My Flower ดอกไม้ของผม

ตอนที่ 20 : chapter 15 (100%) :: ธุระ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 63
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    23 มิ.ย. 63

Chapter 15

เสียงเคาะประตูดังขึ้นปลุกให้ฉันลืมตาตื่นจากห้วงแห่งความฝัน ฉันคว้านาฬิกาบนโต๊ะข้างเตียงมาดู พบว่าเพิ่งสิบโมงเช้าเอง วันหยุดเขาจะให้นอนตายสายหน่อยไม่ได้หรือไง เสียงเคาะประตูยังดังต่อเนื่องและไม่มีท่าทีว่าจะหยุดฉันเลยเด้งตัวจากเตียงขึ้นไปเปิดประตูอย่างไม่มีทางเลือก มือเท้าชะงักไปนิดหน่อยเมื่อเปิดประตูออกมาสายตาไล่ตั้งแต่หัวจรดปลายเท้าด้วยความแลกใจที่คนตรงหน้าแต่งตัวหล่อผิดปกติ

“แต่งตัวซะหล่อเชียวจะออกไปไหน” ฉันถามพลางขยี้ตาตัวเอง

หรือว่าเขาดูดีอยู่แล้วก็ไม่รู้ แต่งตัวธรรมดายังหล่อสะดุดตาขนาดนี้เชียว!

“พี่แต่งธรรมดานะเนี่ย” อีกฝ่ายยิ้ม ยื่นมือมายีผมฉันเบาๆ

“แล้วมีอะไร บอกแล้วไงว่าวันนี้จะตื่นสาย”

“พี่แค่จะมาบอกว่าข้าวเช้ากับข้าวเที่ยงทำเผื่อไว้ให้แล้วนะ ถ้าหิวก็ลงไปอุ่นทานได้เลย พอดีพี่ต้องออกไปทำธุระนิดหน่อย”

“โอเค ไปนอนต่อละ” ฉันกำลังจะปิดประตู แต่ก็โดนเขาขวางไว้ก่อน

“ไม่ถามต่อหรือว่าธุระอะไร?”

“ทำไม จะไปหาสาวที่ไหนเหรอ?”

“รู้ทันไปหมด”

“พูดจริง?!”

“เปล่าครับ พี่มีธุระจริงๆ ไม่เชื่อ ไปกับพี่ก็ได้นะ”

“ไม่เอาอะ อยากนอนต่อ นายไปเถอะ”

“โอเค งั้นพี่จะซื้อขนมมาฝากนะคะ อย่านอนเลยเวลาจนไม่ได้ทานข้าวล่ะ ไปละ!”

ฉันพยักหน้า แล้วปิดประตูห้องลง ไม่นานก็ได้ยินเสียงเคาะประตูดังขึ้นอีก ดูเหมือนเขาจะชอบจังเลยประตูห้องฉันเนี่ยวันหลังจะถอนให้เขาไปนอนกอดเลยดีมั้ย!

“มีอะไรอีกล่ะ?!”

ฟุบ!

ร่างของฉันโดนรวบเข้าไปในอ้อมกอดของคนตัวสูงอย่างรวดเร็ว ฉันเบิกตากว้างด้วยความตกใจถึงขีดสุด หัวใจก็พลันเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกับใบหน้าร้อนผ่าวลามไปจนถึงใบหู ตกใจกับการกระทำไม่มีที่มาที่ไปของเขา ตัวฉันแข็งทื่อราวกับรูปปั้น ตรงข้ามกับเขาที่กระชับกอดฉันไว้แน่นกว่าเดิม

“อะไรเนี่ย?!” ฉันถามอย่างไม่เข้าใจ อยู่ๆ ก็มากอดจะไม่ให้ตกใจได้ยังไง?!

