[PRE ORDER] แ อ ค เ ค่ อ #แอคเค่อของน้องแมว

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 21,758 Views

  • 330 Comments

  • 1,168 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    1,178

    Overall
    21,758

ตอนที่ 5 : Ep.5 Wake up the boy

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1455
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 147 ครั้ง
    27 ธ.ค. 61



Ep.5 Wake up the boy

ผมกับโชก้าวเท้าเข้าไปในห้อง แม้จะไม่ได้นัดแนะ แต่จากบทสนทนาบนรถที่ผมคุยกับคุณคนนั้น ผมคาดว่าโชน่าจะพอเดาออกว่าผมกำลังจะทำอะไร เขาแสดงสีหน้าให้กำลังใจก่อนผมจะตัดสินใจปลุกเจ้าหนูน้อยตื่นขึ้นมาเจอกับฝันร้ายในโลกของความเป็นจริง
ก่อนจะเติบโตทุกคนก็ต้องเดินฝ่าพายุสักลูกเป็นธรรมดาอยู่แล้วละนะ...
"แฮมครับ ..." ผมสะกิด จากที่เคยนอนในค่ายที่หอในมอร่วมกันมา แฮมค่อนข้างเป็นคนประสาทสัมผัสไว และก็เป็นแบบที่ผมคิด น้องสะดุ้งตัวตื่นลุกขึ้นมากอดผมไว้
"พี่ทีเร็กซ์..." เขาเรียกชื่อผมเสียงสั่น แค่นั้นก็ทำได้แค่ซุกตัวลงกับพุงผม ก่อนจะร้องไห้อีกรอบ
"แฮมครับ หยุดร้องก่อน มองหน้าพี่ก่อนนะครับ" ผมว่า แม้ไม่อยากทำแต่ก็ต้องทำ ผมลูบหัวเจ้าตัวดีก่อนจะพยายามทำให้น้องมองหน้าผม ดวงตาใส ๆ ทั้งสองข้างคล้ำและหม่น น้ำมงน้ำมูกไหลเลอะเทอะเปรอะเปื้อนไปทั่วทั้งใบหน้า
"หนูไปตรวจเลือดมาเมื่อเช้าถูกไหม? " ผมถาม น้องแฮมพยักหน้า แล้วทำท่าจะร้องอีกรอบ แต่โดนผมถามต่อก่อน
"หนูไปมีความเสี่ยงมาเกินสามสิบวันแล้วเหรอครับ? "
ผมถามต่อถึงระยะที่ความเสี่ยงจะแสดงผลออกมา ปกติแล้วถ้าจะตรวจเลือดแล้วพบว่าตัวเองมีเชื้อ HIV คุณต้องไปมีความเสี่ยงอะไรมาอย่างน้อยเกิน 30 วันขึ้นไป ไม่งั้นไม่มีทางเจอเชื้อ HIV หรอกครับ
น้องแฮมหยุดสะอื้น ใบหน้าเหมือนกำลังใช้ความคิด ผมไม่ชอบเท่าไรที่ตัวเองต้องพยายามทำให้อีกฝ่ายขุดความทรงจำแย่ ๆ ขึ้นมา แต่เชื่อผมเถอะ บางครั้งบ่มหนามเจ็บครั้งเดียวแล้วจบดีกว่าปล่อยให้มันเป็นหนองไว้แบบนั้นทอดเวลาต่อไปจนแผลบาดลึก
"ก็..ก็เกินนะครับ ผมไปมีอะไรมาน่าจะตั้งแต่ช่วงต้นเดือนกุมภาฯ " ผมแอบคำนวณเวลาในใจ ตอนนี้เกือบ ๆ จะปลายเดือนมีนาคมแล้ว เกินระยะเวลาที่เชื้อจะฟักตัวในระหว่างสามสิบถึงเก้าสิบวันพอดีหลังมีความเสี่ยง
"แล้วได้ตรวจซ้ำรึยังครับ? "
"ยั..ยังครับ พอคุณหมอที่คลินิกนิรนามแจ้งว่าผมติดเชื้อ HIV ผมก็ไม่มีสติเลยพี่ เขาพูดอะไรต่อจากนั้นผมก็จำไม่ได้แล้ว รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนโทรศัพท์ไปหาพี่" แฮมว่า พลางก้มหัวขอโทษ
ผมมองปฏิทิน วันนี้วันที่ 20แล้ว พรุ่งนี้ผมมีเรียน ส่วนวันพุธผมยังว่าง งั้นน่าจะเป็นวันพุธที่ผมจะพาน้องแฮมไปตรวจเลือดย้ำอีกครั้งเพื่อยืนยันผล
"วันพุธเราเลิกเรียนกี่โมง? "
"สามโมงครึ่งครับ"
"โอเค งั้นเราจะไปตรวจเลือดฟังผลซ้ำกันอีกครั้งวันนั้นหลังเราเลิกเรียน พี่ไม่ได้บอกให้ดีใจนะ แต่บางครั้งผลการทดสอบบางอย่างเราต้องทำมากกว่าหนึ่งครั้ง แฮมเข้าใจที่พี่พูดใช่ไหมครับ? " น้องแฮมพยักหน้ารับคำ สีหน้าดีขึ้นมานิดหน่อยแต่น้ำตาจะไม่หยุดไหลดี ส่วนโชนั่งที่เก้าอี้ทำการบ้านของผมเงียบ ๆ
"พี่มีเรื่องจะถามแฮม"
"ครับพี่? "
"ผู้ป่วยโรค HIV กับผู้ป่วยโรคมะเร็งแตกต่างกันไหมครับ? " ผมถาม เว้นวรรคคำตอบให้น้องได้คิดตาม
"แตกต่างครับ" น้องแฮมว่า
"ในแง่ไหน? "
"มะเร็งมันติดต่อกันไม่ได้ครับ...แต่ที่ผมเป็นมันติดต่อกันได้และเป็นโรคร้ายแรงที่สังคมรังเกียจ"
