My Flower ดอกไม้ของผม

ตอนที่ 9 : Chapter 4 (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 44
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    14 มิ.ย. 63

Chapter 4

คาราโอเกะเหรอ ฉันร้องเพลงไม่เป็น ขอดื่มอยู่เงียบๆ ไปก็แล้วกัน ในเมื่อไม่ได้ตั้งใจจะมาอยู่แล้วนี่!

“ร้องเพลงป่ะมึง กูเลือกเพลงให้”

“ไม่เอาๆ ไม่ต้องมาเลือกให้เลย อยากร้องก็เชิญร้องไปเถอะ”

“โห มาคาราโอเกะทั้งทีไม่ร้องหน่อยเหรอ” ผู้ชายที่นั่งอยู่ตรงข้ามฉันว่าด้วยรอยยิ้มหวาน

หมอนี่มองฉันมาสักพักแล้ว เขาชื่ออะไรนะ มาร์คๆ นี่แหละ หน้าตาดีใช้ได้เลย แต่เขาชอบส่งสายตาหวานแหววมาให้ฉันทุกๆ ห้าวินาทีทั้งที่ตัวเองก็มีผู้หญิงนั่งอยู่ข้างๆ ยังจะมาทำสายตาเจ้าชู้ใส่ฉันอีก ผู้ชายนี่มันเป็นแบบนี้เหมือนกันทุกคนสินะ หลอกล่อด้วยการหว่านเสน่ห์ผู้หญิงจนโงหัวไม่ขึ้น เมื่อได้ลองชิมจนชื่นแล้วก็เขี่ยทิ้งเหมือนดอกไม้ไร้คุณค่า

แบบนี้ไงฉันถึงไม่ชอบนัดบอดของยัยน้ำตาล!

ส่วนคู่เดตของฉันเป็นเด็กแว่นขี้อายหล่อใช่ย่อย เสียแต่เขาสุภาพไปหน่อย ทำอะไรก็ถามฉันด้วยความเกรงใจตลอดเวลา แม้แต่ตอนตักน้ำแข็งยังถามฉันเลยว่าจะเอาก้อนไหนดี… ให้ตายสิ! ฉันไม่ชอบผู้ชายที่ไม่มีความคิดเป็นของตัวเอง มันน่ารำคาญที่คอยตอบคำถามนั่นนี่ทั้งที่เป็นเรื่องง่ายๆ แต่ก็ถามอยู่นั่นแหละ!

“ดื่มมากไปแล้วนะครับ เดี๋ยวก็เมาหรอก” คนข้างๆ ถาม

“นี่มันเหล้าหลอกเด็ก ไม่เป็นอะไรหรอก” ยัยเมเม่ เพื่อนต่างห้องพูดขึ้นยิ้มๆ

“ไม่ต้องห่วงหรอกอลันยัยนี่คอแข็งกว่าที่นายคิดไว้เยอะ”

“จริงอะเปล่า หน้าสวยๆ แบบนี้เนี่ยนะ คอแข็ง” นายมาร์คเลิกคิ้วกวนๆ ถาม

“ไม่เชื่อนายก็ลองท้ายัยนี่แข่งดูสิ” ยัยเมเม่บอก

“อย่ามาท้าอะไรมั่วๆ โดยที่ฉันไม่เต็มใจ” ฉันขึงตาใส่เมเม่ด้วยความไม่พอใจสุดๆ เล่นเอายัยนั่นคอหดเป็นเต่าไปเลย

“อุ๊ย ขอโทษจ้ะ ฉันไม่อยากให้เธอเสียหน้าน่ะ ก็ดูหมอนี่ถามเธอเหมือนไม่อยากเชื่อว่าเธอคอแข็งจริงๆ”

“ก็ไม่เชื่อไงเลยอยากท้า” มาร์คมองมาที่ฉันด้วยสายตาท้าทาย

“ฉันจะถือว่านายไม่ได้พูดคำนั้นออกมา” ฉันว่าเนือยๆ

ไม่สนใจหรอกว่าเขาจะว่ายังไง ฉันไม่อยากเสวนากับคนอย่างเขานั่นคือเหตุผล ผู้ชายเจ้าชู้ชอบหว่านเสน่ห์ด้วยสายตาเร่าร้อนที่อาจจะทำคนที่เผลอมองใจสั่นจนแหลกแตกเป็นเสี่ยงๆ เขาคงคิดจะยั่วหัวใจของฉันให้สั่นคลอนเล่นสินะ ฮึ! ฝันได้เถอะ ฉันไม่มีหลงใหลรอยยิ้มร้อยเสน่ห์ของเขาง่ายๆ หรอก

