเช่นเคย ใช่ว่าโกรธจนไม่อยากมองหน้า หากแต่กำลังรู้สึกกลัว...



                ให้หลังสตรีที่เดินจากไป ภายในใจก็รู้สึกประหลาดขึ้นมาเสียดื้อๆ เมื่อนึกถึงสีหน้าและน้ำเสียงที่จะขอรับโทษทัณฑ์และออกจากวังหลวงไป



                ออกจากวังหลวง ก็เท่ากับออกห่างจากพระองค์...



                สตรีที่ถูกพากลับตำหนักโดยจิวหลิงองครักษ์เงา บุรุษผู้เป็นความลับดั่งเงาขององค์จักรพรรดิที่ช่วงหลังมานี้นางเห็นหน้าคร่าตาบ่อยกว่าขันทีในตำหนักของตนเองเสียอีก



                ท่ามกลางความเงียบ ภายใต้เส้นทางลับเพื่อกลับตำหนักเหลียนฮวา บุรุษที่แทบไม่เคยมีปากเสียงหรือเอ่ยคุยกับนางเลยก็ปริปากขึ้นมาเสียดื้อๆ ทำลายความคิดฟุ้งซ่านของนางไปเสียจนหมดสิ้น



                “ตรองดูใหม่เถอะพ่ะย่ะค่ะหวงโฮ่ว ที่ฝ่าบาทตรัสเช่นนั้นย่อมมีเหตุผลเช่นกัน”



                อาเหมยมองบุรุษร่างสูง ที่เอ่ยขึ้นเหมือนรู้ว่านางคิดเห็นเรื่องใดอยู่ “ข้าก็มีเหตุผลเช่นกัน...”



                “ฝ่าบาทเป็นห่วงหวงโฮ่วจริงๆพ่ะย่ะค่ะ มิเช่นนั้นคงไม่ตรัสออกมาเช่นนั้น หวงโฮ่วช่วยฝ่าบาทได้มาก ฝ่าบาทมิเคยปรึกษางานราชการกับผู้ใด แม้แต่ข้ารับใช้ใกล้ชิดก็มิเคยเอ่ยให้ได้ยิน แต่ตอนนี้แม้แต่ข่าวเพียงเล็กน้อยก็นำไปปรึกษากับหวงโฮ่ว...” อาเหมยเงียบฟังองครักษ์เงาของหวงเฟิงหยางด้วยความตั้งใจ และเห็นด้วยในข้อนี้ หวงเฟิงหยางมักจะปรึกษานางในหลายๆเรื่อง “ชีวิตของทั้งฝ่าบาทและหวงโฮ่วย่อมสำคัญกับแผ่นดินนี้ หากแยกจากกันแล้วย่อมสร้างจุดอ่อนให้กันและกันได้ไม่ยาก และยิ่งตอนนี้... หากหวงโฮ่วเป็นอะไรไป แผ่นดินเยี่ยนอาจจะลุกเป็นไฟได้ไม่ยาก”



                “เจ้าหมายความว่าอย่างไร” มองใบหน้าของบุรุษผู้เงียบขรึมที่พูดมากจนผิดปกติ ซึ่งดูเหมือนนางจะไม่ได้รับคำตอบกลับมาในคำถามเมื่อครู่



                “...กระหม่อมกล่าวมากเกินไปแล้ว ขออภัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ แต่กระหม่อมอยากให้หวงโฮ่วทบทวนทุกอย่างอีกครั้งหนึ่ง หวงโฮ่วทิ้งฝ่าบาทได้หรือพ่ะย่ะค่ะ...”



                จิวหลิง โค้งกายคำนับและจากไปเมื่อส่งหวงโฮ่วถึงที่หมายอย่างปลอดภัยแล้ว ส่วนสตรีเจ้าของตำหนักในวลานี้ใบหน้ายังคงมิคลายความกังวลใจลงแม้สักนิด ทั้งยังต้องเก็บคำพูดขององคเงาอย่างจิวหลิงมาคิดให้ถี่ถ้วน



                จิวหลิงคิดว่านางกำลังจะทิ้งหวงเฟิงหยางอย่างนั้นนะหรือ...



                เช่นนั้นแล้วหวงเฟิงหยางเองก็คงคิดไม่ต่างจากจิวหลิง...

