เสน่ห์ร้ายเพทุบายรัก (สำนักพิมพ์ชูการ์บีท)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 328,743 Views

  • 837 Comments

  • 2,884 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    690

    Overall
    328,743

ตอนที่ 29 : บทที่ 6.6 ตัวจริงหรือตัวหลอก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 13118
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 16 ครั้ง
    14 เม.ย. 62


บทที่ 6.6 

ตัวจริงหรือตัวหลอก



“จริง ฉันก็รู้สึกอย่างนั้นเหมือนกัน เฮ้อ อิจฉาพัดจัง”

“แหม คุณป้อจะมาอิจฉาอะไรกับพัดล่ะคะ ครอบครัวพัดน่ะกว่าจะมาถึงตรงนี้ที่พอลืมตาอ้าปากได้ ก็ต้องดิ้นรนสารพัด เพราะไม่ได้มีต้นทุนเหมือนคนอื่นเขา จริงๆ พัดก็อยากเรียนต่อโทนะคะ เพื่อนๆ ส่วนใหญ่ก็ต่อโทกันเลย” เธอว่าด้วยแววตาพราวระริกทีเดียว “แต่พัดมาคิดดูแล้ว พ่อแม่ต้องขายขนมจีนส่งพัดเรียนต่ออีก ไม่ไหวค่ะ พัดทำงานช่วยพ่อแม่ดีกว่า”

“เป็นเด็กดีนะเราน่ะ” เขาชมเธอเสียงกลั้วหัวเราะ

“นี่ชมใช่มั้ยคะ”

“เอ๊า ก็ชมสิ ดีแล้ว เอาไว้เก็บเงินได้สักก้อนค่อยเรียนต่อก็ยังไม่สาย พร้อมแล้วค่อยไปต่อ”

“ค่ะ พัดก็คิดแบบนั้น”

“เอ้อ เรื่องไปดูสถานที่ที่เราคุยกันไว้ เดี๋ยวฉันจะขออนุญาตพ่อแม่พัดให้ด้วย ท่านจะได้ไม่เป็นห่วง”

“ดีเหมือนกันค่ะ พัดก็คิดอยู่ว่าจะบอกท่านยังไง เพราะไม่ค่อยได้ออกต่างจังหวัดเท่าไหร่ เว้นที่ต้องไปกับทางโรงเรียนหรือมหาลัย พ่อถึงจะอนุญาต”

“พัดนี่เป็นเด็กดีมากจริงๆ” เขาบอกอย่างชื่นชม “ปกติเด็กๆ ช่วงเรียนมหาลัยมักจะออกไปเที่ยวกับเพื่อนเป็นกลุ่มๆ ฉันก็ชอบไปนะ แต่อย่างว่า เป็นผู้ชายไปไหนก็ง่ายกว่า ผู้หญิงออกต่างจังหวัดก็ดูเสี่ยงต่ออันตรายเหมือนกัน พ่อก็ต้องห่วงเป็นธรรมดา”

“แล้วเราจะไม่บอกใครเลยใช่มั้ยคะ แม้แต่พี่เพียร” ตอนที่ถาม น้ำเสียงของเธอตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัดทีเดียว

“แน่นอน งานนี้เราต้องไปแบบนักสืบกัน ห้ามบอกใคร”

“โอเคค่ะ พัดจะรูดซิปปากเงียบเลย” ว่าพลางก็ยกมือมาทำท่ารูดซิปที่ปากน้อยๆ สีระเรื่อประกอบไปด้วย คนมองเลยขำออกมาอย่างเอ็นดู

“เดี๋ยวฉันมารับที่บ้าน เสาร์อาทิตย์เป็นวันหยุดพอดี คนจะได้ไม่สงสัยว่าเราหายไป”

“ค่ะ เอ๊ะ แล้วเราจะไปกันวันไหนคะ”

“พรุ่งนี้”

“หา! พรุ่งนี้...” คนตัวเล็กถึงกับร้องออกมา เพราะคาดไม่ถึงว่าจะเร็วขนาดนี้

“ใช่ โพรเจกต์ส่งขึ้นมาแล้ว เราต้องรีบไปสำรวจสถานที่จริงกัน เพราะจะมีประชุมภายในอาทิตย์หน้า ถ้าเราไม่พบความผิดปกติอะไร จะได้สบายใจในการให้โพรเจกต์ผ่านการอนุมัติ”

“แล้วถ้าเราพบเงื่อนงำอะไรล่ะคะ” ทั้งที่อยู่กันแค่สองคน แต่หญิงสาวก็ยังทำเสียงกระซิบ จนคนตัวโตต้องก้มลงมาถามซ้ำ

