[PRE ORDER] แ อ ค เ ค่ อ #แอคเค่อของน้องแมว

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 21,755 Views

  • 330 Comments

  • 1,168 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    1,175

    Overall
    21,755

ตอนที่ 14 : Ep.12 Mr.Money

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 560
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 78 ครั้ง
    8 ธ.ค. 61

Ep.12 Mr.Money


“พี่มันนี่ !!! กลับมาไทยแล้วเหรอพี่” ผมพูดเร็วปร๋อ พร้อมรีบวิ่งเข้าไปกอดผู้ชายหน้าตาดีมากกกกกกที่ยืนอยู่ตรงหน้า อีกฝ่ายหัวเราะชอบใจในความเป็นเด็กน้อยของผมก่อนจะลูบหัวแล้วตอบกลับ
“อืม พี่กลับมาแล้ว ละนี่มาทำไรเนี่ย?” พี่มันนี่ถาม พอตั้งสติได้มองไปด้านหลังผมก็เห็นพี่ผู้ชายอีกคนยืนอยู่ คำเดียวที่พุ่งเข้ามาในหัวเลยคือหล่อ หล่อมาก ๆ แต่เหมือนผมคุ้น ๆ หน้าเขาชอบกลแฮะ....
“มาทานข้าวกับเพื่อนครับ ... โช นี่พี่มันนี่ รุ่นพี่ของผมเอง” ผมว่าพลางแนะนำตัวให้กับคนร่วมโต๊ะ โชขมวดคิ้วบาง ๆ แล้วลุกยืนขึ้นทักทายพี่ของผม
“สวัสดีครับ ผมชื่อโชนะครับ” โชว่าพร้อมยื่นมือออกไปตรงหน้า
“คุณชื่อโช?” พี่มันนี่ถาม แต่ก็ยอมยื่นมือออกไปจับมือกับอีกฝ่าย
“รู้จักกันมาก่อนเหรอครับ?” ผมถาม เมื่อเห็นรีแอคชันของทั้งสามคนที่อยู่ตรงหน้าผมแปลก ๆ ไป แต่สุดท้ายทั้งหมดก็ส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้มเบาบางของโช ก่อนพี่มันนี่จะแนะนำให้ผมรู้จักกับพี่สุดหล่อด้านหลัง
“คนนี้เป็นเจ้านายพี่ ชื่อพี่เอก” ผมพยักหน้าทำความเข้าใจก่อนจะหันไปไหว้อีกฝ่าย แต่น่าแปลกใจที่โฟกัสของพี่เอก เจ้านายของพี่ผมกลับไปอยู่ที่โช
“พี่เอกเป็นว่าที่ประธานบริษัทดิสโคเวอร์เรตที่กำลังฮิตไปทั่วบ้านทั่วเมืองไง” พี่มันนี่กระซิบ ผมพยักหน้าขึ้นลงตาโต เข้าใจแล้วว่าทำไมถึงรู้สึกคุ้น ๆ หน้าอีกฝ่าย พี่เอกกระซิบกระซาบอะไรกับพี่มันนี่สองสามคำก่อนจะละสายตาจากโช พอเห็นแบบนั้นผมเลยเดินเข้าไปจับมือกับอีกฝ่ายพร้อมบอกขอบคุณ
“คุณเอกครับ ผมชื่อทีเร็กซ์นะครับ เป็นรองประธานค่ายอาสาพัฒนาชนบทที่เคยของบประมาณสนับสนุนจากบริษัทของคุณเอกไปเมื่อปีที่ผ่านมา ต้องขอขอบคุณมาก ๆ นะครับที่ให้การสนับสนุนค่ายอาสาของเรามาเป็นอย่างดี” ผมว่า พี่เอกทำหน้างงไปชั่วขณะก่อนจะฉีกยิ้มรักษามารยาทแม้ผมจะรู้ว่าเขาไม่มีทางจำผมได้ก็ตามแต่
“กิจกรรมเพื่อสังคมยังไงผมก็ต้องสนับสนุนแน่นอนครับ” คุณเอกตอบแบบกลาง ๆ รักษาทั้งภาพลักษณ์ของบริษัทและภาพลักษณ์ของตัวเอง ... และนั่นแหละคือสิ่งที่ผมเล็งเอาไว้
“ใช่ครับ และในปีนี้เอง ทางคณะของผมและทางมหาวิทยาลัยก็ได้มีการวางแผนโครงการสำหรับการจัดค่ายอาสาพัฒนาชนบทอีกครั้งหนึ่ง โดยในครั้งนี้จะเป็นการขยายขอบเขตการทำงานเพื่อสานต่อกิจกรรมจากปีที่แล้ว ไม่ทราบว่าจะเป็นการรบกวนมากไปไหมครับ หากผมอยากขออนุญาตอธิบายตัวโครงการให้คุณเอกฟังสักครั้ง?” ผมฉีกยิ้มอย่างสุภาพพร้อมดันแว่นตาขึ้นในระดับสายตา