“หรือว่าขี้ขลาดกันนะ ฮึ!” เสียงหัวเราะในลำคอกับประโยคสบประมาททำเอาฉันชะงัก

ฉันไม่ชอบคำนี้เลยจริงๆ แล้วถ้ายิ่งออกมาจากปากคนที่ฉันไม่ถูกชะตาตั้งแต่แรกฉันก็ยิ่งเกลียด และอยากเอาชนะเป็นที่สุด

“นายต้องการอะไรกับฉัน” ฉันกดเสียงต่ำ เป็นจังหวะที่เสียงเพลงเงียบลงพอดี ทำให้ทุกคนในห้องหันมามองเราสองคน

“มาดื่มกันจนกว่าใครคนหนึ่งจะเมาดีมั้ย”

“…”

“ใครเมาก่อนแพ้”

“แล้วฉันจะได้อะไร”

“ฉันให้เธอจูบฟรีสองรอบ รอบละครึ่งชั่วโมง’

“ขอปฏิเสธ”

“โคตรเย็นชาเลย”

“แต่นายหน้าตัวเมีย กล้าท้าผู้หญิงแข่ง” ไม่ใช่ฉัน แต่เป็นน้ำตาล

“พวกเธออย่ารุมมาร์คสิ เดี๋ยวเขาก็ร้องไห้หรอก” เพื่อนผู้ชายที่นั่งข้างๆ ยัยน้ำตาลพูดขึ้น ทำเอาคนที่โดนพูดถึงหน้าแดงเพราะความโกรธจัด

“ร้องไห้เวรอะไร ฉันไม่ใช่เด็กนะ พวกแกนี่มันน่าเตะจริงๆ แล้วเธอจะเอายังไงจะแข่งมั้ย”

“มันไม่แข่งหรอก นายล้มเลิกความคิดบ้าๆ นั่นซะเถอะ ต่อให้แพ้หรือชนะมันก็ไม่ยอมให้นายจูบอยู่ดี” น้ำตาลพูด ยกแก้วเหล้าขึ้นดื่ม

“ทำไม” ทุกคนหันไปมองมันด้วยสายตาอยากรู้เป็นที่สุด

“มันมีคู่หมั้นแล้ว”

“น้ำตาล!” เป็นเรื่องที่ต้องเอามาบอกมั้ยเนี่ย!

“เฮ้ย ฉันบอกแล้วไงว่าห้ามเอาคนที่มีแฟนมา ไม่เข้าใจอีกเรอะ” ผู้ชายของเมเม่โวยวายทันที

“ก็ไม่ได้มีแฟนไง แต่มีคู่หมั้น” น้ำตาบอกหน้าตาย

“มันต่างกันตรงไหนวะ?! คู่หมั้นนี่มันยิ่งกว่าแฟนอีกนะ คนมีเจ้าของนี่หว่า”

“ก็ใช่ไง หวงด้วยนะ”

“เวรสิ!”

“เวรแน่ถ้านายยังคิดจะแตะต้องยัยนั่น ฮึๆ!!”

สุดท้ายหัวข้อสนทนาก็ไม่พ้นเรื่องของฉัน ดีหน่อยที่พวกเขาไม่ได้ถามว่าคู่หมั้นของฉันคือใคร ไม่งั้นฉันคงกดหัวยัยน้ำตาลงถังน้ำแข็งให้ใจขาดตายโทษฐานปากมาก!

 

พอดื่มมากไปก็อยากจะเข้าห้องน้ำ ฉันทนไม่ไหวเลยขอตัวออกมา รู้สึกเหมือนมีใครเดินตามมาด้วย ฉันไม่ได้สนใจแล้วเดินเข้าไปในห้องน้ำที่อยู่ไกลจากห้องคาราโอเกะพอสมควร เมื่อทำธุระเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงเดินออกมา

เพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่ดื่มไปหลายแก้วทำให้รู้สึกมึนหัวนิดหน่อย เหมือนพื้นที่เดินจะเอียงๆ ด้วย

หมับ!

“เฮ้ย เป็นไรเปล่า?!”

