[PRE ORDER] แ อ ค เ ค่ อ #แอคเค่อของน้องแมว

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 21,466 Views

  • 319 Comments

  • 1,174 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    886

    Overall
    21,466

ตอนที่ 4 : Ep.4 ความกลัว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1626
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 157 ครั้ง
    26 ธ.ค. 61



Ep.4 ความกลัว


ผมตกใจจนเผลอสบถคำหยาบ ก่อนสติจะแล่นกลับมาด้วยความเร็วสูง พอสอบถามที่อยู่ในปัจจุบันของน้องแฮม ผมก็วางสายพร้อมเตรียมตัวออกไปหาเขา โอเค ก่อนอื่นผมต้องขอตัวกับโชก่อน แต่จะบอกเขายังไงดีในเมื่อเรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัวของแฮม

"โช ผมขอโทษนะ แต่ผมมีธุระด่วนมากจริง ๆ " ผมแสดงสีหน้าจริงจัง โชพยักหน้าเข้าใจแต่ก็บุ้ยปากให้ผมมองออกไปข้างนอก

"ไม่ว่าธุระของคุณจะเป็นอะไร แต่ให้ผมไปส่งแล้วกันนะครับ"

"อ่า"

"คุณต้องใจเย็นกว่านี้ รีบเกินไปก็ไม่ได้แปลว่าทุกอย่างจะไวขึ้นนะครับ"

ผมสบตากับเขาอีกครั้ง และก็เป็นเขาเองที่พูดถูกต้อง ผมต้องใจเย็นมากกว่านี้ จากที่นี่กว่าจะไปถึงคลินิกนิรนามในตอนนี้ที่ฝนโครมครามเม็ดใหญ่ขนาดนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย สุดท้ายชั่งใจแล้วผมก็ตอบตกลงกับเขาไป

"งั้นรบกวนด้วยนะครับ"

“ได้เลยครับ"

เราสองคนลุกออกไปจ่ายเงินค่าเครื่องดื่มที่เคาน์เตอร์หน้าร้าน ก่อนโชจะนำผมก้าวขึ้นไปสู่ลานจอดรถในชั้นสอง เดินไปจนถึง BMW คันหนึ่งที่จอดไว้ เขากดปลดล็อกเบา ๆ ก่อนจะก้าวขึ้นไปฝั่งคนขับ

จริง ๆ ก็รู้ตั้งแต่ตอนให้ทิปสองพันแล้วละว่ารวย แต่ไม่คิดว่าจะรวยขนาดนี้

“ขออนุญาตนะครับ" ผมพูดก่อนก้าวขึ้นไปนั่งเบาะอีกฝั่ง โชพยักหน้ารับแล้วออกรถยนต์ไปตามเส้นทางที่ GPS บอก ผมนั่งมองถนนและสายฝน ในหัวกำลังพยายามหาทางรับมือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พอนึกขึ้นได้ก็หยิบมือถือโทร.ออกไปหาใครบางคน

“ฮัลโหล มาร์ ทำงานรึเปล่า?” ผมถามหลังปลายสายรับสาย

'คุยได้ ๆ ว่าไงมึง' เสียงเจี๊ยวจ๊าวดังออกมาจากปลายสาย ผมคิดว่าเขาคงอยู่ในห้างสรรพสินค้าสักแห่ง

“มึง คือกูอยากขอคอนแท็กพี่คนที่มึงเคยสัมภาษณ์อ่ะ คนที่เขาติดเชื้อ HIV มาตั้งแต่ปี 2530 " ผมว่า โชยังเป็นคนรักษามารยาทด้วยการทำทีไม่สนใจตามเดิม แต่ผมคิดว่าเขาคงสงสัยไม่น้อย

'ได้ แต่มึงยังบอกกูตอนนี้ไม่ได้ใช่ไหมว่าจะเอาไปทำอะไร? '

"ใช่ กูยังบอกไม่ได้ ขอโทษด้วย"

'ไม่เป็นไร ๆ เดี๋ยวกูฟอร์เวิร์ดคอนแท็กไลน์พี่เขาไปให้ในไลน์มึง แล้วเดี๋ยวทักไปบอกพี่เขาไว้ว่ามึงจะแอดไป มึงก็จัดการคุยต่อละกัน'

"โอเคมากมึง แต๊งกิ้ว"

'เค มีอะไรให้กูช่วยก็บอกแล้วกัน'

"รักมึงจัง" ผมว่า ผมรักมันจริง ๆ นะ

'เหอะ มึงไม่ได้รักกูหรอก มึงรักพ..'

"สัส เออ แค่นี้นะ วางแหละ ไม่รักมึงแล้วไอ้ครก" ผมรีบรัวเสียงก่อนปลายสายจะพูดถึงสิ่งที่ไม่ควรพูดออกมา

หลังวางสายไลน์ของผมก็แจ้งเตือนมาว่าไอ้มาร์ส่งคอนแท็กไลน์ของพี่เขามาให้ผมแล้ว ผมแอดไปก่อนจะทักทายอีกฝ่าย ไม่นานเจ้าของไลน์นั้นก็ตอบกลับผมมา

ผมสนทนาตอบกลับไป ก่อนจะขออนุญาตโทรไลน์หาพี่เขา เจ้าความประสงค์ถึงเรื่องที่อยากจะรบกวน ผมดีใจจนยิ้มออกมาที่พี่เขาเข้าใจและเห็นด้วยกับความคิดเห็นของผม เรานัดแนะเวลาที่สะดวกสำหรับเรื่องที่คุยกันเสร็จสรรพเรียบร้อยก็วางสายไป

"คุณมีสติมาก" โชกล่าวหลังผมวางสาย

"คนไม่มีสตินะช่วยแก้ไขปัญหาให้ใครไม่ได้หรอกคุณ ผมแค่พยายามควบคุมสติของตัวเองเท่านั้นเอง"

"คุณเป็นคนฉลาดนะ รู้ตัวไหม? " เขาชม ผมส่ายหน้าช้า ๆ ถ้าผมฉลาดจริง ๆ คุณจะได้มานั่งอยู่ตรงนี้กับผมได้ยังไงกัน? คุณต้องจับผมไม่ได้แล้ว

บทสนทนาของเราเงียบลงไปชั่วครู่ ก่อนโชจะพูดระหว่างเหลียวมองกระจกด้านหลังแล้วหมุนแฮนด์รถไปทางเลนส์ขวามือ

"คุณรู้ไหมว่าทำไมผมถึงต้องมาสัมภาษณ์คุณถึงขนาดมาเจอกันตัวเป็น ๆ แบบนี้" เขาถาม ผมพยักหน้ารับ