"ติดต่อผ่านทาง? " ผมถามต่อ เว้นวรรคให้น้องแฮมได้คิดตามเรื่อย ๆ
"ผ่านทางการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัยครับ"
"ไม่ใช่คำตอบที่ผิด แต่จริง ๆ แล้วการจะติดเชื้อ HIV ได้มันจะต้องมีทั้งช่องทางรับและช่องทางส่ง สารคัดหลั่งในร่างกายคนเราไม่ได้สัมผัสกันได้ง่าย ๆ ขนาดนั้น ....ปัจจุบันเองสังคมก็ค่อนข้างเปิดกว้างมากขึ้นแล้วนะครับ แล้วทำไมเราถึงร้องไห้เป็นเผาเต่าขนาดนั้น? " ผมตั้งคำถามกับรีแอคชั่นของแฮม เจ้าตัวพยักหน้าขึ้นลงก่อนจะตอบผมกลับมา
"เพราะจริง ๆ แล้วแฮมรู้สึกผิดกับตัวเอง แฮมรู้สึกผิดกับครอบครัว กับคนที่รักแฮม แฮมรู้สึกว่าแฮมไม่ได้รักตัวเองมากพอที่จะดูแลตัวเองให้ดีกว่านี้" เขาว่า จบคำนั้นเขื่อนน้ำตาก็ทำท่าจะพังทลายลงอีกครั้ง ผมสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ ก่อนจะปรบมือสองสามครั้งเรียกสติแฮมจนเจ้าตัวสะดุ้ง
"Wake up the boy ...มองตาพี่ แล้วตอบคำถาม ใครผิดหวังในตัวเธอ? "
"ก็..ครอบครัวแฮ.."
"เขาบอกแล้วเหรอว่าผิดหวังในตัวเรา เขาบอกรึยัง บอกตอนไหนว่าผิดหวัง? " ผมสวนกลับ ประสานตากับเด็กน้อยที่นั่งอยู่ตรงหน้า
"ก็..ก็ยังครับ แต่ว่ามัน..."
"มันทำไม? "
"มันก็น่าจะ..ผิดหวังไม่ใช่เหรอครับ? " เจ้าตัวว่าเสียงค่อย สีหน้าดูมีสติขึ้นตามลำดับ
"...หรือต่อให้ผิดหวังจริง ๆ แล้วยังไงต่อ? มีใครบ้างไม่เคยผิดพลาด มีใครบ้างที่เกิดมาแล้วไม่เคยทำให้ใครผิดหวัง แต่แล้วยังไงอะ เราจะขอโทษอีกกี่พันครั้งก็เปลี่ยนผลเลือดของตัวเองไม่ได้ แต่ที่พี่จะบอกเราคือ ครอบครัวนะ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ยังมีกันและกันเสมอ เพราะมันเป็นแบบนั้นตลอดมา และจะเป็นแบบนั้นตลอดไปไม่ใช่เหรอ เพราะแบบนั้นต่างหากเราถึงเรียกว่านั้นคือครอบครัว"
"........"
"หนูยังต้องโต ยังต้องเจอเรื่องบัดซบมากกว่าแค่ผลเลือดบวก ยังต้องเจอใครมากมายอีกหลายคนที่ทั้งผิดหวัง ทั้งภาคภูมิใจ ทั้งชอบใจ ทั้งไม่ชอบใจในตัวเราเสมอ ๆ จะเลือดบวกเลือดลบเราก็ยังเจอเรื่องแย่ ๆ ที่เราต้องย้อนกลับไปถามตัวเองว่า 'กูต้องเกิดมาเพื่อเจอเรื่องเหี้ย ๆ แบบนี้จริง ๆ เหรอ? ' และยังต้องเจอต่อไปจนกว่าเราจะตายจากโลกใบนี้ไป แล้วถามว่าทำไมเราจะต้องทุกข์ล่วงหน้ากับความบัดซบที่ยังมาไม่ถึงด้วย? "
"ครับ...."
"เสียใจได้ ใคร ๆ ก็ร้องไห้เป็น ไม่แปลก พี่ก็ร้องไห้บ่อย ๆ " ผมเว้นวรรค ไม่กล่าวต่อด้วยว่าตอนตัวเองร้องไห้ทุเรศแค่ไหน "แต่หลังผ่านพ้นมรสุมของหยาดน้ำตาแล้ว เราต้องลุกให้เป็น โลกใบนี้อาจจะมีคนเข้าใจเราไม่มาก หรืออาจจะไม่มีเลยก็ได้ แต่ชีวิตเรายังต้องเดินต่อไปเสมอ ๆ "
"แฮมเป็นเด็กฉลาดคนหนึ่งที่พี่รู้จัก แต่จำไว้นะครับ ตราบเท่าที่เรายังเป็นมนุษย์ ใคร ๆ ก็ผิดพลาดกันได้ทั้งนั้น ฉลาดแค่ไหนก็ทำเรื่องโง่ ๆ ได้ในบางเวลา บางสถานการณ์ หนูแค่ก้าวพลาดไปหนึ่งก้าว หนูยังเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ ยังมีพี่ มีเจ้าโต เจ้าแฝด มีคนอีกมากที่ต้องเข้าใจในตัวหนูแน่ ๆ และพี่ไม่เคยผิดหวังในตัวเราเลยสักครั้งตั้งแต่รู้จักกันมา เพราะงั้นแล้ว ... อย่าร้องไห้อีกเลยนะครับ" ผมกอดเจ้าตัวพลางลูบหัวเบาบาง
"พี่ที" เจ้าแฮมครางชื่อผมเสียงสั่น พลางกอดพุงผมแน่น
"เอาละ พี่จะยังไม่ถามแล้วกันว่าไปทำอะไรกับใครมา เพราะคิดว่าเราน่าจะยังไม่พร้อมจะตอบคำถามของพี่ แต่ฟังพี่ไว้นะครับ การมีเซ็กซ์ไม่ใช่เรื่องที่ผิด ที่ผิดคือเซ็กซ์ที่ไม่ปลอดภัย และการที่เราเป็น HIV แล้วไม่ได้แปลว่าจะสามารถมีเซ็กซ์ได้โดยไม่ป้องกันนะครับ แฮมเข้าใจที่พี่พูดไหม? "