อยู่ดี ๆ วันนี้โชคก็วิ่งเข้าหา !!!
กิจกรรมอาสาเพื่อสังคมนะ ปกติคณะของผมจัดทำกันทุกปีอยู่แล้ว แต่หลังจากการประกาศการออกจากระบบควบคุมของทางมหาวิทยาลัยต่อภาครัฐฯ ทำให้งบประมาณสนับสนุนในหลาย ๆ ภาคส่วนร่อยหรอลงจนกระทบถึงกิจกรรมที่จัดทำกัน
ผมเป็นอีกคนที่ไม่เห็นด้วยเท่าไหร่กับการเปิดรับกล่องบริจาคหรือการไปเล่นดนตรีเปิดในที่สาธารณะ เพราะหนึ่ง ปัญญาชนที่เรียนอยู่ในระดับมหาวิทยาลัยจะไม่มีวิธีการให้การคิดหากิจกรรมที่แลกเปลี่ยนเป็นเงินตราได้ดีกว่าแค่สันทนาการจริง ๆ นะเหรอ และสอง แม้จะบอกว่าเป็นกิจกรรมอาสาได้บุญได้กุศล ผมก็คิดว่าคนที่นำเงินมาสมทบกับพวกเราควรได้อะไรที่จับต้องได้จริงมากกว่าแค่ความรู้สึกที่ได้ร่วมสนับสนุน
และนั้นคือสาเหตุที่ผมต้องการดึงบริษัทหลาย ๆ บริษัทมาร่วมเป็นแรงทุนในการทำกิจกรรมอาสาตรงนี้ ค่ายได้ทำประโยชน์ให้กับสังคม บริษัทได้ทำกิจกรรม CSR เด็ก ๆ และชาวบ้านในพื้นที่ได้รับประโยชน์ ขอแค่ดีลนี้เป็นดีลที่ดีและแฟร์มากพอสำหรับทุกคน ทำไมเราจะไม่สามารถหาทุนมาสนับสนุนได้ละครับ?
พี่มันนี่หัวเราะเบาบาง ผมแอบเห็นนะว่าเขายกนิ้วโป้งให้ผมด้วย แต่พอพี่เอกหันไปหา พี่มันนี่ก็เลยช่วยผมด้วยการหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาสไลด์แล้วกล่าวเรียบ ๆ
“คุณยังมีเวลาว่างอีกเกือบชั่วโมง และปีนี้ที่บริษัทยังไม่ได้ใช้งบประมาณในส่วนของการทำ Pr และ CSR ลองฟังที่เด็กคนนี้ว่ามา ผมว่าก็ไม่น่าจะเสียเวลาสักเท่าไหร่นะครับ” ผมแทบจะหันกลับไปขอบคุณพี่มันนี่ แต่ทำได้แค่ทำหน้านิ่ง ๆ ภาวนาในใจให้พี่เอกยอมเสียสละเวลาสักนิดในการฟังแผนโครงการของพวกผม
“ตกลงครับ ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้วลองฟังกันดูสักครั้งก็ได้”
“แต่ร้านนี้น่าจะไม่สะดวกเท่าไหร่ ผมว่าเรามูฟไปที่อื่นกันดีกว่านะครับ” โชเสนอแนะเรียบ ๆ ผมเห็นพี่มันนี่กับพี่เอกหันไปมองหน้ากันก่อนจะพยักหน้าตกลง ก่อนพี่ทั้งสองคนจะขอตัวไปยื่นรอหน้าร้าน ให้ผมกับโชจัดการธุระตรงนี้ให้เสร็จสิ้นก่อน โชยื่นบัตรเครดิตให้พนักงานนำไปรูดก่อนจะหันมาถามผมต่อ
“นี่คุณไปรู้จักกับ Mr.money ได้ยังไงนะคุณ?” โชถามระหว่างที่รอพนักงานทำใบสลิปมาให้เซ็น ผมหันไปมองหน้าเขาอย่างแปลกใจ ไม่คิดว่าโชจะรู้จักกับพี่มันนี่ในอีกฐานะหนึ่งด้วย
“คุณรู้จักเขา?” ผมถาม โชพยักหน้าก่อนจะตอบกลับ
“เด็กอัจฉริยะแห่งวงการธุรกิจฟรีแลนซ์ ได้ยินมาว่าไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้ ...ถ้านายจ้างมีเงินจ้างมากพออ่ะนะ”
โชกล่าวประโยคหลังด้วยน้ำเสียงเบา ๆ พร้อมทำหน้าสงสัยเต็มที่
"ที่คุณได้ยินมา ผมขอคอนเฟิร์มเลยว่าจริง ถ้าเงินถึง ...ไม่มีอะไรที่พี่ชายของผมคนนี้ทำไม่ได้” ผมตอบรับกลับเขาด้วยรอยยิ้ม ภูมิใจมากมายในตัวพี่ชายที่แม้ถึงเราจะไม่มีความเกี่ยวพันกันทางสายเลือด แต่ในทางพฤติกรรมแล้ว เราเป็นมากกว่าพี่น้องด้วยซ้ำไป