อยู่ๆ หน้ามืดขึ้นมา คิดว่าจะหงายหลังหัวกระแทกพื้นซะแล้ว แต่โชคที่มีมือปริศนาคว้าเอวฉันไวได้ทัน แรงรั้งขึ้นเพียงนิดเดียวทำให้ร่างทั้งร่างของฉันเข้าไปในอ้อมแขนของเขา เงยขึ้นก็สบกับแววตาคมกริบต่างจากที่อยู่ในห้องคาราโอเกะที่เป็นประกายวาววับ

“มีอะไรเหรอ?” ฉันถามเบาๆ รู้สึกปากหนัก หนังตาหนักไปหมดเลย

“เธอเมาแล้วรู้ตัวหรือเปล่า ไหนบอกคอแข็งหนักหนาไง”

“ปกติฉันคอแข็งมากเลยนะ แต่เดี๋ยวนี้ถึงเมาง่ายจังก็ไม่รู้ สงสัยนานๆ ดื่มทีล่ะมั้ง”

“อาจจะเป็นไปได้นะ แล้วนี่จะกลับไปที่ห้องมั้ย หรือจะกลับบ้าน”

“ทำไมนายจะไปส่งฉันเรอะ?” ฉันยื่นหน้าเข้าไปใกล้ใบหน้าหล่อเหลา คลี่ยิ้มเจ้าเล่ห์

“แล้วอยากให้ไปส่งมั้ยล่ะ?”

“นายนี่สงสัยจะชอบฉันมาก”

“แหงสิ ก็เธอสวยนี่ ผู้ชายชอบผู้หญิงสวยๆ ทั้งนั้นแหละ” เขายิ้มมุมปาก

น่าตบชะมัด!

“แต่ฉันมีคู่หมั้นแล้วนะ”

“ของคนมีเจ้าของเหรอ น่าตื่นเต้นดีออก เธอไม่คิดว่าแบบนั้นเหรอ”

น่าขำจริงๆ หมอนี่ สายตาเป็นประกายที่แสดงออกว่าอยากได้ฉันน่ะ ปิดไม่มิดเลยจริงๆ

ลมหายใจร้อนผ่าวราดรดปลายจมูกอย่างเบาบางเมื่อคนตรงหน้าโน้มลงมาใกล้ๆ ริมฝีปากกำลังจะประกบลงมา แต่เสียงทุ้มต่ำเต็มไปด้วยความหงุดหงิดดังขึ้นมาแทรก ทุกอย่างเลยชะงักค้างกลางอากาศ

“กลับบ้านกันเถอะครับ ดึกแล้ว!”

พ่อมา!

 

 

Pad’ s Part

หลังจากดื่มกับไอ้ต๊ะเสร็จสรรพ เวลาประมาณสามทุ่มผมก็ขอตัวกลับบ้านเพราะกลัวว่าจะปล่อยให้เฟิร์นอยู่บ้านคนเดียว ขับรถออกมาได้สักพักโทรศัพท์ก็ดังขึ้นมาพอดี ผมขมวดคิ้วเพราะเบอร์ที่โทรเข้าเป็นเบอร์ของเฟิร์น เป็นครั้งแรกที่เธอโทรหาผมตั้งแต่แลกเบอร์กันไว้

ครั้งแรกในรอบสองปีเลยนะ รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ ความรู้สึกไม่ต่างอะไรกับเด็กๆ ที่ได้ของขวัญชิ้นแรกในงานวันเกิด

ความจริงผมเป็นฝ่ายยัดเยียดมันให้กับเธอเองต่างหาก

สงสัยอยู่ได้สักพักผมก็ตัดสินกดรับแล้วกรอกเสียงลงไป

“ครับ พี่กำลังขับรถอยู่ มีอะไรหรือเปล่า…” ไม่ทันพูดจบปลายสายก็แทรกขึ้นมาก่อน

“ฮัลโหล พี่พัชเหรอ หนูน้ำตาลนะคะ”

“อ้อ น้ำตาลเองเหรอ” บอกตรงๆ ว่าผมรู้สึกเสียใจนิดหน่อยที่อีกฝ่ายไม่ใช่คนที่ผมกำลังรออยู่ “โทรหาพี่มีอะไรหรือเปล่าครับ แล้วเฟิร์นล่ะ”

ถ้าเธออยู่กับน้ำตาล แสดงว่ายังไม่กลับบ้านสินะ

“ครูพี่พัชยัยเฟิร์นจะโดนหนุ่มงาบแล้วนะคะ มาที่ร้าน UU เร็วเข้า!”