"ผมไม่รู้นักเขียนคนอื่นเป็นแบบผมไหม แต่สำหรับผมแล้วถ้าจะเขียนเรื่องให้อินจาก 'ประสบการณ์มือสอง' ผมต้องเอาตัวเองลงไปเจอซับเหตุการณ์ให้ได้" โชว่า ผมขมวดคิ้วแล้วถามกลับ

"ซับเหตุการณ์คืออะไร? "

"จริง ๆ มันเป็นคำที่ผมสร้างเองนะ ถ้านิยามของผม ซับเหตุการณ์คือ เหตุการณ์ที่แทรกขึ้นมาระหว่างเหตุการณ์สองเหตุการณ์ที่กำลังคอนทินิวกันไป เช่น วันนี้ผมมาสัมภาษณ์คุณ ถ้าเป็นนิยาย เรื่องมันอาจจะโฟลว์โดยไม่มีสะดุด สัมภาษณ์คุณจนจบโดยไม่มีเหตุการณ์อะไรมาแทรก แต่พอมีมาแทรกปุ๊บ เนี่ยแหละ มันจะทำให้เนื้อเรื่อง 'ดูเหมือน' ว่ามีเค้าลางของเรื่องจริง

ซึ่งคุณนึกออกไหม สมมติคุณเป็นหมอ คุณทำงานทุกวัน คุณจะเจอเหตุการณ์ที่หมอทั่วไป 'มีโอกาส' ที่จะเคยเจอหรือเกิดขึ้นกับคุณ พอคุณเขียนออกมา คนเป็นหมอมาอ่านก็จะแบบ ว้าว ทำไมเรื่องนี้มันดูเรียลจัง อะไรทำนองนี้ทั้ง ๆ ที่คุณไม่ได้เป็นหมอ"

ผมพยักหน้านึกตามที่เขาบอก ก็จริงแฮะ ถ้าอย่างผมเป็นแอคเค่อ แล้วลองอ่านนิยายเรื่องแอคเค่อ ถ้ามีเหตุการณ์ไหนที่เคยเกิดขึ้นหรือสามารถเกิดขึ้นได้จริง ผมคงรู้สึกว่านี้มันเป็นมากกว่านิยาย แต่คล้ายกับเอาเรื่องเล่าหรือประสบการณ์ส่วนตัวมาเขียน ทั้ง ๆ ที่ตัวเขาเองอาจจะไม่เคยเล่นแอปพลิเคชันต่าง ๆ หรือคนแต่งอาจจะเป็นผู้หญิงด้วยซ้ำ

"อีกอย่างคือ 'ประสบการณ์มือสอง' นะ มันมีข้อควรระวังในการใช้ ผมอาจจะสามารถสัมภาษณ์คุณได้ 100 % ก็จริง แต่กลิ่น 'บรรยากาศของเรื่องราว' อาจจะไม่ติดมาด้วยเลยด้วยซ้ำ

เพราะเวลาเราจะเขียนนิยายสักตอน เราต้องนึกให้ออกถูกไหม ว่าสถานการณ์ตอนนั้น อารมณ์กำลังอยู่ในโทนไหน เหตุการณ์กำลังดำเนินไปในรูปแบบใด มีอะไรที่ควรทิ้งไว้เป็นตัวบอกใบ้หรือมีอะไรที่ควรจะเฉลยเลยรึเปล่า

และต่อให้ถ่ายทอดออกมาได้ ก็ไม่ 100 % ถ้าไม่ได้ลองสัมผัสด้วยตัวผมเอง ดังนั้นแล้วผมถึงต้องสัมภาษณ์ชนิดที่ว่าละเอียดยิบเพื่อสามารถถ่ายทอดความเป็นแอคเค่อของคุณได้ออกมาโดยไม่สูญเสียหรือแต่งเติมอะไรให้มันมากเกินไปหรือน้อยเกินไป...."

โชพูดต่อ ก่อนจะเฉหน้าออกไปนอกรถ

"ผมไม่อยากตัดสินใคร แม้โลกจะตัดสินเราอยู่ตลอดเวลาก็ตามแต่...."

สายตาของเขาฉายแววเศร้าออกมา แค่แวบเดียว เพียงชั่วพริบตาก็หายไปพร้อมกับเม็ดฝน

"โลกก็คือโลก โลกมีทั้งสีขาว สีดำ สีเทา และโลกไม่ได้มีแค่สีใดสีหนึ่ง คนที่พยายามบอกว่าโลกเป็นสีอะไร ก็แค่คนที่ไม่สามารถยอมรับได้ว่าบางสิ่งไม่ได้มีเพียงแค่หนึ่งเดียว ตอนนี้เป็นสีนี้ พรุ่งนี้เป็นอีกสี วันวานอาจจะไม่ใช่สีเดียวกัน และวันต่อ ๆ ไปก็ไม่สามารถคาดเดาได้อยู่ดีว่าจะมีสีอะไรเกิดขึ้นได้อีก"

"......"

"ผมชื่นชมที่คุณไม่ตัดสินผมหรือการกระทำของผม แต่ผมก็คิดว่ามันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรถ้าเราจะทั้งโดยตัดสินและตัดสินคนอื่น มันเป็นเรื่องปกติของโลกใบนี้ อาจจะพูดก็ได้ว่าโลกมันก็เป็นแบบนี้ คุณเปลี่ยนโลกไม่ได้ แต่คุณเปลี่ยนให้คนอื่นเข้าใจโลกในมุมมองของคุณได้มากขึ้นผ่านงานเขียนของคุณ นั้นเป็นสิ่งที่คุณทำได้ และคุณทำได้ดี" ผมพูด เว้นวรรคให้เขาได้ย่อยความคิดก่อนจะพูดต่อ

"เพราะงั้นแล้วต่อให้วันพรุ่งนี้โลกทั้งใบกำลังตัดสินคุณ ก็ไม่เท่าตัวคุณตัดสินตัวคุณเอง..."

