My Flower ดอกไม้ของผม

ตอนที่ 16 : Chapter 11 (100%) :: ของขวัญ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 30
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    23 มิ.ย. 63

Chapter 11

“ไข้ไม่ลดเลย ยัง 37 องศาเหมือนเดิม กูว่าไปโรงพยาบาลไม่ดีกว่าเหรอวะ?” น้ำตาลว่าด้วยสีหน้าเป็นกังวลหลังจากที่ดูปรอทวัดไข้ในมือ

“ไม่เป็นไรหรอกน่า แค่สองวันเองไม่เกินสามวันกูก็หายแล้ว” ฉันว่าพลางล้มตัวนอนลงบนเตียง “ว่าแต่มึงนั่นแหละ อย่าเข้ามาใกล้นักสิ เดี๋ยวก็ติดไข้กับกูหรอก”

“อย่ามาดูถูก มึงอย่าเอากูไปรวมกับพวกอ่อนแอปวกเปียกแบบมึงสิ ถ้ากูจะติดกูติดไปตั้งแต่วันแรกที่กูนอนเตียงเดียวกับมึงแล้ว ดูสิ ตอนนี้ยังสบาย ให้เตะมึงตกเตียงกูยังทำได้เลย”

“อย่าเลยๆ แค่นี้กูก็จะตายอยู่แล้ว” ฉันว่าขำๆ

แหย่หน่อยไม่ได้เอะอะเตะลูกเดียวเลยอีนี่!

“แล้วแน่ใจนะว่ามึงอยู่คนเดียวได้”

“เออ ไปเถอะ มึงถามกูแปดสิบรอบแล้วนะ เมื่อไหร่กูจะได้พักผ่อนสักที” เห็นมันบอกว่าภรรยาลูกพี่ลูกน้องมันคลอดลูกเลยต้องไปนอนเป็นเพื่อนหลานชายจนกว่าพ่อกับแม่เขาจะกลับมา ทำให้คืนนี้ฉันต้องอยู่บ้านมันคนเดียว

“แหม ก็กูเป็นห่วงหรอก อีกอย่างพี่พัชกำชับหนักกำชับหนาให้กูดูแลมึงชนิดที่มดไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอม”

“เว่อร์ไปน่า! ไปๆ ออกไปได้แล้วกูจะนอน” ฉันพลิกตัวเลิกผ้าห่มขึ้นมาคุมศีรษะ อยู่ๆ ใบหน้าก็ร้อนผ่าวขึ้นมาที่ได้ยินชื่อของเขาคนนั้น!

ไม่ใช่หรอก หน้าไม่ได้ร้อนเพราะเขา อาจจะเป็นเพราะพิษไข้นั่นแหละใบหน้าถึงได้ร้อนขนาดนี้

“โหววว กล้าไล่เจ้าของห้องด้วย ถ้าไม่คิดว่ามึงป่วยอยู่กูเตะมึงจริงๆ ด้วยอีเฟิร์น!”

“เอาไว้กูหายเมื่อไหร่ค่อยเตะกูแล้วกัน”

“เออ มึงจำคำมึงไว้นะ มึงหายเมื่อไหร่กูเตะมึงแน่…” พูดจบก็ได้ยินเสียงปิดประตูดังปัง

เมื่อในห้องปราศจากความเงียบ ความง่วงก็เข้าครอบงำจิตใต้สำนึกฉันทันที ฉันนอนหลับไม่นานกว่าสองชั่วโมง ตื่นมาดูนาฬิกาสามทุ่มแล้ว รู้สึกหิวจนไส้จะขาดเพราะไม่ได้กินข้าวเที่ยง เลยลุกขึ้นจากเตียงเดินลงบันไดมาที่ชั้นล่าง

ก้าวลงมาแต่ละขั้นช่างยากลำบาก และเท้าที่กำลังจะสัมผัสบันไดขึ้นสุดท้าย อยู่ๆ รู้สึกเวียนหัวขึ้นมาอย่างกะทันหัน ร่างที่กำลังจะร่วงลงไปกองอยู่กับพื้นก็มีใครบางคนวิ่งเข้ามารับเอาไว้ ก่อนจะโดนกระชากเข้าไปในอ้อมกอดอบอุ่น…

ตึกตัก!

