เสน่ห์ร้ายเพทุบายรัก (สำนักพิมพ์ชูการ์บีท)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 328,785 Views

  • 837 Comments

  • 2,885 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    732

    Overall
    328,785

ตอนที่ 9 : บทที่ 2.2 รักต่างขั้ว (รีไรต์)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 17578
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 32 ครั้ง
    15 ม.ค. 62

บทที่ 2.2 

รักต่างขั้ว



เมื่อเลิกงานแล้ว ผู้จัดการฝ่ายจัดเลี้ยงก็เรียกเธอไว้ ในขณะที่พนักคนอื่นทยอยกลับกันไปบ้างแล้ว ภัสสรรับค่าตอบแทนมาเก็บไว้ในกระเป๋าสะพาย พร้อมกับได้รับข่าวดีว่าให้เธอมาใหม่ในเช้าวันพรุ่งนี้ เขามีตำแหน่งให้เธอทำ เอาไว้ค่อยมาคุยรายละเอียดกันทีหลัง เพราะวันนี้ดึกมากแล้ว

ภัสสรยิ้มกว้างให้อีกฝ่ายขณะยกมือไหว้ขอบคุณ พร้อมกับสายตาหวานเชื่อมเพราะความง่วงนอน แถมยังเผลอหาวออกมาหนึ่งทีให้ได้อายและเป็นการเสียมารยาทอย่างมาก เธอรีบปิดปากแล้วยิ้มให้เขาอย่างเขินๆ

สาธิตเป็นชายวัยห้าสิบที่อายุมากกว่าเธอถึงสองรอบ เรียกว่าเป็นพ่อเธอได้ด้วยซ้ำ แม้เขาจะดูเข้มงวดด้วยตำแหน่งหน้าที่ แต่เธอรู้สึกได้ว่าเขาดูเป็นคนดีมากคนหนึ่ง

“ขอโทษค่ะที่เสียมารยาท” เธอรีบบอกเขาพลางทำหน้าแหย

“เธอชื่ออะไรนะ” เขาไม่ได้ว่าอะไร แต่กลับเอ่ยถามชื่อเธอ

“ภัสสรค่ะ”

“ไม่ใช่ ฉันหมายถึงชื่อเล่นน่ะ”

“พัดค่ะ” เธอบอกเขาพลางทำมือโบกไปมา เพื่ออธิบายความหมายชื่อไปด้วย

“อื้ม พรุ่งนี้เธอก็มาแต่เช้า สักแปดโมง แล้วค่อยมาคุยกันอีกทีนะ” เขาบอกย้ำอีกครั้งราวกับกลัวเธอจะลืม

“ค่ะ” เธอรับคำ “งั้นพัดไปก่อนนะคะ”

“เอ้อ เดี๋ยวก่อน เอานี่กลับไปกินที่บ้านด้วย ของในงานแต่งเหลือเยอะเลย พอดีว่าวันนี้มีงานแต่งของน้องชายเจ้าของโรงแรม ท่านเลยสั่งให้พนักงานแบ่งกันเอากลับบ้านไปกินน่ะ เธอรังเกียจรึเปล่า”

“เอ๋ จริงเหรอคะ! ไม่รังเกียจเลยค่ะ” ภัสสรตาโตขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นว่ามันเป็นกล่องเค้ก หลังจากรับถุงกระดาษที่มีกล่องสีขาวค่อนข้างใหญ่และกล่องใสๆ เล็กลงมาสักครึ่งของกล่อง “แล้วคนอื่นเล่าคะ”

“ไม่ต้องห่วงหรอก เขาแบ่งกันไปหมดแล้ว เหลืออันนี้ที่ฉันกันเอาไว้ให้น่ะ แล้วก็มีพวกแซนด์วิชด้วย” เขาบอก แววตาอ่อนแสงลงด้วยความเอ็นดูเมื่อเห็นท่าทีดีใจของอีกฝ่าย

“เจ้าของโรงแรมใจดีจังเลยนะคะ”

“อืม ท่านใจดี แต่กับเฉพาะบางคนเท่านั้นละ” เขาแค่นเสียงที่ฟังดูทะแม่งๆ แต่เธอก็ไม่ได้คิดอะไรมาก ด้วยวันนี้เป็นความโชคดีไม่รู้กี่ชั้นต่อกี่ชั้น ได้ทั้งงานได้ทั้งขนม แค่นี้ก็นอนหลับฝันดีแล้ว

