My Flower ดอกไม้ของผม

ตอนที่ 4 : Chapter 2 (1/3)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 40
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    13 มิ.ย. 63

คาราโอเกะ

22 : 25 PM.

ทั้งที่คอแข็งขนาดนั้น ดื่มเหล้าเข้าไปได้เพียงแค่สามแก้วกลับรู้สึกมึนหัวขึ้นมา หรือเป็นเพราะเว้นช่วงดื่มนานไปหน่อย ระดับภูมิต้านทานจึงลดต่ำลง

“รู้สึกมึนหัวแล้วว่ะ กลับบ้านก่อนนะ” ฉันว่าแล้วลุกขึ้น

จริงๆ ด้วย เว้นช่วงไปนานเลยเมาง่ายแบบนี้เอง รู้สึกเหมือนแผ่นดินกำลังยุบตัว ร่างกายโคลงเคลงนิดหน่อย แต่เพียงเสี้ยววินาทีก็กลับมาเหมือนเดิม

“กลับเร็วจังวะ ไหนบอกว่าหัวไม่ไถดินไม่กลับไง” ไอ้โบ้ทเงยหน้าขึ้นมาถาม

“อะไรกันสามแก้วเองมึนหัวแล้วเหรอ ปกติมึงคอแข็งนี่”

“ไม่รู้ดิ สงสัยไม่ได้ดื่มนาน อีกอย่างกูมีการบ้านเก่าต้องทำด้วย ค้างไว้ตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้ว ไม่ส่งอาจติด 0”

“วิชาไร”

“ประวัติศาสตร์ กูกลับก่อนละนะ ส่วนมึง” ฉันหันไปหาโบ้ท “อย่าลืมไปส่งเพื่อนผู้หญิงด้วย”

“แล้วมึงล่ะ จะกลับคนเดียวเรอะ?!”

“เออ ไม่ต้องห่วงหรอก รถยังไม่หมด แค่นี้สบายมาก” ว่าจบฉันก็เปิดประตูห้องคาราโอเกะเดินออกมา

อีกไม่นานจะห้าทุ่มแล้ว รถผ่านแถวซอยบ้านเหลือน้อยลงทุกที ฉันนั่งรอประมาณยี่สิบนาทีได้มั้งเลยเปลี่ยนใจไปนั่งวินกลับบ้านแทน

พี่วินจอดให้ฉันลงทางเข้าซอยบ้านไฟสว่างเพียงพอ ฉันกลับบ้านดึกอยู่บ่อยครั้งเลยชินกับการเดินเข้าซอยคนเดียวในเวลาแบบนี้

พอจะถึงบ้านเรื่อยๆ สายตาสังเกตเห็นร่างของใครคนหนึ่งยืนสูบบุหรี่อยู่ประตูรั้วบ้าน ลมหายใจพ่นออกมาด้วยความเซ็งสุดๆ เมื่อรู้ว่าเจ้าของร่างนั่นคือใคร

สายตาคมกริบหันมามอง เป็นจังหวะที่ควันสีขาวถูกพ่นออกพอดี ฉันทำเป็นไม่สนใจแล้วเดินผ่านเข้าไปในบ้าน

“ทำไม ถึงยืนอยู่ตรงนี้”

“พี่รอหนูไงคะ” เสียงทุ้มดังขึ้น พร้อมกับร่างสูงที่เดินตามเข้ามา

คำพูดอ่อนหวาน และมักจะลงท้ายด้วย ‘คะ’ ‘ค่ะ’ ทุกครั้งที่พูดกับฉัน ครั้งแรกที่ได้ยินรู้สึกขนลุกไปหลายอาทิตย์ ฉันเคยห้ามหลายต่อหลายครั้งแต่เขาก็ไม่ยอมเปลี่ยนสักที พูดมากจนฉันรำคาญตัวเองซะเองเลยปล่อยให้เขาอย่างที่ต้องการ จนตอนนี้ก็เริ่มชินกับมันแล้วล่ะ

“ทำไมชอบทำเหมือนว่าฉันเป็นเด็กไปได้”

“อายุสิบแปดปี ไม่ได้ดูเป็นผู้ใหญ่เลยนะ แล้วนี่ดื่มมาด้วยเหรอ?”