เสียงหัวใจของฉันเต้นแรง เพียงเงี่ยหูฟังก็ได้ยินอย่างชัดเจน…

แผ่นหลังที่สัมผัสแผ่นหน้าอกกว้าง แขนแข็งแกร่งที่เอื้อมมากอดกระชับไว้ไม่ให้ตัวบาดเจ็บ พอเงยหน้าขึ้นไปก็สบเข้ากับนัยน์ตาสีดำน่าหลงใหล เขามองฉันกลับด้วยแววตาเป็นห่วงเป็นใย

“เป็นอะไรหรือเปล่า เจ็บตรงไหนมั้ย”

“ทำไมนายถึงมาอยู่ที่นี่?!” ฉันถามขณะแกะมือของเขาออกจากตัว

“น้ำตาลโทรบอกพี่ว่าหนูอยู่คนเดียว…”

“แล้วนายจะมาอยู่เป็นเพื่อนฉัน?”

“…”

“กลับไปซะ ฉันไม่อยากเห็นหน้านาย!” ฉันว่ากำลังหมุนตัวกลับขึ้นบันไดยังชั้นสองแต่ว่า ก็ทรุดลงไปกองกับพื้นเพราะหมดแรงเสียก่อน… “เฮ้อ~”

“เฟิร์น!” เขารับวิ่งเข้ามาพยุงฉันไว้ในอ้อมแขน

“ปล่อยสิ ฉันบอกให้ปล่อย…”

“อย่าดื้อกับพี่ได้มั้ยคะ พี่ขอร้องล่ะ พี่รู้ว่าหนูเกลียดพี่ แต่เวลานี้ไม่ใช่จะมาปฏิเสธพี่นะคะ ดูสิตัวร้อนขนาดนั้น พี่ว่าไปโรงพยาบาล…”

“ไม่ไป!” ฉันผลักคนตัวโตออกไปไกลๆ แต่ไกลของฉันก็ไม่กี่เซนติเมตรเท่านั้นเอง พอโดนคลายอ้อมกอดอุ่นๆ ฉันที่พยายามพยุงตัวเองลุกขึ้นก็ฟุบหน้าลงกับพื้นจนได้

ปวดหัว หน้ามืด ไม่มีแรงแม้แต่จะขยับตัวลุก…

“นายนั่นแหละออกไปให้พ้น! อย่ามาสนใจฉัน ออกไปเลย!”

“เฟิร์น เลิกทำตัวงี่เง่าสักทีได้มั้ย?!”

“…” เป็นครั้งแรกที่เขาขึ้นเสียงใส่ เล่นเอาฉันสะดุ้งด้วยความตกใจ น้ำอุ่นๆ จะเอ่อล้นขอบตาทั้งสองข้าง ก่อนที่มันจะไหลออกมา ฉันกัดริมฝีปากแน่น สองมือยกขึ้นมาปิดหน้าตัวเองเอาไว้เก็บซ่อนความอ่อนแอไม่ให้เขาเห็น

“เคยคิดถึงใจคนอื่นบ้างมั้ยว่าเขารู้สึกยังไง?!”

“…”

“คนเป็นห่วงเขาจะตายอยู่แล้วนะคะ!”

“…”

“เลิกทำตัวเป็นเด็กแล้วไปโรงพยาบาลกับพี่!” เขายังตะคอกใส่ไม่หยุด

“ฉันไม่ไป…”

“เฟิร์น! หันมามองพี่!” เขาพยายามจับหัวไหล่พลิกกลับไปเผชิญหน้า “เฟิร์น!”

เพลียะ!

ฝ่ามือฟาดลงบนใบหน้าหล่อเหลาเต็มแรงจนเจ้าตัวหน้าหันไปอีกทาง เจ้าของร่างสูงหยุดชะงักราวกับโดนแช่แข็ง แววตาทั้งสองข้างดูตกใจอย่างเห็นได้ชัด ฝ่ามือหนาสั่นเทายกขึ้นมาแตะบริเวณข้างแก้มที่เพิ่งโดนตบไปเมื่อครู่ด้วยความสับสนมึนงง

ทุกสิ่งทุกอย่างเงียบแม้แต่เสียงเต้นของหัวใจก็ไม่อาจได้ยิน

ฉันสูดลมหายใจเข้า ตัดสินใจพูดประโยคนั้นออกมาอีกครั้ง…

“ฉันเกลียดนาย!”

