บอกข้าหน่อย ‘ฮองเฮา’ นี่ใช่เมียหลวงไหม!?

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 970,103 Views

  • 2,830 Comments

  • 18,050 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    55,393

    Overall
    970,103

ตอนที่ 25 : บทที่ ๑๗ :: หวั่นใจ (1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 48478
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3440 ครั้ง
    26 พ.ย. 61

หวงเฟิงหยางยังคงมีราชกิจอีกมากที่ต้องสะสาง หากแต่เวลาอันมีค่าก็ถูกแบ่งให้กับครอบครัวเสวี่ย ครอบครัวที่แทบจะไม่เคยมาให้พระองค์ได้เห็นหน้า หากไม่มีว่าราชการ ไม่แม้แต่จะมาประจบประแจง ไม่แม้แต่จะเขียนสารหรือทิ้งจดหมายให้กับบุตรสาวที่อยู่วังหลังของพระองค์ เฉกเช่นขุนนางอื่นที่มักจะลอบกระทำลับหลังพระองค์

ช่างเป็นครอบครัวที่ดีเหลือเกิน...

ดีเสียจนถ้าไม่เอ่ยปากให้รับน้ำชาต่อเป็นการส่วนพระองค์ สองพ่อลูกตระกูลเสวี่ยก็คงรีบสะบัดก้นจากท้องพระโรงไปแล้ว

“ชายแดนแคว้นซานมีข่าวไม่ค่อยดีเท่าไร หากจวนตัวขึ้นมาคงต้องพึ่งแม่ทัพเสวี่ยเสียแล้ว” พูดกับแม่ทัพใหญ่ที่ยังคงนิ่งขรึม และไม่กล้าเงยหน้ามองพระองค์ นี่ถ้าลงไปคุกเข่าได้ก็คงจะกระทำไปแล้ว ช่างเป็นขุนนางฝ่ายบู้ที่เจียมตัวเจียมตนดีจริงๆ

“หากฝ่าบาทมีราชโองการมาเมื่อใด เสวี่ยเฉิงก็ยินดีรับราชโองการ แต่หากไม่มีราชโองการ ฝ่าบาทอยากให้กระหม่อมไป กระหม่อมก็จะทำตามรับสั่ง”

หวงเฟิงหยางมองบุรุษที่รุ่นราวคราวเดียวกันอย่างพอใจ เด็กหนุ่มที่ได้เป็นแม่ทัพนับว่าไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องอยากสำหรับเสวี่ยเฉิงเช่นกัน
 
“ใต้เท้าเองก็คงจะเหนื่อยไม่น้อย ไหนจะเรื่องแคว้นต่างๆที่เริ่มมีปัญหา การเข้าออกวังหลวงคงไม่สะดวกเท่าใดนัก จวนของท่านเอกก็อยู่นอกเมืองหลวงไปหลายสิบลี้” 

เปลี่ยนบทสนทนากับแม่ทัพของพระองค์ มาสนทนากับเสนาบดีกลาโหมและบิดาหวงโฮ่วของพระองค์ บุรุษสูงวัยที่เอาแต่เงียบขรึมไม่ต่างจากเสวี่ยบุตรชายแม้แต่น้อง ซึ่งก็ถือได้ว่าป็นเรื่องปกติของตระกูลนี้กระมัง หากไม่มีเรื่องใหญ่โตก็อย่าได้หวังว่าจะได้ยินเสียงของสองพ่อลูกตระกูลเสวี่ยเลย

“ไม่เลยพ่ะย่ะค่ะ งานราชการย่อมสำคัญกว่าความลำบากหรือความสบายของกระหม่อม” 

หวงเฟิงหยางพยักหน้าเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำตอบที่นับว่าถูกหูเป็นอันมาก หากแต่เห็นท่าทีของเสวี่ยเฉิงก็เริ่มจะสงสัย แม่ทัพที่มักจะนิ่งเฉยและคุมอารมณ์ได้ดีราวกับเป็นรูปปั้นไร้ความรู้สึก ไยเวลานี้ถึงได้เอาแต่ก้มหน้า หากแต่ก็ลอบมองพระองค์อยู่เป็นระยะๆ เหมือนกับซ่อนเร้นอะไรไว้ในใจ แต่ก็ไม่พูดออกมาเอาแต่อมพะนำ และมองพระองค์อย่างมีข้อข้องใจแทน 

“เป็นอะไรไปแม่ทัพเสวี่ย มีอะไรหรือ” 

“คือ... กระหม่อม กระหม่อมอยากพบน้อง... เอ่อหวงโฮ่วพ่ะย่ะค่ะ”

“อาเฉิง!” 

