My Flower ดอกไม้ของผม

ตอนที่ 15 : chapter 10 (100%) :: หนี

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 43
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    23 มิ.ย. 63

Chapter 10

Pach’ s Part

ผมคิดว่าตัวเองได้ตัดสินใจทำพลาดครั้งใหญ่ลงไป ถ้าย้อนเวลากลับไปได้จะไม่เลือกวิธีฉาบฉวยแบบนั้นสงบสติอารมณ์เธอเด็ดขาด สัมผัสอบอุ่นของเธอยังติดอยู่ที่ริมฝีปากของผมจนถึงตอนนี้ แม้ผมจะอาบน้ำเตรียมตัวเข้านอนแล้ว ความรู้สึกเหล่านั้นยังก่อกวนจิตใจของผมจนนอนไม่หลับ

นึกถึงทีไรก็อยากทึ้งหัวตัวเองสักพันรอบ ทั้งที่สาบานกับตัวเองแล้วว่าผมจะไม่ฉวยโอกาสกับเธอ แต่ดูสิผมกลับใช้ช่วงเวลาที่เธอกำลังอ่อนแอทำมันลงไปจนได้

ถ้าโดนเธอเกลียดผมคงไม่สงสัย!

ให้ตายสิ!

ผมควรทำยังไงกับเรื่องนี้ดี อยากขอโทษเธอใจแทบขาด ขอแค่เธอให้อภัยไม่ว่าวิธีไหนผมก็ยอมทั้งนั้น ขอแค่อย่าให้เธอเย็นชากับผมเลย เพราะทุกวันนี้หัวใจของผมก็เจ็บปวดทรมานมากพออยู่แล้ว…

แล้วสุดท้ายผมก็ทนความรู้สึกกังวลมากมายที่ถาโถมเข้าใส่ไม่ไหว จึงต้องลุกขึ้นจากเตียง เปิดประตูออกมายืนอยู่หน้าห้องของอีกฝ่าย ลังเลอยู่นานว่าจะเคาะประตูดีมั้ยเพราะไฟในห้องปิดลงแล้ว อีกใจหนึ่งผมอยากคุยเรื่องนี้กับเธอให้รู้เรื่อง

อยากขอโทษสำหรับทุกอย่างที่ทำลงไป

เหม่อมองบานประตูตรงหน้าอยู่นาน จนต้องสูดลมหายใจเรียกสติกลับคืนมา ขณะที่หลังมือเตรียมเคาะประตูสังเกตได้ว่าประตูไม่ได้ล็อก เมื่อดันเข้าไปเบาๆ

เป็นอย่างที่ผมคิดจริงๆ

ในห้องมืดสนิท มีเพียงแสงไฟที่ลอดผ่านผ้าม่านเข้ามาเท่านั้น และสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าทำให้หัวใจของผมบีบรัดแน่นจนรู้สึกเจ็บ

ดูจากสภาพเสื้อผ้าที่ถูกขนออกมากองบนเตียง ข้าวของกระจาดกระจายเกลื่อนพื้น

ทำให้ผมรู้ว่าเจ้าของห้องหนีจากผมไปแล้ว…

ผมกลับไปที่ห้องคว้าโทรศัพท์ขึ้นมากดเบอร์โทรออกด้วยความร้อนใจ ดึกป่านนี้กับเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนเดียวจะไปที่ไหนได้

 

‘หมายเลขที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้ กรุณา…’

 

“โถ่เว้ย!!”