ต่างจากครั้งก่อนที่ใช้มันทำร้ายเขา แต่ครั้งนี้กลับรู้สึกว่าเป็นฉันที่โดนทำร้ายซะเอง

เจ็บปวดจนหายใจไม่ออก…

เมื่อเห็นอีกฝ่ายเอาแต่นั่งตัวแข็งอยู่ที่เดิม ฉันก็พยุงตัวลุกขึ้นจากพื้น ทว่าอยู่ๆ เรี่ยวแรงของฉันได้หายไปเสียแล้ว อยู่ๆ สติถูกความมืดมิดเข้าแทนที่ ไม่รับรู้สิ่งใดนอกจากอ้อมกอดอบอุ่น กับกลิ่นหอมอ่อนๆ จากใครบางคนที่พอจะทำให้ฉันรู้ว่า ตัวเองยังมีชีวิตอยู่…

 

เหมือนตัวเองกำลังล่องลอยอยู่ในห้วงแห่งความฝัน พอลืมตาขึ้นสายตาปะทะเข้ากับใบหน้าแวนคุ้นเคย แววตาสีดำขลับจ้องมานั้นอบอุ่นจนทำให้ฉันปวดใจนิดหน่อย…

“แม้แต่ในความฝันเขายังตามมาหลอกหลอนฉันเหรอเนี่ย”

“เป็นยังไงบ้าง ยังเวียนหัวอยู่หรือเปล่า”

เหมือนจริงแม้กระทั่งน้ำเสียง…

ฉันไม่ได้ตอบและจ้องเขาอยู่อย่างนั้น แค่ภาพฝันอีกไม่นานก็หายไปแล้ว ขอมองเก็บรายละเอียดอีกหน่อยเขาคงไม่ว่าอะไรหรอกมั้ง

“อึดอัดเหรอคะ ที่พี่อยู่ใกล้”

“…”

เปล่า…

อบอุ่นหัวใจเกินไปต่างหาก

“ถ้าพี่ทำได้พี่ก็อยากอยู่ห่างหนูให้มากกว่านี้ แต่คิดทีไรก็เจ็บปวดใจทุกที”

“…”

“หนูรู้หรือเปล่าว่าวันที่หนูหายไปพี่แทบจะเป็นบ้าตาย เอาแต่ห่วงว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับหนูหรือเปล่า ถ้าเกิดอะไรกับหนูขึ้นมาจริงๆ พี่คงมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้”

“…”

“แม้แต่ตอนตื่นขึ้นมาแล้วไม่ไม่เจอหน้าก็รู้สึกทรมานใจ”

“…”

“พี่รู้ว่ามันยากที่จะให้อะไรภัยสำหรับความผิดของพี่ แต่พี่ขอแค่อย่าหนีพี่ไปอีกได้มั้ยคะ จะเกลียดพี่ จะโกรธพี่แค่ไหนก็ได้พี่ยอมทุกอย่าง ขอแค่อย่าไปหายไปอีก”

“…”

ใบหน้าของเขาเลื่อนลางเพราะถูกม่านน้ำตาบดบังเอาไว้ ทว่ายังทำให้ฉันได้เห็นขอบตาสีแดงของอีกฝ่ายและหยดน้ำตาที่ร่วงลงบนหลังมือของฉันได้อย่างชัดเจน

ภาพฝันอะไรเหมือนจริงได้ขนาดนี้…

ร่วงลงบนข้างแก้มอีกหนึ่งหยดเมื่ออีกฝ่ายโน้มลงมาประทับริมฝีปากลงบนหน้าผากของฉัน สัมผัสอบอุ่นและอ่อนโยนเหมือนจริงจนหัวใจของฉันหวั่นวูบ

เขาขยับมาพรมจูบบนเปลือกตา ก่อนจะเลื่อนมาที่ข้างแก้ม แล้วจบด้วยริมฝีปาก…

มือหนาลูบศีรษะของฉันอย่างปลอบประโลม ขณะเดียวกันค่อยๆ ขยับละเลียดริมฝีปากอย่างแผ่วเบาราวกับเขากำลังสะกดฉันให้ต้องมนต์ด้วยรสจูบแสนหวาน

จนกระทั่งทุกอย่างถูกแทนที่ด้วยความว่างเปล่าอีกครั้ง…

เพราะเป็นความฝัน หลังจากลืมตาตื่นขึ้นมาฉันจึงไม่เห็นเขา มองไปรอบๆ ก็รู้สึกคุ้นตาขึ้นมา นี่ฉันกลับมาที่ห้องของตัวเองตั้งเมื่อไหร่…