รับรู้ในความต้องการของแม่ทัพเสวี่ยเฉิงจึงได้เข้าใจในท่าทีประหลาดของบุรุษหน้า และก็ทราบถึงท่าทีพิโรธของเสวี่ยหนิงหลงเช่นกัน การขอบพบสตรรวังหลังนั้นย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย นอกเสียจากมีราชโองการพิเศษจากองค์จักรพรรดิ แล้วเสวี่ยหนิงหลงผู้ได้ชื่อว่าซื่อตรงกว่าสิ่งอื่นใด จะยอมรับราชโองการพิเศษอย่างถืออภิสิทธิ์ได้อย่างไรกัน สุดท้ายแล้วก็ต้องปฏิเสธเป็นพัลวันกระมัง

แต่ถ้าไม่ยอมรับ พระองค์ก็จะประทานให้อยู่ดี...

ใช่ว่าจะไม่มีข้อสงสัยในตระกูลนี้ แม้ว่าสตรีเอกของพระองค์จะมาจากตระกูลนี้ แต่ใช่ว่าจะปล่อยผ่านและไม่มีข้อให้สงสัย อย่างไรเสียต่อให้ไว้ใจมากเท่าใด ก็ย่อมมีเรื่องที่ระแคะระคายอยู่ดี และพระองค์ก็อยากจะเห็นท่าทีของเสนาบดีผู้นี้เหลือเกินว่าจะทำเช่นไรในสถานการณ์เช่นนี้

“ซุนกงกง” ผินพระพักตร์ไปยังขันทีประจำองค์ที่น้อมรับคำสั่งอยู่ไม่ห่าง พยักพระพักตร์เล็กน้อยเป็นการเชิงบอกให้ตามสตรีตระกูลเสวี่ยมาพบพระองค์ 

“พ่ะย่ะค่ะ” ซุนกงกงข้ารับใช้รับบัญชาและทำตามพระประสงค์อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง โดยที่องค์จักรพรรดิไม่ต้องตรัสแม้สักคำเดียว หากแต่ซุนกงกงยังไม่ทันจะเดินพ้นบริเวณก็ต้องชะงักอยู่กับที่เมื่อได้ยินเสียงปฏิเสธเป็นพัลวันของท่านเสนาบดีกลาโหม อย่างที่หวงเฟิงหยางคาดการณ์ไว้

“อย่าเลยกระหม่อม หวงโฮ่วมิควรออกจากตำหนัก” 

มองชายที่อาวุโสกว่าตนที่ร้องปฏิเสธด้วยใบหน้าวิตกกังวล ก่อนจะเหลือบมองผู้เป็นบุตรชายที่นั่งอยู่ข้างๆที่ยังคงเอาแต่หลบหน้าพระองค์และในเวลานี้ก็เหมือนจะคุมอารมณ์ของตนอยู่ หากแต่ไม่ใช่เพราะอยู่ต่อหน้าพระพักตร์ ถ้าเข้าใจไม่ผิด แม่ทัพผู้นี้กำลังคุมอารมณ์ตนเองต่อหน้าบิดาอยู่

“เจ้าอยากพบน้องสาวใช่หรือไม่แม่ทัพเสวี่ย เจิ้นจะอนุญาตหากเจ้าอยากจะพบ” 

ยื่นโอกาสให้กับตระกูลเสวี่ย และนับว่าเสวี่ยที่เป็นบุตรชายคนโตยังมีความอาลัยอาวรณ์กับน้องสาวมากกว่าคนที่เป็นบิดา ถึงกับร้องขอพบน้องสาวของตน และด้วยการตอบพระองค์กลับมาอย่างหนักแน่น กว่าเมื่อครู่นี้

“พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมอยากพบน้อง... เอ่อ กระหม่อมอยากพบหวงโฮ่วสักครั้ง” ท่าทีแสดงความอยากพบน้องสาวของเสวี่ยเฉิงนั้นซ่อนไม่มิดตั้งแต่คราแรกหวงเฟิงหยางทราบดี ดังนั้นรับสั่งของพระองค์ที่มีต่อขันทีคนสนิทจึงไม่ได้ถูกยกเลิกแต่ประการใด 

“เช่นนี้ไม่ควรกระมัง... แต่งงานแล้วก็ควรจะอยู่แค่ฝ่ายใน”

“ถูกต้อง มิผิดจากที่ใต้เท้ากล่าว” ไม่ปฏิเสธในสิ่งที่อีกฝ่ายกล่าวขึ้นแม้แต่น้อย สตรีวังหลังมิควรออกไปไหน เว้นเสียแต่วีรกรรมของสตรีวังหลังอย่างเสวี่ยเหมยและพระองค์ แม้แต่กำแพงวังก็ห้ามมิได้เช่นกัน ดังนั้นเรื่องที่เสวี่ยหนิงหลงกล่าวจึงเล็กลงไปถนัดตา “พี่น้องเขาอยากพบหน้ากันสักคราเจิ้นคงไม่ใจร้ายขนาดนั้น อีกทั้งเจิ้นเองก็อยู่ด้วย มีอะไรบ้างที่ไม่ควร กฎบางกฎก็ยืดหยุ่นได้เช่นกัน ในบางสถานการณ์ อยู่ที่ว่าใครเป็นคนถือกฎนั้น และกฎนั้นควรใช้กับใคร” 

ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบ หากแต่ก็แฝงความไม่พอใจไว้อยู่หลายส่วน ตระกูลนี้ ลูกบ้านนี้ถูกเลี้ยงดูมาอย่างไรพระองค์เองก็ไม่ทราบ หากแต่เจ้าพวกนี้เป็นบุตรของพระองค์จะจับมาตีก้นเสียให้เข็ด 

ตระกูลเสวี่ยไม่เคยเรียกร้องสิ่งใดจากพระองค์แต่ไหนแต่ไร วันนี้ก็ยังคงนิสัยนั้นไม่เปลี่ยนแปลง แต่คนที่ตรงฉินเกินไปก็ไม่ดีเช่นกัน
 
ที่ผ่านมาผู้เป็นองค์จักรพรรดิเฝ้าดูว่าเมื่อใดเสนาบดีตรงหน้าจะชิงดีชิงเด่นอย่างเช่นคนอื่น เอาดีเข้าตัว หรืออวดอ้างบารมีบุตรสาวเพื่อหวังอำนาจ ขอแค่ในขุนนางผู้นี้พูด พระองค์จะประทานให้ในทันที เพื่อให้ตระกูลนี้กลายเป็นหมายโดยสมบูรณ์แบบบนกระดานของพระองค์ แต่เฝ้ารอเท่าใด ขุนนางเฒ่าผู้รี้ก็ไม่เคยเอ่ยสิ่งใดเลย แม้จะเดือดร้อนหรือจวนตัวขนาดไหนก็ตาม

เสนบาดีอื่นร้องขอนั่นนี่ตั้งมากมาย หากแต่เสนาบดีกลาโหมเอาแต่นั่งนิ่งเป็นรูปปั้น ไม่ยอมพูดยอมจา ไม่เลือกข้าง ไม่ทำอะไรเลย บนโลกที่มีแต่ความโสมม เช่นนี้มันดีแล้วจริงๆน่ะหรือ... 

โบกพระหัตถ์ให้ขันทีรับใช้ส่วนพระองค์ทำตามรับสั่ง โดยไม่ลังเลสิ่งใดอีก เสนาบดีผู้นี้อยู่ใต้บุคคลเพียงสองคนในแผ่นดิน หากแต่พระองค์อยู่เหนือคนนับหมื่นในแผ่นดิน จะเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม ใครเล่าที่ตัดสิน...

