[PRE ORDER] แ อ ค เ ค่ อ #แอคเค่อของน้องแมว

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 21,745 Views

  • 330 Comments

  • 1,171 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    1,165

    Overall
    21,745

ตอนที่ 10 : Ep.9 P&P [Part 2]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 876
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 76 ครั้ง
    8 ธ.ค. 61

Ep.9 P&P [Part2]


ผมหันหน้าหนีสายตาของเขาไปอีกทางก่อนจะนิ่งเงียบ สายตามองไปที่กระจกข้างของรถยนต์ เราทั้งคู่เงียบลงไปดื้อ ๆ หลังจบประโยคนั้นของเขา
“คุณ”
“ว่า?”
“เมื่อกี้คุณได้ยินที่ผมพูดรึเปล่า?” เขาถาม โน้มตัวมาข้าง ๆ
“ได้ยินชัดเจน” ผมตอบกลับพร้อมหันหน้าไปมองเจ้านากเผือกที่กำลังทำหน้าระคนปนสงสัย
“ก็ไม่ได้อะไรหรอกนะ แต่แบบ ผมชมคุณไง แถมชมแบบมันเหมือนฟังแล้วมีนัยด้วย เลยสงสัยว่าทำไมคุณถึงไม่มีรีแอคชั่นอะไรเลยกับคำพูดที่ผมพูดออกไป” เขาว่า คิ้วบาง ๆ ขมวดเป็นเส้นตรงเหม่อมองมาที่ผมอย่างมีความหมาย
“ทำไมอ่ะ คุณอยากให้ผมเขินที่คุณมองผมตลอดเวลาแบบนั้นเหรอ?” ผมถามกลับ หัวเราะเล็ก ๆ ในลำคอ
“ก็..จริง ๆ ก็ควรจะเขินไหม?” พอเห็นสีหน้าจริงจังของเขา ผมก็ถอนเท้าเบา ๆ แล้วเหยียบคันเร่งขึ้นก่อนจะเริ่มชะลอเมื่อเห็นว่าสัญญาณไฟจราจรกำลังเปลี่ยนเป็นสีแดง
“ขอบคุณนะครับที่ชมผม เอาจริง ๆ ก็ดีใจนะที่มีคนชม แต่ผมไม่ได้คิดว่ามันแปลกอะไร คือผมมองว่าอาจจะเพราะคุณไม่เคยเจอคนประมาณผมรึเปล่า เลยตื่นตาตื่นใจอะไรแบบนี้
ในขณะที่ตัวผมเองนะ ผมไม่ได้เบลมตัวเองหรอกนะ แต่ผมแบบ ถามว่ามั่นใจในตัวเองไหม? ใช่ ผมก็มั่นใจในระดับหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องความคิด การมองโลกใบนี้ในแง่มุมที่แตกต่างกันออกไป เพราะทั้งหมดนั้นเป็นส่วนหนึ่งในตัวตนของผม
แต่แค่ความคิดมันไม่ใช่ทั้งหมดที่ทำให้ใครสักคนหนึ่งมาชอบเรานะ มันมีองค์ประกอบหลาย ๆ อย่างมากที่ผมเรียนรู้มาจากการใช้ชีวิต แค่ความคิดดี ๆ นะ มันไม่พอจริง ๆ นะคุณ .....”
ผมว่า เว้นวรรคไว้แบบนั้นให้เราทั้งคู่ได้จมลงไปในความคิดของใครของมัน ก่อนจะกระทุ้งเขาต่อ
“ถึงเทิร์นคุณแล้ว ถามต่อได้เลยนะ”
“อ่า ๆ ... โอเคครับ งั้นก็ PrEP กับ PEP ต่างกันยังไง” เขาว่า ผมกลอกตาไปมาก่อนจะตอบ
“เป็นคำถามที่ดี ถ้าจะตอบแบบกวน ๆ ก็ขอตอบว่าคุณสมบัติของมันใกล้เคียงกันคือจัดอยู่ในหมวด ‘ยาต้านเชื้อ HIV’ แค่กินก่อนการมีเพศสัมพันธ์หรือกินหลังมีเพศสัมพันธ์ที่มีความเสี่ยงมา ต่างกันแค่นั้นเอง เอางี้ คุณสังเกตง่าย ๆ คำว่า PrEP นะ ตัวพีกับตัวอาร์สองตัวแรก ย่อมาจาก Pre ที่เป็นรากศัพท์แปลว่า ‘ก่อน’ ก็จำง่าย ๆ ว่าตัวนี้ ต้องกินก่อนการมีเพศสัมพันธ์อย่างน้อย 7-10 วัน ส่วน PEP ไม่มีตัวพีที่เป็นรากศัพท์แปลว่าก่อนก็ตีความง่าย ๆ ว่ากินที่หลัง หลังจากไปมี ‘ความเสี่ยง’ มา ก็ไปกิน PEP ซะ”
เพราะเห็นเขาจดทุกคำพูดของผมอย่างตั้งใจ ผมเลยอยากช่วยเหลืออะไรเขาสักหน่อยเพื่อทำให้งานของเขาง่ายเพิ่มขึ้นไปอีกขั้น ผมเรียบเรียงข้อมูลในหัวเท่าที่เคยศึกษามาก่อนจะพยายามคัดกรองข้อมูลที่ตัวเองเห็นว่าน่าสนใจสำหรับการให้เขานำไปเขียนประกอบนิยายแล้วค่อยพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเหมือนครูกำลังเล่านิทานให้เด็ก ๆ ตัวเล็ก ๆ ฟัง
“กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วตั้งแต่สมัย PrEP ยังไม่เกิด ....นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าเชื้อ HIV ในร่างกายของคนเราที่เกิดขึ้นหลังติดเชื้อจากสัมผัสที่ไม่ปลอดภัยนะ ปกติแล้วเวลาคุกคามหรือพัฒนาไปเป็นเอดส์นั้นมันใช้ระยะเวลานานพอสมควรในการแพร่กระจายไปทั่วทุกอณูของร่างกาย มันจะไม่ใช่ว่าคุณได้รับเชื้อมาปุ๊บ คุณจะเป็นเอดส์ปั๊บในตอนนั้นทันที ทุกอย่างมีกระบวนการในการทำงานของมัน แม้กระทั่งเชื้อโรคเองก็เช่นกัน
