ตอนที่ 23 : บทที่ 5.2 สายเปย์ที่แท้ทรู

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 15673
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 23 ครั้ง
    25 มี.ค. 62




บทที่ 5.2

สายเปย์ที่แท้ทรู



สองหนุ่มสาวเดินออกทางด้านข้างตัวบ้านที่มีทางเดินลงไปยังศาลาริมคลอง

บรรยากาศเงียบเชียบ มีเรือผ่านไปมาบ้างนานๆ ครั้ง ฟากคลองฝั่งตรงข้ามมีต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านดูน่าเกรงขาม คนขวัญอ่อนคงไม่กล้ามองนัก ด้วยด้านหลังไม่ไกลเป็นบ้านไม้เก่าๆ ที่ไม่เปิดไฟ เห็นเป็นเงาตะคุ่มๆ

“นั่นบ้านร้างค่ะ ไม่มีคนมาอยู่เลย พ่อแม่บอกว่ามันร้างตั้งแต่พ่อแม่มาอยู่แล้ว คนแก่ๆ แถวนี้ก็ว่าไม่เคยเห็นเจ้าของบ้าน” เธอมองตามสายตาเขาพร้อมกับบอกเล่าเกี่ยวกับบ้านร้างตรงนั้น “แล้วต้นไม้นั่นก็ต้นลำพูค่ะ ลองสังเกตดีๆ สิคะ มีหิ่งห้อยบินอยู่ด้วย”

“ไหน อืม จริงด้วย เคยเห็นแต่ในละครที่พระ-นางชอบพายเรือมาชมจันทร์ชมหิ่งห้อยใต้ต้นลำพู มันมีจริงๆ ด้วยแฮะ ไม่น่าเชื่อว่าที่นี่ยังมีอยู่”

“คลองแถวนี้เป็นคลองเก่าแก่ แล้วที่ตรงนั้นก็ยังไม่มีใครซื้อไปทำอะไร ไม่รู้ว่าเจ้าของเป็นใคร ถึงปล่อยบ้านและที่ดินไว้แบบนี้ มูลค่ามันคงมหาศาลเลยนะคะ”

“อาจเป็นพวกคนรวยที่กว้านซื้อที่ดินจนลืมแปลงนี้ไปเลยก็ได้”

“ก็เป็นไปได้เนอะ” เธอนั่งบนที่นั่งไม้ยาวที่ตีขนาบสองฝั่งกับเสาไม้ มีพนักยาวอิงหลัง เขายืนมองบรรยากาศริมคลองอยู่จึงเดินมานั่งฝั่งตรงข้ามกัน

“บ้านพัดนี่อบอุ่นดี”

“ค่ะ อุ่นจนพัดไม่กล้าทำอะไรไม่ดีเลยละ”

“ยังไง?

“ก็พ่อแม่น่ะทั้งรักทั้งห่วงพัด แม้ตอนนี้จะโตจนทำงานแล้ว พ่อแม่ก็ยังมองพัดเป็นเด็กอยู่ แต่พัดก็ชอบนะคะที่เป็นแบบนี้ แม้บางครั้งจะอึดอัดบ้าง แต่มาคิดดูแล้ว การต้องไปเที่ยวมีความสุขกับเพื่อนไกลๆ หรือไปเที่ยวผับกลางคืน แล้วพ่อแม่มานั่งเป็นห่วง นอนก็ไม่หลับ พัดขอเป็นลูกแหง่แบบนี้ดีกว่า”

“ดีแล้ว พ่อแม่ของพัดน่ารักดี”

“แล้วพ่อแม่คุณป้อล่ะคะ ท่านเป็นถึงประธานบริษัท คงเข้มงวดมากเลยใช่ม้า” หญิงสาวทำหน้าเข่นเขี้ยว ไม่คิดว่าคำถามของตัวเองจะไปจี้จุดอีกฝ่าย

“ท่านประธานเป็นพ่อบุญธรรม ส่วนคุณแม่เป็นป้าแท้ๆ ของฉัน แล้วน้องชายคนที่เพิ่งแต่งงานไป ก็เป็นเจ้าของทุกอย่างที่ฉันครอบครอง”

“เอ๋ !