 

                ท้องพระโรงคลาคล่ำไปด้วยผู้คนมากมาย เฉกเช่นปกติ หากแต่ที่ไม่ปกติก็คงเป็นเรื่องที่หยิบยกขึ้นมาพูดประเด็นแรก นั่งก็คือเรื่องของหวงโฮ่ว



                “หม่อมฉันได้ข่าวเช่นนี้มาไม่ควรเลยพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมคิดว่าทางราชสำนักต้องทำอะไรให้ชัดเจน หากผิดจะได้ว่ากันไปตามผิด”



                ขุนนางคนหนึ่งพูด ขุนนางคนอื่นๆก็ลุกฮือตาม ส่วนบุรุษที่นั่งบัลลังก์มังกรก็ยังคงเงียบ ไม่ได้โต้ตอบอะไร เพราะในตอนนี้เรื่องที่พวกขุนนางวิตกแทนพระองค์นั่นไม่ได้อยู่ในสมองของพระองค์ ได้เท่ากับสตรีที่ตกเป็นผู้ต้องหาในเรื่องนี้



                “เงียบก่อนจะได้หรือไม่ พวกท่านจะตัดสินใจเรื่องนี้เองได้อย่างไรกัน”



                เสียงห้ามที่ดังขึ้นทำให้ทุกคนต่างพากันเงียบ ส่วนบุรุษที่เงียบอยู่ได้ก็ผินพระพักตร์ไปยังต้นเสียง ซึ่งก็คืออนุชาของพระองค์เอง



                “แต่ชินอ๋อง... เรื่องนี้อย่างไรก็ต้องรีบจัดการโดยด่วน จะปล่อยไว้ไม่ได้”



                “แล้วเรื่องนี้ใช่เรื่องที่พวกท่านมีสิทธิ์ตัดสินใจเองหรือ แล้วแบบนี้จะมีบัลลังก์มังกรไว้เพื่ออะไร”



                คราวนี้ทั้งท้องพระโรงเงียบสงัด เมื่อคราวนี้คนที่เอ่ยเตือนไม่ใช่ชินอ๋องที่เอ่ยหากแต่เป็นหวงไป๋ฉางจวิ๋นอ๋อง ที่เอ่ยขึ้นเสียงเรียบพร้อมกันรอยยิ้มอย่างคนไม่ทุกข์ร้อน แต่ทุกคนกลับก้มหน้าก้มตาเชื่อฟัง...



                “เอาละ” หวงเฟิงหยางที่เงียบอยู่นานก็เริ่มเอ่ยขึ้น ก่อนที่เรื่องไม่เป็นเรื่องจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ ปรายตามองเหล่าขุนนางที่ขยันสร้างเรื่องกุเรื่องมาให้อย่างหน่ายเหนื่อยใจ



                หวงเฟิงหยางเงียบไปอยู่ครู่หนึ่ง ใบหน้าเต็มไปด้วยความวิตก และลังเล แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจเอ่ยออกมา  “พาตัวหวงโฮ่วเข้ามา”



                “ว่าอย่างไรนะพ่ะย่ะค่ะ”



                หวงเฟิงหยางมองขุนนางคนเดิมที่กลับกลายเป็นคนหูเพี้ยนขึ้นมาชั่วขณะ “ก็พวกท่านกล่าวหาหวงโฮ่ว หากเจิ้นฟังความข้างเดียวงไม่เหมาะกระมัง”



                สวนกลับเหล่าขุนนางทั้งหลาย ไม่นานร่างระหงที่เพิ่งจะพบหน้ากันเมื่อเช้าตรู่ก็ปรากฏกาย สตรีงามย่อกายคำนับพระองค์ และนั่งในที่ที่เหมาะสมสำหรับหวงโฮ่ว



                ใบหน้าของเสวี่ยเหมยในตอนนี้เรียบนิ่ง ไม่มีแม้กระทั่งรอยยิ้ม ซึ่งไม่ต่างอะไรกันกับพระองค์เลย อาจเพราะนางไม่พอใจในรับสั่งของพระองค์ ส่วนพระองค์ไม่ไว้ใจในสิ่งที่นางพูด หากเป็นนางคนเดิมพระองค์จะไม่มานั่งกังวลเช่นนี้ แต่ตอนนี้นางไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป นางคือสตรีที่มักทำให้พระองค์ประหลาดใจ และตอนนี้นางกำลังทำให้พระองค์หวั่นใจในสิ่งที่นางจะพูดต่อจากนี้



                “มีสิ่งใดจะพูดไหม เจ้ามีสิทธิ์พูดเพื่อรักษาเกียรติของตน หากเจ้าไม่ได้ทำ ก็ไม่จำเป็นจะต้องยอมรับ”



                มองสตรีที่ยังคงนิ่งเฉย พร้อมเน้นย้ำอีกหน หากนางไม่คิดอะไรแผลงๆขึ้นมา ในยามนี้พระองค์คงนั่งยกยิ้มและแค่นหัวเราะออกมาอย่างขบขันให้กับขุนนางผู้โง่เขลาทั้งหลายได้ แต่ในตอนนี้กลับไม่ใช่และไม่ได้ใกล้เคียงกับสิ่งที่คิดไว้ก่อนหน้านี้เลยแม้แต่น้อย พระองค์ไม่ได้ยิ้ม ไม่ได้สนุกสนานหรือขบขันให้กับเหล่าขุนนาง แต่อาจจะแค่นหัวเราะให้กับความขลาดเขลาของตนเองที่มีต่อสตรีตรงหน้า