เราทั้งสองคนเงียบลงอีกครั้ง เหลือเพียงแค่ยิ้มบาง ๆ ผ่านกระจกที่ส่งให้ต่อกัน แม้วันนี้สัมภาษณ์ของโชอาจจะไม่สามารถเก็บครบได้ 100 % แต่อย่างน้อย ๆ ผมรู้สึกว่าเราเข้าใจกันและกันมากขึ้นไม่มากก็น้อย รถยนต์เคลื่อนที่ฝ่าถนนไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งโชจอดรถตามพิกัดโลเคชั่นที่ผมบอกเขา ร่างเล็ก ๆ ปรากฏอยู่ใต้ป้ายจอดรถเมล์ที่เลิกใช้งานไปแล้ว โชจอดเทียบริมฟุตบาทก่อนผมจะรีบลงไปหาเขา

"น้องแฮม!! "

เด็กแฮมเงยหน้าตามเสียงเรียกของผม ตาตี๋เล็ก ๆ คลอเบ้าไปด้วยน้ำตา ใบหน้าไม่เหลือรอยยิ้มใด ๆ เหมือนกับเจ้าเด็กกิจกรรมตัวดีที่ผมเคยเจอที่ค่ายแนะนำคณะของผม แฮมยกสองมือขึ้นมาเช็ดน้ำตาก่อนจะก้าวไว ๆ มากอดผม

"พี่ทีเร็กซ์ ผมควรจะทำยังไงดี ผมผิดไปแล้ว ผมทำให้ตัวเองกลายเป็นคนแย่ ๆ ไปแล้วพี่" เจ้าแฮมพูดอู้อี้ น้ำหูน้ำตาไหลไม่เป็นทางจนเปรอะเสื้อของผม ผมยังไม่พูดอะไร แค่ลูบหัวให้กำลังใจก่อนจะหันไปมองหน้าโช

"ขึ้นรถก่อนแล้วกันนะคุณ ตรงนี้คงยังไม่เหมาะ คุณไปนั่งข้างหลังกับน้องแล้วกันนะครับ" โชว่า สายฝนยังเทลงมาหนักแบบที่เขาว่าจริง ๆ ผมเม้มปากหนักใจเพราะคิดว่ามันอาจจะไม่สมควรรึเปล่าที่ผมไปนั่งด้านหลังกับน้องสองคน เหมือนโชอ่านใจผมได้ เขาส่ายหน้าก่อนจะพูดต่อ

"ผมไม่คิดเล็กคิดน้อยกับเรื่องแค่นี้ ไปนั่งข้างหลังเถอะครับน้องยังต้องการคุณในเวลานี้" พอเขาพูดออกมาแบบนั้นผมก็ตอบรับด้วยความยินดีในความเข้าใจของเขา ผมถือกระเป๋าจาคอปของเจ้าแฮมก่อนจะพยุงน้องมันเดินขึ้นรถไปด้านหลัง ตามด้วยโชที่อ้อมไปขึ้นฝั่งคนขับ

ผมลังเลเล็กน้อยในการบอกจุดหมายปลายทาง แต่สุดท้ายแล้วสถานการณ์ตรงหน้าสำคัญกว่า ลองได้มาด้วยกันขนาดนี้แล้วต่อให้ไม่อยากไว้วางใจเขา เราก็ต้องไว้วางใจในการตัดสินใจของตัวเราเอง ในเมื่อเลือกแล้วว่าจะเชื่อใจ ผมก็ไม่ควรจะคิดเล็กคิดน้อยอะไรกับสถานที่ ๆ ต้องการให้เขาพาไปอีก

"โชครับ ไปส่งผมที่หอผมหน่อยนะ"

"อืม"

บางครั้งคนเราก็ทำได้แค่เพียงภาวนากับการตัดสินใจของตนเองว่ามันจะเป็นคำตอบที่ถูกต้อง

ผมไม่อยากตอบผิดอีกเป็นครั้งที่สอง




ฟ้าฝนไม่เป็นใจที่แท้จริง แม้กระทั่งขับกลับมาจนลงทางด่วนมาแล้วก็ยังมีเม็ดฝนโปรยปราย ผมถอนหายใจเหม่อมองออกไปนอกตัวรถ น้องแฮมร้องไห้สลับกับโทษตัวเองไปมาจนหลับไปแล้ว ผมขยับเสื้อกันหนาวของเจ้าตัวขึ้นมาคลุมก่อนจะเปิดปากพูดต่อ

"ถ้าไปถึงหอผมแล้วฝนยังตกแบบนี้ คุณขึ้นไปรอฝนหยุดตกที่หอผมก่อนแล้วกันนะ"

"จะดีเหรอ? " เขาถาม พลางมองกลับมาที่กระจกมองหลัง

"แล้วขับรถผ่าฝนตกหนัก ๆ ไปมามันปลอดภัยตรงไหน? ผมรู้ว่าคุณคิดอะไร แต่ผมคิดว่าผมคิดดีแล้ว คุณไม่ต้องห่วง ผมไม่ใช่คนคิดเล็กคิดน้อย" ผมย้อนเขากลับ เจ้าตัวจุ๊ปากเบา ๆ ก่อนจะต่อปากต่อคำกับผมต่อ

"ก็กระทั่งไลน์กับเบอร์โทรศัพท์คุณยังไม่ให้ผมเลย อย่างวันนี้ที่มา ผมยังสองจิตสองใจเลยว่าถ้าคุณไม่มาตามสถานที่ที่นัดหมายหรือติดต่อคุณขึ้นมาไม่ได้จะทำยังไง ผมจะขับรถข้ามประเทศมาเก้อรึเปล่า? "

ผมเงียบเพราะไม่รู้จะตอบอะไร จริงอย่างที่โชว่า แม้จะรับปากกันไปแล้ว แต่มันไม่มีหลักประกันอะไรเลยที่ว่าผมจะมาตามนัด กระทั่งรูปถ่ายแบล็กเมล์นั้นผมก็ลบทิ้งไปแล้ว ถ้าผมจะไม่มาอย่างมากโชก็ทำได้แค่ไปหาร้านกู้ข้อมูล ยอมเสียเงินเพื่อเอาเรื่องผมไปขายล้างแค้นก็เท่านั้น

ที่ไม่ให้ช่องทางการติดต่อ ก็อย่างที่บอกไปอ่ะครับ ผมต้องโพรเทคตัวเองก่อน เรียนให้ทราบตามตรงว่าผมก็รำคาญกับนิสัยหวาดระแวงและสัตว์ป่าในร่างตัวเองไม่น้อย แต่จากการใช้ชีวิตคนเดียวมาหลายปี สัญชาตญาณสัตว์ป่าของผมแม่นมากจนผมไม่กล้าออกนอกลู่นอกทาง แม้กระทั่งเหตุการณ์ใหญ่ก่อนหน้าที่จะเจอกับโชสัตว์ร้ายในร่างผมก็ตอบได้แม่นมาก อาจจะเพราะฝ่าฝืนความรู้สึกของตัวเองรึเปล่า ถึงทำให้เจอกับเรื่องแบบนั้น?

คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยไม่นานก็ถึงหอพัก ผมบอกให้โชจอดรถพร้อมปลุกน้องแฮมให้งัวเงียตื่นขึ้นมา เจ้าตัวสะดุ้งพร้อมตื่นขึ้นมาก็ร้องไห้น้ำหูน้ำตาไหลอีกรอบเหมือนมีคนไปกดปุ่มสตาร์ทจนผมต้องปลอมประโลมให้มีสติขึ้นพอจะเดินไหว เราเดินเข้าทางประตูหน้าก่อนจะผมจะกดแตะคีย์การ์ดเพื่อเปิดประตู

ผมกดลิฟต์แสดงหมายเลขชั้นเจ็ด น้องแฮมสะอื้นตัวสั่นซุกหน้ากับแขนผมตลอดเวลา ประตูลิฟต์เปิดออกก่อนผมจะพาโชและเจ้าแฮมเดินมายังห้องริมสุดติดกับบันไดหนีไฟ 7012 คือหมายเลขห้องพักของผม ผมคว้านหากุญแจ เสียบ แล้วไขออกพร้อมหันมามองหน้าโช

"ห้องผมรกหน่อยนะ แล้วก็...welcome to my land"

แสงไฟในห้องสว่างขึ้นหลังจบประโยค ผมพาน้องแฮมไปนอนลงที่เตียงก่อนเจ้าตัวจะซุกหน้ากับหมอนแล้วนอนร้องไห้ไปแบบนั้น ผมหันไปมองเข็มนาฬิกา อีกสักพักใหญ่ ๆ กว่าจะถึงเวลานัดหมายกับคุณคนนั้น ผมโบ้ยปากออกไปทางริมระเบียงเป็นเชิงให้โชเดินตามผมไป

"ห้องสวยดี" เขาว่า ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าห้องที่มีแต่วอลล์เปเปอร์ทีมแมนยูฯ มันสวยยังไง

"คุณสูบบุหรี่ไหม? " ผมถาม และส่งบุหรี่ที่อยู่บนชั้นระเบียงให้เขาหลังจากโชพยักหน้า เขาคาบไว้ ป้องปาก และจุดไฟ ต่างจากผมที่คาบบุหรี่ไว้เฉย ๆ

"คุณชวนผมออกมานอกระเบียงเพื่อจะดูคุณคาบบุหรี่ไว้เฉย ๆ อะนะ? " เขาทัก หลังผมแค่คาบบุหรี่ไว้แต่ไม่สูบ

"ผมไม่สูบบุหรี่...." ผมว่า

....จริง ๆ คือ ผมสูบบุหรี่ไม่ได้อีกแล้ว

โชยังเป็นคนมีมารยาทตามเดิม เอาจริง ๆ ผมชอบคนแบบนี้มาก ๆ เลยนะ คนที่รู้จังหวะว่าอะไรควรพูด อะไรควรถาม อะไรควรมองข้ามไป อย่างน้อย ๆ อยู่ด้วยแล้วคนพวกนี้จะไม่สร้างความไม่สบายใจให้คุณด้วยการรุกล้ำกล่องดำที่คุณเก็บซ่อนไว้ภายในใจ ผมคงสบายใจมาก ๆ ถ้าเขาเป็นคนแบบนี้ตลอดไปที่เรารู้จักกัน

"น้องแฮม...ติดเชื้อ HIV นะ" ผมว่า โชพ่นควันออกมาแล้วพยักหน้ารับ

"น้องยังเด็กอยู่มาก คงไม่แปลกอะไรถ้าจะสติแตก" เขาให้ความเห็น ผมมองกลับเข้าไปในห้อง เจ้าแฮมยังหลับอยู่ พอมองนาฬิกาแล้วก็เห็นว่าอีกสักพักกว่าจะถึงเวลานัดหมายกับคนอีกคน ผมเลยพูดต่อ

"คุณว่าอะไรที่ทำให้คน ๆ หนึ่งสติแตกได้ขนาดนี้หลังพบว่าตัวเองป่วยเป็นโรคร้าย...หรือหมายถึงน้องแฮมก็ได้" ผมตั้งคำถาม โชขมวดคิ้วก่อนจะตอบกลับมา

"เพราะว่ามันเป็นโรคที่รักษาไม่หาย เป็นแล้วต้องเป็นตลอดชีวิต? "

"นั้นก็ถูก แต่เรากำลังพูดถึงสังคมพ.ศ.2560 กันนะคุณ โลกเราตอนนี้มีงานวิจัยออกมามากมายว่าต่อให้คุณป่วยเป็น HIV ถ้าคุณดูแลสุขภาพ ทานยาตรงเวลา ทำจิตใจให้แจ่มใส คุณก็สามารถมีชีวิตที่ยืนยาวได้มากกว่าคนปกติเสียด้วยซ้ำไป

หรือจริง ๆ นอกจาก HIV แล้วก็ยังมีโรคอื่นอีกเยอะแยะเต็มไปหมดที่น่ากลัวกว่า HIV ด้วยซ้ำ แต่.. Why? ทำไมละ ทำไมพอเป็นโรคนี้แล้วคน ๆ หนึ่งถึงได้หวาดกลัวได้ขนาดนี้" ผมทิ้งคำถามให้เขาได้คิดต่อ

"คุณกำลังจะพูดถึงภาพจำของสังคมที่มีเกี่ยวกับตัวผู้ป่วย? " โชพูดพร้อมทำตาโต

"บิงโก คุณเริ่มมองสังคมแบบที่ผมกำลังมองขึ้นมาแล้วส่วนหนึ่ง" ผมว่า สูดลมหายใจลึก ๆ ก่อนจะพูดต่อ

"ผมถึงพูดเสมอว่า 'สื่อ' ทุกประเภทมีผลต่อคนในสังคม เราฟอลโล่วกันและกัน คนทั่วไปนะอาจจะคิดว่าสื่อนะสร้างออกมาเพื่อเป็นต้นแบบให้คนในสังคม แต่สังคมก็ต้องไม่ลืมด้วยว่าสื่อฟอลโล่วตามสังคมที่ขับเคลื่อนไปข้างหน้า ไม่ว่าจะเป็นสื่อประเภทอะไรก็ขับเคลื่อนตามกระแสที่สังคมพาไปทั้งนั้น

ตลกดีที่สังคมที่มีอำนาจในการฟอลโล่วอัพสื่อกลับไม่รู้ตัวว่าตัวเองมีอำนาจในการเปลี่ยนแปลงทั้งสังคมที่ตัวเองอยู่ และทั้งสื่อที่ขับเคลื่อนตามตัวเอง"

"อ่า...." โชครางรับคำและพยักหน้าเห็นด้วยตาม

"น้องแฮมนะ ..เด็กนั้นแม้จะใสซื่อ แต่ไม่ได้โง่ ภาพที่คุณเห็นตอนนี้คือภาพของเด็กสิบหกคนหนึ่งที่กำลังสติแตกและตอบตัวเองไม่ได้ว่าจะใช้ชีวิตอยู่ยังไงท่ามกลางสังคมที่ติดภาพจำไปว่าคนติดเชื้อ HIV เท่ากับสำส่อน ซึ่งจริง ๆ แล้วมันมีรายละเอียดมากมายมากกว่าแค่คน ๆ หนึ่งไม่ได้ป้องกันตัวเองตอนกำลังมีเพศสัมพันธ์