“พ่อแม่ที่แท้จริงของฉันเลิกกัน แล้วต่างคนต่างมีครอบครัวใหม่ มีลูกใหม่ และฉันไม่มีใครต้องการ” ขณะที่เล่า ดวงตาวาววับของเขาจ้องมองมานิ่งแน่วราวกับสะกดเธอให้เข้าไปในชีวิตวัยเยาว์ที่ผ่านมา

ดวงไฟแบบโคมที่พ่อตามไว้ส่องให้เห็นแววตาที่เศร้าสร้อยของเขาจนเธอใจสั่นไหว อยากเอื้อมมือไปจับมือปลอบให้เขาคลายทุกข์ แต่เธอไม่ควรทำเช่นนั้น ด้วยสถานะและความไม่เหมาะสมทั้งปวง

“ตอนที่ฉันมาอยู่กับคุณแม่คนนี้ ผู้หญิงคนนั้นมองดูสามีใหม่ทำร้ายฉันโดยไม่ช่วยเหลือแม้สักนิด ไม่สิ เขาปล่อยให้ไอ้สารเลวนั่นทำร้ายฉันซ้ำแล้วซ้ำอีกโดยไม่ห้ามปราม จนกระทั่งวันสุดท้ายที่ฉันทนไม่ไหว คิดว่าตัวเองตายไปแล้วเสียอีก”

“คุณป้อ...” ตอนนี้เธอเหมือนเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ในวันนั้นที่เขาถูกทำร้าย น้ำตาคลอด้วยความสงสารจับใจ “ตอนนั้นคุณอายุเท่าไหร่คะ”

“น่าจะประสี่ห้าขวบ”

“โหย ทำไมคนเป็นพ่อแม่ถึงใจร้ายใจดำกับลูกแบบนี้ ถ้าเรารู้จักกันเร็วกว่านี้ พัดจะพาตำรวจไปจัดการให้ถึงที่สุด” เธอว่าอย่างโมโห ลุกขึ้นเดินมาหาเขา “แล้วคุณพ่อของคุณป้อล่ะคะ”

ปรเมศวร์ยิ้มให้เธออย่างขมขื่น ดีใจที่หญิงสาวโมโหและปกป้องเขา

“เขาก็ไม่ต้องการฉันเหมือนกัน เพราะเขามีลูกใหม่กับผู้หญิงที่ทั้งสวยและรวยกว่าแม่ ฉันเลยกลายเป็นตัวภาระและน่ารำคาญ”

“เอ๋!...เมื่อกี้พัดไม่ได้รำคาญคุณป้อนะคะ พัดแค่เห็นว่าห้องครัวมันร้อนแล้วก็แคบ” ตอนนี้หญิงสาวลุกขึ้นมานั่งลงข้างๆ เขา สองมือเกาะแขนชายหนุ่มอย่างง้องอน ลืมตัวลืมสถานะว่าเขากับเธอเป็นใคร เธอรู้สึกว่าเขาคือเพื่อนที่ดีต่อเธอ และตัวเองก็พร้อมจะปกป้องเขา

เมื่อเขาไม่หันมา เธอก็เขย่าแขนของเขาที่พับเชิ้ตสีขาวแขนยาวขึ้นไปถึงข้อศอกอย่างรู้สึกผิด เหมือนเธอไปซ้ำเติมปมในใจของเขาเข้าแล้ว

“คุณป้ออย่าโกรธพัดเลยนะคะ พัดไม่มีวันรำคาญคุณป้อหรอกค่ะ คุณป้อใจดีกับพัดจะตาย” ว่าพลางก็เอียงหน้ามามองหน้าเขาอย่างร้อนใจ

“จริงเหรอ ฉันมันก็น่ารำคาญจริงๆ ละ” เขาแกล้งทำเป็นตามน้ำเมื่อเห็นอีกฝ่ายรู้สึกผิดขึ้นมาจริงๆ

“ไม่หรอกค่า คุณป้อน่ารักจะตาย แถมใจดีด้วย” เสียงอีกฝ่ายที่ง้องอนดังงุ้งงิ้งอยู่ไม่ไกล ทำให้คนฟังแอบยิ้มในใจ แววตาพราวระริกทีเดียว แต่ยังคงเก๊กหน้า ตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ เอ่อ ถึงเรื่องจะไม่เท็จก็เถอะ