 

Fren’ s Part

หลังจากที่รถจอดสนิทฉันก็เปิดประตูวิ่งลงจากรถทันทีโดยไม่ฟังเสียงร้องเรียกของเขาที่ตามหลังมาแม้แต่น้อย ฉันขังตัวเองไว้ในห้องในสภาพเปียกไปทั้งตัวทั้งอย่างนั้น แม้เสียงเคาะประตูห้องจะดังซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่มีที่ท่าว่าจะหยุดก็ไม่แม้แต่จะขยับตัวลุกขึ้นไปเปิดมัน

จนกระทั่งอีกฝ่ายถอดใจไปเอง ฉันนั่งจมอยู่กับความคิดในห้องมืดสนิทก่อนจะตัดสินใจเก็บข้าวของออกมาจากบ้านกลางดึก

หลังจากออกมาถึงหน้าปากซอยก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะไปไหน ผู้หญิงตัวเล็กๆ สภาพไม่ต่างกับลูกหมาตกน้ำ แถมเงินติดตัวมีแค่ร้อยกว่าบาทจะหนีไปไหนได้ ค่าแท็กซี่ยังจะพอหรือเปล่าไม่รู้ จากที่คิดว่าจะหนีไปให้ไกลที่สุดก็เปลี่ยนใจไปยังที่ที่หนึ่งแทน

ฉันยื่นมือไปกดกริ่งหน้าบ้านสองสามครั้งมีคนออกมาเปิดประตูให้ วินาทีแรกที่มันเห็นฉันตกใจจนขยี้ตาตัวเองอยู่หลายรอบ คงไม่คิดว่าจะมียัยบ้าที่ไหนหอบข้าวหอบของหนีออกจากบ้านกลางดึกแบบฉันหรอก แถมฝนยังไม่หยุดด้วย

“เฮ้ย มาที่นี่ได้ไงเนี่ย แล้วนั่น…” น้ำตาลก้มมองกระเป๋าเสื้อผ้าในมือฉันด้วยสีหน้าตื่นตระหนกกว่าเดิม “อย่าบอกนะว่ามึงหนีออกจากบ้าน”

“เออ รู้แล้วก็เปิดประตูสิ กูหนาวใจจะขาดอยู่แล้ว!”

“เออๆ แป๊บๆ!” น้ำตาลวิ่งมาเปิดประตูรั้วให้ฉัน แล้วพาเข้าในบ้าน

“แล้วพ่อกับแม่มึงล่ะ” ฉันวางกระเป๋าลงโซฟา เอ่ยปากถามมันเพราะรู้สึกว่าบ้านเงียบกว่าปกติ

“พ่อกับแม่กูไปงานแต่งญาติกว่าจะกลับก็อาทิตย์หน้า ตอนนี้อยู่คนเดียว… แต่เรื่องนั้นเอาไว้ก่อน ไหนว่ามาสิมึงหนีออกจากบ้านทำไม”

“กูเบื่อ” ฉันว่าสั้นๆ แล้วทิ้งตัวนั่งลงโซฟา เอนตัวใช้หลังแนบกับพนัก ก่อนจะหลับตาลงพ่นลมหายใจออกอย่างเหนื่อยล้า

“กูไม่เชื่อ มึงนี่นะจะเบื่อจนหนีออกจากบ้าน บอกมาว่าเกิดอะไรขึ้น?!”

จะบอกได้ยังไงว่าโดนเขาจูบมา!

มันไม่ใช่เรื่องใหญ่ขนาดต้องหนีออกจากบ้านก็จริง คือปัญหามันไม่ได้อยู่ตรงนั้น ปัญหาจริงๆ คือตัวฉันต่างหาก!

…ฉันที่หัวใจเต้นแรงกับสัมผัสเร่าร้อนที่เขามอบให้

น่าตายไปให้มันรู้แล้วรู้รอด!!

“หรือว่าทะเลาะกับพี่พัช?”

“…อย่าพูดถึงเขาได้มั้ย?” ฉันว่าเนือยๆ

“เฮอะๆ จริงๆ ด้วย เรื่องอะไรวะ มันร้ายแรงจนทำให้แกต้องหนีออกจากบ้านเลยเหรอ”

“…”

“ไอ้เฟิร์น! บอกกูมาว่าเกิดอะไรขึ้น นี่มึงอย่าเงียบสิ กูบอกให้มึงบอกกูมาไง!” น้ำตาลเดินเข้ามาเขย่าแขนฉันแรงๆ เค้นเอาคำตอบให้ได้

“พอเถอะน้ำตาล” ฉันว่าเสียงเบา

เหนื่อยที่จะพูดถึงมันเต็มที!