โอเค คุณอาจจะบอกก็ได้ว่าเขาโง่เองที่พลาด ซึ่งก็พลาดจริง ๆ แต่คนผิดพลาดไปแล้วคือผิดพลาด เขาแก้ไขสิ่งที่ตัวเองทำลงไปแล้วไม่ได้แล้ว แต่เขาเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาหลังความผิดพลาดนั้นได้"

ผมเชื่อมั่นในตัวเจ้าแฮมและเชื่อมั่นในตัวคนรอบ ๆ เจ้าแฮม โดยเฉพาะ สองแฝด และ หนึ่งโต ถ้ายังมีเพื่อนที่ดีอยู่รอบ ๆ ตัวแบบนั้น ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมว่าแฮมจะผ่านมันไปได้ด้วยตัวของเขาเอง

"คุณรู้ไหมว่าเกย์ในประเทศไทยส่วนใหญ่แล้วทำไมถึงไม่ยอมไปตรวจเลือด? เพราะความกลัวยังไงละ แค่คุณคิดจะไปตรวจเลือดก็จะมีคนบางคนความคิดบางอย่างแล่นออกมาแล้วว่าคนไปตรวจเลือดเท่ากับสำส่อน ทั้ง ๆ ที่จริงการตรวจเลือดมันก็แค่การเช็กสุขภาพในรูปแบบหนึ่งด้วยซ้ำ การตรวจเลือดไม่ได้บอกได้ว่าคุณมีเชื้อหรือไม่มีเชื้อ แต่ยังบอกว่าในกระแสเลือดของคุณมีอะไรอยู่บ้าง

คนบางคนกลัวการไม่ได้รับการยอมรับจากคนในสังคม การถูกกีดกัน มากกว่ากลัวตัวเองจะอายุสั้นเพราะไม่ได้รับยาอีก จริงอยู่มันเป็นเรื่องความรับผิดชอบของตัวบุคคลต่อสังคม แต่เราก็ต้องยอมรับว่าอีกด้านสังคมก็มีผลต่อการตัดสินใจกระทำการใด ๆ ของคน ๆ หนึ่งเช่นกัน"

ผมพูดยาว ก่อนเว้นวรรคแล้วสำทับอีกครั้ง

"ถ้าเราคิดว่าสังคมที่เราอยู่มันเหี้ย เราต้องถามตัวเองก่อนว่าเรากำลังอยู่ในสังคมแบบไหน และเรามีส่วนมากน้อยเพียงใดที่ทำให้เกิดสังคมแบบนี้ขึ้นมา สำหรับผมแล้วคนทุกคนมีส่วนที่ต้องรับผิดชอบกับสังคมกันทั้งนั้น คุณอาจจะบอกก็ได้ว่าแม่งไม่ใช่เรื่องของคุณ แต่ตราบเท่าที่คุณยังอยู่ในสังคม ทุกการกระทำของคุณส่งผลทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อสังคมไม่ว่าคุณจะเข้าใจหรือไม่ก็ตามแน่ ...นั่นแหละคือสังคมของ 'มนุษย์'"

เรานิ่งกันไปเนิ่นนาน เหม่อมองเพียงควันบุหรี่จาง ๆ ที่ลอยไปรอบ ๆ ตัว

"นอกจากนั้นแล้ว ผมจะเล่าถึงเหตุการณ์ ๆ หนึ่งให้ฟัง ว่าสังคมมีส่วนร่วมที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้เกิดขึ้นมาได้ยังไง ... ตอนผมปีหนึ่ง ผมได้ออกไปทำค่ายอาสาต่างจังหวัดเกี่ยวกับปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยเรียนของนักเรียนระดับชั้นมัธยมปลายที่ตัวเองออกมาเยอะมาก ๆ

สิ่งที่พวกผมคิด คือการหาทางป้องกันให้กับน้อง ๆ ด้วยการแจกถุงยางอนามัยและสอนการสอดใส่อย่างถูกวิธี สถิติทางตัวเลขบอกกับเราว่ายอดการตั้งครรภ์น้อยลง พวกเราดีใจกันมาก พอปีถัดมาเราตั้งใจไปทำค่ายเดิมอีกครั้ง แต่ชาวบ้านกลับขับไล่และบอกว่าพวกเรากำลังทำให้เด็กพวกนั้นใจแตก"

"อ่า...."

"ปีถัดมา ยอดตัวเลขกลับมาเท่าเดิม...อาจจะมากขึ้นด้วยซ้ำ" ผมยิ้ม แค่นหัวเราะด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูกว่าตัวเองกำลังรู้สึกแบบไหนกันอยู่ เราเงียบกันไปหลายนาทีกับข้อความที่เราสนทนาแลกเปลี่ยนกันไปมา สักพักใหญ่ ๆ โชก็ทำตาโต ก่อนจะรีบเปิดกระเป๋าแล้วหยิบแลปท็อปขึ้นมา

"คุณทำให้ผมคิดได้แล้ว"

"อะไรนะ? " ผมงง

"ผมนะ ตอนแรกคิดมาตลอดเลยว่าจะนำเสนอเรื่อง แอคเค่อยังไงดี กับสังคมที่คนส่วนใหญ่มองว่าพวกที่ one night stand นะเป็นพวกสำส่อนหรือมีความผิดปกติทางจิตใจ ผมคิดว่าจะทำยังไงให้นำเสนอออกมากลาง ๆ แบบที่ไม่ได้บอกว่าสิ่งที่คุณทำมันผิดหรือถูุก จะทำยังไงที่จะเป็นแค่โจทย์ที่ไม่มีคำตอบที่ถูกต้องที่สุด จะเขียนยังไงให้ไม่ชี้นำว่ามันเป็นการกระทำที่ดีหรือไม่ดี ผมอยากทำแค่โยน message ลงไปแล้วให้ผู้อ่านเป็นคนตัดสินใจเอาเองว่าจะตอบคำตอบแบบไหน

แล้วผมก็คิดได้ว่า เฮ้ย งั้นทำไมผมถึงไม่เล่าถึงเรื่องของ แอคเค่อในมุมมองของคนที่มาหาข้อมูลแบบตัวผมเองกับคุณเลย คือไม่ต้องบอกว่าสิ่งที่ทำมันดีหรือไม่ดี แค่บอกเล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ผ่านสถานการณ์ต่าง ๆ สร้างซีนสัมภาษณ์เหมือนที่ผมกำลังทำกับคุณ แล้วก็โยนให้คนอ่านตัดสินใจเอาเองเลยว่ามันดีไม่ดียังไง ผมว่ามันน่าจะแฟร์ที่สุดแล้วในฐานะนักเขียนคนหนึ่ง"