                “เพคะ”



                เสวี่ยเหมยมององค์จักรพรรดิที่นั่งบนบัลลังก์มังกรเหนือทุกคนในที่แห่งนี้ มองใบหน้าที่ยังคงเต็มไปด้วยความกังวลใจอย่างไม่ปิดบัง หวงเฟิงหยางกังวลเรื่องของนาง...



                “เรื่องที่พวกท่านกังวลนั้นเปิ่นกงทราบแล้ว หากแต่...” อาเหมยเว้นช่วงการอธิบายหลุบตาต่ำเหมือนใคร่ครวญอะไรบางอย่างด้วยความตั้งใจ “เรื่องนี้นั้น... พวกท่านมีสิ่งใดมาพิสูจน์หรือไม่ว่าเปิ่นกงเป็นคนทำ”



                เหลือบมองบุรุษที่นั่งหน้าอมทุกข์เมื่อครู่เริ่มคลายทีท่าความกังวลก็ยิ้มขึ้นมาบางๆ ก็ยกยิ้มขึ้นตาม นางทำตามพระประสงค์ของโอรสสวรรค์แล้ว แม้จะขัดใจอยู่บ้าง แต่เมื่อกลับไปคิดทบทวนดูให้ดีเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆเลย หากกระทำการโดยผลีผลามย่อมนำผลเสียมามากกว่าดี และในตอนนี้นางไม่ได้คิดจะทิ้งบุรุษที่นั่งบนบัลลังก์มังกรแม้แต่น้อย...



                “หากไม่มีเพลิงจะก่อควันได้อย่างไร”



                สถานการณ์และสภาวะทางความรู้สึกของทั้งอาเหมยและหวงเฟิงหยางเริ่มเข้าที่เข้าทาง เมื่อความไม่สบายใจที่คลั่งค้างมาตั้งแต่รุ่งเช้าสลายไปเหมือนหมอกในยามเช้าเมื่อเจอแสงตะวัน



                หวงเฟิงหยางตั้งสติ รวมสมาธิที่เพิ่งจะกลับเข้าที่เข้าทาง เมื่อพบกับคำตอบที่เพิ่งพอใจของเสวี่ยเหมยเมื่อครู่ โอรสสวรรค์บนบัลลังก์มังกรจะเอ่ยค้านขุนนางบ้าง แต่ก็ถูกตัดหน้าไปเสียดื้อๆ



                “ก็มีคนสุ่มไฟอยู่ข้างบ้านอย่างไรเล่าใต้เท้า บางทีเจ้าของบ้านไม่ได้ก่อเพลิง ควันก็ลอยเข้ามาในบ้านได้ เพราะข้างบ้านสุ่มไฟอยู่ข้างกำแพง”



                หวงเฟิงหยางมองบุรุษที่เอ่ยขึ้นแทนหวงโฮ่วของพระองค์ และเป็นอีกหนที่พระองค์แปลกใจ



                “จริงอย่างที่จวิ๋นอ๋องกล่าว พวกท่านมีอะไรที่มีน้ำหนักมากกว่าควันหรือไม่เล่าใต้เท้า”



                หวงเฟิงเทียนชินอ๋องแสดงท่าทีเห็นด้วยกับบุรุษที่ยิ้มละไมอยู่ข้างๆ เรียกได้ว่าเข้าขากันได้ดีสำหรับอ๋องทั้งสอง เข้ากันดีเสียจนองค์จักรพรรดิเริ่มนั่งไม่ติดที่ เมื่อสายตาของอ๋องทั้งสองนั้นจับจ้องมายังดอกเหมยของพระองค์เสียอย่างนั้น



                “จริง! พวกท่านมีหลักฐานอะไรที่มีน้ำหนักกว่านี้หรือไม่ อย่าลืมว่าคนที่พวกท่านกล่าวหาคือหวงโฮ่วแห่งเจิ้น ใช่ว่าจะกล่าวหากันลอยๆได้”



                พูดเน้นอย่างชัดถ้อยชัดคำว่าสตรีที่ตกเป็นครหา คือหวงโฮ่วของพระองค์ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือภรรยาของพระองค์เอง



                ขุนนางทั้งหลายต่างเงียบลงถนัดตา ผิดจากคราแรกที่ลุกฮือขึ้นมาจนเกิดเป็นเรื่องเป็นราว ทั้งๆที่ไม่มีมูลความจริงแม้แต่น้อย