“แค่อยากทำแบบนี้มานานแล้วน่ะ”

“หมายความว่าไง?” ไม่เข้าใจอยู่ดี

“อยากตื่นมาเจอรอยยิ้มน่ารักๆ ต่อด้วยกอดกันแบบนี้ทุกเช้า มันคือสิ่งที่พี่อยากทำครับ”

“…”

“อย่าเพิ่งอึดอัดนะ ขอกอดต่ออีกนิดหน่อย”

เมื่อได้รู้เหตุผลในใจของอีกฝ่าย ฉันก็อดกอดตอบคนตัวโตไม่ได้ พร้อมกับซบใบหน้าลงที่หน้าอกอบอุ่น เป็นแบบนี้อยู่ได้สักพักก่อนเจ้าตัวจะถอนกอดออกไป

“ขอบคุณนะ” เขายิ้ม แล้วหมุนตัวเดินลงบันไดไป

ฉันมองแผ่นหลังจนหายลับ ก็กลับเข้ามาในห้อง ล้มตัวลงนอนบนเตียงยกมือขึ้นมาทาบใบหน้าตัวเองด้วยความเขินอายสุดๆ คนบ้าอะไรชอบทำให้เขินได้ตลอดเลย นอนต่อไม่หลับแล้ว ลุกขึ้นไปอาบน้ำดีกว่า…!!

เสียงโทรศัพท์เข้ามาพอดี เป็นยัยน้ำตาลที่โทรเข้ามา

“ว่าไงมึง?”

[มึงวันนี้ไปช็อปปิงกันป่ะ เห็นพี่กูบอกว่าร้าน Lillygril ลด 20% เสร็จแล้วเราไปอ่านหนังสือต่อกันเลย หรือต้องขออนุญาตแด๊ดดี้มึงก่อน]

“ขออนุญาตอะไรล่ะ เขาออกไปทำธุระเมื่อกี้ ว่าแต่กี่โมงอะ?” จะว่าไปก็นานแล้วแฮะที่ฉันไม่ได้ไปเดินซื้อเสื้อผ้ากับน้ำตาล ส่วนมากไปเดินหาของกินมากกว่า ได้โอกาสไปเดินแก้เครียดก็ดีเหมือนกัน

[สักประมาณบ่ายก็ได้ กูอาบน้ำให้หลานก่อน ไว้เจอกันที่ห้างนะ เดี๋ยวถึงแล้วกูจะโทรบอก]

“เออได้ๆ เดี๋ยวก็ไปอาบน้ำละ”

[เดี๋ยวมึง!]

“อะไรอีกล่ะ!”

[แบบสอบถามเรื่องอาชีพในอนาคตอะ มึงเขียนยัง?]

“ยังเลย กูไม่รู้จะตอบว่ายังไงดี ถ้าเขียนแบบส่งๆ ไปก็ยังไงอยู่” ฉันว่าพลางถอนหายใจ

อีกเทอมเดียวจะจบมอปลายแล้ว แต่ฉันยังไม่รู้เลยว่าตัวเองอยากเรียนอะไร อยากสอบเข้าที่ไหน อยากทำอาชีพอะไรกันแน่ การที่ไม่รู้ว่าต้องการทำอะไรในอนาคตนี้มันรู้สึกแย่ชะมัดเลยแฮะ ในขณะที่คนอื่นเขาเตรียมสอบเข้ามหา’ ลัย ฉันกลับมานั่งค้นหาตัวเองว่าจะเรียนต่อดีมั้ย

การเติบโตเป็นผู้ใหญ่มันยากกว่าที่คิดเยอะเลย!

[มึงไม่ลองปรึกษาพี่พัชดูล่ะ เผื่อเขาจะมีคำแนะนำอะไรดีๆ ให้บ้าง]

“กูยังไม่มีเวลาเลย เดี๋ยวไว้จะลองถามเขาดู”

[เออๆ ได้เรื่องยังไงอย่าลืมเล่าให้กูฟังบ้างนะ แค่นี้แหละ!]