“พัดว่าอะไรนะ” ไม่ได้แค่ถาม แต่ปรเมศวร์ยังเอียงหูรอฟัง โดยไม่คิดว่าคนตัวเล็กจะบ้าจี้ตามไปด้วย เธอเหลียวซ้ายแลขวาเล็กน้อย แถมเอามือป้องปากแล้วยื่นหน้าขึ้นไปกระซิบกระซาบข้างหูเขาอีกรอบ

“ถ้าหากว่าเราเจอเงื่อนงำที่ผิดปกติล่ะคะ จะทำยังไงดี”

เสียงที่พยายามทำให้แหบเล็กน้อยส่งมาทำให้ปรเมศวร์รู้สึกแปลกๆ คล้ายมีความปั่นป่วนอยู่ภายใน เลือดลมพลุ่งพล่านขึ้นมาโดยไม่ทันตั้งตัว คอก็แห้งผากจนเผลอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก

“เอ่อ...” ชายหนุ่มยืดตัวตรง พร้อมกับยกมือขึ้นลูบท้ายทอยอย่างเก้อกระดากในความรู้สึกของตัวเอง โดยที่อีกฝ่ายไม่ทันรู้ตัวเลยว่าเกิดอะไรขึ้น

“ตอนนี้คุณป้ออาจจะยังคิดไม่ออก เอาไว้เราไปดูสถานที่แล้วค่อยช่วยกันคิดอีกทีก็ได้ค่ะ” คนตัวเล็กบอกเขาด้วยรอยยิ้ม ด้วยคิดไปว่าท่าทีของเขาคืออาการของคนที่คิดอะไรไม่ออกนั่นเอง ตาก็จ้องเขาแป๋วทีเดียว

“อืม...” ชายหนุ่มพูดได้แค่นั้น ด้วยยังมึนงงกับเสียงเล็กๆ ที่ส่งเข้ามาในหู และทิ้งอานุภาพร้ายกาจเอาไว้แบบไม่รู้ตัว

นี่เขาคงเป็นเอามาก แค่การกระซิบจากอีกฝ่ายก็ทำเอาสมองอื้อไปหมดแล้ว

“ค่ะ คุณป้อไม่ต้องกังวลนะคะ พัดเตรียมศึกษาสถานที่เอาไว้หมดแล้ว ว่ามีตรงไหนอะไรยังไง ร้านอาหารอร่อยที่คนพื้นเมืองชอบไปกินกัน ทางหนีทีไล่ในกรณีฉุกเฉิน แล้วก็เบอร์โทร.ขอความช่วยเหลือ แบตสำรอง แล้วพัดก็จะหาอุปกรณ์ในการเดินป่าเพิ่มไปด้วย”

“ไม่ต้องหรอก เราไปค้างแค่คืนเดียว ที่ที่เราจะไปก็ไม่กันดารอะไรขนาดนั้น”

“ถึงจะเดินทางไปไม่ไกลจากตัวเมือง แต่ก็ประมาทไม่ได้นะคะ ต้องเตรียมพร้อมเอาไว้ก่อน” ว่าพลางก็ทำสีหน้ามุ่งมั่น “พัดจะดูแลคุณป้อเองค่ะ เห็นตัวเล็กๆ แบบนี้ แต่พัดก็อยู่ชมรมยูโดนะคะ” แต่เธอไม่ได้บอกว่า ไปบ้างไม่ไปบ้าง จนแทบไม่ได้สายอะไรกับเขาเลย

“คร้าบ เอาที่คุณพัดสบายใจเลย” ปรเมศวร์พูดติดตลก ส่วนคนฟังทำปากยื่น ลืมความเป็นเจ้านายลูกน้องไปเสียสนิท

“แหม ถ้าหากเกิดอะไรขึ้น ก็อย่ามาง้อแล้วกันค่ะ” ไม่พูดเปล่า เธอยังกอดอกหันหน้าออกไปทางริมน้ำเสียด้วย ใบหน้าเล็กๆ ก็เชิดขึ้นอย่างโอ้อวด คนอื่นทำอาจจะน่าหมั่นไส้ แต่กับคนตัวเล็กมันเหมือนหนูขู่ราชสีห์เสียมากกว่า

“เอ๊ะ นี่เจ้านายไม่ใช่เหรอ เจ้านายไง” เขาว่าติดตลก พลางชี้หน้าตัวเอง

“อุ๊ย พัดลืมตัวไป” หญิงสาวหันมายิ้มแหยๆ ยกมือไหว้เขาปลกๆ ดูน่าสงสารไปเสียอีก “แหะๆ คุณป้อไม่โกรธพัดนะคะ”