“หืม?!”

สิ้นเสียงผมก็ตัดสายจากน้ำตาลแล้วขับรถกลับไปที่ร้าน UU เป็นร้านคาราโอเกะที่นักเรียนไปกันบ่อยๆ ผมเคยไปตอนที่มีงานเลี้ยงกับพวกครูที่โรงเรียน เลยใช้เวลาไม่นานเท่าไหร่ก็มาถึงหน้าร้าน ผมจอดรถแล้วเปิดประตูเดินลงมา คว้ามือถือกดเบอร์โทรถามน้ำตาลอีกที ได้ใจความว่าห้องคาราโอเกะอยู่ชั้นสอง และตอนนี้เฟิร์นไปเข้าห้องน้ำยังไม่กลับมา

ผมเปลี่ยนจากห้องคาราโอเกะเป็นห้องน้ำแทน แล้วทุกอย่างก็เป็นอย่างที่น้ำตาลบอกเอาไว้

ภาพตรงหน้าทำเอาผมตัวแข็งทื่อ รู้สึกถึงความเย็นไล่ขึ้นมาตั้งแต่ปลายเท้ามาถึงท้ายทอย

บอกตัวเองเอาไว้ว่าห้ามหึง ห้ามหวง ห้ามคิดอะไรไปมากกว่า เป็นห่วงเธอเด็ดขาด… คิดแง่ดีและคอยปลอบตัวเองให้ใจเย็นเอาไว้ว่ามันไม่มีหรอก!

พอตั้งสติได้แล้ว ผมก็เดินเข้าไป ริมฝีปากของทั้งคู่กำลังจะสัมผัสกัน ผมจึงพูดแทรกเสียก่อนทำให้ทั้งคู่ชะงัก จากนั้นจึงหันขวับมองมาที่ผมทั้งคู่

“กลับบ้านเถอะครับ ดึกแล้ว!”

เฟิร์นจิปากด้วยความรำคาญจับใจ แต่ก็ยอมผละผู้ชายคนนั้นออก

รู้สึกปวดใจนิดๆ พลางฝืนยิ้มโอนอ่อนให้อีกฝ่าย

หมับ!

ผู้ชายคนนั้นคว้าข้อมือของเธอเอาไว้ ก่อนจะเอ่ยถาม “ไว้เจอกันอีกนะ”

“ถ้าฉันอยากเจออะนะ” เสียงแบบนี้เมาชัวร์!

“ใจร้ายจัง ถ้างั้นฉันขอเบอร์เธอไว้ได้มั้ย?”

“ได้สิ… เอ่อ แต่ฉันจำเบอร์ตัวเองไม่ได้ เอาเบอร์เขาไปก่อนได้มั้ย?” เฟิร์นชี้นิ้วมาตรงหน้าผม

“คนนี้ใครเหรอ”

“คู่หมั้นของฉันเอง”

“เอ่อ ไม่ดีกว่า งั้นเอาไว้เจอกันใหม่แล้วกัน ฉันขอตัวก่อนล่ะ!” ผู้ชายคนนั้นปล่อยมือจากข้อมือของเธอแล้วหมุนตัวเดินผ่านผมออกไปด้วยสีหน้าซีดเผือด ผมเดินเข้าไปใกล้คนที่ยืนไม่ติดพื้นทำท่าจะล้มแหล่ไม่ล้มแหล่เห็นสภาพแล้วได้แต่ส่ายหน้าไปมา

“ประมาณตัวเองบ้างสิ ไม่ใช่ดื่มจนเมา ยืนไม่ติดพื้นแบบนี้”

“ชิ อย่ามาทำเป็นบ่นหน่อยเลย นายก็ดื่มมาเหมือนกันนี่” ไม่พูดเปล่าเจ้าตัวยังยื่นใบหน้าแดงก่ำเข้ามาใกล้ๆ เบือนหน้าไปดมปกเสื้อข้างซ้าย ก่อนจะย้ายมาข้างขวาอีกที จมูกฟุตฟิตเหมือนลูกหมาดมกลิ่นหาอาหารเม็ด น่ารักเป็นบ้าเลย… จะว่าไปการทำแบบนี้ก็อันตรายไม่น้อยเลย เพราะกลิ่นหอมอ่อนๆ บวกกับลมหายใจร้อนผ่าวที่ราดรดต้นคอผมอยู่เล่นเอาผมใจแกว่งไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