นั้นหมายความว่า หากได้รับยาต้านหรือที่เรารู้จักชื่อกันในนามว่า PEP เข้าสู่ร่างกายในเวลาที่เร็วมากพอ ร่างกายก็มีความสามารถมากพอที่จะกำจัดเชื้อร้ายตัวนั้นออกไปได้จนหมดในเวลาไม่นาน แต่อนิจจา สิ่งที่ไม่หวนกลับคือการเดินหน้าของกาลเวลา นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าส่วนใหญ่แล้วผู้ติดเชื้อหลายท่านรู้สึกตัวช้าเกินไปที่จะมารับยาต้านหรือ PEP ตั้งแต่ตอนที่เชื้อยังอยู่ในสภาวะที่สามารถกำจัดออกไปได้ หรือชี้ชัดเป็นเวลาเลยก็คือไม่เกิน 48 ชมหลังมีความเสี่ยง หรือถ้าอุ่นใจสุดก็ไม่ควรเกิน 24 ชม.หลังจากมีความเสี่ยงทุกชนิด แต่ก็อย่างที่เรารู้ ๆ กัน ความเสี่ยงอันดับหนึ่งของการติดเชื้อมันยังเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกัน
นักวิทยาศาสตร์ก็เลยเกิดพหุปัญญา นิพพานได้ว่า ‘เฮ้ย ถ้า PEP มันกินช้าเกินไป ทำไมเราไม่ทำยาให้มันกินล่วงหน้าสำหรับการป้องกันเลยวะ?’ ศึกษาไป ศึกษามา ก็เกิดการค้นคว้าทดลองกำเนิดออกมาเป็น PrEP ที่เป็นยาต้านสำหรับการรับประทานล่วงหน้า โดย PrEP มีเงื่อนไขไม่ได้เยอะแยะมากมายอะไรเลย แค่ต้องทานก่อนการเกิดความเสี่ยง 7-10 วัน จึงจะมีภูมิคุ้มกันในการป้องกันเชื้อ HIV ได้ประมาณ 92 % ....”
ผมหยุดเว้นวรรคหลังลากยาว มองไปที่โชก่อนจะถามเขา
“ตามทันนะ?”
“ทัน ๆ จัดมาเลยครับ ขอยาว ๆ ไม่ต้องสนใจผม พูดต่อได้เรื่อย ๆ เลยครับ” โชรีบพูดจนลิ้นพัน สายตาจดจ่อกับแป้นพิมพ์และหน้าจอ พอผมเห็นเจ้าตัวนากเผือกตั้งใจมากขนาดนี้เลยเสริมข้อมูลต่อไปให้เขาต่อ
“ส่วนสำคัญมาก ๆ ที่คุณต้องตระหนักและย้ำกับคนทุกคนเลย คือ ‘ตัวเลข 92 % แปลว่า 92 % เท่านั้น’ การมีเปอร์เซ็นต์การป้องกันที่สูงมากขนาดนั้นไม่ได้แปลว่าปลอดภัยจนคนที่ทาน PrEP สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้โดยไม่ต้องป้องกัน เพราะอย่าลืมว่านอกจาก HIV แล้ว ก็ยังมีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มากมายที่น่ากลัวไม่แพ้ HIV อาทิ ซิฟิลิส หนองใน เริม โรคพวกนี้แม้รักษาแล้วแต่ก็ไม่หายขาดนะครับ แค่อาจจะไม่แสดงอาการเท่านั้นเอง และก็นะ...
PrEP นะ เขามีหน้าที่เข้าไปรอกำจัดเชื้อ HIV ในร่างกายของเราตั้งแต่ช่วงแรก ๆ ที่เราไปมีความเสี่ยงแล้วได้รับเชื้อมา ก็ว่าง่าย ๆ เขาทำหน้าที่เป็นคนไปคอยเฝ้าระวังตามจุดต่าง ๆ ที่ร่างกายเราจะเชื่อมต่อกับอีกฝ่าย เช่นปลายองคชาต หรือ ทวารหนัก และนั้นคือเหตุผลว่าทำไมเราถึงต้องทาน PrEP ทุกวันสำหรับคนที่มีเพศสัมพันธ์บ่อย ๆ เพราะวัน ๆ คนเราขับถ่ายของเสียออกมาหลายทาง การปัสสาวะเองก็เป็นการขับถ่าย PrEP ออกจากร่างกายเช่นกัน เราจึงต้องทานยาอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอสำหรับคนที่ไม่รู้ว่าตัวเองจะมีเพศสัมพันธ์ตอนไหน
ถ้าจะให้อธิบายง่าย ๆ เอาแบบสไตล์ผมเลยนะ ให้เราคิดว่าเรากำลังเป็นอัศวินเกราะเหล็กที่กำลังต่อสู้กับศัตรูที่หมายปองเอาชีวิตเรา แล้วเราก็เลยใส่เกราะอ่อนชิ้นเล็ก ๆ ไว้ชั้นในเพื่อป้องกันเกราะหนักหรือก็คือถุงยางอนามัยแตกก็พอ อารมณ์ประมาณเราเซฟชีวิตเราไว้แบบกันตาย เป็นเกราะอีกชั้นหนึ่งในการเล่นเกม
เสริมไปอีกนิดเลยก็ได้ว่ารีเสิร์ชงานวิจัยล่าสุดจนกระทั่งถึงปี 2017 ปีนี้ ทั่วโลกที่เขาร่วมการทดสอบ PrEP จากผู้เข้าร่วมโครงการหลายพันคน มีผู้เข้าร่วมโครงการทดสอบยา PrEP สองคนที่แม้จะมีการใช้ PrEP แต่ก็เกิดการติดเชื้อ HIV ได้ แต่ผมไม่ได้ตามต่อจนถึงดีเทลลึก ๆ ว่าเขาทานยาต่อเนื่องไหม ไปมีความเสี่ยงมาเท่าไหร่ หรือมีปัจจัยอะไรอีกบ้างที่ทำให้แม้แต่ทาน PrEP ก็ยังติดเชื้อ HIV ได้ ดังนั้นก็ให้ติงไว้ก่อนก็ได้ครับว่าไม่ใส่ถุงยางอนามัย เท่ากับมีความเสี่ยงแน่ ๆ ไม่มากก็น้อย”
บรรยากาศในรถแปรเปลี่ยนเป็นเสียงบรรยายของผมกับเสียงพิมพ์แป้นคีย์บอร์ดของโช ที่รัวขึ้นราวกับว่าเขากลัวว่าจะตกหล่นแม้เพียงครึ่งคำที่ผมพูดออกไป เสน่ห์อีกอย่างหนึ่งที่ผมสังเกตได้จากโชคือความมุ่งมั่นและสมาธิในการทำงานของเขาในทุก ๆ สภาพแวดล้อม เขาแทบจะลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าเมื่อห้านาทีที่แล้วเขากำลังใช้สายตาแบบไหนกับผม
และทั้งหมดนั่นแหละคือสิ่งที่ผมต้องการ
สายตาของเขา... สายตาของโชนะ เป็นสายตาคู่เดียวแบบที่ผมเคยได้รับและเคยได้มอบมันให้กับใครบางคน
ผม...ยังไม่พร้อมให้ใครมารู้สึกอะไรกับผมมากไปกว่าแค่คู่นอนไม่ได้ทั้งนั้น
ผมไม่อยากทำร้ายใครอีกแล้ว
...และผมก็ไม่อยากโดนทำร้ายอีกแล้วเช่นกัน