“อืม” เขาทำหน้าขรึมแกล้งอีกฝ่าย

“คุณป้อ...” คนมองใจเสีย แถมยังเอี้ยวตัวเอียงหน้าก้มมามองเขาอีกต่างหาก ทว่าคนทำขรึมกลับขำพรืดออกมา “แกล้งพัดนี่นา”

หญิงสาวเลยพลอยหัวเราะตามไปด้วย เมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้โกรธ

“ตอนอยู่อเมริกา คุณป้อสนุกมั้ยคะ พัดเห็นเพื่อนที่พ่อแม่รวยๆ เขาชอบไปกันช่วงปิดเทอม แล้วเขาก็มาบอกว่าที่นั่นสวยอย่างนั้น ที่นี่สวยอย่างนี้ เฮ้อ อิจฉาจัง”

“มันก็เป็นประเทศที่มีสถานที่เที่ยวเยอะเหมือนกัน เพราะอเมริกาน่ะมีหลายรัฐ แต่ละรัฐก็จะมีวัฒนธรรมของเขา สถานที่ก็แล้วแต่คนจะชอบแบบไหน แต่ส่วนใหญ่คนไทยก็ไปเที่ยวไม่กี่รัฐหรอก”

“แล้วคุณป้อไปหมดทุกรัฐรึเปล่าคะ”

“ไม่หรอก ก็มีไปเที่ยวกับเพื่อนๆ บ้าง...”

“แล้วก็สาวๆ” เธอต่อให้ยิ้มๆ แบบดักทางเขา

“ทำไมรู้ดี” ชายหนุ่มถามด้วยน้ำเสียงกวนๆ คิดว่าเธอจะกวนกลับ ทว่า...

“ก็คุณป้อหล่อขนาดนี้ แถมยังเป็นเจ้าของโรงแรมหรูอีก ก็ต้องเนื้อหอมเป็นธรรมดา”

ปรเมศวร์ค่อนข้างแปลกใจในการที่หญิงสาวชื่นชมเขาออกมาตรงๆ ดวงตาโตที่สบมองมามีแต่แววชื่นชมแกมอิจฉา ไม่มีความลุ่มหลงในตัวเขาแบบชู้สาวสักนิดเดียว ทำให้ปรเมศวร์ถอนหายใจออกมาในความใสซื่อของคนตรงหน้า

“หึๆ เรานี่น้า รู้มากสมเป็นเลขาฯ จริงๆ”

“คุณป้อเล่าเรื่องตอนที่ไปเรียนอเมริกาให้พัดฟังได้มั้ยคะ ท่าทางจะสนุกดี”

“ถ้าฉันเล่าแล้วจะมาบอกว่าเบื่อฟังไม่ได้นะ เพราะมันค่อนข้างยาวน่ะ”

“โห งั้นยิ่งต้องรีบเล่าเลยค่ะ” พูดแล้วหญิงสาวก็เดินไปนั่งที่ม้านั่งยาว เพื่อจะรอฟังที่ชายหนุ่มเล่าด้วยแววตาสดใสทีเดียว ท่าทางจะชอบอเมริกาจริงๆ ชายหนุ่มจึงเดินไปนั่งลงข้างๆ หญิงสาวทำหน้างงนิดๆ ว่าทำไมเขาไม่นั่งฝั่งตรงข้ามแบบเมื่อวันก่อน

“ก็เรื่องมันยาว นั่งไกลกัน เล่าไปก็เจ็บคอพอดี” ปรเมศวร์บอก รู้สึกแปลกใจว่า ตั้งแต่เมื่อไรนะที่ตนเองแค่มองตาภัสสรก็รู้แล้วว่าเธอคิดอะไร โดยที่อีกฝ่ายไม่ได้พูดออกมาสักนิด ชายหนุ่มได้แต่หัวเราะขำตนเองอยู่ในใจ

“อ้อ จริงด้วยค่ะ” หญิงสาวเงยหน้าไปหัวเราะให้เขาเก้อๆ พลางก้มหน้ามองมือตัวเองที่กุมกันไว้ ขยับยุกยิกด้วยรู้สึกเขินกับความใกล้ชิดที่ไม่ทันตั้งตัว

“อย่างที่เธอรู้ ฉันไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของท่านประธานและภรรยา แต่ก็เป็นหลานแท้ๆ ของคุณแม่คนปัจจุบัน โชคดีที่ทั้งสองรักฉันเหมือนลูกคนหนึ่ง และฉันก็เติบโตมาพร้อมกับลูกแท้ๆ ของท่าน ที่ตอนนั้นอายุแค่สองขวบ ฉันเริ่มไปเรียนที่อเมริกาตอนจบมหาลัย...”