“แต่อย่างน้อยพี่ก็ประมาณตัวเอง ไม่ดื่มจนเมาแบบหนูหรอกค่ะ”

“นายว่าฉันคออ่อนเหรอ” เธอยื่นหน้าเข้ามาใกล้ผมอีก

ให้ตายสิ! เด็กคนนี้มันร้ายกาจจริงๆ! จากที่ใจแกว่งธรรมดาตอนนี้มันเริ่มเต้นแรงเข้าไปทุกที!

“เปล่าสักหน่อย พี่ยังไม่ได้ว่าอะไรหนูเลยสักคำ”

ป้าบ!

ฝ่ามือฟาดลงที่แขนของผมแรงๆ จนแสบไปหมด สภาพเมาเหมือนจะไม่มีแรงเยอะขนาดนั้น ไม่รู้เอาแรงมากจากไหน พรุ่งนี้เช้าแขนผมคงเป็นรอยฝ่ามือของเธออย่างไม่ต้องสงสัย

“เจ็บนะครับ ทำร้ายจิตใจพี่ไม่พอ ยังจะมาทำร้ายร่างกายพี่ด้วย น่าน้อยใจชะมัด!”

“นายนั่นแหละงี่เง่า ใครใช้ให้นายมาที่นี่ กลับไปเลยนะ!”

ฟุบ!

“เฮ้ย!” สองมือที่กำลังจะยื่นมาผลักผมแรงๆ ผมจึงฉวยโอกาสเบี่ยงตัวหลบเสียก่อน และดูเหมือนว่าเป็นการตัดสินใจผิดพลาดที่สุดในชีวิต เมื่อเบี่ยงตัวหลบคนที่ยืนไม่ติดพื้นอยู่แล้ว ทำให้เซล้มลงหน้าคว่ำพื้นทันที

“เฟิร์น เป็นอะไรหรือเปล่า!”

ผมรีบบึ่งเข้าไปดูด้วยความเป็นห่วง พยายามเขย่าหัวไหล่เล็กๆ ก็ไม่มีเสียงตอบรับกลับมา ผมจึงจับไหล่ทั้งสองข้างพยุงให้ลุกขึ้น รู้ว่าเธอสลบไปแล้ว หน้าผากขึ้นรอยแดงคงจะเป็นผลมาจากกระแทกกับพื้นเมื่อกี้ ไม่กี่ชั่วโมงคงบวมเป็นลูกมะนาวแน่ๆ เลย

ไม่น่าแหย่เล่นจนเธอเจ็บตัวเลยเรา อยากเอาค้อนทุบหัวตัวเองชะมัดที่บังอาจทำให้ยัยตัวเล็กเจ็บตัว

พี่ขอโทษ!

ผมอุ้มเธอเข้ามาในอ้อมกอดเบาๆ เพื่อพาเธอไปที่รถ ระหว่างนั้นผมรู้สึกว่ามีสายตาหนึ่งกำลังจ้องผมอยู่ พอก้มหน้าลงไปเห็นแววตาคมกริบหรี่มองผมด้วยความอาฆาตแค้นสุดๆ ค้อนผมอยู่ก่อนแล้ว

“ไอ้บ้า นายแกล้งฉัน นายสมควรตาย”

“พี่ทำอะไรผิดเหรอ” ผมถามเบาๆ

“ฉันบอกนายว่าห้ามยุ่งกับฉันจำไม่ได้หรือไง”

“จำได้แต่ไม่อยากทำ จะทำไมเหรอครับ”

“นายพัช!”

“เรียกว่าพี่สิ เรียกนายอยู่ได้ จะแกแดดเกินไปแล้วนะ หนูน่ะ…โอ้ย!!”

เจ็บฉิบหาย!