สัตว์ร้ายในร่างของผมยันกายเอาขาหน้าหมอบกรานไปกับพื้น ถูจมูกส่ายหน้าพับหูไปมาไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของผมที่แสดงท่าทีแบบนั้นออกไปกับโช แต่สุดท้ายแล้วทั้งหมดก็เงียบสงบลงเมื่อผมตระหนักได้อยู่เสมอว่าตัวเองเป็นใคร และคนข้าง ๆ แตกต่างจากผมมากเพียงใด ถึงได้สามารถสูดลมหายใจสั้น ๆ เข้าปอดได้โดยไม่คิดอะไร และไม่เปิดช่องว่างให้อีกฝ่ายได้แสดงความรู้สึกอะไร
ไม่ว่าจุดเริ่มต้นทั้งหมดจะมาจากอะไรก็ตามแต่ ผมไม่ควรเปิดช่องว่างให้ทั้งเขาและเราได้เริ่มต้นอะไรบางอย่างทั้งนั้น....
“1 ต่อ 960 และ 1 ต่อ 260”
“หื้ม มันคือตัวเลขอะไร?” โชเงยหน้าขึ้นจากแป้นพิมพ์มามองผมเป็นครั้งแรก หลังเขาพิมพ์รัวตอนที่ผมพูดยาว ๆ ไป เขาดันแว่นตาสำหรับใส่มองหน้าจอแลปท็อปเข้ากับใบหน้าก่อนจะหยุดฟังผมพูด
“อัตราส่วนจากความเสี่ยงของการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน ถ้างงหรือนึกภาพไม่ออกตามที่ผมพูดไป...เอางี้ คุณเคยเล่นเกมทอยลูกเต๋าไหม?” ผมถาม โชพยักหน้าขึ้นลงหนึ่งครั้งผมจึงพูดต่อ
“ปกติแล้วลูกเต๋ามีหกหน้า อัตราส่วนจึงเท่ากับ 1 ต่อ 6 แต่ถ้าอัตราส่วนเพิ่มขึ้น ก็นึกภาพง่าย ๆ ว่าลูกเต๋าเพิ่มหน้ามากขึ้นก็ได้ เช่น ในกรณีแบบนี้ เท่ากับว่าคนเป็นรุกกำลังทอยลูกเต๋าที่มีหน้าทั้งหมด 960 หน้า โดยมีหน้าหนึ่งเป็นโบนัสว่าทอยออกหน้านี้แล้วจะต้องติดเชื้อ HIV”
“อ๋อ เข้าใจแหละ ....แล้วทำไมถึงมีสองตัวเลขครับ?” เขาว่า ผมเบ้ปากนิดหนึ่งก่อนจะตอบ
“ถ้าคุณเป็น Top หรือผมหมายถึงคนที่เป็นฝ่ายรุกอ่ะนะ อัตราความเสี่ยงของการสอดใส่โดยไม่ป้องกัน คุณจะมีความเสี่ยงอยู่ที่ 1 ต่อ 960 แต่ผมย้ำตรงนี้เลยนะ ขอเน้นตรงนี้อีกรอบซ้ำ ๆ เลยนะคุณ คือหนึ่ง ผมไม่ได้หมายความว่าคุณต้องสดถึง 960 ครั้งคุณถึงจะติดเชื้อ HIV แต่มันเป็นอัตราสุ่มที่แปลว่าแค่ไม่ป้องกันครั้งเดียวคุณก็มีสิทธิ์ได้รับของแถมถาวรได้ เกม!!!
และสอง อันนี้เป็น fun fact ที่ผมอ่านมาตั้งแต่สมัยปี 2559 แล้ว วิทยาศาสตร์และงานวิจัยนะเปลี่ยนแปลงทุกวัน ดังนั้นแล้วสถิติที่เคยใช้อ้างอิงได้ อาจจะใช้อ้างอิงไม่ได้แล้วก็เป็นได้เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนไป เราต้องอัปเดตข้อมูลเสมอ ๆ นะครับ”
“ผมเข้าใจครับ งั้นหมายความว่าอัตราส่วนที่คนเป็น bottom หรือ รับจะมีความเสี่ยงในกรณีที่ไม่ป้องกันหรือพูดง่าย ๆ ว่าสดเนี้ย คือ 1 ในส่วนของลูกเต๋า 260 หน้าใช่ไหมครับ?” โชถาม
“ถูกต้องนะครับ แต่อันนี้ผมลองตามไปอ่านเปเปอร์แล้ว เขาไม่ได้ลงดีเทลลึกถึงขนาดที่จะรู้ว่ามีปัจจัยเรื่องการกำหนดเวลาในการมีเซ็กซ์มาเป็นตัวข้องเกี่ยวด้วยไหมนะครับ ผมเลยบอกไม่ได้ว่าตัวแปรที่มีผลขึ้นลงต่อการวิจัยอันนี้มีอะไรบ้าง ข้อมูลตรงนี้ก็ถือว่าผมแชร์ Fun Fact สนุก ๆ แล้วกันนะครับ และถ้าจะเอาไปเขียนเล่นก็อย่าลืมย้ำด้วยนะครับว่ามันเป็นงานวิจัยเก่าไปหนึ่งปีแล้ว” ผมย้ำอีกครั้ง เพราะกลัวว่าถ้าเขาเอาไปเขียนแบบไม่เคลียร์ อาจจะมีคนนึกสนุกเล่นพิเรนทร์ ๆ จนต้องมาร้องไห้กันที่หลังอีกก็เป็นได้
“ทำไมตัวเลขความเสี่ยงระหว่างคนเป็นรุกกับคนเป็นรับมันถึงต่างกันหลายเท่าตัวแบบนี้ละคุณ?” เขาถามหลังพิมพ์ข้อความทั้งหมดจบ
“ถ้าเท่าที่ผมเคยอ่านเหตุผลมา ก็ง่าย ๆ นะครับ คือปกติเวลาจะติดเชื้อเนี้ยมันต้องมีสามองค์ประกอบ หนึ่งคือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีเชื้อที่พร้อมถ่ายทอดไปสู่คนอื่น สองคือช่องทางในการถ่ายทอด เป็นต้นว่าช่องทางการสอดใส่ทางทวารหนัก และสามคือพาหนะในการถ่ายทอด ในขณะที่รุกสอดใส่เข้ามาในร่างกายของรับ มีโอกาสที่จะเกิดการเสียดสีของช่องทางจนมีเลือดออก และนั่นแหละครับ บิงโก คือ... ถ้าจะถามว่าเชื้อ HIV จะอยู่ในสารคัดหลั่งใดของร่างกายมากที่สุด นอกจากโลหิตของมนุษย์แล้วก็มีในอสุจิ นี้แหละครับ”
“เป็นรับนี้ก็เหนื่อยเหมือนกันนะครับ ทั้งต้องเจ็บตัว ทั้งมีความเสี่ยงมากกว่าคนเป็นรุกไปอีก” โชว่า เบ้ปากส่ายหน้าไปมาประหนึ่งว่าตัวเองเคยเป็นรับมาอย่างไรอย่างนั้น
“เป็นรุกก็เหนื่อยนะครับ รู้ไหมว่าการเอาขาทั้งสองข้างของอีกฝ่ายมาพาดบ่าเนี่ยมันเหมือนแบกน้ำหนักครึ่งหนึ่งของคน ๆ นั้นเลยนะครับคุณ ไหนจะต้องโยกเอว ไหนจะต้องออกแรงยกกำลัง ไหนจะต้องเร้าโรม ในขณะที่รับนอนนิ่ง ๆ อยู่เฉย ๆ”