                “...กระหม่อมมี” เสียงขุนนางผู้หนึ่งที่มักเดินตามหลังของเสนาบดีผู้รนหาเรื่องใส่ตัวก็เอ่ยขึ้น หวงเฟิงหยางมองขุนนางผู้นั้นอย่างสนใจ



                “อย่างนั้นก็นำมา”



                เอ่ยอนุญาตให้นำพาหลักฐานมาในท้องพระโรง นางกำนัลผู้หนึ่งก็รากฎกาย นางกำนัลที่อาเหมยคุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่าง



                อาเหมยหรี่ตามองนางกำนัลน้อยที่รู้สึกจะชื่อฟ่างหยวนกระมัง นางเคยเรียกใช้งานบ้างเป็นครั้งคราว นี่ขนาดเรียกใช้เป็นบางครั้งบางคราวยังทำให้นางต้องมานั่งเป็นเป้าสายตาขนาดนี้ แสดงว่านางกำนัลผู้นี้ไม่อยากรู้ร่วมตำหนักกับมารดาเสียแล้ว...



                “เจ้าเคยบอกข้าว่าหวงโฮ่วใช้มนต์ดำใช่หรือไม่” ขุนนางคนเดิมเอ่ยถาม ตั้งตนเป็นผู้ตัดสินความต่อหน้าองค์จักรพรรดิ ท่ามกลางความอยากรู้อยากเห็นของทุกคน



                “จะ...เจ้าค่ะ”



                “แล้วเจ้ามีหลักฐานหรือไม่”



                นางกำนัลที่ไม่ภักดีก็หยิบกระดาษที่ถูกพับทบกันไปมาส่งให้ขุนนางที่ตั้งตนเป็นผู้ตัดสินความ ร่างของสตรีผู้เป็นพยานสั่นไม่หยุด ส่วนคนที่ตกเป็นต้องหากลับนั่งนิ่ง เพื่อรอดูว่างิ้วในท้องพระโรงจะดำเนินเรื่องต่อไปอย่างไร



                ขุนนางที่รับกระดาษจากนางกำนัลมาก็กางออก ก่อนที่เจ้าของกระดาษจะคลายความสงสัยก่อนหน้า ว่านางกำนัลที่เป็นหนอนในตำหนักของนางนำอะไรมา



                ซึ่งนั่นไม่ใช่มนต์ดำ และนั่นก็เป็นลายมือของบุรุษที่นั่งอยู่บนบัลลังก์มังกรและนาง ในคืนที่บุรุษผู้นี้กลายเป็นเต่าตกใส่หน้าต่าง ณ ตำหนักของนางนั่นเอง ไม่ใช่มนต์ดำอะไรเลย แต่อาจจะเป็นเพราะเส้นหยึกยือไม่เป็นตัวอักษรที่นางวาดเพื่อสร้างสมมติฐานให้หวงเฟิงหยางได้เข้าใจถึงระบบต่างๆอย่างที่นางได้ร่ำเรียนมาในยุคสมัยใหม่ ซึ่งไม่แปลกที่คนในสมัยนี้จะไม่เข้าใจ



                “นี่คืออะไร”



                “ไม่ทราบเจ้าค่ะ แต่มีอยู่เกลื่อนหอนอนของหวงโฮ่วเลยเจ้าค่ะ อาจจะเป็นยันต์หรือมนต์ดำก็เป็นได้เพราะมีพระนามของฝ่าบาทปรากฏอยู่ด้วย”



                อาเหมยเหยียดยิ้มก่อนจะหัวเราะออกมาเล็กน้อย แต่เมื่อรู้ว่าเสียมารยาทก็กล่าวขออภัยอย่างสุภาพ และผินหน้าไปยังผู้ร่วมสร้างมนต์ดำลงบนกระดาษที่นำมาเป็นหลักฐานนี้



                “หม่อมฉันบอกแล้วไม่ใช่หรือเพคะ ว่าพระองค์ลากเส้นวกวนจนเกินไป แม้แต่นางกำนัลผู้นี้ยังเข้าใจว่าเป็นยันต์ เป็นมนต์ดำไปได้”



                อาเหมยมองบุรุษที่นางส่งบทไปให้เมื่อครู่ และหวงเฟิงหยางก็ช่างรู้งาน รับบทต่อจากนางได้อย่างทันถ่วงที



                “เจิ้นตั้งใจแล้ว หากแต่มันก็ยากที่จะลากเส้นให้ตรง เช่นเดียวกับน้องหญิง เห็นหรือไม่ชื่อของเจิ้นยังบิดเบี้ยวไปมาเลย”