"เข้าใจครับพี่" เจ้าแฮมรับคำเสียงใส สีหน้าดีขึ้นแม้จะยังมีขี้มูก อย่างน้อยที่สุดประกายตาของน้องแฮมดีขึ้นมาก แม้จะไม่ได้กลับมาสดใสเหมือนเดิม แต่ก็ไม่ได้หม่นหมองราวกับว่าโลกทั้งใบของเขาได้แตกสลายไปแล้วเหมือนเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา
"หลังวันพุธ ถ้าไปตรวจแล้วผลเลือดยังเป็นบวก เราต้องไปหาหมอ ต้องปรึกษากันต่อเนาะว่าจะทำยังไงต่อไป หลังจากนี้เราก็ต้องดูแลตัวเองดี ๆ อ๋อ ถึงพี่จะไม่ถามว่าเกิดอะไรขึ้น แต่สิ่งที่พี่อยากแนะนำอีกเรื่องคือก็ควรเตือนคน ๆ นั้นซะนะว่าเขามีเชื้อ HIV เขาจะไม่ได้ไปมั่วซั่วกับใครจนทำให้ใครสักคนต้องหัวใจสลายแบบนี้อีก"
ผมว่า แม้ผมจะยังไม่คาดคั้นในตอนนี้ว่าใครหน้าไหนที่กล้ากระทำการอุกอาจแบบนี้ แต่ก็ขอมองโลกในแง่ดีไว้ก่อนว่าเจ้าตัวอาจจะไม่รู้เรื่องที่ตัวเองมีเชื้อ HIV จริง ๆ อย่างน้อยที่สุด ถ้าน้องแฮมไปบอกให้หมอนั้นรู้ตัว จะได้ป้องกัน ไปรับยาต้าน และจัดการชีวิตตัวเองได้เป็นลำดับขั้นตอนต่อไป
ก็หวังแต่ว่าเขาจะไม่รู้ตัวจริง ๆ ว่าตัวเองไม่ปลอดภัย ไม่ใช่ตั้งใจไม่ป้องกันเพื่อหวังผลทำลายชีวิตคนอื่น ๆ อีกมากมายหลายคน เพราะไม่อย่างงั้นเราอาจจะต้องเจอกันอีกหลายยก มากกว่าแค่รู้จักกันผ่านคำพูดของบุคคลที่สามแน่ ๆ ผมรับประกันได้...
น้องแฮมรับปากผมเรื่องที่ผมบอกไว้ แม้จะยังไม่เล่ารายละเอียดถึงต้นเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ผมเชื่อว่าถ้ามันถึงเวลาที่พร้อมแล้ว เขาจะสามารถบอกเล่าให้ผมฟังได้อย่างปลอดโปร่งถึงความผิดพลาดที่เกิดขึ้น เรื่องบางเรื่องต้องปล่อยให้เวลาได้ทำหน้าที่ของมัน ตอนนี้ผมเองก็ถือว่าได้ทำเท่าที่ทำไปได้จนเกือบจะหมดแล้ว
"นอกจากนั้น พี่อยากให้เราได้ลองคุยกับใครบางคนด้วย" ผมว่า พลางสไลด์หน้าจอโทรศัพท์แล้วกดโทรไลน์ไปหาปลายสายที่กำลังรออยู่ น้องแฮมทำหน้างง ส่วนโชไม่แสดงออกว่ารู้สึกยังไงนอกจากแววตาที่ดูประหลาดใจและอยากรู้อยากเห็นเหมือนเด็ก ๆ รอไม่นานนักอีกฝ่ายก็รับสาย
"สวัสดีครับพี่เอก" ผมพูดนามแฝงตามที่อีกฝ่ายขอร้อง พร้อมเปิดลำโพงโทรศัพท์ให้ทุกคนได้ฟังพร้อมกัน
'สวัสดีครับ จริง ๆ อาจจะกระดากปากไปหน่อยถ้าต้องเรียกผมว่าพี่เพราะอายุผมอาจจะเป็นรุ่นพี่พ่อของพวกน้อง ๆ ได้แล้ว แต่ยังไงเอาตามที่สะดวกก็ได้นะครับ' เสียงทุ้มต่ำตอบกลับมา จากน้ำเสียงปลายสายที่ตอบกลับ สามารถสื่อสารให้คนในห้องทั้งหมดรับฟังได้ว่าอีกฝ่ายเป็นคนมีอายุระดับหนึ่งจริง ๆ ตามโทนเสียงและวิธีการพูดที่สื่อสารออกมา
"เอ้า น้องแฮม สวัสดีพี่...โอเค เอางี้ ผมขอเรียกว่าคุณน้าเอกจะได้ไหมครับ? จะได้ไม่เคอะเขินกันเท่าไหร่? " ผมเสนอทางเลือกอื่น ปลายสายรีบตอบกลับผมมา
'ได้ครับ ๆ ผมก็อายตัวเองเหมือนกัน หลักห้าแล้วยังให้เด็ก ๆ มาเรียกพี่เนี้ย ฮ่าๆ '
"ฮ่า ๆ ครับคุณน้าเอก ตอนนี้ผมอยู่กับน้องผมนะครับ ผมอยากให้น้าเอกลองคุยกับน้องผมหน่อยได้ไหมครับ? " ผมเปิดประเด็น เจ้าแฮมยังทำหน้างงจนผมพยักหน้าให้ส่งเสียงทักทายอีกฝ่ายไป
"สวัสดีครับคุณน้าเอก" เจ้าตัวว่าเสียงเรียบ ใบหน้ายังคงงง ๆ ว่าผมให้คุยทำไม
'สวัสดีครับหนู ฟังจากเสียงแล้วเด็กจริง ๆ ด้วยแฮะเรา ... อายุเท่าไหร่แล้วครับ? '
น้องแฮมหันกลับมามองหน้าผมเป็นเชิงถามว่าควรตอบไหม? ผมพยักหน้าไปเจ้าตัวจึงกรอกเสียงไปตามสาย
"ปีนี้ผม 16 ครับ"
'อาห๊ะ...อายุเรามากกว่าหลานน้าปีเดียวเอง แล้วเป็นยังไงบ้างตอนนี้? '
"อ่า...." เจ้าแฮมครางเสียงต่ำ ใบหน้าหายงง ๆ แต่เหมือนระคนสับสนว่าตัวเองควรจะสื่อสารยังไงดี