ผมเถียงกลับอย่างไม่ยอมแพ้ คุณจะมาเคลมได้ยังไงว่ารับเหนื่อยกว่าในเมื่อตลอดเวลาที่มีเซ็กซ์กัน คนรับน้ำหนักตัวส่วนใหญ่นะเป็นรุกนะครับ !!!
“แล้วตอน on top รับไม่เหนื่อยรึไง?” เขาเถียงกลับอย่างไม่ยอมแพ้
“เอ้า ก็นั้นมันท่าที่คุณเป็นคนควบคุมนิ แต่เอ๊ะ.... คุณรู้ได้ไงว่าเขาทำกันยังไง ไหนคุณบอกว่าตอนนี้คุณเป็นผู้ชาย?” ผมเถียงกลับในตอนแรกก่อนจะย้อนถามเขากลับไปในท้ายประโยค พร้อมเหล่ตามองเจ้านากเผือกที่กำลังทำตัวล่อกแล่ก ๆ
“ก็...ก็” เขาตอบตะกุกตะกักจนผมต้องกระทุ้งอีกครั้ง
“ก็อะไร?”
“ก็นิยายวายนะคุณ ยังไงมันก็ต้องมีฉาก NC อยู่แล้ว ยิ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับแอคเค่อ ต่อให้ไม่อยากค้นหาข้อมูลยังไงก็ต้องผ่านหูผ่านตาบ้าง ผมก็แค่ค้นหาข้อมูลไว้สำหรับใช้ในการทำงานไง!!!!” โชตอบ หน้าขึ้นเป็นสีชมพูเป็นลิ้ว ๆ ผมผิวปากเหล่ตามองแซวเขาอย่างอารมณ์ดี ก่อนเจ้าตัวจะเฉไฉเปลี่ยนไปเรื่องอื่น
“ไกลเอาเรื่องเหมือนกันเนาะ จากมหาวิทยาลัยของคุณ กว่าจะเข้ามาถึงในกรุงเทพฯ” เขาว่า ผมก้มมองดูหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่กำลังแสดงเส้นทางการเดินทาง ก่อนจะตอบเขากลับไป
“อีกไม่นานหรอกคุณ ไม่กี่กิโลเมตรเองอดทนหน่อย” เขาพยักหน้าขึ้นลงรับทราบสิ่งที่ผมบอก
“เออ ไหน ๆ ก็พูดถึงเรื่องระยะทางแล้ว มีอีกเรื่องที่ผมอยากเล่าให้ฟัง แต่ไม่รู้ว่าคุณจะเอาไปใช้ประโยชน์อะไรได้ไหม” ผมว่า จริง ๆ เรื่องนี้จะเห็นได้ชัดกว่านี้ถ้าเราไม่มีรถยนต์มา แต่พอมีรถยนต์ขับผมก็เกือบจะลืมไปแล้วว่ามันเป็นอีกประเด็นที่น่าสนใจเหมือนกันสำหรับผม
“ว่ามาได้เลยครับ” โชว่า ทำท่าเตรียมพิมพ์ข้อมูลอีกครั้ง
“ปกติรายได้ขั้นต่ำของคนไทยอยู่ที่ 300 บาทต่อวัน คุณรู้ใช่ไหม?”
“อาห๊ะ ใช่ครับ”
“ที่นี้ผมถามต่อว่า ปกติแล้วคนเราทำงาน 5 วันต่อสัปดาห์หรือบางที่ทำงานก็กำหนด 6 วันต่อสัปดาห์ใช่ไหมครับ?”
“ใช่ครับ”
“แล้วคุณรู้ไหมครับว่าประเทศไทยมี PrEP แจกฟรี แต่ศูนย์แจกที่เข้าร่วมโครงการแจก PrEP ฟรีมีไม่กี่แห่งในประเทศไทย คือภูเก็ต กรุงเทพ และพัทยา และ PrEP นะ ปกติแล้วมีมูลค่าทางการตลาดถึงกระปุกละ 3500 บาทเลยนะคุณ ตีคร่าว ๆ ก็เม็ดละสามสิบห้าบาท”
ผมพูด พร้อมหยุดเว้นวรรคให้เขาตามทัน โชพิมพ์เสร็จก่อนจะชะงักแล้วหันมามองหน้าผม
“คุณอย่าบอกนะว่า....”
“ใช่ครับ แม้กระทั่งการหาทางเลือกในการป้องกันความเสี่ยงเพิ่มให้กับตัวเองเช่นการไปรับ PrEP ก็ยังมีต้นทุนที่คุณต้องจ่าย ทั้งเวลาที่จะต้องเสียไป ทั้งค่าโดยสารค่าเดินทางในการมารับ PrEP สำหรับคนที่อยู่ห่างไกลหรือต่างจังหวัด ทั้งหมดนับว่าเป็นทั้งปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในที่ทำให้หลาย ๆ คนยังไม่มีโอกาส หรือ มีโอกาสแล้วแต่ยังไม่พร้อมสำหรับการมารับ PrEP”
เป็นอีกครั้งที่เราถอนหายใจออกมาพร้อมกัน ก่อนผมจะพูดต่อ
“อาจจะนอกเรื่องไปนิด แต่ขอบ่นนิด ๆ หน่อย ๆ แล้วกัน ผมเข้าใจคนที่อาศัยในกรุงเทพฯ คนที่อยู่ในเมืองหลวง ที่ชินกับความสะดวกสบายมาโดยตลอด ชินจนอาจจะลืมมองไปว่าต่างจังหวัดยังไม่ได้มีอะไรที่เจริญเท่าเมืองหลวง และเพราะที่นี้คือศูนย์กลางทางความเจริญ ผู้คนหลาย ๆ คนจึงต้องดิ้นรนจากบ้านเกิดเมืองนอนเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ”
“อาห๊ะ”
“หลาย ๆ คนชอบแซะชาวต่างจังหวัดว่า ทำไมเวลาเทศกาลหยุดยาว ต้องแห่แหนกันกลับต่างจังหวัดจนรถติดไปหมด หรือพวกเซเลปที่ชอบออกมาพูดว่า วันหยุดยาวไม่ไปไหนหรอกเพราะเปลืองพลังงานไปกับการฝ่าฟันรถติด คือก็อยากให้เขาทำความเข้าใจว่า หลาย ๆ คนที่เป็นพนักงานตัวเล็ก ๆ เขาเลือกไม่ได้ว่าจะได้หยุดช่วงไหน นอกเหนือจากช่วงเทศกาลต่าง ๆ ที่มีวันหยุดยาวติดต่อกันหลายวันทำให้สามารถกลับออกไปต่างจังหวัดได้
ถ้าความเจริญมันไปถึงทุกที่ไม่ได้กระจุกตัวอยู่กับสิ่งที่คนเรียกว่า 'ศูนย์กลาง' ของประเทศนะ ปัญหานี้ไม่มีทางเกิดขึ้นหรอก จริง ๆ หลาย ๆ ปัญหามันก็มาจากการกระจายความเจริญที่ไม่มีประสิทธิภาพนั่นแหละที่ทำให้เกิดขึ้นมา เช่น การโทษว่าคนใช้รถ ใช้ถนนเยอะเนี้ย ต้องถามก่อนว่าคุณเคยสำรวจตัวเลขจริง ๆ ไหมว่าคนในกทม.มีผู้อยู่อาศัยจำนวนเท่าไหร่ สัดส่วนที่คิดได้นับว่าเป็นกี่เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับพื้นที่ทั้งหมดของกรุงเทพฯ พื้นที่เท่าเดิม แต่คนเยอะขึ้น ถ้ารถไม่ติดมันก็แปลว่าปาฏิหาริย์แล้วละคุณ”