                ประโยคสนทยาเชิงสนิทสนมนั่นยิ่งทำให้ทุกคนต่างสนใจยิ่งไปกว่าเก่า ท่าทีไม่ได้เป็นเดือดเป็นร้อนกับหลักฐานชิ้นโตที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย



                “มีหลักฐานอื่นอีกหรือไม่ เพราะเจิ้นเห็นว่าหลักฐานนี้ก็ไม่มีน้ำหนักเช่นกัน ทุกอย่างบนกระดาษแผ่นนั้นคือฝีมือของเจิ้นเองทั้งสิ้น เว้นก็แต่ชื่อที่หวงโฮ่วเขียนขึ้นก เพื่อลองพู่กันกับน้ำหมึกก็เท่านั้น... ส่วนกระดาษที่เกลื่อนหอนอนของหวงโฮ่วก็เช่นเดียวกัน ฝีมือของเจิ้นเอง...”



                “แต่ฝ่าบาท ตอนเขียนนั้นฝ่าบาททรงรู้องค์หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ เพราะนี่เส้นเหล่านี้ไม่ได้มีความหมายเลย เหตุใดฝ่าบาทจึงลากเส้นไร้ความหมายเช่นนี้”



                “นี่กล่าวหาว่าเจิ้นเสียสติ? 



                “มิได้พ่ะย่ะค่ะ”



                “ก็แค่การละเล่นอย่างหนึ่งก็เท่านั้น” ขุนนางน้อยใหญ่ตกใจอีกคราเมื่อการละเล่นขององค์จักรพรรดิและหวงโฮ่วช่างประหลาดนัก “การละเล่นนี้นั่นยากยิ่ง แม้แต่ข้ายังต้องใช้เวลา ซ้ำยังไม่เคยชนะหวงโฮ่วเลย กระดาษมากมายในหอนอนของนางล้วนเป็นพยานในสิ่งนี้ เพราะเกือบทุกแผ่นล้วนคล้ายกัน มีเพียงเส้นโยงใยถึงกันไปมา”    



                อาเหมยมองบุรุษทากล่าวว่าทุกอย่างบนกระดาษแผ่นนั้นคือการละเล่น นับว่าเป็นข้ออ้างที่ดีทีเดียว เพราะอย่างไรเสียก็ไม่มีใครรู้ว่าสิ่งที่โยงใยกันไปมานั้นมีความหมายว่าอย่างไร



                ส่วนพวกขุนนางพวกนั้นก็ยังคงสงสัยว่าการละเล่นของนางและองค์จักรพรรดิคือสิ่งใด แต่ใครเล่าจะกล้าให้บุรุษบนบัลลังก์มังกรอธิบาย ต่างฝ่ายต่างเงียบใส่กันอีกหน เห็นทีว่าความผิดที่ไร้มูลนี้จะตกไป



                “อย่างนั้นก็ตัดสินความได้แล้วกระมัง เพราะพวกท่าคงไม่มีหลักฐานใดอีกแล้ว หรือว่ามี?”



                หวงไป๋ฉางจวิ๋นอ๋องยังคงกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบอีกเช่นเคย ใบหน้าที่มักยิ้มละไมตลอดเวลาเริ่มมีสีหน้าไม่พอใจ และเริ่มส่ายไปมาเมื่อไม่ได้คำตอบในคำถามของตน



                “เสียเวลาเปิ่นหวางนัก วันนี้ราชการสำคัญไม่มี แต่พวกท่านยื่นฎีกาไม่มีมูลนี่ให้กับฝ่าบาทเรื่องเล็กน้อยจึงกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต จนเปิ่นหวางต้องรีบเข้าวังหลวงมาตั้งแต่รุ่งสาง”



                เมื่อโดนต่อว่าเหล่าขุนนางก็มิได้เอ่ยอะไรขึ้นมาอีก ด้วยจำนนว่าหลักฐานที่มีนั้นเบาบางเกินไปจนไร้น้ำหนักเอาความกับสตรีผู้รั้งตำแหน่งหวงโฮ่ว



                “จริงอย่างที่จวิ๋นอ๋องกล่าว พวกท่านทำเจิ้นเสียเวลา สิ่งที่พวกท่านควรจะสนใจในตอนนี้ไม่ใช่วังหลังของเจิ้นหากแต่เป็นเรื่องบ้านเมือง” ทิ้งท้ายให้กับพวกสอดรู้ในวังหลังของพระองค์ และมองสตรีผู้เป็นนางกำนัลในตำหนักเหลียนฮวาที่ดูจะไม่ภักดีกับนายหญิงของตนแม้แต่น้อย “ส่วนเจ้า