“งั้นพัดกลับก่อนนะคะ” เธอยกมือไหว้ชายสูงวัยกว่ามากทั้งถุงขนม

“ไปเถอะ กลับบ้านดีๆ”

“ค่ะ บ้านพัดอยู่ไม่ไกล เดี๋ยวเรียกมอเตอร์ไซค์ไปค่ะ” ว่าแล้วก็หันหลังเดินเร็วๆ ออกไปด้วยสีหน้าสดใส

ชายวัยกลางคนมองตามหลังอีกฝ่ายพลางยกข้อมือขึ้นดูนาฬิกา เป็นเวลาสามทุ่มกว่าแล้ว เขาเดินกลับเข้าไปในตึกที่อยู่ด้านหลังโรงแรม ในส่วนที่เป็นออฟฟิศพนักงาน แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทร.หาใครบางคน

“เรียบร้อยแล้วครับ พรุ่งนี้เธอจะมาตอนแปดโมง”

ปลายสายถามกลับมา

“ครับ เธอบอกว่าจะกลับมอเตอร์ไซค์วิน”

“ออกไปนานรึยัง”

“เพิ่งเดินออกไปเมื่อสักครู่ครับ”

“โอเค...เรื่องนี้เก็บไว้เป็นความลับนะ”

“ครับ ผมไม่ได้บอกใคร” พูดจบสาธิตก็วางสายพลางครุ่นคิดอะไรบางอย่าง แต่แล้วก็ส่ายศีรษะเมื่อคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องของเขา แค่ทำตามความต้องการของคนที่เป็นนายก็พอ

ตัวเขาก็ต้องกลับบ้านแล้วเหมือนกัน ทุ่มเททำงานมานานขนาดนี้ ไม่กี่ปีก็เกษียณ ถึงเวลาก็ต้องถอยให้คนรุ่นใหม่ขึ้นมาแทน เขาคิดพลางเก็บเอกสารบนโต๊ะ แล้วหยิบกระเป๋า มองสำรวจห้องว่าปิดไฟปิดคอมพ์เรียบร้อยแล้ว จึงปิดล็อกห้อง แล้วเดินไปที่ลานจอดรถเพื่อกลับบ้านเสียที

ในขณะภัสสรเดินออกมาถึงด้านหน้าโรงแรม พอดีกับที่รถเบนซ์สีดำมันปลาบแล่นมาพร้อมกับบีบแตร เธอจึงหันไปมอง ก็พบว่าเป็นชายหนุ่มใจดีนั่นเอง

“คุณ...” เธอไม่ได้แปลกใจที่เจอเขา เพราะรู้ว่าชายหนุ่มเป็นแขกที่มาในงาน แต่แปลกใจที่เขาบังเอิญกลับเวลาเดียวกับเธอ

“ผมทำธุระอยู่น่ะเลยเพิ่งกลับ ว่าแต่คุณจะกลับบ้านใช่มั้ย ไปทางไหนล่ะ นี่ก็ดึกมากแล้ว หารถยาก เผื่อเป็นทางที่ผมผ่านก็นั่งไปด้วยกัน ผมจะจอดให้ลง” เขารีบบอกเมื่อเห็นเธอทำตาโตมองเขาด้วยความแปลกใจ ผู้หญิงคนนี้อ่านง่ายชะมัด ความรู้สึกแสดงออกมาทางสายตาหมดเลย

“บ้านฉันอยู่ทางโน้นค่ะ ไม่ไกลจากที่นี่มากเท่าไหร่ จริงๆ ฉันไปเองก็ได้ค่ะ ไม่อยากรบกวนคุณ” เธอชี้มือบอกเส้นทางและชื่อซอย แต่สายตาเกรงใจและหวาดระแวงปรากฏให้เห็นชัดเจน

“ไม่รบกวนหรอก เป็นทางผ่านพอดี ผมต้องไปทางนั้นอยู่แล้ว แล้วก็ไม่ต้องห่วงว่าผมจะเป็นคนไม่ดี เพราะที่นี่มีกล้องวงจรปิดบันทึกภาพคนเข้าออกไว้หมด”

“เอ่อ...”