ผมบ่นยาวทิ้งท้ายแบบนอกเรื่องไปไกล โชคดีที่โชแค่หัวเราะร่วมตามไปด้วย นั้นแปลว่าเขาเองก็น่าจะพอเข้าใจถึงสภาพของปัญหาในสังคมที่เกิดขึ้นในมุมมองที่คล้ายกันหรือใกล้เคียงกับผม
“พูดถึงเรื่องรถติดแล้ว คุณเคยเห็นข่าวนี้ไหม?” โชว่า พลางเปิดหาข่าวประกอบ เสิร์ชไม่นานเขาก็สไลด์หน้าจอหันมาทางผม พาดหัวข่าว ‘โดนถล่มเละ! หนุ่มแชร์ภาพกทม.ถนนโล่ง-โพสต์แรง “พวกบ้านนอกกลับตจว.หมดแล้ว’
ผมร้องอ๋อก่อนจะตอบเขา “ก็เคยเห็นนะ ทำไมเหรอ?”
“คุณคิดยังไงกับวลีพวกบ้านนอกกลับตจว.หมดแล้ว?” โชถามผมกลับ
“ถ้าตอบว่าไม่คิดอะไรเลยคุณจะว่าผมไหม” ผมตอบแบบหยิกแกมหยอกก่อนจะขยายความ “ก็มันไม่มีอะไรนิครับ คนบ้านนอกก็กลับต่างจังหวัดถนนในกรุงเทพฯ มันก็เลยโล่ง ก็เป็น FACT นิ?” ผมว่า
“คุณไม่รู้สึกว่าเขากำลังเหยียดหยามคุณเหรอ แบบคุณมาจากบ้านนอกอะไรงี้” โชถามผม นัยน์ตาเป็นประกายเจ้าเล่ห์แปลก ๆ แต่ผมเลือกที่จะไม่สนใจแล้วตอบคำถามเขาแทน
“เขาเหยียดผมตรงไหน คำไหนในประโยคที่แปลว่าเขากำลังเหยียดผม?” ผมถามกลับ พร้อมไล่ไปทีละตัว
“พวกบ้านนอก ก็ถูกแล้วนิ ใช่ ผมบ้านนอกจริง นั้นเป็นคำเหยียดยังไงอ่ะ ในเมื่อบ้านนอกมันหมายถึงพื้นที่ ๆ ไม่มีความเจริญ หรือความเจริญยังเข้าไปไม่ถึง ซึ่งก็เป็นเรื่องจริงว่าบางพื้นที่ความเจริญมันยังเข้าไม่ถึงจริง ๆ นะครับ"
"กลับต่างจังหวัดหมดแล้ว นั้นก็เรื่องจริงอีก ก็ถนนมันโล่งทั้ง ๆ ที่ปกติมันการจราจรมันติดขัด แปลว่าคนหายออกไปต่างจังหวัดหมดไงคุณ อันนี้ก็ FACT อีกนั่นแหละ ถูกไหม? แล้วการที่คนที่มาจากพื้นที่ ๆ ห่างไกลความเจริญเขากลับไปเยี่ยมบ้านเขาเนี้ย มันถือเป็นประโยคเหยียดหยามหรือดูแคลนผมยังไง ทำไมผมถึงต้องไม่รู้สึกดีด้วยหละ?”
“ผมชอบที่คุณตีความแบบนั้น” เขาว่า ยิ้มมุมปาก
“ผมแค่ไม่ใส่น้ำเสียงลงไปในเท็กซ์ก็เท่านั้น” ผมว่า พอเห็นเขาขมวดคิ้วเลยอธิบายอีกครั้ง
“ผมไม่แน่ใจว่าถูกต้องตามหลักการสื่อสารไหม แต่สำหรับผมนะ ถ้าไม่เห็นหน้า ไม่ได้ยินน้ำเสียง ผมจะอ่านข้อความหรือตัวอักษรทุกชนิดบนโลกใบนี้แบบไม่มีน้ำเสียงดังในหัว มันจะเป็นอารมณ์แบบกูเกิลอ่ะคุณ คืออ่านจับใจความและวิเคราะห์เรียบ ๆ โดยปราศจากการใส่น้ำเสียงทุกชนิดลงไป เพราะการสื่อสารผ่านตัวอักษรมันเป็นการสื่อสารที่ไม่สมบูรณ์สำหรับผม
มันขาดองค์ประกอบที่เรียกว่าอารมณ์ร่วมในการสนทนา เพราะงั้นแล้ว จะเป็นข้อความแบบไหน สำหรับผมมันก็แค่อ่านแล้วตีความเจตนารมณ์ของคนเขียน โดยปราศจากอคติทั้งบวกและลบก็เพียงพอแล้ว สุดท้ายแล้วเราต้องถามใจตัวเองอยู่ข้างในลึก ๆ เสมอ เวลาที่คิดว่าคนอื่นเขามาเหยียดหยามเราเนี้ย ต้องถามตัวเองก่อนว่าเขาเหยียดเราจริง ๆ หรือเรากำลังเหยียดตัวเองอยู่
เช่นที่คุณยกตัวอย่างมา ถ้าคิดว่าเขากำลังเหยียดหยามตัวคุณแค่เพราะคำว่า ‘คนบ้านนอก’ คุณต้องถามตัวเองก่อนว่าทำไมคุณถึงรู้สึกว่าคำว่าบ้านนอกมันให้ความรู้สึกแบบเป็น negative เพราะในความหมายจริง ๆ คนบ้านนอกมันก็แค่คำที่อธิบายถึงคนกลุ่มหนึ่งที่อยู่ในพื้นที่ ๆ ห่างไกลความเจริญออกไป
แล้วการเป็นคนในพื้นที่ ๆ ห่างไกลความเจริญออกไป มันถือว่าเป็นเรื่องแย่ยังไง ในเมื่อมันไม่ใช่ความผิดของพวกคุณที่อยู่ในพื้นที่ ๆ ไม่ได้รับการพัฒนาและการดูแลจากภาครัฐมากเพียงพอ ผมไม่เห็นว่าจำเป็นจะต้องเป็นเดือดเป็นร้อนเพราะแค่เราเกิดมาในพื้นที่ ๆ ขาดโอกาสในการพัฒนาตัวเองแค่นั้นเอง”
ผมเหยียบเบรกอีกครั้งหลังเห็นสัญญาณไฟจราจรเป็นสีเหลือง ได้ยินเสียงแตรรถจากด้านหลังบีบมานิดหน่อย แต่ผมไม่สนใจ สัญญาณไฟจราจรสีเหลืองนะคือให้เตรียมหยุด ไม่ใช่ให้เร่งเดินทางเสียหน่อย
“เฮ้อ” โชถอนหายใจ พร้อมไถตัวลงไปนอนเล่นกับเบาะรถ
“เป็นอะไรคุณ?” ผมถาม เจ้าตัวนากเผือกยิ้มแก้มป่องก่อนจะย่นจมูกแล้วมองหน้าผม
“เหอะ ๆ ‘ผมมันคนธรรมดา’ เอย ‘คุณแค่ตื่นตาตื่นใจ’ เอย คุณพูดแบบนั้น ในขนาดที่แอตติจูดของคุณเรืองแสงจนแทบจะทำผมตาบอดเนี้ยนะ? คุณนะ มันบียอร์นไปไกลมากกว่าแค่คนที่พกสปอตไลต์ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิดไว้แล้ว รู้ตัวไว้ซะบ้างว่าตัวเองนะเป็นคนพิเศษ ใส่ไข่ด้วยก็ได้เลยเอ้า” เขาว่าพลางกระแทกปลายเสียงสุดท้ายหยอกล้อผม