                นางกำนัลตำหนักเหลียนฮวาสุดตัวลงก้มศีรษะติดพื้นดินเมื่อสบเนตรขององค์จักรพรรดิ ตัวสั่นระริกด้วยความเกรงกลัวบุรุษที่นั่งบนบัลลังก์มังกร ร้องขออภัยในโทษทัณฑ์ของตนเองไม่หยุด แต่เหมือนองค์จักรพรรดิจะไม่ได้ยินเสียงอ้อนวอนนั้น หากแต่ผินพระพักตร์ไปยังสตรีผู้เป็นหวงโฮ่วแทน



                “เรื่องนี่ให้หวงโฮ่วจัดการเองดีหรือไม่”



                อาเหมยยิ้มละไมอย่างสตรีที่มีเมตตากรุณาตอบกลับบุรุษบนบัลลังก์มังกร ก่อนจะหันมองสตรีน้อยข้ารับใช้ในตำหนักที่กำลังสั่นระริก “ย่อมเป็นเรื่องที่เหมาะสมเพคะ นางกำนัลผู้นี้เป็นคนในตำหนักของหม่อมฉัน หม่อมฉันจะขอจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเอง”



                พูดด้วนน้ำเสียงเรียบไม่ได้ทุกข์ร้อนแต่อย่างใด หากแต่คนฟังกลับเย็นยะเยือกไปทั้งตัว หงส์งามที่เคียงบัลลังก์มังกรกำลังแย้มยิ้ม แต่รอยยิ้มนั้นไม่น่าไว้ใจเอาเสียเลย



                ส่วนบุรุษที่เห็นรอยยิ้มของสตรีผู้เป็นหวงโฮ่วก็ลอบยิ้มขึ้นมาบ้าง เพราะทราบดีว่าเวลาใดที่นางยิ้มเช่นนี้นั่นหมายความว่านางมีแผนอยู่ในมือ



                แต่อย่างไรเสีย นางกำนัลผู้นี้ก็นับว่าโชคดีที่พระองค์ปล่อยให้หวงโฮ่วจัดการ ไม่ได้จัดการนางด้วยตนเอง เพราะรู้ดีว่าถ้าพระองค์ลงมือแล้ว นางกำนัลผู้นี้คงเหลือแต่ชื่อกระมัง แต่เหตุที่ปล่อยให้เสวี่ยเหมยจัดการ ก็แค่ไม่อยากข้ามหน้าข้ามตาสตรีผู้ครองวังหลังก็เท่านั้น ถึงคราวแล้วที่พระองค์ต้องให้เกียรตินางบ้าง เหมือนที่นางให้เกียรติและฟังคำทักท้วงของพระองค์...



                “ไหนๆแล้ว ได้มีโอกาสเข้าท้องพระโรงเปิ่นกงก็มีเรื่องสงสัย และอยากได้ความจริงเช่นกัน” หงส์งามที่ตกเป็นเหยื่อเมื่อครู่ เริ่มสยายปีก มองไปยังขุนนางน้อยใหญ่



                “เปิ่นกงคิดว่าที่ถูกคนเข้าใจผิดไปเช่นนี้ คงเป็นเพราะข่าวลือบางอย่างเป็นแน่ เปิ่นกงได้ยินคนทั้งวังหลวงกล่าวว่าฝ่าบาทรีบเสด็จออกจากตำหนัก... แล้วมาหาเปิ่นกงที่ตำหนักเหลียนฮวาราวกับคนต้องมนต์ดำ แต่ความจริงเปิ่นกงก็ได้อธิบายไปแล้วว่าไม่มีอะไรมากกว่าการละเล่น แต่มีสิ่งหนึ่งที่น่าสงสัย...ว่าเหตุที่เสด็จออกจากตำหนักหลันฮวาเร็วด้วยเหตุอันใด ทั้งยังมีอาการ... ไม่ปกติเสียเท่าไรนักตอนที่เสด็จมาที่เหลียนฮวา เช่นนั้นแล้วตามตัวพระสนมมาชี้แจงด้วยดีหรือไม่เพคะ”



                กล่าวอย่างตรงประเด็นไม่อ้อมค้อม สตรีงามเหยียดยิ้มขึ้นอย่างพอใจ และความพอใจก็เพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวี เมื่อเห็นท่าทีของของเสนาบดีกรมคลังลู่เซียนที่ทำตัวเป็นดั่งนกหวาดเกาทัณฑ์อยู่ในเวลานี้



                คนมีความผิด จะปิดอย่างไรก็ไม่มิด เป็นเช่นนี้นี่เอง



                “เจิ้นเต็มใจไปเหลียนฮวาด้วยตนเอง หากรั้งรออยู่ที่ตำหนักหลันฮวาเกรงว่าหวงโฮ่วจะเข้านอนเสียก่อน”