“รถด้านหลังจี้ตูดมาแล้ว ขึ้นมาเถอะ” เขารีบบอกเมื่อเห็นไฟจากรถคันหลังส่องมา

ภัสสรมองตามสายตาของเขาก็เห็นว่ามีรถมาจริงๆ เธอจึงรีบเปิดประตูขึ้นไปนั่งข้างคนขับ ในขณะที่ปรเมศวร์ยิ้มมุมปากอย่างขำๆ แล้วรีบเคลื่อนรถออกทันที

“เป็นไงบ้าง ทำงานเหนื่อยมั้ย”

“ค่ะ อ่า ไม่ค่ะ พัด เอ่อ ฉันไม่ได้ทำอะไรมากหรอกค่ะ แค่ยกอาหารไปไว้ที่ซุ้ม แล้วคอยดูแลแขกที่มารับประทานอาหารน่ะค่ะ”

“เรียกตัวเองว่าพัดนั่นละ เรารู้จักกันแล้วนี่นา ฉันชื่อเม...ป้อน่ะ” เขาบอกไปแบบนั้น ไม่รู้ทำไมต้องเปลี่ยนใจบอกชื่อนี้กับหญิงสาวที่เขาเพิ่งได้เจอ ทั้งที่ชื่อนี้มีแต่คนในครอบครัวเท่านั้นที่เรียกขาน

ก็แค่ไม่อยากเอาเปรียบเธอ เขาหาข้ออ้างให้ตัวเอง แล้วพูดคุยเป็นกันเองกับอีกฝ่ายอย่างง่ายๆ

เสียงทุ้มเจือรอยขำนิดๆ จนเธอต้องหันไปมอง ก็เห็นว่าเขายิ้มที่มุมปากให้เธอพร้อมดวงตาพราวระริกทีเดียว แล้วหันไปขับรถต่อ

“ทำไมพัดถึงมาทำงานนี้ได้ล่ะ”

“จริงๆ วันนี้พัดมาสมัครงานน่ะค่ะ แล้วพอดีทางฝ่ายจัดเลี้ยงขาดคน เลยเสนอให้พัดลองทำดู เทรนนิดหน่อยก็ได้แล้วค่ะ พัดก็เลยรับ เพราะพัดเพิ่งจบมาใหม่ ยังไม่มีงานทำ งานนี้เลยสบายๆ ได้ค่าขนมมาแบบไม่เสียเวลาเปล่าไปหนึ่งวัน” ภัสสรหัวเราะขำตัวเองนิดหน่อย นาทีนี้งานอะไรก็รับหมด ขอให้สุจริตไม่ผิดศีลธรรมก็พอ เธออยากมีเงินเยอะๆ จะได้ช่วยเหลือค่าใช้จ่ายพ่อแม่บ้าง

“แล้วพัดมาสมัครตำแหน่งอะไรเหรอครับ” เขาทำเสียงจริงจังจนเธอนึกสงสัย เพราะการที่เธอมาสมัครงานในโรงแรมหรูนั่นมันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเขาสักนิด แต่เธอก็ตอบไปด้วยคิดว่าไม่ได้เสียหายอะไร

“พัดมาสมัครงานประชาสัมพันธ์ค่ะ แต่เห็นเขาบอกว่าตำแหน่งพวกนี้เต็มแล้ว เมื่อกี้ทางผู้จัดการฝ่ายจัดเลี้ยงบอกว่าพรุ่งนี้ให้ไปคุยใหม่ เดี๋ยวเขาจะดูตำแหน่งงานให้ คงเห็นว่าพัดตั้งใจทำงานน่ะค่ะ แต่ที่ไหนได้ ไปแอบกินขนมเขาซะหลายชิ้น” ภัสสรยังพูดเจื้อยแจ้วติดตลก ด้วยเห็นว่าเขาไม่มีผลอะไรต่องานของเธอ แถมยังรู้เห็นเป็นใจให้เธอกินขนมเสียอีก

“อืม...” เขาฟังเงียบๆ และรับทราบในสิ่งที่เธอเล่า

หญิงสาวสังเกตว่าเขาเป็นคนพูดน้อยและค่อนข้างถือตัว แม้กับเธอ เขาจะใจดีมาส่งและพูดคุยบ้าง แต่เธอรับรู้ถึงความเคร่งเครียดในขณะที่เขาขับรถอยู่เงียบๆ ซึ่งเธอแอบมองเขาด้วยความระแวงระวังภัยนั่นเอง แม้จะยอมขึ้นรถมาด้วย แต่ก็ยังไม่วางใจนัก

จากนั้นบรรยากาศในรถก็ตกอยู่ในความเงียบ เมื่อชายหนุ่มดูจะตั้งใจขับรถค่อนข้างมาก มีบางครั้งที่หันมาถามทางไปบ้านเธอ แล้วในรถก็เงียบเชียบดังเดิมจนแทบได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน เป็นโอกาสให้เธอได้แอบสังเกตเขาเป็นระยะ