“ธรรมดา” ผมว่า
“ไม่ธรรมดา” เขาตอกกลับ
“ปกติทั่วไป” ผมไม่ยอมแพ้
“เพิ่งเข้าใจว่าเด็กปกติทั่วไปเขามานั่งวิเคราะห์หลักภาษาศาสตร์และความสัมพันธ์อำนาจในการปกครองของภาครัฐกับการกระจายความเจริญไปสู่ชนบท” โชแซะคืนกลับมาอีกครั้งพร้อมย่นจมูกใส่ผม
“คนทั่ว ๆ ไปเขาก็คิดแบบผม”
“ขอเอาหัวหมูเป็นเดิมพันว่าถ้าคนที่อายุเท่ากันกับคุณ มีไม่ถึง 10 % ที่คิดแบบนั้น” ไม่พูดเปล่า เจ้าตัวทำท่าฟันธงฉับเป็นการประกอบคำพูด
“ทำไมชอบพูดให้ผมเป็นคนพิเศษ?” ผมถามอย่างเหลืออดก่อนจะหันไปมองหน้าคนข้าง ๆ ตรง ๆ ผมไม่ได้โกรธ แต่ไม่ชอบที่ถูกย้ำบ่อย ๆ ว่าผมแตกต่างจากคนทั่วไป
“ก็คุณเป็นคนพิเศษ”
“.....”
“อย่างน้อยที่สุด คุณก็พิเศษสำหรับผม ...โอเคไหม?” โชพูดเสียงเบาหวิว จนผมไม่ทันได้ยินประโยคหลังสุดอย่างชัด ๆ
“อะไรโอเคนะครับ?” ผมถามกลับ
“เปล่าครับ ผมบอกว่าโอเคก็โอเค คุณเป็นคนจืดจางธรรมดาแบบที่คุณอยากเป็นก็พอแล้ว” เขาตอบ ผมพยักหน้าแล้วคิดตาม
“คนแบบที่ผมอยากจะเป็น...เหรอ?”
“อืม”
“จะตลกไหม ถ้าผมจะตอบคุณว่า เอาเข้าจริง ๆ ผมก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่าผมอยากจะเป็นคนแบบไหน จริง ๆ แล้วผมอาจจะแค่อยากเป็นคนธรรมดาทั่วไปด้วยซ้ำ” พอนั่งคิดตามกับที่เขาพูดแล้ว ผมก็เพิ่งจะเอะใจกับตัวเองเหมือนกันแฮะ...
“คุณประหลาดดี ตอนอยู่กับคุณบางครั้งผมรู้สึกว่าคุณเข้าใจเรื่องยาก ๆ ได้ง่ายมาก ๆ ในขณะที่เรื่องง่าย ๆ ทั่วไปคุณกลับเข้าใจยากหรืออาจจะไม่เข้าใจมันเลยด้วยซ้ำ” โชบ่น ผมหัวเราะร่วนก่อนจะตอบกลับเขาอย่างอารมณ์ดี
เพราะโชไม่ใช่คนแรกที่พูดกับผมแบบนั้น ผมเลยทำได้แค่หัวเราะไปกลับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ เป็นประจำ สุดท้ายแล้วคนที่รู้จักเราดีมากที่สุดอาจจะไม่ใช่ตัวเราเองด้วยซ้ำไปในบางแง่มุมของชีวิต
เพราะโชไม่ใช่คนแรกที่พูดกับผมแบบนั้น ผมเลยทำได้แค่หัวเราะไปกลับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ เป็นประจำ สุดท้ายแล้วคนที่รู้จักเราดีมากที่สุดอาจจะไม่ใช่ตัวเราเองด้วยซ้ำไปในบางแง่มุมของชีวิต
หลังจากคุยเล่นหยอกล้อฟังเพลงพักเหนื่อยกันไปพอสมควร อีกไม่กี่กิโลก็จะถึงสถานที่ตั้งของโครงการที่ผมเข้าร่วมการเป็นสมาชิกเพื่อรับยา PrEP แล้ว ผมจึงกระทุ้งบอกเขาอีกครั้งเผื่อมีอะไรตกหล่นอีกที่เขายังไม่ได้ถามผม
“ใกล้ถึงแล้วนะคุณ มีอะไรที่อยากถามผมไว้ไหม เพื่อข้อมูลตรงไหนขาดคุณจะได้สอบถามกับเจ้าหน้าที่” ผมว่า โชเปิดแลปท็อปขึ้นมาก่อนจะคลิกเลื่อนข้อความดูไม่กี่ครั้งแล้วถามผมมาอีกข้อ
“ผมเกือบลืมถามไปแล้ว คุณมีอาการผิดปกติอะไรบ้างไหมครับหลังทานยานะ ผมหมายถึง Side effect หลังจากการใช้ยานะครับ แบบ ยังไงยามันก็เป็นสารเคมีประเภทหนึ่งนะ ถึงแม้จะบอกว่ามันเป็นยาก็เถอะ” เขาตั้งประเด็นคำถามได้ดีจากส่วนที่สัมภาษณ์ผมไปช่วงแรก ผมชมเขาเงียบ ๆ ในใจก่อนจะตอบกลับไปเท่าที่ตัวเองรู้
“ต้องบอกแบบนี้ก่อน ก่อนการรับ PrEP มาทานนะ จะมีแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำก่อนอยู่แล้วว่าสารเคมีทุกชนิดล้วนมีผลข้างเคียง คนที่ทาน PrEP เองบางคนช่วงแรก ๆ ก็มีอาการคลื่นไส้ เวียนหัว อาเจียนบ้างเพราะร่างกายปรับสภาพกับสารเคมีที่ได้รับจากฤทธิ์ของยา แต่บางคนก็ไม่มีผลกระทบอะไรเลย เช่นผมเป็นต้น
อ่อ แล้วก็นะ มันเคยมีช่วงหนึ่งมีข่าวลือเหมือนกันว่า PrEP นะ ทานมาก ๆ แล้วทำให้กระดูกพรุน แต่จนแล้วจนรอด ผมพลิกแผ่นดินตามหาเปเปอร์ก็ยังไม่มีอันไหนที่บ่งชี้หรือมีการพิสูจน์ว่าการทาน PrEP นับว่าเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้กระดูกเกินการพรุนได้ ดังนั้นถ้าต้องตอบตามข้อมูลที่มีอยู่ ผมคงบอกว่าตัวผมไม่ได้รับผลกระทบอะไรจากการทาน PrEP มาเกือบ ๆ ปีหนึ่ง เพราะผมตรวจเลือดและตรวจค่ามวลกระดูกทุก ๆ สามเดือนด้วยแหละ”
ไม่รู้ว่าผมอธิบายละเอียดมากพอไหม แต่โชก็ยังพยายามก้มหน้าก้มตา ตั้งใจจนทุก ๆ คำพูดของผมไว้เป็นอย่างดี เสียงพิมพ์กุกกัก ๆ ดังขึ้นระรัว ก่อนเขาจะเว้นช่วงแล้วหันมาถามผมอย่างหนักแน่น
“แล้วคุณต้องกินยาไปถึงเมื่อไหร่?”
“........”
“ผมหมายถึง...คุณเคยคิดบ้างไหมว่าสักวันอยากจะเลิกเป็นแอคเค่อ?”
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 76 ครั้ง