ไม่ถึงหนึ่งก้านธูปร่างอรชรของสตรีผู้เป็นเอกในวังหลังของพระองค์ก็ปรากฏกาย สตรีร้ายการของพระองค์ย่อกายคำนับพระองค์ ก่อนจะก้มศีรษะเล็กน้อยให้กับครอบครัวที่ยืนเคารพนางอยู่ทั้งบิดาและพี่ชาย ด้วยตำแหน่งที่สูงล้นของนาง ที่แม้แต่ครอบครัวก็ต้องนอบน้อม 

เสวี่ยเหมยนั่งข้างกายองค์จักรพรรดิ กิริยาท่าทีเหมาะสมกับตำแหน่งหวงโฮ่ว หากแต่ไม่มีใครปริปากพูดกันเลย แม้แต่ชายที่อยากจะพบน้องสาวจึงเอ่ยขอร้องพระองค์เมื่อครู่ก็ยังคงเอาแต่เงียบ ลอบมองน้องสาวตนเองเป็นระยะ 

“แม่ทัพเสวี่ยอยากพบเจ้า หวงโฮ่ว”

เอ่ยกับสตรีที่ดูเหมือนจะซ่อนเร้นอะไรบางอย่างไว้ภายใต้ใบหน้างดงามนั่น หากแต่แววตากลับไม่เป็นดั่งเช่นปกติ เสวี่ยเหมยมองพระองค์สลับกับครอบครัวของตนเองอย่างไม่คุ้นชิน 

“...ท่านพ่อกับท่านพี่สบายดีหรือเจ้าคะ” 

ความเงียบจนหน้าอึดอัดถูกทำลายลงด้วยสตรีข้างกายของพระองค์ หวงเฟิงหยางไม่ปริปากพูดอะไรอีก เพียงสังเกตทุกอย่างด้วยความรอบครอบและระมัดระวัง ทำตัวเป็นดั่งอากาศ ทุกคนรับรู้ว่ามีตัวตน แต่วางตนนิ่ง

“พี่... กระหม่อมสบายดีพ่ะย่ะค่ะหวงโฮ่ว แล้วหวงโฮ่วเป็นอย่างไรบ้างพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมได้ยินข่าวว่าก่อนหน้านี้ไม่สบายหนัก อาการเป็นอย่างไรบ้างพ่ะย่ะค่ะ” 

“ดีขึ้นมาแล้ว หากแต่อ่อนเพลียอยู่บ้าง ท่านพี่โปรดเบาใจ” 

เสวี่ยเฉิงผู้เป็นพี่ชายอาจจะเบาใจ หากแต่องค์จักรพรรดิกลับมองผู้เป็นบิดาของหวงโฮ่ว บุรุษที่ยังคงนิ่งงัน ทั้งๆที่บุตรสาวอยู่ตรงหน้า หรือว่าบ้านนี้รักบุตรชายบุตรสาวไม่เท่ากันเล่า ท่าทีถึงได้เฉยชาเช่นนี้

อาจจะเป็นไปได้... 

“ท่านพ่อ... เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ เจ็บป่วยได้ไข้บ้างหรือไม่”

“สบายดี... พ่ะย่ะค่ะหวงโฮ่ว ขอบพระทัยที่เป็นห่วงกระหม่อม” 

หวงเฟิงหยางหรี่เนตรมองเสนาบดีเสวี่ยหนิงหลงพูดโดยไม่มองหน้าบุตรสาวเสียด้วยซ้ำไป... 