ฉันวางสายจากน้ำตาล ก่อนจะเข้าไปอาบน้ำก็แวะมาเลือกหนังสือที่จะเอาไปอ่านตามที่ยัยนั่นบอกไว้ที่โต๊ะอ่านหนังสือ แล้วจากนั้นก็เดินเข้าไปอาบน้ำ

ใช้เวลาไม่ถึงสามสิบนาทีก็เปลี่ยนชุดออกมาทานข้าวในห้องครัว อาหารเช้าวันนี้เป็นข้าวผัดปูกับซุปสาหร่าย มีโน้ตที่เขียนด้วยสายมือกับอีโอจิรูปหน้ายิ้มแปะไว้ข้างชาม อดอมยิ้มไม่ได้หลังจากที่อ่านข้อความในนั้น

‘ทานเยอะๆ นะคะ จะได้โตเร็วๆ’

J

 

…อนาคตที่ยังมาไม่ถึง ฉันไม่รู้เลยว่ามันจะเป็นยังไง จะใจดีใจร้ายกับฉันมากน้อยสักแค่ไหน ไม่รู้ว่าตื่นเช้า เดินเข้ามาในครัวจะเห็นโน้ตของเขาแปะไว้แบบนี้หรือเปล่านะ ไม่รู้สิ ฉันไม่รู้เลย…

 

หลังจากนั้นฉันก็ได้รับสายจากยัยน้ำตาลให้ไปเจอกันหน้าห้างฯ ฉันมาพร้อมกับกระเป๋าใส่หนังสือมาสองสามเล่ม ส่วนยัยน้ำตาลก็ไม่แพ้กัน เมื่อเจอกันแล้วเราสองคนก็เข้าไปเลือกเสื้อผ้าในร้าน Lillygirl ตามที่มันบอกตั้งแต่ตอนแรก เห็นป้ายราคาที่บอกว่าลด 20% แล้วก็อ้าปากค้างกลางอากาศ

“มั่นใจนะว่าลดแล้ว?” ราคาลดก็ไม่ต่างอะไรกับราคาเต็มเลย

“เออ ลดแล้ว 20% เลยนะ”

“แต่ฉันว่ามันก็แพงอยู่ดีอะ ไม่ซื้อดีกว่า”

“เอ้า มาทั้งที่ไม่ซื้อได้ไงวะ ไม่หาได้ง่ายๆ เลยนะที่ร้านนี้จะลด”

“กูว่าตั้งราคาแพงจนขายไม่ออกมากกว่าเลยเอามาลด”

“ก็อาจจะใช่ เลือกไปเถอะมึงเสื้อผ้ามีแต่ตัวสวยๆ เนื้อผ้าสมราคานั่นแหละ”

น้ำตาลว่าก็ถูก เนื้อผ้าร้านนี้ดีมาก แถมสไตล์ยูนีคสุดๆ ไม่แปลกที่ราคาจะแพง เฮ้อ! แต่ยังไงมันก็แพงอยู่ดีนั่นแหละ

“มึงลองใส่ตัวนี้สิ น่ารักมากว่ะ ต้องเข้ากับมึงแน่ๆ เลย” น้ำตาลเลือกชุดกระโปรงสีม่วงอ่อนมาให้ฉัน

“ไม่เอาหรอก สีหวานเกินไป ดูแล้วไม่น่าจะเข้ากับกูนะ”

“จะรู้ได้ไงว่าไม่เข้า มึงก็ลองใส่ดูก่อนสิ แล้วกูจะตัดสินเองว่าเข้าไม่เข้า เร็วๆ เอาลอง”

ฉันลังเลอยู่ว่าจะรับชุดที่ยัยน้ำตาลเลือกให้มาลองหรือเปล่า แต่สุดท้ายก็โดนแรงคาดคั้นจากมันไม่ไหว เลยรับมาแล้วเดินเข้าไปลองในห้องลองเสื้อที่อยู่ไม่ไกลนัก

ฉันถอดเสื้อผ้าออกแล้วสวมมันเข้าไป ก่อนจะตรวจความเรียบร้อย เมื่อเห็นว่าทุกอย่างโอเค ฉันจึงเปิดม่านออกไป ทว่าอยู่ๆ ยัยน้ำตาลก็เปิดม่านออกแล้วรีบดันตัวเองเข้ามาในห้องลองเสื้อด้วยสีหน้าร้อนรนอย่างกับโจรโดนจับได้ว่าไปขโมยของมา