11 ความคิดเห็น

  1. #193 PinkuButa (@papang-pinkpig) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2561 / 21:10
    ชอบมุมมองแนวคิดของทุกตอนเลยจริงๆ อาจจะคอมเมนท์ซ้ำๆไปบ้างแต่รู้สึกประทับใจในทุกๆตอนเลยค่ะ มุมมองของตัวละครดีมากๆๆๆจริงๆ แสดงถึงมุมมองของคนเขียนด้วยที่ดีมากๆ ตกหลุมรักในเรื่องนี้ค่ะ เป็นคนชอบอ่านนิยายที่มีมุมมองแปลกๆ อันนี้เป็นมุมมองที่เราชอบมากๆ ไม่ใช่แปลกนะคะแต่เป็นมุมมองที่ดีที่เราอยากเอาเป็นแบบอย่างใช้เลย
    #193
    0
  2. #171 thifu:') (@yamloveyaoi) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2561 / 21:27
    ไม่แน่ใจว่าพ่อแมววางตัวพระนายไว้ไหมคะ? กลัวๆจะเชียร์แล้วอยู่ๆเรือก็แตก เขาเป็นเพื่อนกัน 5555 ถึงจะนิยายวายก็เถอะ แต่สไตล์แบบนี้บางทีเราก็กลัวใจเจ้าไดโนเสาร์ ดูปิดกั้นตัวเองไม่น้อย ไม่รู้จะกล้ามีแฟนอีกเมื่อไร
    #171
    0
  3. #113 Kuzzith (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 12 กันยายน 2561 / 13:18

    ดดีจริงๆที่มีนิยายแบบนี้ออกมา ถ้าเขียนจบและตีพิมพ์แล้วอย่าลืมแจ้งข่าวกันนะคะ

    #113
    0
  4. #110 _WhiteWinter_ (@panitporn) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 5 กันยายน 2561 / 20:14

    เข้าใจความรู้สึกของโชเลยค่ะว่าทีเร็กซ์ที่พิเศษไม่เหมือนใครจริงๆ ความคิดและมุมมองเป็นไปแบบการมองที่ความจริง ไม่ได้คิดแบบตามกระแสหรือเอาความคิดตัวเองเป็นหลัก มันดีก็ว่าดีมันแย่ก็ว่าแย่แค่นั้น