แล้วฉันหลับไปนานเท่าไหร่แล้ว อ่า… รู้สึกเจ็บจี๊ดในหัวจนต้องสะบัดมันไปมาอยู่หลายครั้งกว่าจะกลับมาเป็นปกติ

ร่างกายเริ่มกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาบ้างแล้วแต่รู้สึกคอแห้งพราก น้ำลายเหนียวเหนอะ เลยกะจะลุกขึ้นไปหาน้ำกินที่ชั้นล่าง

บ้านมืดขนาดนี้ทำไมไม่ยอมเปิดไฟ แม้แต่ห้องต้องข้ามที่จะมีไฟลอดผ่านช่องด้านล่างออกมาเหมือนทุกครั้ง ทว่าครั้งนี้กลับมืดสนิท

…พอเห็นอย่างนั้นความรู้ผิดที่มีต่อเขาก็แล่นจุกตรงหน้า ได้แต่กำมือข้างที่ฟาดลงบนใบหน้าของเขาไว้แน่นจนรู้สึกเจ็บ แต่คงไม่เจ็บเท่าอีกฝ่ายที่โดนฉันตบไปเสียเต็มแรง สีหน้าตกใจของเขายังคงติดตาฉันไม่ลืม ยิ่งนึกถึงฉันก็ยิ่งเจ็บปวดใจ

ไม่รู้พาตัวเองมาถึงชั้นล่างตั้งแต่เมื่อไหร่ รู้ตัวอีกทีมือก็เอื้อมไปเปิดไฟห้องครัวแล้ว พอไฟสว่าง ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้าทำให้ฉันอึ้งจนพูดไม่ออก

ภายในห้องครัวเต็มไปด้วยลูกโปร่งหลากหลายสี มีป้ายที่เขียนเอาไว้ว่า

 

’ 18 Years Happy Birth Day

Happy Fren’ Day’

 

เค้กครีมสีขาวขนาดสองปอนวางอยู่บนโต๊ะพร้อมกับกล่องของขวัญ และโปสต์การ์ด,โพสต์การ์ดหนึ่งฉบับ

ฉันหยิบมันขึ้นมาด้วยมือที่สั่นเทา รู้สึกแน่นหน้าอกไปหมด ขอบตาก็เริ่มร้อนผ่าวขึ้นมา พอเปิดออกมาได้พบข้อความประมาณสามสี่บรรทัด เขียนด้วยลายมือและหมึกปากกาสีดำ

 

‘สุขสันต์วันเกิดนะคะเด็กดีของพี่ อายุครบ 18 ปีแล้วนะ โตขึ้นอีกปีแล้วสิ ภาพที่เห็นหนูตัวเท่าซาลาเปาอย่างกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน วันนี้ก็โตเท่าลูกหมีแล้วดูสิ พี่ขอให้เด็กดีของพี่มีความสุขมากๆ ขอให้ทั้งอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคตที่กำลังจะถึงใจดีกับหนูมากๆ รักนะคะเด็กดีของพี่’

-พัช-

 

ฉันพูดไม่ออก หลังจากที่อ่านโปสต์การ์ด,โพสต์การ์ดในมือ ราวกับทุกอย่างหยุดเคลื่อนไหว แม้แต่นาฬิกาแทบจะหยุดนิ่ง มีเพียงเสียงลมหายใจของฉันเท่านั้นที่เป็นเครื่องเตือนใจว่า ทุกอย่างยังเคลื่อนไหวตามปกติ ฉันรู้สึกเหมือนได้ฟังทุกถ้อยคำจากปากของเขา แต่ความจริงเป็นแค่ตัวหนังสือ

ฉันวางมันลงกล่องของขวัญด้วยความรู้สึกหวิวโหวงไปหมด เช่นเดียวกับน้ำตาที่ร่วงลงมาจากขอบตาร้อนผ่าว…

“คนบ้า… นายมันขี้โกงเกินไปแล้ว”

ทั้งที่ถูกฉันทำร้ายจิตใจสารพัด แต่ดูสิ่งที่เขาทำให้ฉันสิ ทำไมเขาถึงไม่ยอมโกรธ ไม่ยอมเกลียดฉัน ทำไมถึงยังทำทุกอย่างเพื่อฉันอีก…

“อ้าว! ลงมาก่อนซะแล้ว กูยังไม่พร้อมเลยนะ!”