“อื้ม ก็ยังดี อย่างน้อยก็ยังมีเธอที่ไม่รำคาญฉัน”

“คุณป้อละก็” เธอปล่อยมือจากแขนของเขา พอดีกับที่มีเรือผ่านมาพอดี เสียงเครื่องยนต์ทำลายบรรยากาศดีๆ ไปเสียหมด

หญิงสาวลุกขึ้นไปนั่งฝั่งตรงข้ามเมื่อเขาเข้าใจเธอแล้ว ไม่ได้คิดเลยว่าตัวเองทำให้อีกฝ่ายรื่นรมย์เพียงใด ใจที่เศร้าหมองแทบเลือนหายไปหมดกับเสียงงุ้งงิ้งงอนง้อเอาใจเมื่อครู่ แถมยังโกรธแทนเขาและอยากปกป้องเขาอีกด้วย

บรรยากาศเงียบลงพร้อมกับเสียงเรือที่แล่นหายไปในความมืด ชายหนุ่มมองหญิงสาวที่นั่งห้อยขาหันหน้ามองท้องน้ำกระเพื่อมไหว แสงจันทร์ทาบทอลงมาทำให้ท้องน้ำมีประกายสีส้มจางๆ หิ่งห้อยจากต้นไม้ใหญ่ฝั่งตรงข้ามกะพริบวิบวับเพียงเล็กน้อยให้พอได้ชื่นชม

ลมพัดไหวจนลูกผมที่หลุดลุ่ยเล็กน้อยของเธอปลิวไปตามทิศทางลม เปิดเปลือยใบหน้านวลที่ปะทะสายลม หญิงสาวหลับตาพริ้มสูดดมกลิ่นดอกไม้หอมหวานที่โชยมา

เขามองเพลินจนแทบลืมหายใจ จนกระทั่งหญิงสาวลืมตาแล้วหันมายิ้มให้เขา

หัวใจในอกที่ปกปิดมิดชิดแทบกระดอนออกมากับรอยยิ้มที่มีฉากหลังเป็นม่านแสงจันทร์และท้องน้ำวิบวับ

“คุณป้อได้กลิ่นหอมเย็นๆ ไหมคะ” เสียงเล็กๆ ที่เอ่ยถามพลางก็สูดดมด้วยสีหน้าสดชื่น

“อื้ม กลิ่นของดอกอะไร หอมดี หอมหวานๆ เย็นๆ แต่ไม่เอียน”

“ดอกปีบค่ะ พ่อปลูกไว้หลังบ้านสองต้น ออกดอกสะพรั่งเลยค่ะ คุณป้ออยากเห็นไหมคะ” เธอชักชวนด้วยแววตาวาวระริก เหมือนเด็กอยากอวดของเล่น

ปรเมศวร์ยิ้มอย่างเอ็นดูพลางพยักหน้า เธอจึงลุกเดินนำเขาออกไปจากศาลา กระทั่งมาหยุดอยู่ด้านหลังบ้านซึ่งมีไม้ยืนต้นผิวขรุขระสองต้น เมื่อครู่ที่เดินออกมาจากบ้าน เขาไม่ได้สังเกตว่ามีต้นไม้ชนิดนี้อยู่ ด้วยใจมัวอยู่แต่กับคนตัวเล็กซึ่งเดินนำไปยังศาลาท่าน้ำ

“โน่นค่ะ” เธอชี้มือขึ้นไปด้านบนพลางแหงนเงยจนสุดคอ

ชายหนุ่มแหงนหน้าขึ้นไปมองบ้าง ที่นั่นมีดอกไม้สีขาวพราวเต็มต้น รูปทรงพอมองเห็นอยู่บ้าง

“สวยและหอมหวาน” ชายหนุ่มบอก สายตาไม่ได้มองที่ดอกไม้แล้ว

“ใช่ค่ะ พัดหลงรักมันมากๆ เลย”

“อืม ฉันก็คงจะหลงรักมันมากเหมือนกัน” เขาว่าพลางมองคนที่แหงนเงยขึ้นมองดอกไม้รูปทรงเรียวอย่างปลื้มใจ ไม่รู้เลยสักนิดว่ามีใครมองนิ่งด้วยแววตาล้ำลึกเพียงใด