“มึงก็บอกกูมาก่อนสิ ไม่งั้นกูจะโทรบอกพี่พัชว่ามึงอยู่ที่นี่!”

“อย่านะ!” ฉันลืมตาขึ้นทันที มองยัยน้ำตาลอย่างขอร้อง

ฉันไม่อยากให้เขารู้ว่าฉันอยู่ที่นี่ หรือที่ไหนก็ตาม และที่สำคัญคือฉันไม่อยากเห็นหน้าเขาตอนนี้ ถ้าเขารู้ว่าฉันอยู่บ้านน้ำตาลเขาต้องจะร้อนรนขับรถตามมาหาฉันถึงที่อย่างไม่ต้องสงสัย!

“งั้นมึงก็บอกมาสิความจริงที่ทำให้ต้องเก็บข้าวเก็บของหนีออกมา ไม่งั้นกูจะโทรบอกพี่พัช ป่านนี้เขาคงเป็นห่วงมึงแย่แล้ว”

“เขาไม่ห่วงกูหรอก”

“มึงเลิกหลอกตัวเองว่าเขาไม่เป็นห่วงมึงสักทีได้มั้ย กูเห็นอยู่ตอนนี้ก็มีแต่เขานั่นแหละที่เป็นห่วงมึง คอยดูแลเอาใจใส่มึง แต่มึงนั่นแหละที่หลอกตัวเอง เอาแต่ทำร้ายจิตใจของเขาตลอด มีสักครั้งมั้ยที่มึงไม่เคยทำให้เขาเสียใจ”

“มึงจะไปรู้อะไร… ที่กูทำแบบนั้นเพราะกูมีเหตุผล” ฉันทิ้งตัวนอนลงเหมือนเดิม ขอบตาก็ร้อนผ่าวขึ้นมาเสียดื้อๆ ก่อนที่มันจะค่อยๆ ไหลลงหางตาเล็กน้อย… รู้สึกเหมือนมีก้อนอะไรบางอย่างแล่นขึ้นมาจุกตรงลำคอ

“มีด้วยเหรอ เหตุผลที่จะทำร้ายเขาขนาดนั้น”

“มีสิ…” ฉันพ่นลมหายใจออกแรงๆ ก่อนจะตัดสินใจพูดต่อ “กูไม่อยากให้เขามาเป็นโลกทั้งใบของกู”

“เฟิร์น…”

“กูรู้ว่าสักวันหนึ่งเขาต้องจากกูไปเหมือนทุกคนที่เขามาในชีวิตกู”

เมื่อก่อนฉันคิดว่าทุกคนเป็นโลกทั้งใบของฉัน ทว่าฉันกลับคิดผิด…

ทั้งพ่อที่ทิ้งฉันไปตั้งแต่ยังเด็ก ทั้งแม่ที่หนีไปแต่งงานใหม่ ทั้งพี่เลี้ยงที่หนีไปกับผู้ชาย ทุกคนต่างทิ้งฉันไปหมดเลย สุดท้ายฉันต้องอยู่กับความโดดเดี่ยว ฉันกลืนกินรสชาติของการอยู่คนเดียวอย่างทนทุกข์ทรมานมาตลอด เพราะความเจ็บจากบาดแผลที่ทุกคนทิ้งเอาไว้ ทำให้ฉันสัญญากับตัวเองว่าจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาเป็นโลกทั้งใบของฉันอีกแล้ว

โดยเฉพาะเขา…

ผู้ชายที่คอยเข้ามาทำดี เอาใจใส่ ฉันไม่รู้ว่าสิ่งที่เขาทำให้ทั้งหมดเป็นสิ่งที่เขาอยากทำจากใจจริง หรือโดนบังคับให้ทำกันแน่