ทั้งที่สูบบุหรี่อยู่แท้ๆ แต่ทำเป็นจมูกดี

บางทีฉันก็รู้สึกโมโหที่โดนเขาจับผิดบ่อยๆ ทำตัวเหมือนพ่อ เจ้ากี้เจ้าการเหมือนเจ้าของชีวิต ฉันรู้ว่าเขาเป็นห่วงแต่มันรำคาญนี่น่า เมื่อไหร่เขาจะเลิกทำตัวแบบนี้สักทีก็ไม่รู้!

ฉันหันกลับไปเผชิญหน้า มองคนตัวโตกว่าด้วยสายตาเย็นชา

“ไม่ยุ่งสักเรื่องจะตายมั้ย เฮ้อ! ทำตัวน่าเบื่อชะมัดเลย!”

“ไม่ตายหรอกครับ แต่คนเป็นห่วงน่ะมันจะตาย”

“ไม่ได้บอกให้มาเป็นห่วงสักหน่อย!” พูดจบฉันก็หมุนตัวเดินเข้าไปในบ้าน ไม่สนใจสายตาผิดหวังมองตามหลังมา หรือเสียงพ่นลมหายใจอย่างจนปัญญานั่นด้วย

ไม่ได้ให้ความหวัง แล้วก็ไม่ได้บอกให้ใครคาดหวัง จะผิดหวังจนกระอักเลือดตายนั่นก็เรื่องของเขา ไม่เกี่ยวกับฉัน!

“แล้วทานข้าวมาหรือยังครับ พี่ทำกับข้าวไว้ให้หลายอย่างเลยนะ”

หมอนี่ตื้อไม่เลิกไม่ลาจริงๆ!

“ทำเองก็กินเองสิ กินไปคนเดียวเถอะ”

ฉันเคยบอกไปแล้วว่าไม่กินข้าวเย็น เขาเคยจำมันสักครั้งมั้ย?!

“ไม่กินหน่อยเหรอ อุตส่าห์ทำของโปรดซะเยอะเลยนะ ไม่กินเสียดายแย่เลยนะ”

น่าเหลือเชื่อจริงๆ ทั้งที่โดนตะคอกใส่เสียงดัง หรือแม้แต่พูดจาไม่ดีใส่ เขาก็ยังพูดกับฉันด้วยน้ำเสียอ่อนโยนเสมอเลย

สร้างภาพ! หลอกลวง! ไม่เกินสองคำนี้หรอก…

“ยากอะไรเททิ้งสิ ไม่ได้บอกให้ทำไว้ให้นี่!”

“เททิ้งไม่ได้หรอก พี่ยังไม่ได้กินเลย”

“แล้วทำไมไม่กิน จะรอให้ประธานตัดริบบิ้นหรือไง”

“ไม่ได้รอประธานให้ตัดริบบิ้นหรอกครับ แต่พี่รอให้หนูกลับมาทานข้าวด้วยกันต่างหาก”

“…” ประโยคอ่อนโยนปนเจือความน้อยใจอยู่ในที

ฉันชะงักแล้วหมุนตัวกลับไปมองหน้าเขาด้วยความเบื่อหน่าย เห็นว่าแววตามั่นคงมองฉันอยู่ก่อนแล้ว เพียงสามเก้าเท่านั้นที่เราสองคนยืนห่างกัน และลดลงหนึ่งก้าวหลังจากที่ฉันตัดสินใจเดินเข้าไปใกล้

“เป็นบ้าอะไร จะรอทำไม ถ้าเกิดฉันไม่กลับมานายจะยืนรออยู่อย่างนั้นไปถึงเช้าเลยหรือไง”

“ครับ ก็รอจนกว่าหนูจะกลับมา”

“งี่เง่า!”

“ครับพี่รู้ตัวว่างี่เง่า แล้วก็โง่ด้วย รู้ทั้งรู้ว่าพยายามยังไงก็ไม่เคยอยู่ในสายตา แต่ยังอยากทำให้อยู่ดี”

“เพื่ออะไร?”

“ยังจะถามอีกเหรอว่าเพื่ออะไร” ริมฝีปากคลี่ยิ้ม “มาเถอะ มานั่งเฉยๆ เป็นเพื่อนกันหน่อย ไม่กินก็ได้”

“บอกว่าไม่ไง!”

“ทำไมครับ กลัวเหรอ” ใบหน้าหล่อเหลายื่นเข้ามาใกล้พยายามยั่วโมโห

“กลัวอะไร?!”

“กลัวพี่ไง”

“ทำไมฉันต้องกลัวนาย ปัญญาอ่อน!”