ณ กรุงนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ชายหนุ่มชาวไทย รูปร่างสูงเพรียว ผมดำ นัยน์ตาดำ ผิวขาวละเอียด เดินทางมาเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยชั้นนำด้วยค่าเทอมที่สูงลิบ และเข้าพักในหอพักมหาวิทยาลัยในปีแรก เขาเดินทางมาพร้อมกับผู้จัดการส่วนตัวของบิดาเพื่อจัดการทุกอย่างให้พร้อมสรรพ มันราบรื่นและดูง่ายดายไปเสียหมดด้วยอำนาจแห่งเงินตรา

เมื่อผู้จัดการโทร.ไปรายงานถึงความเรียบร้อย ท่านจึงขอคุยกับเขา น้ำเสียงของท่านเฉียบขาดตามลักษณะของผู้บริหารมาจากปลายสาย กำชับให้เขาตั้งใจเรียนและอดทนกับความกดดันจากสิ่งรอบด้านให้ได้ ให้สมกับที่ท่านไว้วางใจ

นั่นเพราะท่านวางแผนให้เขามาเรียนในปีแรก จากนั้นช่วงปีที่สองจึงให้เขาไปฝึกงานที่โรงแรมในเครือของตัวเอง โดยไม่ได้บอกใครว่าเขาเป็นลูกชาย โดยเริ่มต้นจากการเป็นพนักงานระดับล่างอย่างบริกร พนักงานต้อนรับ เพื่อเรียนรู้งานและเรียนรู้คนให้มากที่สุดก่อนจะขึ้นบริหารงานโรงแรมในฐานะผู้บริหาร จะได้เข้าใจและสามารถควบคุมดูแลทุกอย่างได้

       แม้อเมริกาจะได้ชื่อว่ามีคนหลากหลายเชื้อพันธุ์อาศัยอยู่ แต่ก็ได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีการเหยียดสีผิวด้วยเช่นกัน ความเป็นชาวเอเชียที่โดดเด่น แถมเป็นประเทศเล็กๆ ที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก จึงมักถูกเหมารวมเป็นชาวจีนเสมอ

ปรเมศวร์แม้จะเป็นคนเอเชีย แต่เขามีร่างกายที่สมบูรณ์และสูงพอๆ กับฝรั่งทั่วไป ด้วยมาดเงียบขรึมและมีนัยน์ตาที่ค่อนข้างคม ท่าทีไม่สนใจโลกของเขาทำให้ใครหลายๆ คนไม่ค่อยยุ่งกับเขานัก และคนที่เข้ามาเรียนส่วนใหญ่เป็นลูกของคนที่มีชื่อเสียง แม้จะมีที่เกเรบ้าง แต่ก็ไม่ค่อยจะมีเรื่องราวอะไรนัก ด้วยต้องรักษาหน้าของบิดามารดาเป็นหลัก

เขาจึงมีเพื่อนน้อยมาก เพราะทุกคนรู้เพียงว่าเขาเป็นนักศึกษาจากประเทศเล็กๆ ไม่ได้มีหน้ามีตาเหมือนใครอีกหลายคนที่ขับรถหรูมาเรียน หรือแต่งตัวหรูหรา ใช้เงินซื้อหาข้าวของฟุ่มเฟือยด้วยเงินที่พ่อแม่ส่งมาบำรุงบำเรอ รวมถึงเที่ยวเตร่ในวันหยุดในสถานที่หรูหราซึ่งลูกผู้ดีมีเงินเขาไปกัน แม้แต่เจ้าชายจากบางประเทศก็เรียนอยู่ที่นี่ แล้วเขาที่ไม่ได้ออกตัวว่าเป็นลูกเต้าเหล่าใคร ไหนเลยจะมีความโดดเด่นในสถานศึกษาแห่งนี้

ปรเมศวร์ใช้ชีวิตเรียบง่าย และตั้งใจเรียนตามหน้าที่ของลูกที่ดี เพื่อตอบแทนความรักความเมตตาที่ผู้มีพระคุณทั้งสองมอบให้

กระทั่งเรียนใกล้จบและคุณพ่อคุณแม่มาในงานพิธีรับปริญญาของเขา ผู้คนจึงได้รู้ว่านักศึกษาหนุ่มชาวเอเชียผู้นี้คือลูกชายเจ้าของโรงแรมหรูกลางกรุง