สำหรับผม พี่มันนี่เป็นมากกว่าแค่คนรู้จัก เขาคือยอดมนุษย์ที่ผมยังนึกไม่ออกว่ามีอะไรอีกมั่งที่เขาทำไม่ได้ (ถ้ามีเงินมากพอ ผมขอดอกจันไว้เลยสามร้อยล้านดอก) แม้กระทั่งวิกฤตหลาย ๆ อย่างในชีวิตของผม ที่ผ่านพ้นเป็นตัวเป็นตนได้จนถึงทุกวันนี้ ก็เพราะได้รับการสนับสนุนจากพี่มันนี่นั่นแหละครับถึงได้อยู่รอดมาได้จนถึงตอนนี้
“คุณสบายใจจริง ๆ เหรอที่คบกับคนที่มีแต่เรื่องผลประโยชน์ในหัวนะ” เขาตั้งคำถาม ผมเอียงคอแล้วพูดตอบกลับ
“โช คุณใสซื่อเกินไปหรือไม่เข้าใจกันแน่ ผมขอยกคำพูดพี่มันนี่มาพูดเลยละกัน โอเค ในมุมมองของสายตาคนอื่นทั่วไป พี่มันนี่อาจจะเป็นคนร้าย ๆ ขอแค่มีเงินถึงคุณก็ได้ทุกสิ่งที่คุณต้องการ แต่อย่างน้อยที่สุดมันก็แฟร์ในความสัมพันธ์ของคนสองคนไม่ใช่เหรอครับ ถ้าเรายังมีผลประโยชน์ต่อกันและกัน ก็ไม่ต้องมานั่งระแวงว่าสักวันคนอีกคนจะตีจาก
ในทางกลับกัน ต่อให้ไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นด้วยผลประโยชน์หรือเงินทอง คุณมั่นใจได้ไงว่าเราจะสนิทชิดเชื้อหรือไม่หักหลังกันในภายภาคหน้าแค่เพราะเราไม่ได้เริ่มต้นมาจากเรื่องเงินเรื่องทองเรื่องผลประโยชน์ และว่ากันตามจริง เราทุกคนต่างก็มีผลประโยชน์ต่อกันและกันไม่ทางใดทางหนึ่งไม่ใช่เหรอครับ เราถึงมีความสัมพันธ์อะไรสักอย่างต่อกัน”
ผมว่า เรานิ่งไปก่อนผมจะพูดต่อเมื่อเห็นสีหน้าไม่ค่อยสบายใจของเขา
“ผมรู้ว่าคุณเป็นห่วง แต่เชื่อผมเถอะ พี่มันนี่นะ แม้เงินจะซื้อทุกอย่างได้ในชีวิตของพี่เขา แต่เงินไม่ใช่คำตอบที่พี่เขาอยากได้จากผมหรอก อยากให้คุณสบายใจได้จริง ๆ ครับ” ผมยืนยันอีกครั้ง กับคำถามที่ผมก็เคยถามกับตัวเองมากก่อน ถ้ามีใครสักคนที่สังคมมองว่าเขาเป็นคนที่ไม่น่าไว้วางใจ แต่เขาก็ประพฤติดีกับคุณ คุณจะเลือกอะไรระหว่างเชื่อในสิ่งที่สังคมเชื่อ หรือ เชื่อในตัวเองอย่างมีสติ
แน่นอน ผมเลือกช้อยส์หลัง
“ถ้าคุณว่าแบบนั้นผมก็สบายใจได้” เขาระบายลมหายใจออกมาพร้อมตอบกลับ ผมพยักหน้ายืนยันอีกครั้งให้เขาสบายใจ ก่อนเราจะเสร็จธุระแล้วเดินออกไปสมทบพี่เขาที่หน้าร้าน
“คุณเอกครับ ยังไงเราก็ไม่รีบอยู่แล้ว ผมขอแวะร้านด้านล่างแป๊บหนึ่งนะครับ” พี่มันนี่ว่า พี่เอกแค่พยักหน้าตอบรับ ก่อนพี่มันนี่จะลากผมเดินนำไปข้างหน้าพร้อมปล่อยสองหนุ่มเดินตามหลังต้อย ๆ
“ไงเรา สบายดีไหม? ได้ทาครีมกันแดดบ้างรึเปล่า” พี่มันนี่ว่า พร้อมจับแขนผมทั้งสองข้างพลิกดูไปมา
“สบายดีครับพี่ ส่วนกันแดด...แหะ ๆ” ผมพูดค้างพร้อมหัวเราะแก้เก้อแล้วเกาหัว พี่มันนี่ขยี้หัวผมอีกครั้งก่อนจะลากเข้าร้านค้า แล้วซื้อสารพัดครีมกันแดด บำรุงผิว และมาสก์หน้าอีกจำนวนหนึ่งใส่ถุงก่อนจะยื่นให้ผม
“เอาไปใช้ พี่ให้” พี่มันนี่ว่าง่าย ๆ ผมยกมือขอบคุณในความหวังดีของพี่มันก่อนจะรับไว้
“อย่าลืมวางแผนเรื่องการไปดัดฟันด้วย รู้ไหม ไหนอ้าปากซิ” เขาบอก ผมทำตามแต่โดยดี พี่มันนี่ก้มหน้าลงมาดูช่องปากผมก่อนจะนับตัวเลขคร่าว ๆ
“ว่าง ๆ ไปถอนหรืออุดฟันที่โรงพยาบาลรัฐก่อนก็ได้ เรามีสิทธิประกันสังคมของพวกแรงงานใช่ไหม?” ผมพยักหน้าตอบรับ พี่มันนี่เกาคางก่อนจะพูดต่อ