“ไม่กลัวก็ขี้ขลาดน่ะสิ ถึงไม่กล้านั่งเป็นเพื่อนพี่”

“ต้องการอะไรกันแน่!” เริ่มมีน้ำโมขึ้นมาแล้วนะ คนตรงหน้ากำลังยั่วโมสะฉันด้วยการสบประมาทอีดแล้ว รู้ทั้งรู้ว่าฉันไม่ชอบให้ใครมาดูถูก เขากลับบอกว่าฉันขี้ขลาดได้เต็มปากเต็มคำ

รู้สึกยอมไม่ได้!

“ไปนั่งเป็นเพื่อนพี่ทานข้าว แค่นั้นพอ”

“…”

“ไปครับ!”

เขาถือวิสาสะจับข้อมือให้ฉันเดินตามเข้าไปในครัว เมื่อมาถึงก็เห็นว่ากับข้าวหลายอย่างถูกปิดไว้ด้วยฝาชี มือหนาปล่อยจากข้อมือแล้วเดินอ้อมไปนั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม จากนั้นเปิดฝาชีออกเผยให้เห็นกับข้าวหน้าตาน่ากิน แม้จะเย็นชืดไปแล้วแต่สีสันมันก็ยังน่ากินอยู่ดี

ฉันเป็นพวกไม่ชอบทานข้าวเย็น ไม่ได้ไดเอทอะไรหรอก เพราะท้องชอบอืดตอนกลางคืนต่างหาก ถ้าเป็นซุปอ่อนๆ พอทานได้บ้าง แต่ปัญหาคือฉันทำอาหารไม่เป็น เลยตัดปัญหาด้วยการไม่ข้าวเย็น

ฉันปลดกระเป๋าวางไว้เก้าอี้ข้างๆ

มองอาหารตรงหน้า ไม่ใช่เพราะเกิดอาการหิวขึ้นมา แต่มองเพราะมันมีแต่ของโปรดของฉันทั้งหมดเลย

เขาต้องบ้าไปแล้วจริงๆ นั่นล่ะ!

“หิวก็บอกได้นะ เดี๋ยวตักข้าวให้” จานข้าวที่เพิ่งตักมาวางลงโต๊ะ ตามด้วยอีกฝ่ายทรุดตัวลงนั่ง

“นายกินคนเดียวเถอะ รีบกิน!”

“จะรีบไปไหน กับข้าวถ้าจะกินให้อร่อย ต้องกินไปคุยไป”

“แต่ฉันไม่มีอะไรจะคุย”

จากที่เริ่มมึนหัวเพราะฤทธิ์เหล้า ตอนนี้ตาสว่างเหมือนได้กินของเปรี้ยว

“เป็นเด็กเป็นเล็กดื่มเหล้าบ่อยๆ ไม่ดีต่อสุขภาพนะ เดี๋ยวก็เป็นตับแข็งตายก่อนวัยอันควร แถมกลับดึกด้วย มันอันตราย แล้วนี่ไปกลับใครบ้าง มีผู้ชายหรือเปล่า…”

“กินเงียบๆ มันจะตายหรือไง?”

“ใจร้ายจัง พี่แค่เป็นห่วงเท่านั้นเอง ถ้าพี่ไม่แคร์ ไม่ห่วงคงไม่ถามหรอก” ดวงตาคมกริบเหลือบมองฉันอยู่แวบหนึ่ง ก่อนจะก้มลงไปทานข้าว

ครื้ดด~

เสียงลากเก้าอี้ดังขึ้นเบาๆ ฉันลุกจากเก้าอี้คว้าเอากระเป๋าขึ้นมาถือ แล้วพูด

“เป็นห่วงข้าวจะติดคอตายเถอะค่ะคุณครู” พร้อมกับแสร้งยิ้มหวานเยิ้มให้

จากนั้นจึงหมุนตัวเดินออกมาจากห้องกินข้าว ตรงดิ่งไปที่บันไดเพื่อขึ้นไปบนห้องของตัวเอง โชคดีที่ไม่มีเสียงเรียกตามขึ้นมา ไม่งั้นฉันคงประสาทเสียจนไม่มีสมาธิทำการบ้านแน่ๆ!

 

................................

อีน้องงงงงงงงงงงงงงงง

ช่วยยยยยยยยใจดีกับอีพี่น้องจิ!!!

เม้นเอาใจช่วยพี่พัชเขาหน่อยนะคะ

น้องดื้อมากกกกกกกกกกก!!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น