    ชอบการแทรกความรู้ของคนเขียนที่ใส่มาได้ลื่นไหลไม่รู้สึกว่ามันยัดเข้ามามากไปจนต้องเลื่อนหนีอะไรแบบนั้น ประกอบกับสำนวนเลยทำให้อ่านเพลินรู้อีกทีก็จบเสียแล้ว ชอบมากเลยค่ะ

    #110
    0
  5. #109 starphile (@starphile) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 3 กันยายน 2561 / 21:08
    จากแอทติจูดของโชกับทีเร็กซ์ อ่านแล้วสัมผัสได้เลยว่าคนเขียนแอทติจูดดีมาก ชอบความคิดมากเลยค่ะ เก้าตอนที่อ่านมาได้ความรู้ใหม่เยอะมาก ให้ความรู้ดีมากเลย +ชอบความฉลาดของตลคมากเลยค่ะ ตกหลุมรักเลย ความคิด คำพูด ดูฉลาด แบบมีสเน่ห์มาก รักกก
    #109
    0
  6. #107 king-t (@king-t) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 2 กันยายน 2561 / 13:34
    เราว่านิยายเรื่องนี้ เป็นเหมือนนิยายที่โชอยากเขียน
    #107
    0
  7. #106 ซาซิมิจัง (@ploy_bnoir) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 2 กันยายน 2561 / 03:35
    เขินฟหกดเเ
    #106
    0
  8. #105 punch98line (@punch98line) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 31 สิงหาคม 2561 / 21:47
    ฟังจากที่ทีเล่าๆดูเเล้ว เราก็คิดเหมือนโชอ่ะว่าทีต้องไม่ธรรมดาในระดับนึง คือเอาเเค่เรื่องยา เรื่องการดูเเลตัวเอง ไหนจะขนาดไซส์ถยางที่ราคาเเพงกว่าอันธรรมดาอีก เราว่าทีต้องมีเงินระดับนึง เเต่ก็เห็นเจ้าตัวทำงานพาร์ททามเรื่อยๆ เเล้วก็ชอบย้ำมากๆว่าอยากเป็นเเค่คนธรรมดา เป็นคนธรรมดาๆ เเปลว่าปกติชีวิตทีต้องไม่ธรรมดาเเน่ๆ มั้งเหมือนจะทะเลาะกับตัวเองอีกตัวตนอีก หรืออาจจะเกี่ยวกับความหลังนั่นอีก เเต่เหนือสิ่งอื่นใดชอบตอนเรียกโช(ในใจ)ว่าเป็นน้องนากจัง555 เอ็นดูมากมั้ยย
    #105
    0
  9. #104 Oo แว่นน้อย oO (@rose1412) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 31 สิงหาคม 2561 / 20:18
    อุ้ยๆ เหมือนโชจะเริ่มแสดงความรู้สึก ให้เห็นแล้ววว><
    #104
    0
  10. #103 mybear_sr (@mybear_sr) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 31 สิงหาคม 2561 / 18:57
    ขอเม้นท์แบบจากความรู้สึกจริงๆหลังจากอ่านนะคะ คือยิ่งอ่านมากตอนขึ้นก็ยิ่งสงสัยว่านี่เราอ่านนิยายวิชาการหรือวิจัยเรื่องแอคเค่อหรือเปล่า

    ผ่านมา10ตอนยังไม่ค่อยเห็นพัฒนาการความรู้สึกตัวละครเลย จริงๆเพิ่งเห็นชัดขึ้นนิดหน่อย2ตอนหลังนี่เอง มันก็ทำให้ได้ความรู้ดีนะคะ แต่ถามว่าจะมีคนที่เป็นผู้อยู่ในความเสี่ยงนั้นๆหรือต้องกินยาแบบนี้สักกี่คนที่มาอ่านนิยายวาย... นิยายที่มีสาระความรู้มันดีอยู่แล้วค่ะ แต่อยากให้-ส่วนมันไม่เยอะขนาดนี้ ขอบอกตรงๆว่ามันน่าเบื่ออะ นิยายวาย(รัก)ที่แทบไม่มีเรื่องราวของตัวละครในเชิงความสัมพันธ์เลยมันก็ไม่รู้จะติดตามอะไรน่ะค่ะ จะติดตามเพราะสาระความรู้เรื่องแอคเค่อก็คือไปอ่านเปเปอร์ไปเลยดีกว่ามั้ยคะ... จะรออ่านต่อไปก่อนนะคะ ปมของทีเองก็เหมือนจะมีอะไรอยู่ ^^
    #103
    1
    • #103-1 chunkydadcat (@chunkydadcat) (จากตอนที่ 10)
      1 กันยายน 2561 / 01:33
      ขอบคุณที่ยังยืนยันว่ายังจะรออ่านนะครับ โดยส่วนตัวในฐานะคนแต่งเองก็อยากเล่าให้ฟังทั้งเรื่องเลยเหมือนกัน ว่าทำไมถึงกลายเป็นเหตุการณ์ประมาณนี้ไปได้ แต่ที่สุดแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่าง พ่อแมวมองว่าคนทุกคนมีเหตุผลมารองรับการกระทำของตัวเองครับ

      ทุก ๆ ตัวละครก็เช่นกัน ต้องไม่ลืมว่าจริง ๆ แล้วโชกับทีเร็กซ์เพิ่งจะเจอกันได้ไม่ถึง 5 วันเลยนะครับ ^^" เราอาจจะเจอใครสักคนที่ทำให้เราปลื้มได้ แต่เราคงไม่มีทางที่จะรักกับใครสักคนได้แค่เพียงระยะเวลาไม่ถึงห้าวันหรอกใช่ไหมครับ? และต่างฝ่ายต่างก็มีเงื่อนไขจำกัดในชีวิตของแต่ละคนเช่นกันครับ

      อาจจะนานหน่อย แต่สุดท้ายแล้วถ้ายังมีโอกาส ก็ยังอยากให้ตามน้อง ๆ ต่อเรื่อย ๆ นะครับ เรื่องสาระเอง โชจะเป็นผู้พูดแทนเราเองครับ ว่าทำไมถึงพยายามบาลานซ์ไปกับเนื้อเรื่องทุกครั้งที่มีโอกาส และปมทุกปมที่ถูกผูกไว้ สุดท้ายแล้วทุกอย่างจะคลายออกตามครรลองของมันครับ

      ขอบคุณอีกครั้งนะครับ ทุก ๆ คอมเม้นท์ถือเป็นเสมือนเพื่อนของเราจริง ๆ

      พ่อแมวพุงโต
      #103-1
  11. #102 Sembe Meij (@21Yonradee2545) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 31 สิงหาคม 2561 / 18:06
    แหมมมมมมที

    เอ็นดูไปเถอะค่ะเดี๋ยวโดนงาบไม่รู้ตัววว
    #102
    0