“เป็นอะไรของมึง?! เข้ามาทำไมกูกำลังจะออกไปพอดี”

“เฮ้ย มึงกูว่าเราอยู่นี่สักพักเถอะ”

“อะไรของมึง!” ฉันกำลังจะเลิกม่านออกแต่น้ำตาลรั้งไว้เสียก่อน

“อย่าออกไปเลยเพื่อน กูว่าอยู่นี่ปลอดภัยที่สุดละ”

“เกิดอะไรขึ้น ข้างนอกมีอะไร?” ฉันเลิกคิ้วถาม มองหน้าซีดเผือดของมันอย่างไม่ไว้ใจนัก

“ไม่มี!”

“ไม่มีแล้วมึงจะขึ้นเสียงทำไม แล้วยังมาทำตัวมีพิรุธอีก มีอะไรบอกมา!”

“เอ่อ…”

“ถ้าไม่บอก งั้นกูออกไปเอง!” จะได้รู้ว่าสาเหตุที่ทำให้มันหน้าซีดปากคอสั่นอย่างกับเห็นผีเป็นเพราะอะไรกันแน่

“เฮ้ยย!!”

พึ่บ!

ฉันเปิดผ้าม่านออกไปแวบหนึ่งก่อนจะปิดมันลองเพราะตกใจกับภาพที่เห็น มือไม้ดูเกะกะทำอะไรไม่ถูก ก่อนจะหันมามองน้ำตาลที่ทำสีหน้าไม่สู้ดีนัก

“กูบอกแล้วไงว่าอยู่ตรงนี้ปลอดภัยที่สุด ปลอดภัยต่อตัวมึงและหัวใจของมึงด้วย”

“กูไม่ได้ตาฝาดไปใช่มั้ยวะ?!” ฉันถามด้วยเสียงสั่นๆ

ฉันเห็นเขามากับผู้หญิงกำลังเลือกเสื้อผ้าท่าทางกะหนุงกะหนิงราวกับคู่รักแต่งงานใหม่ และที่น่าแปลกใจคือผู้หญิงคนนั้นใบหน้าละไม้คล้ายกับผู้หญิงที่ฉันเจอเมื่อสองวันก่อน คำถามมากมายผุดขึ้นมาในหัวจนรู้สึกสับสนไปหมด พวกเขารู้จักกันเหรอ แล้วรู้จักกันได้ยังไง รู้จักกันตั้งแต่เมื่อไหร่ ทว่าคำถามเหล่านี้ก็ไม่ได้รับคำตอบอยู่ดี!

“ไม่ฝาดหรอก กูขยี้ตาสี่ห้ารอบ จนตาจะบอดอยู่แล้ว”

“อาจจะเป็นเพื่อนเขาก็ได้นะ” ฉันพยายามคิดในแง่ดี แต่ในใจกลับรู้สึกเจ็บปวด

“เพื่อน? เพื่อนผู้หญิงเนี่ยนะ สวยด้วยนะมึง ถ้าจำไม่ผิดเหมือนเคยเห็นมาก่อนด้วย เฮ้ย! ใช่คนที่ลืมของไว้เมื่อสองวันก่อนหรือเปล่าวะ หน้าคุ้นมากเลย”

“เออ คนนั้นแหละ”

“ยังไงเนี่ย ลองไปถามเขาเลยดีมั้ย ท่าทางสนิทสนมกันแบบนั้นคงไม่ใช่เพื่อนธรรมดา ใครเห็นก็ต้องบอกว่าเป็นคู่รักกัน”

“ถ้าเกิดบอกเขาบอกว่าไม่มีอะไรล่ะ?”