“ไปถอนฟันซี่ในสุดก่อนก็ยังดีเพราะมันผุจนเหลือแต่รากแล้ว แล้วค่อย ๆ ทยอยเคลียร์ช่องปากให้ครบด้วย หินปงหินปูนก็ไปขูด ๆ ซะ ค่อยเก็บเงินไปทำฟันนะ”
“ครับ” ผมหัวเราะเขิน ๆ ในความเป็นเด็กน้อยของตัวเองเมื่ออยู่ต่อหน้าคนอีกคนที่ไว้วางใจได้เท่าเพื่อนสนิทคนหนึ่ง พอหันกลับไปมองด้านหลังก็เห็นสองหนุ่มยืนทำหน้าบูด ไม่พูดไม่จา แต่ก็แอบเห็นนะว่าเขาแอบคุยกันโดยมองมาที่ผมเป็นระยะ ๆ นะ นี่อย่าบอกนะว่าโชรู้จักกับคุณเอกด้วย ทำไมไม่เห็นเขาทักทายกันเลยละ?
ผมตั้งข้อสงสัยในใจแต่ไม่ได้ถามอะไร หลังจากเสร็จธุระในการถูกอบรมทั้งเรื่องส่วนตัวและไม่ส่วนตัวจากพี่มันนี่ พร้อมทั้งวิธีการทาครีม การทานอาหาร การดูแลตัวเองในเวลาไม่นานแล้ว เราก็เดินมาถึงร้านกาแฟแห่งหนึ่งในห้าง
“4 ที่ครับ” ผมบอกบริกร ด้วยความอาวุโสน้อยสุดในทั้งสี่คนที่เดินด้วยกันมา บริกรยิ้มต้อนรับก่อนจะนำพวกเราทั้ง 4 คนไปนั่งที่โซนหนึ่งในมุมร้าน ผมนั่งลงตรงข้ามพี่มันนี่ ก่อนที่สองหนุ่มจะนั่งตรงข้ามกัน ให้ตายเถอะ ผมรู้สึกเหมือนเห็นตัวนากกับแมวน้ำตัวยักษ์กำลังนั่งจ้องหน้ากันอย่างบอกไม่ถูก
“เอาละ ก่อนอื่นผมอยากให้ดูสไลด์นี้ครับ” ผมว่า พร้อมฟอร์เวิร์ดเมล์ไปที่ไลน์พี่มันนี่ ไม่ต้องบอกต่อพี่มันนี่ก็จัดแจงดึงเข้าไอแพดของตัวเองแล้วกางจอออกมาให้คุณเอกดูตาม
“อันนี้คือสรุปงบประมาณของโครงการเมื่อปีที่แล้วกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นพร้อมทั้งการประเมินแผนงานล่วงหน้าของปีหน้าหรือก็คือปีนี้ครับ” ผมว่า ก่อนจะรอให้พี่มันนี่ช่วยไล่ลำดับไทม์ไลน์ให้คุณเอกดู เจ้าตัวรับไอแพดแล้วสไลด์หน้าดูไปเรื่อย ๆ ซึ่งผมเดาว่าคงเป็นการอ่านแบบ skim คร่าว ๆ เพื่อรอให้ผมพูดต่อ
“อ้างอิงจากสถิติดังกล่าวจะเห็นได้ว่าค่ายอาสาพัฒนาชุมชนของมหาวิทยาลัยของเรา สามารถทำให้ชุมชนมีแหล่งการเรียนรู้ที่เหมาะสมแก่เยาวชนในพื้นที่ และกระตุ้นให้เด็ก ๆ ที่อยู่ห่างไกลสามารถเข้าถึงแหล่งการเรียนรู้ที่เป็นประโยชน์ เพื่อช่วยซัพพอร์ตให้พวกเขาเหล่านั้นมีองค์ความรู้ที่เท่าเทียมกันกับเด็ก ๆ ในโรงเรียนที่เจริญแล้วในประเทศได้ครับ” ผมกล่าวสรุปโดยย่อ
“แล้ว?” คุณเอกตั้งคำถาม ผมสูดลมหายใจลึก ๆ ก่อนจะอธิบายในสิ่งที่พวกผมต้องการ
“แผนงานในปีนี้คือการต่อยอดจากแหล่งการเรียนรู้ดังกล่าว แม้จะมีองค์ความรู้ที่ดีแต่การเรียนรู้ผ่านหนังสือหรือหน้าจอคอมพิวเตอร์ ก็ยังไม่อาจเทียบเท่ากับการเรียนการสอนโดยตรงกับมนุษย์ด้วยกัน โดยอาศัยงบประมาณการสนับสนุนจากทางบริษัทผู้สนับสนุนในการจัดจ้างนักศึกษาที่ต้องสอนพิเศษให้กับเด็ก ๆ ผู้ด้อยโอกาสเหล่านั้น โดยเล็งเห็นว่ามันสมควรเป็นโครงการระยะยาว ทั้งตัวมหาวิทยาลัยเองและตัวบริษัทครับ” ผมกล่าวต่อ คุณเอกกระแอมไออีกครั้งก่อนจะตั้งคำถาม
“ผมพอเข้าใจจุดประสงค์ของคุณนะ แต่คุณต้องไม่ลืมว่าบริษัทผมเป็นบริษัทธุรกิจของเอกชน ไม่ใช่องค์กรการกุศล” คุณเอกพูดพร้อมมองผมด้วยสายตาคมกริบ โชคเข้าข้างผมนิดหน่อยที่พี่มันนี่เอาข้อศอกกระทุ้งสีข้างคุณเอกเบา ๆ