"what? หมายถึงคุณจะเอาเรื่องที่คุณมาสัมภาษณ์ผมอะนะ ไปเขียนเป็นนิยาย"

"อื้ม คร่าว ๆ ที่ผมสเกตไว้ในหัวคือจะจำลองสถานการณ์ว่านักเขียนสักคนหนึ่งที่ต้องการเขียนเรื่องแอคเค่อแล้วมาสัมภาษณ์แอคเค่อด้วยกลวิธีต่าง ๆ เพื่อนำไปสร้างเป็นงานเขียน

แบบนี้นอกจากจะเรียลแล้วมันจะได้สามารถถ่ายทอดออกมาได้โดยที่เราไม่จำเป็นต้องเขียนชี้นำไง ให้อิสระกับคนอ่านไปเลยว่าคิดยังไงกับสิ่งที่เกิดขึ้น คุณว่าเป็นไง? " เขาถามกลับ มือรัวนิ้วคีย์บอร์ดจนสาระสำคัญ ๆ ที่ผมยังไม่เข้าใจว่าจะจดเอาไว้ทำไม

"ก็ได้นะ แต่ยังไงก็ช่วยเปลี่ยนข้อมูล สถานที่ต่าง ๆ ไม่ให้สามารถรับรู้ได้แล้วกันว่าใครคือผม ตกลงไหม? "

"แน่นอน แล้วถ้ามันทำได้จริง ....มันอาจจะเป็นอีกส่วนที่ช่วยลบความกลัวของผมด้วยก็เป็นได้

"เรื่องที่คุณกลัว? " ผมถามกลับ ยกตัวขึ้นไปนั่งพิงระเบียง

"จริง ๆ ผมไม่อยากพูดถึงมันเลย แต่ไหน ๆ คุณก็ให้ผมได้ทำความรู้จักกับคุณแล้ว ดังนั้นผมจะให้คุณได้รู้จักโลกของผมบ้างก็แล้วกัน ...ผมนะ กำลังกลายเป็นนักเขียนที่หมดไฟ ผมท้อแท้จนเขียนนิยายไม่จบมาหลายเรื่องแล้ว" เขาพูด พร้อมพ่นควันออกสุดสาย แล้วขยี้ปลายบุหรี่ทิ้งในที่เขี่ยบุหรี่

"แรกเริ่มแล้ว ผมใช้งานเขียนเพื่อพิสูจน์ตัวเอง เพราะงานเขียนเป็นสนามรบที่ใคร ๆ อยากทำก็ทำได้ และต่อให้คุณมีต้นทุนที่ดีกว่าก็ไม่ได้แปลว่าจะชนะเสมอไป

ผมเขียนเพราะผมอยากเขียน นิยายเล่มแรกที่ผมเขียนออกมาได้รับคำวิจารณ์ทั้งด้านบวกและด้านลบ ทั้งบอกว่าไม่สมเหตุสมผลบ้าง ทั้งไม่สนุกบ้าง จบไม่ตรงใจบ้าง แต่ผมกลับดีใจทุก ๆ รีแอคชั่นที่ตอบกลับมา....." โชเว้นช่วงไปสักพักแล้วพูดต่อ

"แต่พอมาตอนนี้ ผมกลัว...กลัวที่จะเขียนงานชิ้นใหม่ ๆ ออกมา ผมถูกดึงเข้าไปอยู่ในโลกของทุนนิยมที่ปลายทางของการทำงาน การประสบความสำเร็จถูกวัดเป็นมูลค่าจากกระแสตอบรับหรือยอดขาย คือคุณเข้าใจใช่ไหมว่าทำงานนะมันต้องหวังผลตอบแทน มันเป็นเรื่องปกติ ต่อให้เป็นงานที่เรารัก แต่มันคงไม่ดีแน่ ๆ ถ้ามันทำให้เราอิ่มไม่ได้

ท้องผมอิ่มก็จริงแต่หัวใจผมกำลังห่อเหี่ยว ยิ่งนิยายเล่มหลัง ๆ ของผม ผมรู้สึกเหมือนกับว่าได้รับการยอมรับเพราะนามปากกาของผม ผมยิ่งรู้สึกกลัวว่าจริง ๆ แล้วผมกำลังขายงานได้เพราะแค่บุญเก่ารึเปล่า? ผมถึงขนาดว่าจะเขียนแต่ละฉากแต่ละตอน ต้องมานั่งพะว้าพะวัง ว่าคนอ่านจะเข้าใจผมไหม จะเข้าใจกับการตัดสินใจของตัวละครรึเปล่า จะตัดสินพวกเขาไหม จะยังสนใจและเชื่อมั่นในสิ่งที่ผมต้องการสื่อสารต่อไหม ผมกลัวไปหมดเลย"

"คุณดูแคลนตัวเองไปรึเปล่า? " ผมตั้งข้อสังเกต โชส่ายหน้าช้า ๆ

"ผมไม่ได้ดูแคลนตัวเอง แต่ผมกลัวจริง ๆ ครั้งหนึ่งผมเคยเขียนให้ตอนจบไม่ได้จบลงด้วยความรักที่ดีงามแต่เป็นการเริ่มต้นใหม่ของพวกเขาทั้งสองคน นั้นเป็นเรื่องที่ทำให้ผมโดนวิจารณ์อย่างเละเทะ ยอดขายต่ำจนผมรู้สึกว่าผมผิดใช่ไหมที่มองว่าความรักมันมีวันหมดอายุ ผิดไหมที่บางครั้งความรักมันเป็นแค่การเรียนของคนสองคนในชั่วระยะเวลาหนึ่ง และตอนจบของเรื่องราวบางอย่างไม่ได้แปลว่าต้องสมหวังเสมอไปมันไม่ใช่เรื่องที่สามารถเกิดขึ้นได้เหรอ? "

"และหลังจากนั้นมา ก่อนจะเขียนนิยายสักตอน ผมต้องมานั่งถามตัวเองว่าผมกำลังทำอะไร ผมกำลังทำให้ทุกคนพอใจในผลงานของผมโดยมองข้ามความรู้สึกของตัวผมเองรึเปล่า? นี่ใช่นิยายที่ผมอยากเขียนจริง ๆ เหรอ นี่ใช่เรื่องราวที่ผมต้องการบอกทุกคนจริง ๆ ใช่ไหม ผมสงสัย สับสน และตั้งคำถามกับตัวเองมาตลอด"

"......."