'ไม่ต้องกลัวนะ พี่เราเขาไม่ได้เล่าอะไรมากไปกว่าแค่หนูกำลังมีเรื่องไม่สบายใจเท่านั้น ไหนเราพอเล่าให้น้าฟังได้ไหมว่ามันเกิดอะไรขึ้น แล้วหนูรู้สึกยังไงบ้าง'
ผมไม่ได้เล่าอะไรนอกจากบอกใบ้กลาย ๆ ว่าน้องคนสนิทของผมกำลังมีปัญหาที่หนักและคล้ายกับตัวคุณน้าเขาในอดีตเท่านั้นเองครับ
ต้องขอบคุณจริง ๆ ที่ผมนึกขึ้นได้ว่าเพื่อนสนิทของตัวเองเคยทำโครงการประวัติการรักษา HIV ตั้งแต่ยุคสมัยเริ่มแพร่ระบาดใหม่ ๆ ในประเทศไทย พร้อมมีสัมภาษณ์ผู้ป่วยท่านหนึ่งที่อายุหลักห้าสิบแล้ว แต่ยังแข็งแรงและยังดำรงชีพในสังคมตามปกติ ตอนนั้นที่ฟัง ผมรู้สึกว่าคำตอบและ mindset ของคุณน้าเขาค่อนข้างโอเค ไม่คิดว่าสักวันจะมีเรื่องรบกวนกันจริง ๆ จัง ๆ จนได้
การให้กำลังใจเป็นหน้าที่ของคนที่อยู่ข้าง ๆ กัน แต่คนที่จะเข้าใจกันและกันมากที่สุด คือคนที่เคยผ่านสถานการณ์ที่เลวร้ายคล้าย ๆ กัน ผมเชื่อแบบนั้น จึงลองเสี่ยงทายดูว่ามันจะได้ผลไหม และดูเหมือนคำตอบในครั้งนี้จะทำให้ผมเบาใจลงไปได้ในเรื่องของน้องแฮม
"ผมติดเชื้อ HIV ครับน้า" น้องแฮมว่า ตอบเสียงฉะฉาน แต่แววตาไม่ได้โรยราเหมือนแรกเริ่ม
"ถามว่ารู้สึกยังไง ตอนแรกผมรู้สึกเหมือนโลกของผมมันพังทลายลงเลย ผมรู้สึกหมดคุณค่า ผมรู้สึกเหมือนกับว่าผมกลายเป็นสิ่งที่คนในสังคมเราไม่สามารถยอมรับได้อีกแล้ว แต่ว่า..." น้องแฮมหยุด เว้นวรรคเหมือนใช้ความคิดอีกครั้งก่อนจะตอบกลับไป
"ผมเชื่อว่า ชีวิตของผมยังไปได้ต่ออีกไกล และผมยังทำอะไรให้กับสังคมได้อีกเยอะมาก ๆ ครับ ผมจะยังมีความสุขได้ ตราบเท่าที่ผมยังพยายามใช้ชีวิตต่อไปครับ"
แม้จะไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด แต่อย่างน้อยผมสัมผัสได้ว่าหัวใจและความสดใสของเจ้าเดือนค่ายคนเดิมของคณะผมได้กลับมาอีกครั้ง น้องแฮมยิ้มออกมานิดหน่อย ส่งสายตาขอบคุณมาให้กับผม
'อาการเบากว่าที่น้าคิดแฮะ... แต่ได้ฟังแบบนี้ก็ดีใจ ตอนนั้นนะ น้าอายุแค่ 14 เอง สมัยนั้นไม่มีหรอก การให้ความรู้ การป้องกันตัวเอง กระทั่งถุงยางยังไม่มีใครกล้าหยิบ กล้าซื้อเลย เพราะถ้าใครซื้อก็จะโดนสายตาของทุกคนรุมประณามว่าเป็นพวกมักมากในกาม'
ปลายสายตอบกลับมา ทุกคนในห้องต่างให้ความสนใจกับเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในอดีตของคนๆ หนึ่ง แม้จะไม่มีความเกี่ยวข้องกัน แต่แม้กระทั่งผมเองก็ยังสนใจบรรยากาศของสังคมในยุคก่อนจากปากคนที่เคยผ่านมันมา
'ช่วงที่น้าเป็นนะ ตอนนั้นโรคมันเพิ่งเข้ามาถึงไทยได้ปีสองปีเองมั้ง ความรู้ในการป้องกัน ยาเยออะไรไม่ต้องไปถามหาเลย เพราะไม่มีใครรู้จัก สื่อเองยังไม่ได้นำเสนอข่าวอะไรพวกนี้ด้วยซ้ำ น้าเองก็ไม่รู้จะทำยังไง รู้แค่ว่าตัวเองป่วยเป็นโรคที่รักษาไม่หาย สุดท้ายก็เลยออกจากโรงเรียน กลับไปคุยกับที่บ้านว่าจะทำยังไงกันต่อไปดี'
"แล้วครอบครัวว่ายังไงบ้าง หลังคุณน้าบอกออกไปครับ? " น้องแฮมถามต่อ เจ้าตัวตอนนี้ให้ความสนใจทั้งหมดไปที่ปลายสายเรียบร้อยแล้ว
'จะว่ายังไงเหรอ? บอกไปคำแรกก็โดนด่าเช็ดเลยหลานเอ๊ย น้ำหูน้ำตาไหล ไม่คุยกับน้าไปสามสี่วัน.....' ปลายสายกล่าวด้วยน้ำเสียงซีเรียส ผมมองหน้าเจ้าแฮมที่แอบซีดลงนิด ๆ ก่อนน้าเอกจะกล่าวต่อว่า
'... ก่อนวันที่ห้าแกจะต้มสมุนไพรให้ทาน'
"อ่า"
'ก็นั่นแหละ แกก็ด่าทุกวันนั่นแหละ ลูกทรพีบ้าง ลูกไม่รักดีบ้าง แต่ก็มีสมุนไพรหยูกยามาไม่ขาด อะไรที่เขาว่าดี เขาว่าช่วยบำรุง ช่วยรักษาก็หามาให้โม้ดดด เมื่อก่อนแกไม่เคยหรอกออกกำลังกาย แต่ทุกเย็นหลังทำงานเสร็จก็จะบังคับน้าไปวิ่งกับแก