พระองค์ไม่ได้คาดหวังให้ตระกูลเสวี่ยพูดประจบประแจง หรือยกยอปอปั้นบุตรสาวตนเองต่อหน้าพระองค์ เพราะทราบดีว่าไม่ใช่วิสัยของบ้านนี้เสียเท่าไหร่นัก หากแต่ก็ไม่คิดว่าจะมีทีท่าปั้นปึ่งใส่กันขนาดนี้ นี่ยังนับว่าดีที่เสวี่ยเฉิงยังแสดงความเป็นพี่ให้พระองค์ได้ชื่นพระทัยขึ้นมาหน่อย ว่าหวงโฮ่วของพระองค์ไม่ได้โตมาพร้อมกับความรักขาดๆเกินๆของครอบครัว ถึงได้ดื้อด้านและเด็ดเดี่ยวเหมือนวันที่เข้าหอกับพระองค์ วันที่นางไม่ให้พระองค์แตะต้องตัวนาง แม้แต่จะเปิดผ้าคลุมหน้าของนางก็ยังไม่ได้

พูดคุยกันได้ไม่นาน เสนาบดีกลาโหมก็ทูลลาขอตัวไปจัดการงานราชการมากมายของตนเองที่จวน หวงเฟิงหยางไม่ขัดอะไร เพราะตอนนี้พระองค์ก็อึดอัดเต็มที หากแต่สองพ่อลูกสะบัดก้นจากไปได้ไม่เท่าไร เสวี่ยเหมยสตรีที่นั่งข้างพระองค์ก็ถอนหายใจออกมาเสียเฮือกใหญ่ เหมือนว่านางเองก็อึดอัดไม่ต่างจากพระองค์เช่นกัน 

หวงเฟิงหยางมองใบหน้าของสตรีที่เหมือนจะแบกภูเขามาอยู่ในอก ตั้งแต่ได้พบหน้ากับครอบครัวจนถึงตอนนี้ภูเขาลูกนั้นก็ไม่ได้ถูกยกออกไปเช่นกัน ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความวิตกนั้นยังไม่จางหายไปไหน

“เป็นอะไรไป เจอครอบครัวไม่ดีใจหรือ” 

ใบหน้างามที่เหม่อลอยผินมาหาพระองค์ “หากไม่มีอะไรแล้วหม่อมฉันขอตัวก่อน” สตรีงามลุกขึ้น ย่อกายคำนับและเดินจากไป โดยที่พระองค์ไม่ได้ไต่ถามสิ่งใดเพิ่มแม้แต่น้อย...

ตำหนักเหลียนฮวา

อาเหมยกลับเข้าหอนอนของตนเองในตำหนัก ปิดประตูไม่รับแขกหน้าไหน แม้แต่เสี่ยวหลินนางกำนัลคนสนิทยังไม่ให้ย่างกายเข้ามา เพราะเวลานี้นางอยากอยู่เพียงลำพัง

ครอบครัวหรือ...

การพบหน้าครอบครัวที่ไม่ได้เจอกันมานาน นับว่าเป็นเรื่องน่ายินดี หากแต่นางไม่ได้รู้สึกยินดีแม้แต่น้อย เพราะนางไม่ใช่เสวี่ยเหมย แม้จะพยายามข่มอารมณ์เก็บกิริยาของตนไว้แล้วก็ตาม หากแต่สองคนนั่นจะเชื่อนางหรือว่านางคือคนในครอบครัวจริงๆ

นี่ไม่เหมือนกับคราวหวงเฟิงหยาง บุรุษผู้นั้นแทบไม่ได้คลุกคลี่อยู่กับเสวี่ยเหมยตั้งแต่ต้น นางจึงไม่จำเป็นต้องแสร้งอันใดออกไป หากแม้จะไม่ได้คลุกคลี หวงเฟิงหยางยังถามนางอยู่บ่อยครั้งไม่เว้นแม้แต่คืนนั้นว่านางใช่เสวี่ยเหมยจริงหรือ... แล้วคนในครอบครัวที่เลี้ยงดูมาตั้งแต่อ้อนแต่ออกเล่า จะไม่สงสัยบ้างเลยหรือไร ว่าสตรีที่นั่งคุยอยู่ด้วยนั่นใช่บุตรสาว หรือน้องสาวของตนเองจริงๆ

คิดทบทวนดูแล้วนางไม่ได้อยากจะปิดบังว่านางไม่ใช่เสวี่ยเหมย หากแต่พูดไปแล้วใครจะเชื่อนาง... แล้วถ้าหากเชื่อใครกันที่จะยอมรับได้ ว่าสตรีที่เคารพและให้เกียรติถูกวิญาณที่ไหนก็ไม่รู้มาสิงร่าง และอ้างสิทธิ์โดยสมบูรณ์ในร่างนี้ไปแล้ว... 