ไม่ใช่เพราะโดนตีหรือฟาด แต่โดนเธอกัดเขาเต็มๆ แล้วก็ไม่ใช่แขนด้วยแต่เป็นลำคอเลยต่างหาก เจ็บจนนิ่วหน้า สองมือกระชับร่างบางไว้ในอ้อมแขนแน่น…

ใจหนึ่งผมก็อยากจะปล่อยมือแล้วดึงเธอออกไปเพราะเจ็บมาก แต่ใจหนึ่งก็ทำแบบนั้นไม่ได้เพราะถ้าผมเผลอปล่อยคนร่างเล็กต้องร่วงลงกระแทกกับขั้นบันไดแน่ๆ

“พอหรือยังครับ” ผมบอกนิ่งๆ แม้จะเจ็บมากก็ตาม

อีกฝ่ายชะงัก แล้วพูดออกมาเบาๆ “ไม่เจ็บหรือไง ทำไมไม่ปล่อยฉัน”

“โดนหนูทำร้ายจิตใจเจ็บกว่านี้หลายเท่า เจ็บกายแต่นี้มันเล็กน้อยสำหรับพี่”

“อีตาบ้า นายมันบ้า!”

“กลับบ้านกันเถอะครับ ถึงบ้านแล้วอยากโวยวายแค่ไหนตามสบายพี่ไม่ห้ามหรอก”

ไม่อยากห้ามหรอก โวยวายใส่อย่างน้อยก็ดีกว่าเย็นชาใส่ไม่ใช่หรือไง!

 

-บ้าน-

พอถึงบ้านผมก็อุ้มคนร่างเล็กไปที่ห้อง เธอไม่ได้โวยวายอย่างที่คาดเอาไว้ มาถึงก็นอนหลับปุ๋ยอยู่บนเตียงเหมือนเด็กน้อย อดยิ้มไม่ได้เลยเมื่อเห็นแก้มแดงๆ เหมือนลูกมะเขือเทศ ยิ่งมากหัวใจก็ยิ่งฟูเป็นก้อนเมฆ คนอะไรน่ารักได้ขนาดนี้… ยิ่งเวลานอนไม่รู้เรื่องรู้ราวก็ยิ่งเหมือนลูกแมวน้อยตัวเล็กๆ อ่า… ผมชักจะหลงเธอเข้าไปใหญ่แล้วนะ

มองแค่นี้พอก่อนเนอะ!

ผมเลิกผ้าขึ้นมาห่มให้เธอด้วยความเบามือเพราะกลัวว่าคนบนเตียงจะตื่นขึ้นมาโวยวายจริงๆ จากนั้นผมก็กลับไปที่ห้องของตัวเอง ส่องกระจกดูผลงานที่ประอยู่ลำคอสองรอย

ใช่! ฟังไม่ผิดหรอก

พอขึ้นรถมาเธอกัดคออีกข้างของผมเพิ่มอีกหนึ่งรอย เจ็บจนน้ำตาเล็ด แต่จะตีก็ไม่ได้อุตส่าห์ทะนุถนอมเขามาอย่างกับแก้วตาดวงใจ อย่าว่าแต่จะลงไม้ลงมือเลยแม้จะขึ้นเสียงดุผมยังคิดแล้วคิดอีก กลัวว่าจะทำให้เธอเสียใจ สุดท้ายก็ต้องทนรับความเจ็บเพราะความใจอ่อนของตัวเอง

เฮ้อ! ทายาจะหายมั้ยเนี่ย!

เวลาล่วงเลยจนถึงตีสี่ผมนอนไม่หลับ เลยลุกขึ้นมาทำแผนการสอนจนถึงเช้า พอแสงสว่างส่องลอดผ่านผ้าม่านเข้ามาในห้องผมจึงลุกจากเก้าอี้ขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัวไปโรงเรียนเรียนสอนหนังสือมันทั้งอย่างนั้น

พอแต่งตัวเสร็จผมก็ลงมาทำอาหารเช้าให้เธอกับผมคนละชุด อาหารเช้ามื้อธรรมดาสองจานถูกวางบนโต๊ะคนละฝั่ง ต่อให้มันธรรมดาแค่ไหน สำหรับมันเป็นมื้อพิเศษเมื่อได้นั่งทานกับคนที่ตัวเองรักทุกมื้อ เป็นพลังให้ผมลุกขึ้นมาทำอาหารเช้าทุกวัน ไม่รู้ว่าอีกคนจะคิดเหมือนกันหรือเปล่า… ให้เดาคงไม่หรอก!