กลายเป็นว่าทั้งบ้านหันมาใส่ใจกันเรื่องสุขภาพ หาของดีๆ ทานกันทั้งบ้าน หาของบำรุง ออกกำลังกายกันสารพัด ท่ามกลางคำด่ามากมาย เดี๋ยวก็ว่าปีสองปีก็ตาย เดี๋ยวก็ว่าอยู่ได้ไม่กี่เดือนก็เดธ ....ปัจจุบันนี้คนที่พูดเนี้ยไปก่อนน้าหลายคนแล้วหนูเอ๊ย'
ปลายสายกล่าวพร้อมหัวเราะอย่างชอบใจเมื่อถึงพูดถึงตอนท้ายของประโยค บรรยากาศในห้องดีขึ้นตามลำดับ เจ้าแฮมยิ้มอย่างสดใสก่อนจะถามคำถามต่าง ๆ ที่ตัวเองสนใจต่ออย่างร่าเริง
"แล้วเรื่องที่ทำงานเป็นยังไงบ้างครับ? "
'ก็คนไม่มีการศึกษานะหนู ทำอะไรได้นอกจากพวกงานใช้แรงงาน คิดอีกแง่ก็เหมือนน้าได้ออกกำลังกายทุกวันนะเพราะมันต้องใช้แรงกาย จะไปทำงานอะไรพวกที่เข้าระบบไม่ได้หรอกเพราะเขาตรวจเลือดไง เขาไม่เอาหรอกพวกที่เลือดบวกนะ มันเป็นกฎของบริษัทนะว่าไม่รับบุคคลที่มีโรคติดต่อร้ายแรงเข้าไปทำงาน'
เราเงียบกันไปอีกครั้ง ก่อนน้องแฮมจะแสดงความคิดเห็น
"เลือดบวก เลือดลบไม่เห็นเกี่ยวข้องกับทักษะการทำงานเลยนิครับ จริงอยู่ว่ามันเป็นโรคที่สามารถติดต่อกันได้ แต่ไม่ได้แปลว่าแค่อยู่ใกล้ ๆ กันก็จะติดโรคกันแล้วนิหน่า? " น้องแฮมว่า คิ้วน้อย ๆ ขมวดเข้ากับตาคู่ตี่
"อันนี้พี่ขอแสดงความคิดเห็นหน่อยได้ไหม? " โชพูดขึ้นพร้อมกับที่ผมกับน้องแฮมหันไปมองเขา เจ้าตัวกระแอมไอก่อนจะพูดต่อ
"โอเค พี่เข้าใจที่แฮมว่านะ จริงอยู่ว่าโรคนี้ไม่ได้ติดต่อเพราะแค่อยู่ใกล้ ๆ กัน แต่พี่มองสองประเด็นดังนี้ หนึ่ง สังคมยังมีภาพจำที่ไม่ดีต่อโรคนี้มาก ๆ เป็นต้นว่าจำพวกหนัง ละคร ภาพยนตร์ สื่อต่าง ๆ ตั้งแต่ในอดีตพยายามสร้างภาพจำว่าเป็นโรคที่น่ากลัวเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ใครคิดออกนอกกรอบเพราะสมัยนั้นยังไม่มีข้อมูลการรักษาอะไรที่แน่ชัด เลยทำได้แค่ห้ามปราม ตักเตือน และพยายามบอกผลลัพธ์ที่น่ากลัว ๆ เพื่อขู่คนอื่น ๆ
แต่พี่ว่าข้อสองสำคัญกว่า คือระดับคนทำงานหรือหัวหน้าบริษัท หรือพวก hr นะ เวลาจะรับคนเข้าทำงานในระบบเนี้ย ไม่ใช่แค่ตัวบุคคลเท่านั้นนะครับที่เสียทรัพยากรในการมาทำงาน แต่ตัวบริษัทเองก็เสียทรัพยากรเช่นกันในการเทรนด์การทำงานให้แต่ละบุคคล ดังนั้นแล้วทุก ๆ การลงทุน เจ้าของทุนก็ต้องมองด้วยว่าคุ้มค่าที่จะลงทุนด้วยไหม?
จริงอยู่ เราอาจจะบอกได้ว่าแม้จะเป็นโรคนี้แต่เราก็ยังแข็งแรง ยังสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพของมนุษย์คนหนึ่งที่พึ่งจะกระทำให้แก่บริษัท แต่เราต่างไม่มีใครรู้อนาคต ไม่มีใครรู้ว่าจริง ๆ แล้วในร่างกายเราแข็งแรงหรืออ่อนแอมากขนาดไหนในช่วงเวลาที่จะเกิดขึ้น
ดังนั้นก็ตัดปัญหาตั้งแต่แรก เลือกลงทุนบนความ 'ไม่เสี่ยง' แต่แรกเลย พี่ไม่ได้จะบอกว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ถูกต้องนะ แต่พี่แค่อยากให้เราลองมองหลาย ๆ มุมมอง จากทั้งคนตั้งกฎและคนที่ต้องปฏิบัติตาม การหาเส้นแบ่งตรงกลางที่จะทำให้ทุกคนพอใจนะ มันไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ จริง ๆ นั่นแหละครับ"
ทุกคนเงียบหลังจากที่เขาพูดจบ ผมว่าที่โชพูดออกมานั้นเป็นประเด็นที่น่าสนใจมาก ๆ หลาย ๆ ครั้งเรามักจะมองเรื่องราวหลาย ๆ อย่างแต่ในมุมมองของตน โดยปราศจากการมองผ่านมุมมองของอีกฝ่ายที่มีความคิดเห็นตรงกันข้ามกับเรา
'การคิดต่าง' นะมันไม่ใช่ปัญหา แต่ 'การคิดต่างและพยายามบังคับให้คนอื่นคิดตาม' นั่นแหละครับที่ทำให้เกิดปัญหาในสังคมมากมายหลายประการ
เพราะบางคำถาม ไม่ได้มีแค่หนึ่งคำตอบ หรือแม้กระทั่งหนึ่งคำตอบ ก็ยังสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามบริบทต่าง ๆ ทั้งสังคม ทั้งยุคสมัย ทั้งกาลเวลา