“เออ นั่นดิ เหลือเบียร์แล้วก็กับแก้ม”

ฉันหันกลับไปมองทางเข้าประตูพบกับโบ้ทกับน้ำตาลเดินเข้ามาพอดีในมือมีถึงเครื่องดื่มมากมายที่พวกมันช่วยกันถือเข้ามาด้วย

“พวกมึงมาทำอะไรที่นี่” ฉันปาดน้ำตาออกลวกๆ

“อ้าว ก็พี่พัชบอกกูมาไง วันนี้วันเกิดมึงก็ต้องฉลองสิ” น้ำตาลพูดแล้วถือของขวัญและเครื่องดื่มมาวางในโต๊ะ

“เงียบจังวะ ไม่มีเพลงเปิดเรอะ?!”

“ฉลองกินเงียบๆ ก็ได้มั้ง มีกันอยู่สามคนเอง” น้ำตาลว่า

“แล้วเขาล่ะ” ฉันหมายถึงเขานั่นแหละ

“เห็นบอกว่ามีธุระจะไปทำนะ อีกไม่นานคงจะกลับแล้วมั้ง”

ธุระอะไรดึกป่านนี้!

“โหววว เป่าเค้กยังวะ น่ากินโคตร กูเพิ่งรู้ว่าผู้ชายทำเค้กได้น่ากินขนาดนี้”

“ไม่ใช่หรอก ซื้อมาจากร้านต่างหาก” ฉันแย้ง ไม่อยากเชื่อว่าเขาจะลงมือทำเค้กเพื่อฉันจริงๆ

“มึงเห็นหรือยังก่อนจะพูด กูเนี่ยไปซื้ออุปกรณ์ทำเค้กช่วยเขาเองกับมือ” โบ้ทว่าขณะที่แกะเครื่องดื่มเทใส่แก้วให้เราคนละแก้ว

“…” เขาทำเค้กเพื่อฉันเหรอ?!

“วู้ววว! ถึงขั้นลงมือทำเค้กวันเกิดให้ไม่ธรรมดาเลยนะเนี่ย หวานชื่น~”

“ของขวัญก็ไม่ธรรมดานะเฮียแกเป็นคนเลือกเองกับมือ”

“ไหนๆ ของกูดูหน่อยสิ”

“เฮ้ย! เดี๋ยวดิ…”

ห้ามไม่ทันแล้ว

ยัยน้ำตาลเปิดกล่องของขวัญวันเกิดออกก็พบกับรองเท้าผ้าใบสีขาวไซส์เดียวกับที่ฉันใส่พอดี มีกระดาษโน้ตที่เขียนเอาไว้ด้วยลายมือเอาไว้ว่า

 

’ การได้พบกับคนดีๆ สักคน

คนคนนั้นจะพาเราไปพบแต่สิ่งดีๆ

เช่นเดียวกับรองเท้าดีๆ

ที่จะพาเราไปในสถานที่ดีๆ

สุขสันต์วันเกิดนะคะ J’

 

“โคตรน่ารักเลยวะ มีเขียนโน้ตให้ด้วย รู้สึกอิจฉามึงเลยนะเนี่ย ผู้ชายอะไรใจดีไม่พอยังโรแมนติกด้วย แบบนี้รักตายเลย!”

“กูเป็นผู้ชายกูยังอิจฉาเลย”

“เลิกพูดเถอะน่า จะกินมั้ยเค้ก!”

“กินดิ! เออแต่ถามตรงๆ เถอะเว้ย เขาทำให้มึงมากมายขนาดนี้มึงไม่รู้สึกอะไรบ้างเหรอ อย่างเช่นดีใจ?”

“มึงนี่ก็พูดแปลกนะน้ำตาล มึงไม่ดูตาแดงๆ ของมันบ้างเรอะ มันดีใจจนร้องไห้แล้วนั่น”

“เออว่ะ โทษทีๆ ฮ่าๆ”

“เลิกพูดเถอะน่า ไม่งั้นก็ไล่พวกมึงกลับจริงๆ ด้วย!”