ถ้าเป็นอย่างหลังล่ะก็ฉันยอมตัดไฟแต่ต้นลมเสียดีกว่าโดนไฟของเขาแผดเผาแล้วตายทั้งเป็น

” กูไม่อยากให้เขามาเป็นโลกทั้งใบของกู ถ้าเกิดวันหนึ่งเขาหายไปจริงๆ กูกลัวว่าพอวันนั้นมาถึงกูจะอยู่โดยที่มีเขาไม่ได้”

“แล้วไม่ทรมานเหรอที่ต้องอยู่คนเดียวแบบนี้”

“ทรมานสิ ทรมานเหมือนจะตายอยู่แล้ว”

“…”

“แต่กูคิดว่าทรมานตอนนี้ยังดีกว่ากระอักเลือดตายตอนที่เขาจากไป”

“มึงชอบเขาหรือยัง?”

ฉันเม้มริมฝีปากแน่น หัวใจก็เต้นแรงขึ้นมาเมื่อนึกไปถึงใบหน้าหล่อเหล่ามองยังไงก็ไม่เบื่อ ริมฝีปากสีระเรื่อคอยคลี่ยิ้มอยู่ตลอดเวลา แววตาแสนอบอุ่นทั้งคอยปลอบประโลมและให้กำลังใจ…

แล้วในใจก็เกิดคำถามขึ้นมาว่า

ทำไมต้องเป็น ‘เขา’

“กูพยายามแล้ว…”

“พยายามไม่ชอบเขา”

“…”

“สุดท้ายก็เป็นมึงที่ทำให้เขาเป็นโลกทั้งใบของมึงเอง” น้ำตาลถอนหายใจอย่างปลงๆ บทสนทนาถูกขัดจังหวะด้วยเสียงโทรศัพท์ของยัยน้ำตาลที่วางอยู่บนโต๊ะเล็กๆ ถ้าให้เดาคงหนีไม่พ้นคนที่อุตส่าห์ตัวเองหนีออกมา “มึง พี่พัชโทรมาว่ะ จะให้กูรับมั้ย?”

“แล้วแต่มึงเลย ตอนนี้กูอยากอาบน้ำมากกว่า”

“เออ งั้นกูรับนะ ส่วนมึงก็ขึ้นไปอาบน้ำห้องกูได้เลย กินยาดักไว้ด้วยสภาพแบบนี้หวัดกินชัวร์”

“เออๆ!”

ฉันมาบ้านของน้ำตาลบ่อยเลยรู้จักทุกซอกทุกมุมของบ้านหลังนี้เป็นอย่างดี ฉันคว้าเอากระเป๋าเสื้อผ้าติดมือมาด้วย ต้องกินยาดักไว้อย่างที่ยัยน้ำตาลว่าจริงๆ นั่นแหละสภาพแบบนี้คงไม่พ้นเป็นหวัดจริงๆ ร้ายแรงหน่อยก็คงไข้ขึ้น

“พี่พัชเหรอคะ ค่ะ… เฟิร์นอยู่บ้านน้ำตาล พี่พัชไม่ต้องห่วงนะคะ น้ำตาลจัดการให้มันไปอาบน้ำแล้วค่ะ”

“…”

“ไม่ต้องมาก็ได้ค่ะ ดึกแล้วพักผ่อนนะคะ”

ไม่ได้ตั้งใจฟังแต่มันได้ยินเองต่างหาก…

 

ทั้งที่ทานยาเข้าไปสองเม็ดแต่พอตื่นเช้ามากลับมีอาการปวดหัวตัวร้อนจนลุกจากเตียงไม่ไหว ยัยน้ำตาลเห็นท่าไม่ดีเลยกะจะโทรหาเขาให้พาไปโรงพยาบาลแต่ฉันห้ามเอาไว้ก่อน บอกไปว่ากินยานอนพักเดี๋ยวก็หาย มันเลยเปลี่ยนไปไม่โทรไปบอกเขา และลงไปทำข้าวต้มมาให้ฉันแทน