ใครกันเล่าจะเข้าใจและยอมรับเรื่องนี้ได้...

ไม่มีทาง... 

หรือว่านางจะผิดตั้งแต่ตื่นขึ้นมาในร่างของหวงโฮ่วแล้ว และผิดอย่างไม่น่าให้อภัยที่ถลำลึกไปไกลเกินกว่าจะถอนตัวได้ในตอนนี้ 

แต่นางมิได้อยากให้ทุกอย่างเป็นเช่นนี้ นางไม่ได้เลือกที่จะตื่นมาในร่างของเสวี่ยเหมยเลยด้วยซ้ำ นางแค่ถูกยิงและควรจะตายไปตั้งแต่ตอนนั้น หากแต่โชคชะตากลับเล่นตลกกับนางจนเรื่องกลายเป็นเช่นนี้ 

จับหญิงไร้ศักดิ์มาอยู่ในร่างมารดาของแผ่นดิน จับสตรีที่ไม่มีอะไรเลย ให้มาอยู่บนอำนาจเหนือสตรีทุกคน และจับสตรีที่เป็นดั่งลูกเป็ดให้มาอยู่ในร่างหงส์นั่งเคียงข้างพญามังกร...

หากแต่จะถอยหลังกลับก็ไม่รู้จะกลับอย่างไร เพราะมาที่นี่อย่างไรนางเองก็ยังไม่รู้ ส่วนจะสู้เดินต่อไปโดยไม่ปริปากบอกใครก็ไม่รู้จะปิดบังได้นานสักเท่าใด การเจอครอบครัวที่แท้จริงของเสวี่ยเหมยยิ่งย้ำชัดว่านางไม่อาจหลอกทุกคนได้เสมอไปว่าเป็นเสวี่ยเหมย ไม่มีทางเลย...

ในความสับสนระคนความขัดแย้งบางอย่างในตัวเองแล้ว ภายในใจกลับมีความเสียใจปนอยู่ส่วนหนึ่งในนั่น ในความรู้สึกของนาง...

ความจริงอีกด้านจากก้นบึ้งของความทรงจำ ที่ถูกจัดเก็บให้อยู่ในความเจ็บปวดของเสวี่ยเหมย สตรีนางนี้ไม่ได้เป็นลูกรักของบ้านเสียเท่าใดนัก ตระกูลของนางเป็นขุนนางมาหลายรุ่น ไม่แปลกที่จะเชิดชูบุตรชายมากกว่าบุตรสาว หากโลกนี้มีความรัก และความชัง เสวี่ยเหมยจะถูกจัดวางให้อยู่ตรงกลาง นางไม่ได้เป็นที่รักของบิดา แต่ก็ไม่ได้เป็นที่ชังของพี่ชายเช่นกัน ส่วนมารดานั้นไม่ทราบเพราะเสียไปก่อนที่นางจะพูดได้เป็นคำเสียอีก

‘แม้จะถูกแต่งตั้ง หรือวางให้สูงเพียงใด เจ้าก็อย่าลืมว่าหากวันใดเป็นที่โปรดปราน ย่อมนำภัยมาถึงตนเอง ทั้งยังนำภัยมาถึงตระกูล อย่าคิดแม้จะครอบครองหรือชื่นชมในอำนาจจอมปลอมให้ตระกูลเสื่อมเสีย กระทำสิ่งใดแล้วกระทบต่อตระกูลก็จงนิ่งไว้ อย่าให้ตระกูลได้แปดเปื้อนแม้แต่น้อย หากคิดว่าสิ่งใดกระทำแล้วเสียเกียรติแล้ว ตายเสียยังดีกว่า’