“เคๆ ไม่แหย่มึงแล้วก็ได้ กินเค้กกันเถอะ”

สรุปแล้วคือเค้กก็ยังไม่ได้เป่า แต่จัดการตัดแบ่งกันลดลงไปกว่าครึ่ง และทำให้ฉันรู้ว่านอกจากเขาจะทำอาหารอร่อยไม่แพ้หน้าตาเขาก็ทำเค้กได้อร่อยเหมือนกัน

 

จนแล้วจนรอด รอจนโบ้ทกับน้ำตาลกลับไปเขายังไม่มีวี่แววว่าจะกลับมา ฉันนั่งรอยู่ในห้องรับแขกจนกระทั่งเวลาปาเข้าไปตีหนึ่งครึ่งก็ยังไม่ได้ยินเสียงรถเคลื่อนเข้ามาจอดในโรงจอดรถเลย ฉันถอนหายใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนจะถอดใจลุกขึ้นจากโซฟาเพื่อที่จะขึ้นไปนอน

ในเมื่อเขาไม่คิดจะกลับมาฉันก็จะไม่รอเขาอีกต่อไป

ทว่าขาที่กำลังจะเหยียบขั้นบันได ได้ยินเสียงรถเคลื่อนเข้ามาจอดที่โรงจอดรถพอดี ฉันหันกลับมาและยืนรอเขาอยู่ที่ทางขึ้นบันได เป็นอย่างที่คิดร่างสูงเปิดประตูเข้ามา ใบหน้าของเจ้าตัวแดงก่ำไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาเพิ่งดื่มมาและยิ่งเมื่อเดินเข้าไปใกล้ก็ได้กลิ่นแอลกอฮอล์ตีเข้าจมูก จนต้องยกมือขึ้นมาปิดจมูกเอาไว้

“ทำไมดื่มเยอะขนาดนี้?!”

“อ้าว นึกว่านอนแล้วซะอีก” เขาว่ายิ้มๆ ก่อนจะเดินผ่านฉันไป

“จะกลับดึกทำไมไม่บอก”

อีกฝ่ายหันหน้ากลับมายิ้ม ก่อนจะพูด “อ้า ขอโทษค่ะ พี่นึกว่าหนูจะไม่สนใจว่าพี่จะเป็นจะตายยังไงพี่เลยไม่ได้บอก”

แม้จะเป็นประโยคบอกเล่าธรรมดาแต่ทำให้ฉันจุกจนพูดไม่ออก

“พี่ไปนอนก่อนนะคะ พรุ่งนี้มีสอนแต่เช้า” เขาว่า ก่อนจะเดินโซซัดโซเซขึ้นบันไดไป

ฉันมองแผ่นหลังกว้างของอีกฝ่ายที่กำลังหายไปในความมืด ด้วยความรู้สึกขัดแย้งในใจมากมายที่ประเดประดังเข้าใส่ ราวกับพายุเอาน้ำทะเลกระทบปราสาททราย กำลังแพงที่สร้างเอาไว้มันพังทลายลงมาภายในไม่กี่วินาทีเพราะการกระทำแสนอ่อนโยนของเขา

ฉันพยายามหนีความรู้สึกแบบนี้มาตลอด แต่ยิ่งหนีฉันก็รู้สึกเหมือนกำลังเผชิญหน้า

ไม่อยากยอมรับว่ารู้สึกดีแค่ไหนกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาทำให้ แต่ยิ่งไม่ยอมรับฉันก็รู้สึกเจ็บปวดทุกที

การลงมือทำร้ายใครสักคนไม่ใช่เขาอีกฝ่ายที่เจ็บ แต่เป็นตัวฉันด้วยที่ได้รับบาดเจ็บไม่ต่างอะไรกับอีกฝ่ายเลย

ท่ามกลางความมืด ฉันเดินเข้าไปทรุดตัวลงนั่งบนเตียงข้างๆ เขา

“มาหาที่รักเหรอ?” คนที่นอนหลับตาพริ้มอยู่บนเตียงเอ่ยถามเสียงเหนื่อยล้าจนน่าใจหาย

“เปล่า… เอ้ย! ใช่ ฉันมาพาที่รักไปนอน” เจ้าลูกหมาติดเขามากกว่าฉันเสียอีก

ขณะที่ฉันกำลังลุกขึ้น ข้อมือโดนฝ่ามืออุ่นๆ คว้าเอาไว้ ถึงจะด้วยแรงกระชากเพียงนิดเดียวแต่ทำให้ร่างของฉันเข้าไปอยู่ในอ้อมแขนของเขาอย่างง่ายดาย

 

 

..............................

งื้ออออออออออฟินนนอีพี่ ฮ่าาาา

ยังไงก็ฝากกดจ้าดื้อแล้วก็ฝากเพจด้วยน้าาา

ขอบคุณค้าาาา 

เม้นให้กำลังจะดีมากกกกกกเลย

https://web.facebook.com/Chuchuqlim

 

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น