“ฉันกลับก่อนดีกว่า เดี๋ยวพ่อแม่พัดจะว่าเอาได้” ชายหนุ่มเห็นสมควรแก่เวลา จึงเอ่ยบอกหญิงสาว

“อ้อค่ะ งั้นพัดเดินไปส่ง” หญิงสาวหันมามองเขาพลางยิ้มกว้างจนตาหยี

ชายหนุ่มรอให้เธอเป็นฝ่ายเดินนำหน้า แล้วจึงก้าวตามไปเงียบๆ แผ่นหลังน้อยของคนตัวเล็กช่างดึงดูดสายตาจนเขาต้องสาวเท้าเข้าไปใกล้อีกนิด

“เชิญค่ะ” เธอหันมาบอกเมื่อเดินมาถึงรั้ว

เขาเดินผ่านเธอไปเพื่อออกนอกรั้ว หญิงสาวจะก้าวตาม แต่ปรเมศวร์ห้ามไว้

“ไม่ต้องออกมาหรอก ส่งฉันแค่นี้ก็พอ เห็นเธอบอกว่าคนแถวนี้ขี้เมาท์ เดี๋ยวจะเป็นขี้ปากชาวบ้านเอาได้” ชายหนุ่มบอกพร้อมกับปิดประตูรั้วให้ แต่ศีรษะของคนตัวสูงเลยรั้วขึ้นมามากจนเธอมองเห็นหน้าเขาได้ชัดเจน

“ค่า ขอบคุณที่เป็นห่วงพัดค่ะ งั้นพรุ่งนี้พัดจะไปทำงานแต่เช้านะคะ ขอบคุณสำหรับเสื้อผ้าด้วยค่ะ” เธอยิ้มกว้างพลางยกมือไหว้เขา

“อืม แค่ตอบแทนด้วยอาหารบ้านพัดหลายๆ มื้อก็พอ” เขากระซิบบอก

“ได้เลยค่ะ” เธอทำมือโอเค ยิ้มสดใส

“ไปละ” ชายหนุ่มบอกลาเสียงเบา ใบหน้าแต้มรอยยิ้มไปจนถึงดวงตา

“บ๊ายบายค่ะ” ภัสสรชูมือโบกไปมาให้เขาถี่ๆ พลางเอียงหน้าอย่างน่ารักในสายตาอีกฝ่าย ทำเอาคนมองแทบไม่อยากหันหลังกลับเลยทีเดียว

ปรเมศวร์หันหลังให้อีกฝ่ายทั้งรอยยิ้มกว้างขวางอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน แม้พยายามบังคับแล้ว แต่ก็ยังไม่อาจห้ามปราม เขาจึงได้แต่ยกหลังมือขึ้นมาปิดบังรอยยิ้มอย่างขัดเขินตัวเอง จนกระทั่งเดินไปเปิดประตูรถที่จอดอยู่ริมรั้ว เข้าไปนั่งในรถก็ยังไม่หยุดยิ้ม จึงได้แต่ปล่อยเลยตามเลยกับความรู้สึกที่เกิดขึ้น

เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร ความรู้สึกที่อยากอยู่ใกล้ใครบางคนจนต้องวางแผนดึงอีกฝ่ายมาไว้ใกล้ตัว

และตอนนี้เขาก็กำลังกระทำตัวเป็นหนุ่มน้อยริมีรัก จีบหญิงสาวที่ไม่รู้ตัวสักนิดว่าคนรู้สึกดีด้วยเขาเทใจให้ไปตั้งมากมาย

แต่อย่างไรก็คงต้องให้เธอเตรียมตัวเตรียมใจอีกนิด

เขาไม่เร่งร้อนอยู่แล้วกับรักแรกครั้งนี้

เพราะเขาต้องการให้เธอเป็นรักแรกและรักสุดท้ายของเขาเท่านั้น

คนที่จะรักเขาด้วยหัวใจ

คนที่จะรักเขาอย่างไม่มีข้อแม้

 



              

(โปรดติดตามตอนต่อไป)


ผลงานจากทรายชมพู

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 23 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #835 1234nong (@1234nong) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 25 มีนาคม 2562 / 17:39
    น่ารักจังเลย...
    #835
    0
  2. #64 วิชญ์กร (@joykanananight) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2561 / 14:40
    ไรท์อยากได้e-book

    แล้วอะ
    #64
    1