“คุณป้อเป็นแขกฝ่ายเจ้าบ่าวหรือเจ้าสาวคะ” ในที่สุดภัสสรก็เป็นฝ่ายถามขึ้นมา ด้วยไม่อยากให้บรรยากาศในรถเงียบเหงาเกินไป ไม่รู้ทำไม ยิ่งมองผู้ชายตัวสูงข้างๆ เธอก็ยิ่งรู้สึกถึงความเหงาและเศร้าหมองแปลกๆ เธอไม่ชอบบรรยากาศแบบนี้เลย

“หือ...” เขาหันมามองเธอด้วยแววตาแปลกใจในประโยคที่เธอถาม จนหญิงสาวรู้สึกผิดที่เสียมารยาทถามออกไปในเรื่องที่เหมือนคนเพิ่งรู้จักกันไม่ควรถาม

“เอ่อ ขอโทษค่ะที่พัดละลาบละล้วง” ภัสสรขยับตัวยุกยิกอย่างอึดอัดกับสายตาเคร่งขรึมของเขา

“โอ๊ะ ไม่นี่ ไม่ได้ละลาบละล้วงสักนิด ไม่ต้องขอโทษฉันหรอก นี่ฉันเผลอทำหน้าดุใส่พัดไปเหรอ ขอโทษนะที่ทำให้ตกใจ” เขาพูดแล้วหันมายิ้มให้เธอนิดๆ “ฉันค่อนข้างเครียดเรื่องงานน่ะ เพราะเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ แล้วก็ต้องมาดูแลงานในส่วนที่ต้องรับผิดชอบหลายอย่าง อาจต้องปรับเปลี่ยนอะไรอีกเยอะ เลยเครียดไปหน่อย”

“อ้อค่ะ” เธอตอบเขาแค่นั้น ด้วยกลัวจะเผลอเสียมารยาทกับเขาอีก ในขณะหลุบตามองกล่องขนมที่กอดอยู่ราวกับมันเป็นที่พึ่ง

“ฉันเป็นแขกฝ่ายเจ้าบ่าวน่ะ” ปรเมศวร์เลือกจะบอกแค่นั้น ด้วยไม่อยากให้เธอเกร็งในการพูดคุยกับเขา หากรู้ว่าเป็นพี่ชายเจ้าบ่าว แถมยังเป็นผู้บริหารโรงแรมที่เธอไปสมัครงานเสียอีก

“ท่าทางเจ้าบ่าวจะรวยมากเลยเนอะ แถมยังเป็นดาราดังด้วย เจ้าสาวก็น่ารักมาก สมกันสุดๆ เลยค่ะ พัดแอบมองชุดเจ้าสาวตั้งหลายครั้ง มันสวยมากจนตาพร่าไปหมด ชายผ้างี้ยาวเฟื้อยแล้วก็อลังการเหมือนในหนังเลยค่ะ ดูๆ ไปแล้วเจ้าสาวก็เหมือนเจ้าหญิงนะคะ”

“อื้ม สองคนนั้นเหมาะสมกันดี” เขาตอบรับอย่างประหยัดคำพูด ทั้งที่ภัสสรเผลอพูดอย่างตื่นเต้นไปตั้งมากมาย “ผู้หญิงส่วนใหญ่ก็คงมีความฝันที่จะได้แต่งงานกับผู้ชายรวยๆ สักคน”

“ไม่หรอกค่ะ ถ้าแต่งกับคนรวยแล้วชีวิตแห้งแล้ง พัดไม่แต่งดีกว่า” เธอทำเสียงเหมือนโกรธเขานิดๆ กับคำพูดดูถูกผู้หญิง

“คงจะมีแต่พัดละมั้งที่คิดแบบนี้ เพราะที่ฉันเจอมาก็มักเลือกเงินมากกว่าความรัก”

“คุณป้ออย่าเหมารวมสิคะ...อ๊ะ นั่นค่ะ คุณป้อจอดที่ซอยซ้ายมือข้างหน้าเลยค่ะ” เธออยากจะว่าเขาให้มากกว่านี้ แต่ถึงซอยเข้าบ้านเสียก่อน

“บ้านพัดต้องเข้าซอยรึเปล่า” เขาชะลอรถแล้วถามด้วยเสียงอ่อนจนเธอจับน้ำเสียงได้ ว่ามันมีความห่วงใย