“สภาพแบบนี้ไปโรงเรียนไม่ได้หรอกมั้ง” น้ำตาลว่า ขณะวางจานข้าวต้มลงโต๊ะเล็กๆ ข้างเตียง

“คงงั้นแหละ”

“กูจะบอกพี่พัชให้ แล้วจะเขียนใบลาให้ด้วยจะได้ไม่ต้องขาดเรียนเดี๋ยวไม่มีสิทธิ์สอบ”

“คบกันมากูเพิ่งเห็นว่ามึงมาประโยชน์ก็วันนี้”

“พูดมากเดี๋ยวเตะลงหน้าต่างเลย ถ้าไม่ได้กูป่านนี้มึงไม่นอนข้างถนนแล้วเรอะ แหมดูพูดเข้าสิน่าน้อยใจชะมัด!” สีหน้ายัยน้ำตาลว่างอนเหมือนลูกหมาเลย

ตลกสิ้นดี!

“อย่างอนไปเลยน้า กูแหย่เล่น”

“มึงนี่เหลือเกินจริงๆ เอานี่ยานะ กินข้าวกินยาแล้วพักผ่อนซะ”

“ขอบคุณนะ”

“เออ! กูไปละ” พูดแล้วก็ลุกขึ้นไปหยิบกระเป๋าที่วางอยู่เก้าอี้หน้าโต๊ะเครื่องแป้งแล้วเปิดประตูออกไป

ฉันที่รู้สึกเพลียอยู่เลยนอนต่อสักหน่อย ตื่นอีกทีเกือบเที่ยง ฉันจึงเอาข้าวต้มไปอุ่นให้ร้อนใหม่ในครัว พอทานข้าวเสร็จเลยจะกลับไปทานยาที่ยัยน้ำตาลเอาไว้ให้ จังหวะนั้นเหลือบไปเห็นโทรศัพท์ของตัวเองวางทิ้งอยู่บนโซฟา

จำได้ว่ามันแบตฯ หมดตั้งแต่เมื่อคืน ฉันเดินหาสายชาร์จอยู่สักพัก ดีที่น้ำตาลกับฉันใช้โทรศัพท์รุ่นเดียวกัน เลยสามารถใช้สายชาร์จของมันได้ ฉันรอให้แบตฯ ได้ที่จึงกดเปิดเครื่อง ข้อความจากหมายเลขพยายามติดต่อเด้งเข้ามารัวๆ เป็นข้อความจากเขาคนนั้น

คนที่เป็นสาเหตุทำให้ฉันต้องหนีมาอยู่ที่นี่

ห้าสิบสองสายนั่นคือที่เขาพยายามโทรหาฉัน…

“คนบ้า ทั้งที่รู้ว่าติดต่อไม่ได้ยังจะดันทุรังโทรมาอีก”

 

Pach’ s Part

เมื่อรู้ว่าเธอปลอดภัยแล้วก็ถอนหายอย่างโล่งอกได้สักที ทำให้คืนนั้นกว่าจะหลับลงเพราะเป็นห่วงคนก็ปาเข้าไปตีสาม และด้วยความที่เคยชินผมเผลอทำอาหารเช้าเกินมาอีกชุดจนต้องทิ้งแม้ว่าจะรู้สึกเสียดายก็ตาม หลังจากให้อาหารที่รักเสร็จ ผมขึ้นไปเก็บสัมภาระในห้องเพื่อขับรถไปสอนที่โรงเรียนเหมือนเช่นทุกวัน

มาที่โรงเรียนหวังว่าจะได้เจอหน้ากันบ้างแต่กลับไม่เห็นแม้แต่เงา

หรือเธอตั้งใจจะหลบหน้าผมกันแน่

“น้ำตาล” ผมเรียกอีกฝ่ายขณะที่เดินออกมาจากห้อง

น้ำตาลหันมายิ้มให้ “สวัสดีค่ะ ครูพี่พัชมีอะไรหรือเปล่าคะ?”