ดังนั้นเราจึงทำได้แค่เพียงมีสติและมองปัญหาต่าง ๆ โดยปราศจากอคติทั้งบวกและลบ อย่างที่โชเคยพูดกับผมเท่านั้นเอง เราแค่มองโลกแบบที่โลกเป็น ไม่จำเป็นต้องมองให้บวกเกินไปหรือสิ้นหวังเกินไปจนแทบมองไม่เห็นเส้นทางอนาคตของการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่า
'ใช่เลยครับ ผมว่ามองมุมนั้นก็ไม่ผิดอะไรนะ ใจเขาใจเราเนาะ เขาจ้างเราก็คงอยากได้คนที่สามารถทำงานให้เขาได้เต็มประสิทธิภาพแหละ เราเองก็ต้องเกรงใจเขาเหมือนกัน' น้าเอกกล่าวเสริม
ผมมองท้องฟ้า เวลาตอนนี้ราวเกือบสองทุ่มแล้ว ฝนด้านนอกหยุดตก ท้องฟ้าและอากาศกลายเป็นความชุ่มฉ่ำเย็น ๆ หลังพายุฝนพัดผ่านไป หันไปมองโชที่กำลังพิมพ์อะไรไม่หยุดมือก็ได้แต่คิดว่าควรจะไปส่งเขากลับบ้านได้แล้วก่อนที่มันจะดึกไปมากกว่านี้
"โชครับ เดี๋ยวกลับบ้านเลยไหม? " ผมหันไปถามเบา ๆ เขาหมุนข้อมือตัวเองดูนาฬิกาก่อนจะพยักหน้าตกลงตามที่ผมบอก
"น้องแฮมครับ งั้นคุยกับน้าเอกไปก่อนนะ เดี๋ยวพี่ไปส่งพี่โชแปป" ผมว่า เจ้าแฮมพยักหน้ารับคำ พลางหันไปสวัสดีพี่โชตามที่ผม ผมหยุดคิดนิดหน่อยก่อนจะพูดต่อ
"แล้วก็ ...เดี๋ยวพี่โทรศัพท์บอกแม่เราให้ว่าวันนี้นอนค้างห้องพี่ แล้วพรุ่งนี้ค่อยว่ากันนะว่าจะทำยังไงต่อไป" ผมเสนอทางออก ให้เวลาเจ้าแฮมได้ตั้งสติว่าจะจัดการปัญหานี้ยังไงต่อไป เพราะยังไงถ้าต้องรักษากันเป็นเรื่องเป็นราว คงต้องบอกผ่านไปยังผู้ปกครองของเจ้าตัวเท่านั้น
"ผมรักพี่ที่สุดเลย" เจ้าตัวว่าเสียงใส พลางกอดผมแน่น ส่วนผมก็ได้แต่ลูบหัวปลอบใจมันไป...คงจะดีมากกว่านี้ถ้ามึงไม่ร้องไห้จนเสื้อกูเลอะไปหมดนะไอ้แฮมเอ๊ย!
หลังเก็บของลงกระเป๋าเป้เสร็จ โชก็หิ้วข้าวของส่วนตัวขึ้นพร้อมพยักหน้าให้ผมเป็นเชิงให้เดินนำออกไป ผมก้าวเท้าออกจากห้อง ปิดประตูหลังจากเขาเดินตามออกมา
"คุณ...เก่งกว่าที่ผมคิดเยอะเลยนะ" โชว่าหลังใส่รองเท้าเสร็จ
"หื้ม? "
"ก็แบบ ถ้าลองกลับกัน เป็นผมคงสติแตกถ้าคนสนิทมาบอกว่าติด HIV ผมคงหัวหมุนและตั้งสติไม่ได้ไปพักใหญ่ ทำได้ก็คงแค่ปลอบโยนทำนองนั้นมั้ง? " เขาว่า
"ก็นะ...ผมบอกไปแล้วว่าคนไม่มีสตินะแก้ไขปัญหาให้ใครไม่ได้ทั้งนั้นแหละ"
เราสองคนยืนรอที่หน้าลิฟต์ ใบหน้าของโชแสดงเครื่องหมายคำถามและมีข้อสงสัยแต่เจ้าตัวไม่ได้พูดออกมา พอเห็นแบบนั้นผมเลยให้เขาเป็นคนพูดออกมา
"มีอะไรอยากถามผมรึเปล่า? "
"เออ..จะละลาบละล้วงไหม ถ้าผมจะถามว่า ...แล้วคุณละ ไม่กลัวติดเชื้อ HIV บ้างเหรอ? " เขาว่าเสียงอ่อย ทำท่าเหมือนเด็กตัวโต ๆ ที่กลัวว่าถามคำถามไปแล้วจะเสียมารยาทไหมกับคนอายุมากกว่า
"คุณทำหน้าเหมือนเด็กที่กำลังกลัวโดนดุ"
"ผม 26 แล้วนะ ไม่เด็กแล้ว" เขาว่า
ผมหันขวับไปมองด้วยความตกใจ ตอนแรกคิดว่าโชน่าจะไล่ ๆ กับผม ห่างกันไม่มากสักสองสามปีเสียอีก
"หน้าคุณเด็ก" ผมชม แต่พอเห็นเขายิ้มจนเห็นฟันขาวก็เลยย้อนกลับไปเรื่องเดิมเพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายได้ใจ
"อืม HIV นะเหรอ? ...ก็กลัวนะ แต่ผมก็ป้องกันในส่วนที่ทำได้ ผมนะใช้ถุงยางทุกครั้งเลย" กับคนแปลกหน้าและคนที่ไว้วางใจไม่ได้...ผมต่อความในใจแต่ไม่ได้พูดออกไป
"แล้วก็..นอกจากถุงยางอนามัยแล้ว ผมทาน PrEP ด้วยนะครับ"
"เพร็บ? มันคืออะไรอ่ะครับ? " เขาถามกลับ
"คุณไม่รู้จักเหรอ? " โชส่ายหน้ากลับเป็นการปฏิเสธ ลิฟต์เปิดกว้างออกมาให้เราสองคนเดินก้าวไปด้านใน
"มันคือยาอะไร ช่วยยังไง ราคาเท่าไหร่ สรรพคุณแบบไหน มีผลข้างเคียงไหม แล้วก็..."