"เพราะงั้นแล้ว...ผมอยากพิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง"

"พิสูจน์ตัวเอง? "

"อืม ผมตั้งใจว่าจะถอดนามปากกาเดิมทิ้งไป อาจจะตลกดี แต่ผมอยากกลับไปเริ่มต้นใหม่อีกครั้งจากศูนย์ ผมอยากลองเป็นผม เป็นแค่ตัวผมเอง อยากลองดูว่าถ้าไม่ใช้นามปากกาเดิมแล้วผมยังมีฝีมือมากพอให้คนมาตามงานของผมรึเปล่า ผมยังสามารถทำให้พวกเขาสนุกสนาน หัวเราะ ร้องไห้ ไปกับเรื่องราวที่ผมเขียนขึ้นมาไหม

และท้ายที่สุดแล้ว ผมยังจะได้รับแรงสนับสนุนและกำลังใจจนจบเส้นทางนี้ไหม...หรือผมอาจจะท้อแท้จนเลิกล้มกลางคัน ปล่อยให้มันกลายเป็นนิยายเรื่องหนึ่งที่ไม่มีตอนจบก็เป็นไปได้ทั้งนั้น"

"คุณ..ฝืนตัวเองไปรึเปล่า? " ผมถาม

แม้จะไม่เข้าใจเขามากนัก แต่ผมเองก็เคยเริ่มต้นใหม่ตอนทวิตเตอร์ปลิว การต้องมาสร้างคอนเทนต์ใหม่ ๆ ให้โดนใจผู้คนจนยอดฟอลโล่วกลับมาเท่าเดิมไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะการเริ่มต้นจากศูนย์ที่แปลว่าคุณจะไม่สามารถใช้กระแสจากบุญเก่าได้ นั้นแปลว่าทุกอย่างจะถูกตัดสินจากทั้งหมดที่เขาสร้างขึ้นมาใหม่จริง ๆ

"ไม่หรอก ผมไม่ได้ฝืน มันเป็นแค่บททดสอบสำหรับคนหมดไฟในตัวเอง สำหรับผมแล้ว ถ้านิยายของผมทำให้คนอื่นมีความสุขได้ ผมก็อยากจะบอกพวกเขาเหมือนกันว่าทุกสิ่งที่เขาตอบกลับให้กับตัวผมไม่ว่าจะเป็นคอมเม้นท์ การกดไลก์ กดแชร์ หรือแม้กระทั่งยอดขาย ทั้งหมดคือกำลังใจในการให้ผมสามารถยืนหยัดได้ในวันที่ผมล้มลง ผมนะ ไม่ใช่พวกชอบร้องขออะไรจากใคร ผมแค่รู้สึกว่าการได้รับโดยไม่ได้ร้องขอมันมีมูลค่ามากกว่าเที่ยวไปประกาศป่าว ๆ ว่าเราอยากได้อะไรจากพวกเขา เพราะงั้นแล้วผมว่าผมจะต้องทำมันให้ได้"

"ผมเชื่อมั่นว่าผมสามารถเขียนนิยายที่ทำให้คนอ่านยิ้มได้ โดยสามารถส่งสาส์นที่ตัวเองตั้งใจออกมาได้ไปในเวลาเดียวกัน ผมทำได้แค่เชื่อมั่นและภาวนาในความพยายามของตัวเองเท่านั้น ถ้าผลงานของผมมันดีมากพอ ผมเชื่อมั่นว่ามันจะสามารถส่งไปถึงใจของผู้อ่านได้แน่ ๆ "

โชยิ้มโดยไม่ฝืน แววตาทั้งสองข้างมั่นคงในคำพูด ฟันคู่สวยคลี่ยิ้มออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ

"ถ้าแบบนั้นแล้ว ผมก็ขออวยพรล่วงหน้าให้คุณและงานเขียนของคุณประสบความสำเร็จอีกครั้งครับ" ผมให้กำลังใจเพราะรู้ว่าหนทางข้างหน้าของโชคงยากลำบากมากโข เราสองคนเงียบลงไปก่อนที่เขาทำท่าเหมือนนึกอะไรออก

"เออ อันนี้เป็นค่าเหนื่อยสำหรับวันนี้" เขาว่า พลางทำท่าหยิบแบงก์พันขึ้นมาจากกระเป๋า

"โน ๆ ผมว่าไม่ต้องให้ผมหรอก เราคุยกันยังไม่ถึงครึ่งชมด้วยซ้ำ" แม้จะตกลงกันไว้แล้วว่าจะมีค่าสัมภาษณ์ แต่ผมไม่อยากเอาเปรียบเขาเพราะมันยังไม่เต็มเวลาที่เราตกลงกันเลยด้วยซ้ำ

"ไม่หรอก คุณรับไปเถอะ ยังไงผมก็ได้กำไรเป็นกำลังใจในการทำงานแล้วไง" โชดื้อ และยื่นแบงก์พันมาตรงหน้าผมอีกครั้ง

ผมเม้มปาก หลับตา และถามตัวเอง สัตว์ร้ายในร่างกายของผมก้มหมอบในเชิงลักษณะไม่ยินดียินร้าย จมูกฟุดฟิดไปมาราวกับกำลังทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ที่พึ่งเข้าฝูง ผมตัดสินใจได้ในทันทีแล้วบอกกับเขาไป

"เอางี้แล้วกัน ผมไม่รับเงินของคุณแล้วละ แต่คุณกับผม เรามาแลกเปลี่ยนกัน"

"ครับ? " โชทำหน้างง ผมสูดลมหายใจลึก ๆ อีกครั้งก่อนจะกล่าว

"ผมบอกว่า เรามาแลกเปลี่ยนโลกของกันและกันดูไหม? "

"....."

ผมตอกย้ำคำพูดของตัวเองด้วยการหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ปลดล็อก แล้วกดเข้าไปที่ไลน์ของตัวเอง

"เริ่มต้นด้วยการรู้จักผมจริง ๆ จัง ๆ ... คุณว่าแบบนี้จะดีไหม? "

โชไม่ตอบคำถาม แต่รับมือถือของผมไปกดไอดีไลน์ของเขา

"อื้ม...ยินดีอีกครั้งที่เราได้รู้จักกันครับ ทีเร็กซ์"

เรายิ้มให้กันและกันอีกครั้งในลักษณะที่ความสัมพันธ์ของเราเริ่มต้นกันด้วยการทำความรู้จักกันจริง ๆ จัง ๆ ตอนนั้นเองที่ไลน์ของผมสั่นแจ้งเตือน ผมยิ้มออกมาหลังเห็นข้อความของบุคคลที่ได้ทำการนัดหมายกันว่าเขาพร้อมแล้วสำหรับการให้ความช่วยเหลือแก่เรื่องที่ผมขอร้อง

"ได้เวลา wake up เจ้าเด็กน้อยแล้วละ..."