“ค่ะ แต่มันไม่ลึกเท่าไหร่ เดินเข้าไปหน่อยเดียวก็ถึงแล้ว”

แทนที่เขาจะจอด แต่กลับเลี้ยวเข้าไปในซอยแทน แล้วหันมาถาม

“หลังไหนบอกด้วยแล้วกัน บ้านอยู่ไม่ลึกนี่นา ไม่เสียเวลาฉันหรอก” เขาอ้างมาแบบนี้ เธอเลยต้องปล่อยเลยตามเลย ก็ดีเหมือนกัน เพราะนี่มันก็เกือบสี่ทุ่มแล้ว แม้จะเดินเข้าออกซอยนี้มาตั้งแต่เกิด แต่เธอก็ไม่เคยกลับบ้านดึกขนาดนี้มาก่อน อย่างมากก็แค่สองทุ่ม

ซอยบ้านเธออยู่ไม่ลึกนัก ด้านหน้าเป็นหมู่บ้านทาวน์เฮาส์สองชั้นซึ่งไม่มียามเพราะโอนให้เขตดูแลแล้ว และทางเข้าสามารถทะลุมาที่ส่วนชุมชนบ้านของเธอได้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบ้านไม้ครึ่งตึกและอยู่ริมน้ำ ที่สุดเขาก็ขับมาส่งเธอจนถึงหน้าบ้าน บ้านสองชั้นครึ่งปูนครึ่งไม้หลังไม่ใหญ่นัก มีรั้วไม้สีฟ้าลอกๆ สูงเลยศีรษะเมื่อเธอลงไปยืนอยู่ด้านหน้า และรั้วก็ไม่ได้ห่างจากประตูตัวบ้านเท่าไร รถเบนซ์สปอร์ตสีดำของเขาเครื่องไม่ดังนัก คนในบ้านจึงแทบไม่ได้ยินเมื่อมีรถมาจอด คนในชุมชนส่วนใหญ่ก็เข้าบ้านปิดประตูนอนกันแล้ว มีเพียงบางบ้านที่ยังเปิดไฟสว่าง

“ขอบคุณนะคะ” เธอบอกเขาด้วยรอยยิ้มแหยๆ หลังจากยกมือไหว้เขาทั้งถุงในมือ เพราะเป็นกังวลว่าเขาจะทำมิดีมิร้ายมาตลอดทาง เลยรู้สึกผิดที่คิดไม่ดีกับคนใจดีแบบเขา แถมเขายังไม่มีท่าทีคุกคามหรือจีบเธอแม้แต่น้อย เขาเพียงคอยถามทางเป็นระยะเหมือนคนไม่ชินทาง นอกนั้นก็ไม่ได้คุยอะไรกันมากมาย แถมยังเป็นเธอเองที่ชวนเขาคุย คนรวยแบบเขาคงไม่มาสนใจหญิงสาวแบบเธอหรอก คิดแล้วก็ขำตัวเอง

ตอนที่เธอก้าวลงจากรถนั้น มีลมเอื่อยๆ โชยมาพร้อมกับกลิ่นดอกปีบหอมหวานที่บ้านเธอปลูกและตัดเล็มไม่ให้สูงนัก ได้กลิ่นแล้วทำให้เธออารมณ์ดี ที่ขุ่นเคืองเขาในเรื่องที่คุยกันก่อนหน้านี้ก็มลายหายไปสิ้น ภัสสรจึงยิ้มกว้างให้เขาพลางถอนหายใจอย่างโล่งอกที่มาถึงบ้านอย่างปลอดภัย และยืนรอส่งเขากลับรถเพื่อออกจากซอยตามมารยาท เนื่องจากมันเป็นซอยตัน มีทางออกทางเดียว

ปรเมศวร์กลับรถเสร็จชะลอรถมาใกล้ๆ กับที่เธอยืนอยู่ เขามองหญิงสาวที่ยิ้มกว้างโบกมือบ๊ายบายให้อย่างน่ารักและใสซื่อ ไม่มีแววตาเสน่หาในตัวเขาสักนิด แล้วเปลี่ยนใจจอดรถข้างหน้าเธอในระยะที่เอื้อมถึง หญิงสาวมีสีหน้าแปลกใจนิดๆ ในขณะที่เขาลดกระจกลงแล้วเอาแขนเท้าขอบประตู ยื่นตัวออกไปนิดๆ จนได้กลิ่นหอมหวานของดอกไม้ที่เขาไม่รู้ว่าคือดอกอะไร ผสมกับกลิ่นตัวหอมอ่อนๆ ของหญิงสาวที่ก้มตัวลงมาหาเขา