เจ้าตัวควักโน้ตขึ้นมาจดพร้อมถามคำถามมารัว ๆ แต่ก็หยุดเงียบลงเมื่อเจอสายตาพิฆาตจากผมเป็นเชิงให้ใจเย็น ๆ โชหัวเราะแหะ ๆ เอาโน้ตเกาหัวแก้เก้อที่ลืมตัว เห็นแบบนั้นผมก็ได้แต่ถอดใจ ก่อนจะเปิดปากอธิบายให้เขาฟัง
"จะอธิบายยังไงดี ...คืองี้ PrEP...." ผมหยุดพูดหลังเห็นเขากำลังจดเลยสะกดให้ฟัง
"สะกดด้วยพีพิมพ์ใหญ่ อาร์พิมพ์เล็ก อีพิมพ์ใหญ่ พีพิมพ์ใหญ่ ย่อมาจาก Pre-Exposure Prophylaxis อธิบายง่าย ๆ มันคือยา Anti-virus ประเภทหนึ่ง สรรพคุณของมันคือการดักจับ HIV ก่อนที่มันจะลุกลามในร่างกาย มันช่วยป้องกันการติดเชื้อได้ประมาณ 92% จริง ๆ มันมีรายละเอียดมากกว่านี้ แต่คุณลองไปรีเสิร์ชเพิ่มเติมมาก่อน แล้วรอบหน้าผมจะเอามาให้ดู"
ผมพยายามอธิบายให้กระชับที่สุดหลังลิฟต์เปิดออกอีกครั้ง หันไปมองอีกที พ่อนักเขียนคนดีก็ตะบี้ตะบันจดข้อมูลที่ผมพูดอย่างเอาเป็นเอาตาย
สำหรับผมแล้ว โชค่อนข้างทุ่มเทให้กับการทำงานมากจริง ๆ จนดูเกือบจะสุดโต่งเลยในบางมุม
ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดดูตารางนัดหมายของเดือนถัดไป ไม่อยากจะชมหรอกนะ แต่โชเข้ามาถูกจังหวะที่ผมจะต้องไปรับยาเพิ่มพอดี
"เอางี้ 30 พฤหัสฯ ที่จะถึง คุณว่างไหม? " ผมถาม เขารีบสไลด์หน้าจอดูตารางงานของตัวเองก่อนจะพยักหน้าขึ้นลงเป็นเชิงตกลง
"งั้นเราจะเจอกันอีกทีวันนั้นเลยก็ได้ แล้วเดี๋ยวผมจะอธิบายให้ฟังตั้งแต่ที่มาที่ไปของยา ยันว่าไปรับได้ยังไง คุณจะได้ไปสถานที่จ่ายยาเลยจริง ๆ ดีไหม? "
ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว มาถึงขนาดนี้ การพาเขาไปให้เห็นกับตา ได้ยินกับหูเลยก็น่าจะดีที่สุด อย่างน้อยถ้ามีอีกสักคนในวงการสื่อเข้าใจว่ายา PrEP มีข้อข้อเสียยังไงและกระจายข้อมูลออกไปในวงกว้าง ....บางทีวันนี้เจ้าแฮมอาจจะไม่ได้มานั่งร้องไห้แบบนั้นก็เป็นได้
"ตกลงครับ ขอบคุณมาก ๆ สำหรับความช่วยเหลือนะคุณ" เขาว่า หลังเราเดินมาถึงลานจอดรถ
"ผมก็ภาวนาขอให้คุณได้ช่วยเหลือผมบ้างเหมือนกัน" ผมว่า โชทำท่าขมวดคิ้วไม่เข้าใจ ผมเลยต้องขยายความ "หมายถึงว่าที่คุณช่วยเขียนเรื่องราวอีกด้านให้สังคมได้รับฟังนะ อย่างน้อยขอแค่สัก 1 % เข้าใจและออกไปตรวจเลือด ดูแลสุขภาพตัวเองเพิ่มขึ้นสักนิดก็ดี"
โชยิ้มหลังผมพูดจบก่อนจะตอบกลับสั้น ๆ ว่า
"อืม ผมจะพยายามนะครับ"
"ครับ บาย"
"บายครับทีเร็กซ์" พูดจบเจ้าตัวก็ขึ้นรถ ผมหันหลังกลับเตรียมเดินเข้าหอ
"เดี๋ยว"
"หื้ม? "
"อ่า..เดี๋ยวถึงบ้านแล้วผมไลน์หานะ"
"อาห๊ะ"
"โอเค บาย ๆ อีกครั้งนะคุณไดโนเสาร์ตัวกลม"
สาบานได้ว่าถ้าเขาปิดกระจกรถไม่เร็วมากพอ ผมจะเขวี้ยงอะไรสักอย่างใส่หน้ามัน ผมส่ายหน้ากับผู้ใหญ่ยี่สิบหกที่ยังไม่รู้จักโต ก่อนจะเดินเข้าประตูหอไป ระหว่างรอลิฟต์ไลน์ผมก็แจ้งเตือนข้อความใหม่
'ขอบคุณมากสำหรับวันนี้ ไว้เจอกันพฤหัสหน้านะ'
ผมส่ายหน้าอีกครั้งหลังเขากดส่งสติกเกอร์ไลน์เป็นรูปไดโนเสาร์ตัวกลม ๆ และเพราะไม่รู้จะตอบกลับว่าอะไรดีเลยแค่ส่งสติกเกอร์ยกนิ้วโป้งตอบกลับไป
ถ้าไม่นับ 'เขา' ก็คงมีแค่โชแหละมั้ง ที่เราเริ่มความสัมพันธ์ประหลาด ๆ กันโดยไม่มีเรื่องเซ็กซ์เข้ามาเกี่ยวข้อง ... ไม่สิ จริง ๆ แล้วนั้นมันเรื่องหลักเลยต่างหาก แต่ช่างเถอะ ผมขี้เกียจคิดมากกับเรื่องราวบางอย่างที่ตัวเองคอนโทรลไม่ได้อยู่แล้ว สุดท้ายแล้วบางเรื่องก็แล้วแต่โชคชะตาจะนำพา
ก็หวังแค่ว่าปลายทางที่ยังมองไม่เห็น จะไม่ใช่ใต้ท้องทะเลลึก ๆ แบบที่ผมกำลังอาศัยอยู่
ใต้ท้องทะเลที่เป็นใจกลางห้วงมหาสมุทรของหยาดน้ำตา ...ปรภพที่ใครต่อใครเขาเรียกกันว่า "ความรัก"
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 147 ครั้ง