                สตรีผู้เป็นหวงโฮ่วได้ยินเช่นนั้นก็มองพะพักตร์ของบุรุษบนบัลลังก์มังกร ที่ยังมิวายเอาปัญหามากองตรงหน้าของนางอีกครั้ง



                ส่วนองค์จักรพรรดิที่นั่งบนบัลลังก์มังกรก็ยกยิ้มเพียงเล็กน้อยเมื่อเห็นแววตาไม่พอใจปรากฏชัด หากแต่หญิงงามก็ต้องฝืนยิ้มต่อไป ด้วยเพราะขัดอะไรมิได้ ก่อนจะให้ความสนใจไปที่เจ้าตัวการคิดเรื่องชั่วช้ากับพระองค์



                “ส่วนอาการไม่ปกติที่ว่า คงเพราะ... น้ำชาที่ตำหนักหลัยฮวากระมัง น้ำชาที่ตำหนักหลันฮวารสชาติดีนัก ดื่มแล้วสดชื่น สนมลู่บอกว่าบิดาของนางจัดเป็นคนจัดหามาให้ ไม่ทราบว่าใต้เท้าได้ชารสเยี่ยมเช่นนี้มาจากที่ใดกันเจิ้นเริ่มจะติดใจเสียแล้ว” กล่าวเชิงเป็นนัย มองเจ้าเสนบาดีตัวการที่เริ่มสั่นเล็กน้อย เรื่องนี้เป็นเรื่องที่กระทบต่อตัวพระองค์เองด้วยโจ่งแจ้งเกินไปก็ไม่ดีเช่นกัน ดังนั้นเลี่ยงได้ก็ต้องเลี่ยง หากแต่พระองค์ก็ไม่ปล่อยไปง่ายๆอยู่ดี แต่อย่างน้อยๆก็ควรให้เจ้าเสนบาดีเฒ่าได้สะดุ้งสะเทือนไปบ้าง



                และเป็นไปตามคาด เสนาบดีลู่เซียนได้แต่ก้มหน้าก้มตาฟังถ้อยรับสั่งจากบุรุษบนบัลลังก์มังกร ตอบรับอย่างปฏิเสธมิได้ มิรู้ว่าเจ้าตัวรู้หรือไม่ว่าบุตราสาวที่รักเอายาปลุกกำหนัดนั่นใส่ไว้ในชา แต่ดูจากที่แล้วก็คงจะทราบเรื่องเป็นอย่างดี เช่นนั้นก็ดีแล้ว พระองค์จะได้ไม่ต้องเอ่ยอะไรให้มากความไปมากกว่านี้



                “เช่นนั้น หากฝ่าบาททรงโปรดกระหม่อมจะนำมาถวาย” ตอบกลับองค์จักรพรรดิด้วยรอยยิ้มที่ฝืนเสียจนไม่เป็นธรรมชาติเอาเสียเลย พร้อมทั้งน้ำเสียงสั่นเครือ



                หวงเฟิงหยางเห็นเช่นนั้นก็เหยียดยิ้มขึ้น ไม่ได้กล่าวเอาความอะไรอีก ถือเสียว่าเป็นการตักเตือนจากพระองค์ก็แล้วกัน สำหรับเรื่องนี้ เพราะอย่างไรเสียพระองค์มิได้ตกเป็นเหยื่อแม้แต่น้อย ทั้งยังไม่เกิดผลเสียใดๆมาถึงพระองค์ 


+++++++++++++++++++++++

#ลูกเต่ากับดอกเหมย

อาเหมยยังไม่ไปไหนเน้อ555 เฮียแกไม่ยอมหร้อก

ส่งสัญญาณหลายครั้งแล้วนะ รู้กันยังเนี่ย ^^

มายื่นใบลาแบบยาวๆ อาทิตย์นี้ไม่ได้แตะหน้านิยายเลย T____T 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2.411K ครั้ง

43 ความคิดเห็น

  1. #1480 โลลิค่อน (@0881637445) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 17 มกราคม 2562 / 00:07
    สนุกจ้าาาา
    #1480
    0
  2. #1299 chanchan123 (@minhochanyeol123) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 1 มกราคม 2562 / 22:26
    เต้ ต้องไปขอบใจองครักษ์เงานะที่พูดให้อาเหมยคิดได้ไม่ไปชายแดนตอนนี้
    #1299
    0
  3. #1189 JutipronBifern (@JutipronBifern) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2561 / 16:03
    อย่าโชว์....
    #1189
    0
  4. #1084 ning :3 (@melodyning) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2561 / 10:21
    สนุกเว่อออออออ
    #1084
    0
  5. #1083 Nanase33 (@HikariJung8893) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2561 / 22:45
    ทำไมฮองเฮาสิ้นคิดยังไงไม่รู้ ยอมรับข้อหาเพื่อจะออกไปข้างนอก มีฮองเฮาแบบนี้ หาใหม่เถอะค่ะ
    #1083
    1
    • #1083-1 JutipronBifern (@JutipronBifern) (จากตอนที่ 27)
      24 ธันวาคม 2561 / 16:01
      จะยอมรับผิดเพื่อที่จะได้ออกจากวังไปสืบเรื่องทองปลอมค่ะ
      #1083-1
  6. #1081 0006715115 (@0006715115) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2561 / 16:09
    มาต่อไวๆน้า
    #1081
    0
  7. #1080 FuFar Maxx (@fufer) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2561 / 15:17