“คุณ ไม่ต้องกดดันเด็กมันมากขนาดนั้นก็ได้” พี่มันนี่ว่า คุณเอกยักไหล่ก่อนจะตอบกลับผม
“ไม่นะ ผมไม่ได้กดดัน ผมพูดจริงจัง ไม่ใช่ว่าผมไม่เห็นด้วยกับโครงการดังกล่าว แต่มันคือภาระผูกพันระยะยาวกับองค์ประกอบทุกองค์ประกอบที่จะดึงเข้ามาร่วมกันในงานนี้ คำถามของผมคือโจทย์ที่น้องจะต้องเอาไปปรึกษากับทีมและมหาวิทยาลัย พร้อมทั้งประเมินความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นว่ามันสามารถเป็นไปได้จริงแค่ไหน
ถ้าทำแล้วนักศึกษาที่จะคัดเลือกมาจะคัดเลือกมาแบบไหน จะมีตารางการสอนยังไง แล้วกลุ่มเด็ก ๆ ที่มาเรียนจะได้ประโยชน์อะไรกลับมา มีแบบประเมินหรือหลักประกันอะไรไหมว่าพวกเขาเหล่านั้นจะสามารถนำองค์ความรู้ไปพัฒนาทั้งตนเองและพื้นที่ท้องถิ่นให้พัฒนายิ่งขึ้นไปได้จากการสนับสนุนของบริษัทและนักศึกษาแบบพวกคุณ
ตัวโครงการจะวาดภาพฝันสวยหรูขนาดไหน แต่หน้างานทุกงานย่อมมีปัญหาเป็นของมัน บริษัทของผมไม่ใช่องค์กรการกุศล เราบริจาคได้ เราทำ Csr ได้ แต่นั้นหมายความว่าบริษัทของเราต้องได้ประโยชน์จริง ๆ ไม่อย่างงั้นแล้วมันก็เป็นการลงทุนที่สูญเปล่า ดีลที่ดีคือดีลที่ทุกฝ่ายได้ แต่ดีลที่กว่าสำหรับนักธุรกิจคือดีลที่บริษัทลงทุนไปแล้วได้ประโยชน์อะไรกลับมาอย่างเป็นรูปธรรม” พี่เอกกล่าวเสียงเรียบ เว้นวรรคให้ผมคิดตาม ซึ่งทั้งหมดนั้นมันไม่ได้ผิดเลย
สเกลโครงการนี้เป็นโครงการขนาดใหญ่มากๆ จริง ๆ ที่ผมตั้งใจเสนอกับทางมหาวิทยาลัย ผมเสียดายนิดหน่อยที่อาจจะไม่ได้งบประมาณสนับสนุน แต่อย่างน้อยก็ถือว่าสักครั้ง ผมมีโอกาสได้นำเสนอในสิ่งที่ผมตั้งใจจะทำแล้ว พอเห็นผมทำสีหน้าแบบนั้นแล้วพี่เอกก็กล่าวต่อเรียบ ๆ
“....เพราะฉะนั้นแล้ว ไปประเมินความเสี่ยงทั้งหมดมา ผลดี ผลเสีย แนวทางการเป็นไปได้ที่จะคุยกับภาคเอกชนบริษัทอื่น ๆ ตลอดไปจนถึงการหาแนวร่วมจากนิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัยอื่น ทำสรุปมาให้ผมอ่านอย่างชัดเจน พร้อมสรุปงบประมาณที่คาดการณ์ว่าจำเป็นต้องใช้”
ผมตาโตขึ้นมาเมื่อได้ยินคำพูดสุดท้าย นั้นหมายความว่างบประมาณที่ต้องการอาจจะยังมีความเป็นไปได้ แม้จะต้องทำการบ้านหนักเพื่อเสนออีกครั้งตามที่คุณเอกว่ามา แต่แค่โครงการนี้มีความเป็นไปได้มันก็คุ้มค่าแล้วที่จะทุ่มเทกับมันสักตั้ง
“ขอบคุณครับคุณเอก ขอบคุณมาก ๆ ครับ” ผมว่าพร้อมยกมือไหว้ขอบคุณ คุณเอกอมยิ้มก่อนจะกล่าวต่อ
“เห็นแก่ความตั้งใจของคุณ ผมจะไม่ถือสานะที่คุณถือโอกาสมัดมือชกดึงผมมาคุยอย่างอุกอาจแบบนี้ แต่ที่หลังแล้วถ้าอยากจะดีลเรื่องธุรกิจและผลประโยชน์ จงใจเย็นและค่อย ๆ เข้าหาเหยื่อมากกว่านี้... ถ้าไม่เข้าใจที่ผมพูดหรือมีอะไรสงสัยเกี่ยวกับเรื่องธุรกิจหรือแนวร่วมภาคเอกชน คุณลองสอบถามคนที่อยู่ข้าง ๆ คุณก็ได้” พี่เอกว่า ผมหันไปมองหน้าโชที่นั่งนิ่งเงียบไม่พูดอะไร เจ้าตัวทำแค่ยักไหล่โดยไม่สนใจการพาดพิงดังกล่าว
ปรึกษาเรื่องธุรกิจกับนักเขียนเนี่ยนะครับคุณเอก?