“คุณป้อ...มีอะไรรึเปล่าคะ หรือว่ากลัวจะออกปากซอยไม่ถูก” เนื่องจากว่าก่อนมาทางบ้านเธอ ในหมู่บ้านด้านหน้ามีสี่แยกแบ่งหมูบ้านเป็นโครงการๆ ซึ่งบางทีแท็กซี่ก็หลงไปทางนั้นแล้วหาทางออกไม่เจอ ต้องสังเกตตู้โทรศัพท์และชื่อป้ายโครงการ

เขายื่นหน้าออกมามองหน้าเธอด้วยรอยยิ้มมีเสน่ห์อย่างบอกไม่ถูก มันดูรื่นรมย์ผสมกับแววเศร้าสร้อย อีกแล้วเธอใจแป้วชะมัดเวลาเห็นแววตาแบบนี้ของเขา

“บ้านพัดอยู่ริมคลองเหรอ ถ้าไม่สังเกตไม่รู้เลย” เขาชะเง้อคอมองไปทางหลังบ้าน เห็นศาลาหลังน้อยอยู่ริมคลองได้รางๆ เพราะบ้านเธอตามไฟเอาไว้

“ค่ะ” เธอตอบรับสั้นๆ ยกมือไหว้ชายหนุ่มใจดีอีกครั้ง จากนี้ก็คงไม่ได้พบกัน เพราะต่างเป็นคนแปลกหน้าที่ไม่มีทางจะมาเจอกันได้เลย 

“ไปละ กินเค้กให้อร่อยนะ” เขาว่าพลางยิ้มนิดๆ แล้วกดกระจกขึ้น รอยยิ้มของชายหนุ่มทั้งหล่อและดูดีอย่างไม่น่าเชื่อ ราวกับพระเอกในหนังสือการ์ตูนที่ตัวสูงขายาวและมีใบหน้าผิดมนุษย์ เอ่อ เธอหมายถึงเขาหล่อมากจนไม่น่าเป็นมนุษย์ น่าจะเป็นเทพบุตรหรือเทวดามากกว่า

ภัสสรยิ้มให้เขาอย่างขอบคุณ แล้วรีบหันหลังไปไขประตูรั้วเข้าบ้านอย่างทุลักทุเลเพราะถุงใบใหญ่ในมือ ชายหนุ่มมองหญิงสาวจากกระจกมองหลังเพราะไฟดวงกลมที่อยู่ตรงรั้วสว่างมากทีเดียว เขาหัวเราะออกมาอย่างขำๆ

“ตลกชะมัด ยายเด็กบ๊อง” เขาขับรถช้าๆ เคลื่อนออกไป มองกระจกอีกทีก็เห็นเธอก้าวผ่านประตูรั้วเข้าไปแล้ว แต่ชะโงกตัวออกมาจากประตูมองเขาหน้าตาตื่นๆ แล้วผลุบหายเข้าไปในบ้าน

ปรเมศวร์ยิ้มมุมปากอย่างรื่นรมย์ หัวสมองปลอดโปร่ง รู้สึกสดชื่นอย่างประหลาดกับการได้พบเจอหญิงสาวตัวเล็ก ตาโตแบ๊วๆ ดูธรรมดา

...แต่ในความรู้สึกกลับไม่ธรรมดาเสียอย่างนั้น

“หึๆ” ชายหนุ่มหัวเราะออกมาอย่างขำๆ




(โปรดติดตามตอนต่อไป)

#คุณปอนด์ ปรมัตถ์ และเกวลี 

เป็นตัวละครจาก ตรวนรักสีชมพูนะคะ





ฝากผลงานล่าสุดของทรายชมพูด้วยนะคะ
ตอนนี้จัดโปรโมชั่นต้อนรับปีใหม่ เหลือ 1 วันสุดท้ายแล้วค่า
 ตั้งแต่วันนี้ -15 ม.ค.2562
.........
จาก 320 ลดไปเลย 35%
เหลือเพียง 209 บาท






คลิกรูปติดตามงานเขียนเล่มอื่น


บาปรักเทพบุตรสายดาร์ก (18+)


ตรวนรักสีชมพู


BlueSky ฟากฟ้านี้มีรัก 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 32 ครั้ง

0 ความคิดเห็น