ภาพเก่าแล่นเข้ามาในหัว พร้อมกับประโยคที่เต็มไปด้วยคำว่าเกียรติของตระกูล ไม่รักแล้วยังไม่อยากให้นางทำตระกูลเสื่อมเสียอีก แต่นั่นยังไม่เท่ากับประโยคที่ว่า ตายเสียยังดีกว่า...
ยอมตายตามบิดาบอก ดีกว่าเสียเกียรติของตระกูล เพื่อเป็นหมากการเมืองขององค์จักรพรรดิ ด้วยความตรงฉินของครอบครัว และรักเกียรติของตระกูลยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด จึงปฏิเสธหวงเฟิงหยาง หันหลังในกับอำนาจล้นมือในวังหลัง เพื่อไม่ให้ใครได้ใช้ประโยชน์จากนาง และตัดปัญหาด้วยการรับยาพิษต่างๆนานา ตายตกไปเสียให้สิ้นเรื่องสิ้นราว

มีแค่นี้จริงๆหรือ...

สตรีนางหนึ่งจะยอมตายเพื่อเรื่องเท่านี้น่ะหรือ ทั้งๆที่มีอำนาจมากมายจนไม่ต้องตกอยู่ในอำนาจของผู้ใดแม้แต่ครอบครัว 

เหตุใดอาเหมยถึงไม่คิดว่าเสวี่ยเหมยคิดจบชีวิตของตนเองด้วยเรื่องเพียงเท่านี้กัน เสวี่ยเหมยไม่ใช่คนโง่ ไม่เลยสักนิด เพราะนางรู้ดีว่ามีใครคิดร้ายกับนางบ้าง แต่กระนั้นก็เหมือนจะมีเหตุที่ทำให้นางยอมเป็นฝ่ายถูกกระทำเช่นกัน และเหตุที่ว่านั่นคืออะไรกันเล่า

อาเหมยไม่แน่ใจอะไรสักอย่าง ทั้งในความคิด และความทรงจำที่คั่งค้างอยู่ในหัว เพราะนางเองก็ไม่รู้เช่นกันว่าก่อนหน้านี้เสวี่ยเหมยคิดเห็นอย่างไร เสวี่ยเหมยทิ้งความทรงจำไว้ แต่ไม่ได้ทิ้งความคิดความอ่านไว้ในความทรงจำที่หาความสุขได้ยากยิ่งนี้เลย 

และการพบเสนาบดีเสวี่ยหนิงหลง และแม่ทัพเสวี่ยเฉิง ก็เป็นอีกสิ่งที่ทำให้นางได้รับรู้ว่า... ไม่ใช่ทุกความทรงจำจะถูกเค้นออกมาให้นางได้รับรู้อย่างที่ต้องการ หากแต่ต้องพบเจอกับบุคคลที่ร่วมอยู่ในความทรงจำนั้นด้วยเหตุการณ์ต่างๆถึงจะปรากฏและฉายชัด 

เพราะฉะนั้นเรื่องราวของเสวี่ยเหมยในตอนนี้ที่อาเหมยรู้ อาจไม่ใช่ทั้งหมดในชีวิตของเสวี่ยเหมย สตรีผู้นี้เป็นอย่างไรมาบ้าง นางมิอาจรู้เลย

แต่สิ่งหนึ่งที่นางรู้ คือความกลัวในจิตใจของตนเอง กลัวเพราะไม่รู้ว่าสตรีที่นางแสร้งตนอยู่นี้ปิดบังซ้อนเร้นอะไรไว้อีกบ้าง และหนึ่งในความกลัวของนางคือ...

ก่อนหน้านี้เสวี่ยเหมยคิดจะกระทำการสิ่งใดกับหวงเฟิงหยางหรือไม่... สตรีที่หาญกล้าปฏิเสธองค์จักรพรรดิย่อมไม่ธรรมดา และความไม่ธรรมดาที่ว่านั่นจะซ้อนอะไรร้ายกาจอย่างที่นางนึกไม่ถึงอยู่หรือไม่กันละ





ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3.44K ครั้ง

38 ความคิดเห็น

  1. #1709 อดีตรีดเงา (@kidmai555) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2562 / 00:54