“ยังไงผมต้องขอบคุณอีกครั้งนะครับคุณเอก ที่รับฟังและสนับสนุนโครงการของพวกผมมาโดยตลอด และขอโทษอีกครั้งนะครับหากกิริยาที่ผมแสดงออกในวันนี้อาจจะทำให้คุณเอกเกิดความไม่สบายใจหรือไม่พอใจ” ผมว่า พร้อมยกมือขอโทษอีกครั้ง คุณเอกยกมือรับไหว้ก่อนจะหันไปพูดกับพี่มันนี่
“คุณนี่เทรนด์รุ่นน้องพิมพ์ออกมาเหมือนกันเปี๊ยบเลยนะ” คุณเอกแซว พี่มันนี่ยิ้มก่อนจะหุบยิ้มเมื่อคุณเอกพูดประโยคถัดไป
“ทั้งฉลาด ทั้งกล้าบ้าบิ่น ทั้งเจ้าเล่ห์ รู้จักทั้งไม้อ่อนไม้แข็ง เหมือนกันทั้งรุ่นพี่รุ่นน้องไม่มีผิด..โอ๊ย!”
และรางวัลของคนขี้แซะ ก็เป็นศอกขาว ๆ ของพี่มันนี่ที่กระทุ้งเข้าที่สีข้างคุณเอกอีกครั้ง ผมอู้วเบา ๆ ในใจเมื่อคุณเอกเปลี่ยนสีหน้า แอบเจ็บแต่ไม่แสดงออก ส่วนคนข้าง ๆ ก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ไปเสียแบบนั้น
“เอาละ วันนี้ก็พอหอมปากหอมคอ นี่ก็เย็นแล้ว คงได้เวลากันแยกย้ายกันไปตามทาง ยังไงคุณทำรายละเอียดเสร็จหมดแล้วก็ส่งมาที่คุณเลขาของผมก็แล้วกันนะครับ” คุณเอกกล่าวสรุป
“ครับ ขอบคุณนะครับ”
หลังจากนั่งพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวสัพเพเหระที่เกิดขึ้นในแวดวงข่าวสารบ้านเมือง เราก็เช็กบิลพร้อมเคลื่อนย้ายกันออกมาอยู่บริเวณหน้าร้าน พี่มันนี่กอดพร้อมลูบหัวผมขึ้นลงอีกครั้ง
“พี่ดีใจมาก ๆ นะที่เราโตขึ้นมาขนาดนี้ ทั้งสิ่งที่บอกพี่ไว้ว่าอยากจะทำ และเราก็กำลังทำมันจริง ๆ แต่อย่าลืมที่พี่บอก กลับไปบำรุงและดูแลตัวเองด้วย และจะดีมาก ๆ ถ้าเราสรุปให้พี่ได้สักทีว่าจะเริ่มทำการเคลียร์ช่องปากและจัดฟันตอนไหน” พี่มันนี่ว่า ผมพยักหน้าและกอดพี่มันนี่อีกครั้ง
“เอาละ พี่กับคุณเอกต้องกลับไปทำงานต่อแล้ว แล้วยังไงติดต่อมาที่อีเมลพี่นะครับ” พี่มันนี่กล่าวสรุป ผมพยักหน้าก่อนจะยกมือไหว้คนทั้งสองคน ซึ่งก่อนจะเดินจากไปก็ยังไม่วายหันหลังมามองหน้าโชอีกครั้ง ซึ่งเจ้าตัวก็ไม่ทำอะไรนอกจากทำตัวนิ่ง ๆ ราวกับว่าบทสนทนาทั้งหมดที่เกิดขึ้นไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือพาดพิงอะไรถึงเขา
“คุณนี่รู้จักคนไปทั่วนะ” โชว่า ผมหันไปเหล่ตามองก่อนจะพูดกับเขา
“จริง ๆ คนที่ควรพูดประโยคนั้นควรจะเป็นผมนะ” ผมหันไปมองหน้าเขาตรง ๆ แต่ไม่เอ่ยคำถามที่สงสัยออกไปในใจ และเหมือนโชจะมองออกว่าผมคิดอะไร เจ้าตัวเอามือมาตบหัวผมเบา ๆ ก่อนจะว่า
“ผมย่อยอาหารแล้ว ไปเดินคิโน๊ะแล้วไปดูหนังกัน”
“คุณอยากได้หนังสือเหรอ?” ผมถาม
“เปล่า อยากไปดูตั้งหากว่าหนังสือของผมขายได้ไหม” เขาตอบ ผมร้องอ๋อเที่ยวหนึ่งก่อนเราทั้งสองคนจะเดินขึ้นบันไดเลื่อนไปสู่ชั้นด้านบนก่อนโรงหนัง
โชดูจะไฮเปอร์เป็นพิเศษเมื่อเดินมาถึงร้านคิโน๊ะ เจ้าตัวค่อย ๆ เดินด้อม ๆ มอง ๆ ก่อนจะผายมืออย่างภาคภูมิใจไปที่ชั้นหนังสือด้านหน้าที่จัดโชว์นิยาย