“ก็ไปถามจากปากเขาไงว่ามีอะไรหรือเปล่า”

“ไม่ดีกว่า ถ้าเขาอยากบอกเขาก็บอกไปนานแล้ว อีกอย่างกูไม่อยากทำตัวงี่เง่าวีนเขาไปทั่ว”

จะทำอะไรได้ นอกจากยืนถอนหายใจอยู่เงียบๆ ในขณะที่สถานะของเรายังไม่ชัดเจนพอที่ฉันจะแสดงออกว่าหวงเขาด้วยซ้ำ พักหลังความสัมพันธ์ของเราราบรื่นมากๆ เหมือนกันกำลังเปิดรับเขาเข้ามาในชีวิตทีละน้อยให้ได้เรียนรู้ซึ่งกันและกันและไว้ใจเขามากขึ้นด้วย แต่ทุกอย่างก็ยังเป็นความลับต่อไป เขายังอยู่อยู่ฐานะผู้ปกครองของฉัน เขามีสิทธิ์จะทำอะไรได้ทั้งนั้น แม้แต่เรื่องคบผู้หญิงก็เช่นกัน… เขามีสิทธิ์ไปไหนมาไหนกับใครก็ได้ในเมื่อความสัมพันธ์ของเราทั้งคู่ยังไม่ได้ชัดเจนขนาดนั้น

“แล้วสุดท้ายก็เป็นแกที่คิดมาก?”

“แล้วจะทำอะไรได้ล่ะ”

“เฮ้อ ก็ถามเขาสิ จะได้ไม่ต้องมานั่งกลุ้มใจทีหลัง ถ้าไม่กล้าไปถามตรงๆ ก็ส่งข้อความไปถาม จะได้แน่ใจว่าธุระของเขาคืออะไรกันแน่”

“จะดีเหรอวะ เดี๋ยวเขาก็หาว่าจู้จี้”

“นี่มึงเป็นคนยอมคนตั้งแต่เมื่อไหร่! จะกลัวอะไรวะ พี่เขาเป็นคนของมึงนะเว้ย ถ้าไม่ชอบก็บอกไปตรงๆ มีอะไรก็พูดออกไปเลยจะได้เคลียร์ๆ ถ้าจะทะเลาะกันเพราะเรื่องแบบนี้ก็ทะเลาะไปเลยสิวะ จะได้รู้ว่าเขาจริงจังกับมึงแค่ไหน”

“…”

“อย่าลังเลเพื่อน เอานี่โทรศัพท์ โทรไปถามให้รู้เรื่องเลย”

ฉันรับโทรศัพท์จากน้ำตาลมา กดค้นหาเบอร์ของเขาอยู่สักพัก ก่อนจะกดโทรออกด้วยหัวใจเต้นแรง ทุกวินาทีที่เสียงสัญญาณดังขึ้นอย่างกับระเบิดเวลานับถอยหลังเข้าสู่ความเงียบงันในอีกไม่กี่วินาที รอสายอยู่นานกว่าเจ้าของเบอร์จะรับสาย

[ว่าไงคะ?]

“…” พอได้ยินเสียงอีกฝ่ายที่ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงสดใสฉันก็พูดไม่ออก

ในขณะที่น้ำตาลที่อยู่ข้างๆ ขยับปากบอกว่า ‘ถามเลย!’

[มีอะไรหรือเปล่าคะ ทำไมไม่พูด เฟิร์น…]

“เอ่อ ตอนนี้อยู่ไหนเหรอ?”

[อ่อ พี่ทำธุระอยู่ค่ะ อยากได้อะไรหรือเปล่าคะ?]

“อยู่กับใครเหรอ?” ฉันเม้มริมฝีปากรอฟังคำตอบ

[เพื่อนครับ อยากถามต่อมั้ยว่าเพื่อนผู้หญิงหรือผู้ชาย] เขาถามกวนๆ ปนขำนิดหน่อย

“ไม่ต้องละ แล้วจะกลับตอนไหน?”

[ดึกหน่อยครับ ขอโทษด้วยนะพี่อาจจะไม่ได้กลับไปทานข้าวเย็นด้วย]

“แล้วทำไมเพิ่งมาบอก?” เขาไม่บอกด้วยซ้ำว่าจะกลับดึก!