เดินขึ้นไปเคาะประตูห้องตรงข้ามเหมือนที่ทำเป็นประจำ

“มีอะไร?!” อีกฝ่ายเปิดประตูออกมาด้วยสีหน้าหงุดหงิด ผมเผ้ายุ่งเหยิงดูไม่ได้เลย นั่นไม่เด่นเท่าลูกมะนาวที่ปูดบวมอยู่หน้าผากของคนตรงหน้า… กะแล้วเชียว

“อาบน้ำแต่งตัวลงไปทานข้าวได้แล้วครับ”

“วันหยุดไม่ใช่เหรอ”

“วันจันทร์ครับ”

“งั้นฉันขอลาหนึ่งวัน”

“เดี๋ยวสิ!” เธอที่กำลังจะปิดประตู ผมเอามือดันเอาไว้เสียก่อน

“อะไรของนายอีกล่ะ บอกแล้วไงว่าฉันลาหนึ่งวัน ฟังไม่รู้เรื่องเหรอ มึนหัวจะตายอยู่แล้วเนี่ย!”

“นั่นไม่ใช่ข้ออ้างที่จะขาดเรียนนะ มีแรงไปดื่มได้ก็ต้องไปเรียนได้สิ พี่ไม่ยอมให้เราทำแบบนั้นเด็ดขาด ไปอาบน้ำแล้วพี่จะรอทานข้าวอยู่ข้างล่าง”

“ไอ้!”

“ให้เวลายี่สิบนาที ไปเจอกันที่โต๊ะทานข้าว” พูดจบผมก็หมุนตัวเดินออกมา ไม่สนใจเสียงก่นด่าที่ดังตามมาจากด้านหลัง เรื่องอื่นผมยอมให้เธอเอาแต่ใจได้ตามชอบใจ ส่วนเรื่องเรียนผมไม่ยอมให้เธอทำตามอำเภอใจเด็ดขาด แค่นี้ก็เรียนไม่ทันเพื่อนอยู่แล้ว ขืนปล่อยไว้ได้โดนไล่ออกแน่

นั่งรอได้ประมาณยี่สิบกว่านาที ร่างสูงเพรียวในชุดนักเรียนก็เดินเข้ามาในห้องครัว ผมแปลกใจนิดหน่อยที่เห็นเธอเดินเข้ามานั่งแต่โดยดี ไม่โดนเมินเหมือนทุกครั้งที่ผ่าน ปกติผมเป็นฝ่ายขอร้องให้ทานข้าวด้วยกันตลอด และโดนปฏิเสธตลอด

“วันนี้มาแปลก” ผมเปรยขึ้น มือกำลังจิ้มไส้กรอกชะงักค้างทันที

“หุบปากแล้วนั่งกินเงียบๆ ไม่ได้หรือไง” เธอว่า จิ้มไส้กรอกเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างเอ็นดู

“ชวนคุยก็ไม่ได้ ใจร้ายจัง โดนทำร้ายจิตใจบ่อยๆ พี่ก็น้อยใจนะคะ”

“นายนี่มัน… เอ๊ะ! ที่คอนั่น” เธอเงยหน้าขึ้นมาพอดี แววตาเบิกกว้างเมื่อเห็นรอยเขี้ยวบริเวณลำคอของผม “ไปกัดกับหมาตัวไหนมาล่ะนั่น”

ผมละอึ้งเลย ฝีมือตัวเองยังจำไม่ได้!

“ครับ หมาดุมาก ใจร้ายมากด้วย”

“ไปสาระแนไม่เข้าเรื่องล่ะสิ สมน้ำหน้า” ไม่พูดเปล่าแลบลิ้นเยาะเย้ยให้ผมด้วย

คนอะไรน่าตีจริงๆ แต่ก็น่ารักมากๆ จนทำใจตีไม่ลง!

“ไม่เห็นใจยังจะซ้ำเติมกันอีก มีใครให้มากกว่านี้มั้ยเนี่ย”

“เฮอะ คนอย่างนายชอบยุ่งไม่เข้าเรื่อง เจอแค่นี้ยังน้อยไป น่าจะโดนกัดที่หัวด้วย”

“จำไม่ได้เลยเหรอครับ”

“จำไรได้”

“ก็เจ้าของเขี้ยวนี่ไง จำรอยเขี้ยวตัวเองไม่ได้เหรอ?”

“ฉันทำ?” เจ้าตัวชี้หน้าตัวเอง แววตาตื่นตระหนก ผมไม่ตอบได้แต่พยักหน้านิ่งๆ และแทนที่อีกฝ่ายจะสำนึกผิดกลับแค่นเสียงหัวเราะ “ฉันน่าจะเปลี่ยนเป็นกัดหูให้ขาดสักข้างนะ นายจะได้เข็ดหลาบแล้วเลิกเรื่องของคนอื่นสักที งี้แหละยุ่งไม่เข้าเรื่องดีนัก!”