“เวลามาเห็นหนังสือที่ตัวเองเขียนอยู่ด้านบนชั้นวางขายเนี้ย มันดีจริง ๆ เลยเนาะ” เขาว่า ผมพยักหน้าเห็นด้วย และแอบเห็นประกายของความสนุกสนานภายในสายตาของเขา เมื่อรอไม่นานเท่าไหร่นักก็มีวัยรุ่นสองสามคนมามุงดูที่แผงชั้นหนังสือ ก่อนจะวิพากษ์วิจารณ์ถึงเนื้อหาและตัวละครอย่างถึงพริกถึงขิง พร้อมหยิบหนังสือของโช ติดมือไปด้วย 1 ชุด
“รู้สึกยังไงบ้างกับคำวิจารณ์” ผมถาม หลังลับสายตาเด็กกลุ่มนั้น
“ก็โอเค” โชว่า ตามองเด็กกลุ่มนั้นเดินไปจ่ายเงิน
“แม้มันจะเป็นคำวิจารณ์ที่รุนแรงไปนิดหนึ่งอะนะ?” ผมถามจากบทสนทนาดังกล่าว โชยักไหล่ก่อนจะพูดตอบกลับมา
“สิทธิ์ของคนอ่านคือการวิพากษ์วิจารณ์ของเขียนของคนเขียน สิทธิของคนเขียนคือการคัดกรองเอาสิ่งที่เป็นคำวิพากษ์วิจารณ์มิใช่การด่าทอในการมาปรับปรุงและพัฒนางาน สำหรับผมแล้ว ต่อให้เป็นคำต่อว่าหรือไม่พอใจ หากตั้งอยู่บนพื้นฐานของเหตุและผลผมก็สามารถรับฟังได้ ไม่ได้รู้สึกแย่ที่เขาไม่เข้าใจในสิ่งที่เราต้องการจะสื่อในท้ายที่สุด” โชตอบผมกลับอีกครั้ง ก่อนเราจะเดินวน ๆ ดูหนังสือแปลออกใหม่ที่น่าสนใจหลาย ๆ เล่ม
ผมขอแยกไปเดินดูหมวดหมู่เกมออนไลน์ที่ออกใหม่ ส่วนโชเดินไปดูโซนหนังสือหมวดวรรณกรรมแปล หลังจากพยายามค้นหานิยายเกมออนไลน์ที่กำลังติดตามและค้นพบว่าไม่มีความคืบหน้าเท่าไหร่ ผมก็เตรียมหันหลังกลับเดินไปหาโช ก่อนจะพบว่ามีร่างของใครบางคนขวางทางอยู่พร้อมกับกลิ่นฉุนบางอย่างที่ขึ้นจมูกทันทีที่ผมหันไปชนกับร่างของเขา
กลิ่นนิโคตินจัด ๆ ที่ผมเพิ่งเคยได้กลิ่นเมื่อไม่นานมานี้...
“สวัสดี คุณคนในโปสเตอร์”
เสียงแหบแห้งเหมือนคนร้องเพลงจนเสียงขาดกล่าวขึ้น หมอนั้นฉีกยิ้มให้ผมก่อนจะขยับตัวถอยห่างหลังจากผมหันไปชนเต็มอกของเขา ผมเงียบ และใช้ความคิดพิจารณาเขาใหม่ตั้งแต่หัวจรดเท้า วันนี้เขาดูแต่งตัวขึ้นเป็นผู้เป็นคนจากวันนั้นที่เราเจอกัน ดวงตาสองข้างยังตาโบ๋เหมือนคนไม่ได้นอนตามเดิม แต่พออยู่กับทรงผมที่จัดทรงหน่อย ๆ แล้วอดจะยอมรับไม่ได้เลยสักนิด ว่าหมอนี้ควรจะเป็นสเป็คผู้หญิงบางกลุ่มที่ชอบผู้ชายแนวแบดบอย
แต่ก่อนจะได้พูดอะไรออกมาผมก็ได้ยินเสียงคนเรียกจากด้านหลังอีกครั้ง
“คุณเจอหนังสือที่สนใจไหม” โชว่า ผมหันกลับไปมองเขาที่เดินมาหาก่อนจะตอบกลับ
“ไม่มีนะครับ” ผมว่า พลางหันกลับไปมองด้านหลัง
หมอนั้น..หายไปจากบริเวณนั้นแล้ว
“คุณมองหาใครเหรอครับ?” โชตาม หลังผมสอดสายตามองไปมาทั่วร้าน แต่ก็ยังไม่เห็นเขา ผมส่ายหน้าช้า ๆ ก่อนจะยักไหล่ แล้วเดินไปใกล้ ๆ โช
“ผมว่าเราขึ้นไปที่โรงหนังเถอะครับ นี่ก็ใกล้เวลาที่รอบหนังจะเริ่มฉายแล้ว” ผมว่า
“โอเค ซื้อปอร์ปคอร์นด้วยเนาะ?” เขาถาม ผมพยักหน้าก่อนเราจะก้าวออกมาจากคิโน๊ะแล้วเตรียมก้าวขึ้นบันไดเลื่อน
“ผมชอบรสหวาน”
“งั้นเอาชีสกับหวานเนาะ ผมชอบชีส” เขาว่า ผมพยักหน้าไม่ขัดศรัทธา ก่อนที่เราจะคุยกันถึงตัวอย่างภาพยนตร์ที่กำลังจะเข้าไปดู พร้อมผลัดกันเล่นมุกในหนังภาคแรกที่เข้าโรงไปในปีที่แล้ว
ผมหันหลังหัวเราะพิงที่จับบันไดเลื่อน ก่อนสายตาจะหันไปเห็นเขา
....เขาคนนั้นที่กำลังฉีกยิ้มให้ผมอย่างเศร้าสร้อย พร้อมคิ้วข้างหนึ่งที่ยักขึ้นในลักษณะกวนอย่างถึงที่สุด