    ลูกเต่ากับดอกเหมย คำนี้น่ารักกกกกก //แอบหมั่นไส้อิเต้เบาๆ

    #1080
    0
  8. #1077 paspraew (@P0857596515) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2561 / 21:01
    ติดมากกกกกกก
    #1077
    0
  9. #1076 tungte (@tungte) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2561 / 19:25
    ถ่าคือเก่าเด้อ
    #1076
    0
  10. #1073 Praew-Kwan (@Praew-Kwan) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2561 / 23:51
    รอเด้อค่าาาาาาาา
    #1073
    0
  11. #1071 ChonnikanP (@ChonnikanP) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2561 / 14:56
    รอค่าาาา
    #1071
    0
  12. #1070 NantichaNanticha (@NantichaNanticha) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2561 / 10:17
    รอๆๆๆๆๆค่ะชอบมาๆๆๆๆเลยค่ะ
    #1070
    0
  13. #1064 tungte (@tungte) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2561 / 10:59

    สนุก​มากค่าา​
    #1064
    0
  14. #1063 littlenonlava (@littlenonlava) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2561 / 06:53

    สนุกกกกกกก
    #1063
    0
  15. #1062 ~DARK~ (@xcv1923) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 8 ธันวาคม 2561 / 15:42
    ลาได้แต่กลับมาอาจเจอข่าวร้าย รีดลงแดงตายกันเป็นแถบๆ
    #1062
    2
    • #1062-1 郭玉 / กัวอวี้ (@ciel22) (จากตอนที่ 27)
      8 ธันวาคม 2561 / 16:01
      ยัง...ยังไม่ร้าย555
      จะกลับมาเติมน้ำตาลให้เป็นเบาหวานกันไปข้างนึงเล้ย
      วังนี้เขาบันเทิงกันจะตายไป นิยายเราไม่เครียด (ถ้ายังไม่ถึงเวลา) อิอิ
      #1062-1
    • #1062-2 ~DARK~ (@xcv1923) (จากตอนที่ 27)
      8 ธันวาคม 2561 / 16:07

      555555
      #1062-2
  16. #1061 ning792528 (@vj792528) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 8 ธันวาคม 2561 / 15:37

    อาทิตย์หนึ่งตัวเลขสวย....คนรออ่านไม่ได้ไม่เหงาด้วยค่ะ

    #1061
    0
  17. #1060 Lingling99 (@Lingling99) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2561 / 22:36

    อนุมัติให้ลาได้ แต่อย่ายาวเกินไปนะไรท์ คิดถึง

    #1060
    0
  18. #1059 eim121139 (@eim121139) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2561 / 22:16
    รอค่าาา
    #1059
    0
  19. #1058 jeeranan2547 (@jeeranan2547) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2561 / 20:17
    รออออออออออออออออออออออออออออออออ
    #1058
    0
  20. #1057 amie_ppcy (@amie_ppcy) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2561 / 18:23
    รออออออออออออออออออออ ชอบความทันกันของหวงตี้กับหวงโหว
    #1057
    1
    • #1057-1 แม่นางลี่ (@luknamwu) (จากตอนที่ 27)
      8 ธันวาคม 2561 / 10:02
      รอออออออ....อย่าลานานนะคะไรท์
      #1057-1
  21. #1056 alisie_amps (@AomKazuko) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2561 / 16:26
    รอออออค่า
    #1056
    0
  22. #1054 anneparda (@anneparda) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2561 / 14:27

    รอ รอ รอ รอ ชอบมากค่ะ ขอบอก

    #1054
    0
  23. #1053 kwang (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2561 / 13:45

    รออออออตอนต่อไปน่าค่ะ.....ขอบคุณที่อัฟให้ได้อ่านค่ะ

    #1053
    0
  24. #1052 yingyui2528 (@yingyui2528) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2561 / 12:18
    ลุ้นแทบแย่ นึกว่าอาเหมยจะทำอะไรแผลงๆอีก เห้อมมม
    #1052
    0
  25. #1051 yuechan (@yuechan) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2561 / 11:44

    ปล่อยเฮียแกหวั่นใจบ้างก็ดี

    #1051
    0