    หวั่นใจตามชื่อตอนเลยอ่ะ

    #1709
    0
  2. #1499 PRscarlet (@PRscarlet) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 18 มกราคม 2562 / 17:14
    อย่าทำเต้นะ ;-;
    #1499
    0
  3. #1477 โลลิค่อน (@0881637445) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 16 มกราคม 2562 / 23:15
    น่าสงสารรร
    #1477
    0
  4. #1298 chanchan123 (@minhochanyeol123) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 1 มกราคม 2562 / 21:53
    ใจบ่ดี กลัวเสวี่ยเหมยคนก่อนคิดทำอะไรไม่ดีต่อเต้
    #1298
    0
  5. #967 Cronoska (@Cronoska) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2561 / 07:14
    ตอนนี้น่าสงสารจัง
    #967
    0
  6. #966 saax3333 (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2561 / 23:08

    พึ่งได้มาอ่านเรื่องนี้สนุกมาก เป็นกำลังใจให้นะคะ

    #966
    0
  7. #965 iamSwc (@tonglovehee) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2561 / 16:37
    ฮองเฮาเป็นเด็กมีปมสินะ
    #965
    0
  8. #962 trp1021 (@trp1021) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2561 / 02:06
    กบฏ???
    #962
    0
  9. #958 Pha-noi (@princejaza) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2561 / 14:31

    แงงงงง อย่าทำให้กลัวว TT

    #958
    0
  10. #957 r123123 (@r123123) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2561 / 13:41

    ขอบคุณค่ะ

    #957
    0
  11. #955 นารา (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2561 / 00:54

    นางน่าจะมีคนรักเเล้ว เเล้วคนรักนางคือใคร อาจจะกบฎหรือเปล่า

    #955
    0
  12. #949 Hezelnutt (@brownie-9127) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 / 22:03
    โอ๊ยยไรต์ อย่าทำให้กลัวสิ
    #949
    0
  13. #948 nungning-53 (@nungning-53) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 / 22:02
    อยากรู้เลยอ่า มีเบื้องลึกเบื้องหลังอะไร รอนะคะไรท์
    #948
    0
  14. #947 amy789 (@amy040623) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 / 21:25
    ขอให้ไรท์ผ่านเรื่องราวในชีวิตอย่างราบรื่นน่ะค่ะ จะได้มีเวลาแต่งนิยาย
    #947
    0
  15. #946 zarn (@zinming) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 / 21:14
    เสวี่ยเหมยต้องมีคนรักก่อนแต่งงานแน่เลย
    #946
    0
  16. #945 sone9Pp (@sone9Pp) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 / 20:17
    นั่นสิ.. น่าคิด ...
    #945
    0
  17. #944 vj792528 (@vj792528) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 / 19:56

    เสวี่ยเหมยรักคนอื่นหรือป่าว ถึงปฏิเสธการมีสัมพันธ์กับฮองเต้
    #944
    0
  18. #943 drakr (@deally) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 / 19:36
    รอๆนะคะ
    #943
    0
  19. #942 smppl (@somsalala) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 / 18:39

    ค้างเลยเจ้าค่ะ อยากอ่านตอนหน้าต่อแล้วววว
    #942
    0
  20. #941 rinriko (@rinriko) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 / 17:40
    ขอบคุณ
    #941
    0
  21. #939 FerinFern (@FerinFern) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 / 17:26
    เอาล่ะครับพี่น้อง

    งานจะงอกหลังจากนี้มั้ย
    #939
    0
  22. #938 นักอ่านสมัครเล่น (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 / 17:01

    ขอบคุณ

    #938
    0
  23. #937 Sweetsmile2557 (@Sweetsmile2557) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 / 16:46

    ร่างนี้มันปมเยอะพ่อไม่รัก...โอ้แม่เจ้า ยังจะถูกเอามาเป็นเบี้ยบนกระดาน นางเลยเลือกหันหลังให้ทุกอย่าง แต่นางยอมตายจริงเหรอ...น่าคิดนะ

    #937
    0
  24. #936 kulyasalin2 (@kulyasalin2) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 / 15:36
    ร่างเก่านี่อะไรยังไง ปมนางเยอะนะนี่
    #936
    0
  25. #935 \\^o^// miNi_Mint \\^o^// (@ni_mint) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 / 13:49
    ตงฉิน จ้า ไม่ใช่ตรงฉิน
    #935
    0