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 78 ครั้ง

7 ความคิดเห็น

  1. #203 PinkuButa (@papang-pinkpig) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2561 / 01:23
    คนรักเก่าของทีก็สูบบุหรี่นิ? ใช่มะ จำได้ตอนที่ทีฝัน หรือทีสูบเองไม่รู้ แต่โชดูๆไปอาจจะมียศใหญ่อยู่ ตั้งแต่คุยงานรอบที่แล้ว แล้วคุณเอกยังพูดถึงด้วย
    #203
    0
  2. #174 thifu:') (@yamloveyaoi) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2561 / 08:21
    คุณโชเป็นลูกชายเจ้าของบริษัทอะไรป่ะ ครี้งที่แล้งที่คุยโทรศัพท์ก็ดูยุ่งๆ กับเอกสาร
    #174
    0
  3. #146 _WhiteWinter_ (@panitporn) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2561 / 19:00

    ความสัมพันธ์ตัวละครซับซ้อนขึ้นอีกแล้ว(ฮา) ตัวคุณทีก็ยังลึกลับ ตอนนี้โชก็มามีเรื่องลึกลับอีก โอยลุ้นกันไปค่ะ555

    #146
    0
  4. #142 punch98line (@punch98line) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2561 / 12:51
    อะไรยังไงงงงทำไมความสัมพันธ์เเต่ละคนมันช่างซับซ้อนขนาดนี้ หรือนี่คิดมากเอง55555 เอาอีกเเล้วหนูทีทำอึ้งอีกเเล้วอ่ะ เรื่องโครงการ เเอบเห็นด้วยที่เเบบการจะหางบทั้งทีควรทำอะไรดีๆที่มากกว่าไปตะโกนหรือร้องเพลงขอบริจาค
    #142
    0
  5. #141 FREE__SNOW (@FREE__SNOW) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2561 / 22:24

    #ทีมโช

    หรือ

    #ทีมคุณนิโคติน ฮื้อออออแออออออ เลือกไม่ได้บ้าจริง!!
    #141
    0
  6. #140 คุณก้างปลา (@nizzsakura) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2561 / 22:22
    งื้อออ ทำไมน่ารัก
    #140
    0
  7. #138 Sembe Meij (@21Yonradee2545) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2561 / 21:18

    กิ๊ซซซ~

    เขินนนน
    #138
    0