[พี่กลัวเรารอน่ะสิ อย่าโกรธพี่เลยนะคะมันกะทันหันจริงๆ ไว้พี่จะซื้อของอร่อยๆ ไปฝากแล้วกันนะ]

“…” จากที่ไม่อยากคิดอะไรมาก ตอนนี้ฉันเริ่มไม่แน่ใจแล้วสิ

[เฟิร์น ฟังพี่อยู่หรือเปล่าคะ?]

“นายบอกว่าไม่ชอบโกหกใช่มั้ย?”

[หืม ทำไมเหรอ หรือว่าหนูไม่เชื่อใจพี่?]

“เปล่า ก็แค่อยากถามให้แน่ใจเฉยๆ แค่นี้นะ”

[เดี๋ยว…!!]

ฉันตัดสายทันที ไม่ฟังเสียงปลายสายที่เรียกรั้งไว้ และเป็นอย่างที่คิด ตัดสายปุ๊บเขาก็โทรเข้ามาปั๊บ ฉันปล่อยไว้แบบนั้นจนสายตัดไปเองก่อนจะพ่นลมหายใจเซ็งๆ ออกมา

“ว่าไงบ้าง”

“เขาบอกว่าเพื่อน”

“แล้วมึงก็เชื่อ?”

“แล้วจะให้กูทำยังไงล่ะ คาดคั้นเอาคำตอบจากเขาอย่างงั้นเหรอ อีกอย่างเขาบอกว่าเขาไม่ชอบโกหก อาจจะเป็นเพื่อนอย่างที่เขาบอกจริงๆ ก็ได้”

“กูรู้ว่ามึงไม่อยากโดนเขามองว่างี่เง่าแต่…”

“พอเถอะน้ำตาล ในเมื่อเขาบอกว่าเพื่อนก็คือเพื่อน กูไม่อยากเอาเรื่องไร้สาระพวกนี้มาใส่สมอง อีกไม่กี่อาทิตย์จะสอบแล้ว กลัวไม่มีสมาธิอ่านหนังสือ เลิกคุยเรื่องนี้เถอะกูขอ”

“เออ แล้วแต่มึงแล้วกัน กูก็ไม่อยากยุ่งนักหรอก เรื่องยังแบบนี้มันขึ้นอยู่กับคนสองคน กูคนนอกตัดสินใจอะไรแทนไม่ได้ด้วย แต่ถ้ามึงมีปัญหามึงอย่าเก็บไว้คนเดียวนะ ยังมีกูที่คอยรับฟังเสมอ”

“อืม ขอบใจนะ”

เหตุการณ์แบบนี้เคยเกิดขึ้นเมื่อนานมาแล้วที่เขาช่วยผู้หญิงคนหนึ่งเอาไว้ แต่ฉันกลับเข้าใจผิดคิดไปเองจนเกิดเรื่องขึ้น นับแต่นั้นมาฉันบอกกับตัวเองเสมอว่าให้ใจเย็น และรอฟังความจริงจากปากคำก่อนจะสรุปเอาเอง ครั้งนี้ก็เช่นกัน ฉันควรจะรอความจริงจากเขาเผื่อเลี่ยงการทะเลาะกันระหว่างเราสองคน

 

-วันต่อมา-

สรุปแล้วเรื่องอาชีพในอนาคตฉันไม่ได้เล่าให้เขาฟัง วันนั้นเขากลับดึกอย่างที่บอกเอาไว้จริงๆ ดูท่าทางจะดื่มมาด้วย ฉันไม่ได้ถามเพราะคิดว่ามันเป็นสิทธิ์ของเขาจะทำอะไรก็ได้ อีกอย่างเขาโตพอที่จะดูแลตัวเองได้แล้ว แต่ไอ้การดื่มแล้วขับนี่มันอันตรายอยู่ดีนะ

และเรื่องผู้หญิงคนนั้นฉันยังไม่ได้รับคำตอบจากเขาด้วยเช่นกัน

“นักเรียนนี่ครูเมย์ จะมาย้ายมาสอนที่โรงเรียนเราตั้งแต่วันนี้”