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 157 ครั้ง

19 ความคิดเห็น

  1. #288 luckynim (@luckynim) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2561 / 20:42
    ดีค่ะ ชอบๆนะ
    #288
    0
  2. #241 tangmosocute (@warintira30849) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2561 / 22:28
    เป็นนิยายที่ดูเรียลๆดีค่ะ

    อ่านแล้วรู้สึกชอบมากเลยค่ะ:)
    #241
    0
  3. #189 PinkuButa (@papang-pinkpig) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2561 / 20:06
    โหหหหหห ประทับใจค่ะ คือสุดยอดอ่ะ เรียลเว่อๆ เหมือนคุณเป็นโชแล้วไปสัมมาจริงๆ เล่าเรื่องได้ดีมากๆเลยด้วย
    #189
    0
  4. #166 thifu:') (@yamloveyaoi) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2561 / 20:22
    เอ๊ะ นี่เรากำลังอ่านนิยายซ้อนนิยายหรือเปล่า 5555555 แต่ชอบมากนะคะ ไม่เคยอ่านนิยายวายเนื้อหาแบบนี้มาก่อน
    #166
    0
  5. #157 realtoey (@bbaiteiy) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2561 / 10:48
    ชอบนิยายเรื่องนี้จริงๆค่ะ ถึงจะอ่านมาแค่ไม่กี่ตอนแต่ชอบจริงๆ มันเปิดโลก เปิดมุมมองความคิด. มีความเรียลมาก ไม่เหมือนนิยาย มันเหมือนเรื่องราวจริงๆของมนุษย์ ชอบความมีสตอรี่
    #157
    0
  6. #139 บี.เหลือง (@cass_per) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2561 / 22:16
    เตือนสติได้ดีมากๆค่ะ คิดอะไรได้เยอะเลย ชอบค่ะ:-)
    #139
    0
  7. #112 TAT47 (@TAT47) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 10 กันยายน 2561 / 13:11

    ชอบเรื่องนี้นะคะ :)

    #112
    0
  8. #90 shin ai2 (@konekoshinai2) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2561 / 11:10
    อย่าบอกนะว่าคนเขียนเคยไปสัมฯอะไรแบบนี้จริงๆแล้วมาเขียนนิยายอะ!
    #90
    0
  9. #79 ซาซิมิจัง (@ploy_bnoir) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2561 / 19:26
    ชอบอะไรแบบนี้
    มันเรียลดี
    #79
    0
  10. #73 พรรณราย (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2561 / 06:31

    ชอบมากเลย อ่านแล้วเหมือนนั่งดูเพื่อนวัยทำงานของเราเม้าส์กัน โดยที่มีเรานั่งยิ้มตามบ้าง ขมวดคิ้วบ้าง ปาหมอนไปแหย่พวกมันบ้าง มีความสุขที่ได้อ่านมากค่ะ

    #73
    0
  11. #70 toei. (@yadatoei) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2561 / 03:01
    ชอบมุมมองต่างๆมากเลย
    #70
    0
  12. #58 pluse (@mijo23) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2561 / 00:51
    รู้สึกไม่เหมือนกำลังอ่านนิยายเลย เหมือนกำลังรับรู้เรื่องราวชีวิตของคนๆนึงอยู่จริงๆเพียงแต่รับรู้ผ่านตัวหนังสือเท่านั้น ขอบคุณสำหรับนิยายดีๆนะคะ จะตามอ่านไปเรื่อยๆเลย ชอบมากเลยค่ะ
    #58
    0
  13. #49 Magic_Magic (@Magic_Magic) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2561 / 18:50
    อ่านตอนนี้แล้วต้องย้อนมาดูตัวเองเวลานักเขียนบางคนเขียนไม่ถูกใจแล้วไปเม้นไม่พอใจTT นักเขียนเขาก็มีเหตุผลของเขาอ่ะเนอะ ขอบคุณที่ทำให้ได้รู้จักความรู้สึกของนักเขียนค่ะ เนื้อเรื่องดีมากๆ
    #49
    0
  14. #47 123smile_please (@123smile_please) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2561 / 16:09

    เรื่องนี้ดีนะ อ่านถึงตอน 4 รู้สึกไม่เหมือนนิยายเรื่องอื่น

    #47
    0
  15. #28 Bebe_yanticha (@Bebe_yanticha) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2561 / 14:31
    เรื่องนี้คือดีมากกก ขอบคุณนะคะ
    #28
    0
  16. #25 ufp_16 (@ufp_16) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2561 / 00:47
    เขียนต่ออีกนะคะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ
    #25
    0
  17. #15 prx (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2561 / 21:19

    เป็นกำลังใจให้นะคะ ขอบคุณสำหรับตอนนี้เหมือนเดิมค่ะ

    #15
    0
  18. #9 Ozeannoize (@Ozeannoize) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2561 / 03:01
    สู้ๆๆๆนะคะ
    #9
    0
  19. #3 dxxpt9813 (@dxxpt9813) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 กรกฎาคม 2561 / 00:45
    กรี๊ดดดดดดดดดด กรีดร้องหนักมากกกกกกก โชกับทีเร็กซ์เปิดโลกกันแล้ววว บั่บบบบ โชไม่ตัดสินคนจากภายนอกจริงๆ แต่เราคิดว่าตัวนายเอกจะมีปมอะไรในใจรึเปล่า แบบโดนคนรักเก่าทิ้งเพราะเป็นแอคเค่อไรงี้ ...
    #3
    1
    • #3-1 Mindzz♡ (@Iceiradazz) (จากตอนที่ 4)
      24 ตุลาคม 2561 / 00:36
      ครส. เเรกๆของเราคือไม่ได้คาดหวังเลย เเค่กดเข้ามาอ่านเล่นๆ เเต่พอมาตอนนี้คือเราได้อะไรเยอะมาก ก่อนหน้านี้เราอยากลองเเต่งนิยาย เเต่ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไงก็ได้อะไรจากการเเต่งนิยายของเรื่องนี้ ได้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องสื่อ สังคมว่ามันมีผลต่อชีวิตเรา เเล้วใกล้ตัวเรา อ่านไปอาจจะไม่ได้เข้าใจยิบย่อย (เป็นปัญหาการรับสารของเราเองค่ะ) เพราะไม่คุ้นเเละไม่ถนัดกับการอ่านที่ตัวละครมาถกกันเเบบนี้เท่าไหร่ เเต่รวมๆเเล้วชอบนะคะ

      ปล.ที่บอกว่าไม่เรียลนี่เชื่อได้ไหมคะ55555 เเซว
      #3-1