นั่นรวมถึงหลังจากนั้น พนักงานทุกคนในโรงแรมที่เขาไปฝึกงาน ต่างรู้ความจริงว่า เด็กฝึกงานหนุ่มคือบุตรชายเจ้าของโรงแรม และจะมาเป็นผู้บริหารใหญ่ทันที

หญิงสาวฟังไปก็ตาโตอ้าปากค้างกับเรื่องราวของเจ้านายสุดหล่อ จนชายหนุ่มต้องหัวเราะออกมา พลางดีดหน้าผากนวลเบาๆ ไปหนึ่งทีอย่างหยอกเย้า

“นี่เรื่องของฉันมันสนุกขนาดนี้เลยเหรอ”

“อุ๊ย คุณป้ออะ เจ็บนะคะ” ภัสสรกะพริบตาปริบๆ พลางคลำหน้าผากป้อยๆ

“หึๆ” ชายหนุ่มยังขำคนตัวเล็กที่ทำหน้าเหยเก

“เอาไว้ค่อยเล่าต่อ เรื่องไปเที่ยวรัฐต่างๆ หรือถ้าเธอทำงานดี สิ้นปีจะพาไปดูสถานที่จริง”

“หา! จริงรึเปล่าคะ” อีกฝ่ายรีบเอามือลง พลางแหงนหน้ามองตาเขาอย่างมีความหวัง

“จริง เธอเห็นฉันเป็นคนขี้โกหกเหรอ” ปรเมศวร์ลากเสียงยาวตอบอย่างอารมณ์ดี ยิ้มตาพราวกับท่าทีของคนตัวเล็กที่ราวกับเด็กน้อยอยากได้ของเล่น

“สัญญานะคะ” เธอยังต้องการย้ำให้มั่นใจ

“ได้สิ” เขาว่าพลางยื่นมือไปให้เธอจับ

ภัสสรรีบส่งมือไปจับกระชับทันทีด้วยความดีใจ แววตาวิบวับราวกับว่าตัวเองได้ไปเที่ยวแล้วอย่างนั้นละ จนคนมองอดยิ้มอย่างเอ็นดูไม่ได้

“พัดจะตั้งใจทำงานให้เต็มความสามารถเลยค่ะ” เธอว่าแล้วรีบปล่อยมือ ไม่รู้สักนิดว่ามีใครบางคนแอบเสียดายรอยสัมผัสจากมือเล็กนุ่มนิ่มที่ได้รับ

“นี่ถ้าไม่มีรางวัลก็จะไม่ตั้งใจทำงานหรือเปล่า”

“อุ๊ย! ไม่ใช่เลยค่ะ ยังไงพัดก็ตั้งใจทำงานอยู่แล้ว แต่พอมีเป้าหมาย มันก็เป็นแรงผลักดันให้ตั้งใจมากขึ้นไงคะ แหม” ตอนท้ายคนตัวเล็กลากเสียงอย่างแก้ตัวนิดๆ แถมยังเผลอค้อนเขาอีกด้วย

“ฉันล้อเล่นหรอกน่า เอาละ ฉันว่าเราควรจะเข้าบ้านไปได้แล้วละ นี่ก็ออกมานานแล้ว” ชายหนุ่มค่อนข้างระมัดระวังและให้เกียรติหญิงสาว เขาไม่อยากให้พ่อแม่ของเธอรู้สึกไม่ดีต่อเขาแม้เพียงนิด

“อ๊ะ จริงด้วยค่ะ นี่ก็เย็นแล้วด้วย พัดนั่งฟังคุณป้อเล่าเรื่องที่ไปอยู่อเมริกาเสียเพลินเลยค่ะ” พูดพลางภัสสรก็ขยับตัวลงจากม้านั่งยาวที่ตัวเองนั่งห้อยขา ในขณะชายหนุ่มที่ช่วงขายาวเพียงลุกขึ้นอย่างนุ่มนวลมายืนข้างๆ คนตัวเล็กแหงนหน้ามองสบตาเขาด้วยรอยยิ้มสดใส เขายิ้มตอบพลางสูดอากาศที่มีกลิ่นดอกไม้โชยมาตามลมและ...กลิ่นหอมอ่อนๆ จากกายหญิงสาว

มันไม่ใช่กลิ่นน้ำหอม แต่เป็นกลิ่นเฉพาะตัวที่ทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายและคุ้นเคยอย่างประหลาด

กระทั่งรอยยิ้มนี้และแววตาใสซื่อตรงไปตรงมา ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไร เขาก็อยากจะเห็นมันไปตลอดกาล

 


(โปรดติดตามตอนต่อไป)


ผลงานจากทรายชมพู

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 16 ครั้ง

0 ความคิดเห็น