สรุปแล้วผมเป็นฝ่ายผิดสินะ!

“ไม่เห็นใจกัน ยังจะหัวเราะกันอีก ไม่ไหวเลยนะครับ” ผมส่ายหน้าเบาๆ ไม่ได้จริงจังนัก

“เห็นใจทำไม นายแส่หาเรื่องเอง หรือว่าไม่จริง?” อีกฝ่ายเลิกคิ้วขึ้น

“ก็จริงแหละ…” ไม่อยากเถียง เพราะเถียงไม่เคยสู้ ทางที่ดีคือยอมจำนนเลยดีกว่า

กะแล้วว่าล้มหน้าคว่ำขนาดนั้นหน้าผากต้องเขียวแน่ๆ และดูเหมือนว่าอีกฝ่ายที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ว่ารอยปูดเท่าลูกมะนาวบนหน้าผากโผล่มาได้ไงก็ได้แต่เอามือไปแตะๆ จิปากซี๊ดด้วยความเจ็บ ขณะที่อีกมือก็จิ้มไส้กรอกเข้าปาก ไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมาขอความช่วยเหลือ

ผมที่เห็นแล้วสงสารอดไม่ได้ลุกขึ้นไปค้นกล่องยาหยิบพาสเตอร์รูปการ์ตูนสีฟ้าอ่อน แกะแผ่นรองกาวออก แล้วเดินไปอีกอีกฝ่าย

“อะไร?” เธอเงยหน้าขึ้นมาถามด้วยสายตาขุ่นเคือง เอนตัวหนีมือของผมที่กำลังยื่นไปแปะพาสเตอร์ให้

“จะติดพาสเตอร์ให้ ที่หน้าผากน่ะ” กำลังเอื้อมมือไปใกล้แต่โดนปัดออกเสียก่อน

“ไม่ต้องมายุ่ง”

“ไม่ได้ยุ่งนะครับ พี่เป็นห่วงต่างหาก ความเป็นห่วงไม่ถือว่าเป็นเรื่องยุ่งนะ”

“ไม่ยุ่งแต่ชอบวุ่นวาย”

“ไม่อยากให้พี่วุ่นวายก็อยู่นิ่งๆ ให้พี่ติดพาสเตอร์ให้ดีๆ ถ้าหนูไม่ยอมพี่ก็จะวุ่นวายอยู่อย่างนี้แหละ”

“เรื่องมาก”

ถึงปากจะบ่นแต่ก็ยอมนั่งๆ ผมขยับเข้าไปใกล้เธออีกนิดหน่อย แล้วโน้มลงไปใกล้ ใช้มือหนึ่งเกลี่ยปอยผมสีดำสนิทปรกหน้าผากไปไว้ด้านข้าง ส่วนมืออีกข้างก็วางแผ่นพาสเตอร์ลายน่ารักๆ แปะลงรอยปูดอย่างเบามือที่สุดเท่าที่จะทำได้

เห็นหน้าบูดบึ้งตลอดเวลาของอีกฝ่ายก็อดอมยิ้มส่ายหน้าไปมาไม่ได้จริงๆ

คนอะไรจะหงุดหงิดตลอดเวลาขนาดนั้น ไม่เหนื่อยบ้างหรือไง เป็นผมละเหนื่อยแทน

“เป็นบ้าหรือไงยิ้มคนเดียว!”

อีกคนถามเมื่อผมเดินกลับมานั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม

“มีความสุขยิ้มไม่ได้หรือครับ ว่าแต่รีบกินเถอะเดี๋ยวจะสายเอานะ”

ถามว่าเราอยู่บ้านเดียวกันแล้วทำไมไม่ไปรถคันเดียวกันจะได้ประหยัดๆ ความจริงผมอยากทำแบบนั้นอยู่หรอกนะ แต่อีกฝ่ายไม่ยอมไปกับผมเนี่ยสิ งานนี้ก็ได้แต่ทำใจตามประสาคนถูกเกลียด

 

 

........................................................

ฝากติดตามด้วยน้าาาาาาาาาาาา

3 3 3

 

 

 

 

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น