“สวัสดีค่ะ ครูชื่อเมริษานะคะ เรียกสั้นๆ ว่าครูเมย์ก็ได้ค่ะ”

เสียงใสๆ ฟังคุ้นหูเหมือนได้ยินที่ไหนมาก่อน ขณะที่มีเสียงชื่นชมความสวยความน่ารักของครูที่เพิ่งย้ายมาใหม่ดังขึ้นเรื่อยๆ ฉันหันกลับไปมองก็ต้องเบิกตากว้าง เพราะรู้สึกคุ้นหน้าครูใหม่คนนี้เป็นอย่างดี

เธอคือคนที่ฉันเก็บของไปคืนให้

เป็นคนเดียวกันกับผู้หญิงที่ซื้อเสื้อผ้าอยู่กับเขาอย่างสนิทสนมเมื่อวันก่อน

และกำลังจะมาเป็นครูใหม่ที่นี่

“ครูสอนภาษาอังกฤษนะคะ นักเรียนไม่เข้าใจตรงไหนถามครูได้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงเลยนะ”

“ได้เลยค้า! /ครับ!”

“มึงๆ” น้ำตาลสะกิดหลังฉันพลางกระซิบเบาๆ “คนเดียวกันเปล่าวะ?”

“เออ คนเดียวกันเลย”

“งั้นก็แสดงว่าสองคนรู้จักกันน่ะสิ”

“คงใช่มั้ง”

“’ คงใช่มั้ง’ เนี่ยนะ?! มึงจะไม่ถามเขาหน่อยเหรอว่าเป็นอะไรกัน?”

“จะเป็นไรไปได้นอกจากเพื่อนร่วมงาน”

“เพื่อนร่วมงานที่ไหนไปเที่ยวเดินกะหนุงกะหนิงซื้อของกันอย่างกับคู่สามีภรรยาแต่งงานใหม่แบบนั้นวะ”

ฉันพยายามคิดบวกว่าไม่มีอะไรในก่อไผ่ แต่ยัยน้ำตาลก็ไม่เลิกราดน้ำมันใส่กองไฟเสียทีนี่มันอยากให้ไฟเผาฉันให้ตายทั้งเป็นหรือไงกัน แล้วแบบนี้ฉันจะเลิกคิดมากเรื่องเขาได้ยังไง ขืนเชื่อคำพูดยุยงของเพื่อนอยู่แบบนี้สักวันฉันต้องทะเลาะกับเขาแน่ๆ

“มึงนี่ก็อยากให้กูคิดมากเรื่องเขาขนาดนั้นเลยเหรอวะน้ำตาล?!” บางทีฉันก็เริ่มโมโหนะ ตอนนี้ฉันกำลังทำเป็นเชื่อใจเขาอยู่ ไม่อยากให้ความตั้งใจของตัวเองต้องสูญเปล่า

“ใครบอก กูแค่อยากให้กล้าที่จะถาม กล้าที่จะแสดงออกว่าตัวเองรู้สึกยังไงต่างหาก ถ้าไม่พอใจก็พูดออกไปว่าไม่พอใจ ถ้าสงสัยก็ถาม เรื่องไหนค้างคาใจก็ถาม แค่นั้นมันไม่ทำให้มึงตายหรอก”

“…”

“บางทีนะ การแก้ปัญหาที่ดีที่สุดของมึงอาจจะเป็นการทะเลาะกันก็ได้นะเว้ย”

“ยังไงวะ กูไม่เห็นว่ามันจะดีตรงไหนเลย”

“การทะเลาะกันอาจทำให้มึงกับเขาเข้าใจกันมากขึ้น!”

 

.............................

หวานแป๊บๆ จะทะเลาะกันอีกแล้วเหรออออออแงงง

ไม่น้าาาอย่าทำให้้ไรท์ใจวายจิทั้งสองคนนนน

ยังไงก็ฝากด้วยน้าาา

ฝากเพจด้วยค้าาา

https://web.facebook.com/Chuchuqlim

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น