13 ความคิดเห็น

  1. #209 Mindzz♡ (@Iceiradazz) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2561 / 11:07
    อ่านเเล้วได้ตระหนักถึงการป้องกันเเบบจริงจัง เเล้วมันก็สำคัญมากๆ
    #209
    0
  2. #190 PinkuButa (@papang-pinkpig) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2561 / 20:14
    ข้อมูลเยอะมากจริงๆค่ะ ชอบอีกมุมนึงมากเลย คือได้เห็นมุมมองใหม่เลยค่ะ
    #190
    0
  3. #181 SPTF (@336237) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2561 / 13:32
    ข้อมูลแน่นมาก เปิดโลกในการอ่านนิยายมากเลยค่ะ ได้รู้อะไรต่างๆที่ไม่เคยรู้เยอะมากค่ะ ไม่ใช่ได้แค่ความบันเทิงแต่ได้ความรู้แฝงมาด้วย:)
    #181
    0
  4. #179 Na mw_svt. (@Nanae123) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2561 / 01:48
    เราได้ได้บอกต่อเรื่องนี้ให้เพื่อนที่เป็นเกย์ของเรารู้แล้ว บอกให้นางลองอ่านกันดูคือเพื่อนหนูก็ยังเป็นวัยรุ่นอายุแค่ 15-16 กันเอง ก็มีความเสี้ยน ก็เลยให้นางลองอ่านกันดู หวังว่าจะเป็นอีกหนึ่งเสียงในการกระจายข่าวจรงนี้
    #179
    0
  5. #167 thifu:') (@yamloveyaoi) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2561 / 20:34
    ข้อมูลแน่นจริง แต่ไม่น่าเบื่อเลย เจ้าแฮมสู้เขานะ
    #167
    0
  6. #111 faifai0512 (@faifai0512) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 8 กันยายน 2561 / 22:25
    ชอบภาษาของไรท์มากเว่อร์ คือดีงามอ่ะอ่านเเล้วอดคิดตามไม่ได้เลย
    #111
    0
  7. #86 ซาซิมิจัง (@ploy_bnoir) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2561 / 06:40
    ติดแล้วอะฮืออชอบ
    #86
    0
  8. #74 พรรณราย (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2561 / 06:46

    อ่านแล้วถอนหายใจเบาๆ เรามีปรภพเดียวกันเลยค่ะ 55555

    #74
    0
  9. #71 toei. (@yadatoei) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2561 / 03:13
    ชอบงานเขียนแบบนี้มากเลย เป็นกำลังใจให้นะคะ
    #71
    0
  10. #65 Nook (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 20 สิงหาคม 2561 / 19:29

    ชอบอ่ะ

    พล๊อตดี

    ได้ทั้งสาระและบันเทิง

    #65
    0
  11. #41 นี่อ้อมนะ (@AOM37019) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2561 / 23:30

    เหมือนกำลังเรียนสุขศึกษาไปพร้อมกับอ่านนิยายเลย อารมณ์การ์ตูนความรู้เอาชีวิตรอดอะไรแบบนั้น รู้สึกดีนะคะที่มีนิยายแบบนี้ รู้สึกว่าเปิดโลกดี เป็นกำลังใจให้เขียนงานต่อไปนะคะ

    #41
    0
  12. #23 leenxolotl (@petertinker) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2561 / 22:19
    ข้อมูลแน่นมากค่ะ คนเขียนเก่งมากๆ
    #23
    0
  13. #17 prx (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2561 / 21:31

    ขอบคุณสำหรับข้อมูลนะคะ ประโยคสนทนาทุกประโยคเลยด้วยอ่านแล้วเหมือนกำลังได้ใช้ชีวิตเลยค่ะ เดาว่าคนเขียนคงจะคลุกคลีกับวงการแบบนี้ไม่มากก็น้อยเลยถึงรู้ข้อมูลเยอะขนาดนี้ เรื่องยาก็พอจะได้ยินมาบ้างเหมือนกันแต่ไม่รู้รายละเอียดมากนัก ขอบคุณอีกครั้งค่ะ :'')

    #17
    0