“เปล่าครับ แล้วเราจะไปไหนเหรอ?”

“ปากถามแต่กลับมองไปในห้องแบบนี้หมายความว่าไงคะ?”

“เอ่อ…” ไม่รู้ตัวเลยว่ามองไปตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่เมื่อผมหันกลับมาพบกับรอยยิ้มขี้เล่นกับแววตาหรี่ลงอย่างจับผิดที่มองผมอยู่ก่อนแล้ว

“มองหายัยเฟิร์นอยู่ใช่มั้ยล่ะ?” น้ำตาลป้องปากกระซิบเบาๆ ไม่พอยังขยิบตาให้ผมทีหนึ่ง “ไม่เป็นไรค่ะ ไม่มีใครได้ยินหรอก”

“แล้วเจ้าตัวไปไหนซะล่ะ ตั้งแต่เมื่อเช้ายังไม่เห็นเลย”

“แหม ถามตรงขนาดนี้ก็น้อยใจนะคะ เห็นหนูเป็นทางผ่านหรือไง” คนตรงหน้าทำปากยื่น พูดด้วยน้ำเสียงน้อยใจ เล่นเอาผมปรับอารมณ์ไม่ทัน

“เอ้า! ไม่ใช่อยากให้บอกตรงๆ หรอกเหรอ?”

“แหม ก็ตรงเกินไปค่ะ รู้หรอกว่าเป็นหวง เอ้ย! เป็นห่วง”

“อย่างว่าแหละครับ นี่ก็ใกล้จะสอบมิเทอมแล้ว โดดเรียนบ่อยขนาดนี้ไม่มีสิทธิ์สอบเดี๋ยวจะแย่ ถึงพี่จะอยู่ในฐานะผู้ปกครองของเฟิร์นและเป็นผู้ช่วยครูฝ่ายปกครอง ผิดก็ว่าไปตามผิดพี่ช่วยอะไรไม่ได้จริงๆ”

“แบบนั้นก็ยุติธรรมดีค่ะ แต่ความจริงยัยนั่นไม่ได้โดดเรียนหรอกนะคะ แต่มันไม่ได้มาโรงเรียนต่างหาก”

“หืม เกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงไม่มา?” อยู่ๆ ผมก็รู้สึกร้อนใจขึ้นมาเสียดื้อๆ

“เมื่อคืนมันหนีมาตัวเปียกซะขนาดนั้นคงหนีไม่พ้นเป็นหวัด ไข้ขึ้น”

“ไข้ขึ้น?”

” ใช่ค่ะ ตอนนี้กำลังนอนซมอยู่ในห้องค่ะ ตอนแรกจะโทรบอกครูพี่พัชแต่มันห้ามเอาไว้บอกว่าไม่อยากรบกวน แต่ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ น้ำตาลทำข้าวต้มกับจัดยาเอาไว้ให้มันทานแล้วค่ะ”

“อ้อ ขอบคุณครับ” นี่เป็นเพียงประโยคเดียวที่ผมสามารถพูดออกมาได้ในเวลานั้น

ทั้งที่ความจริงแล้วในหัวของผมมีคำถามมากมายเป็นร้อยเป็นพันคำถามทว่าสุดท้ายก็ไม่สามารถพูดอะไรมากไปกว่านั้น

ผมแยกจากน้ำตาลไปที่ห้องพักครู นั่งจมดิ่งอยู่กับความเงียบคนเดียวอยู่แบบนั้นจนเลยเวลาพักเที่ยงเพราะความรู้สึกเป็นห่วงมันเอ่อล้นวุ่นวายในอกจนกินอะไรไม่ลง สองมือประสานกันเลื่อนขึ้นมาลูบใบหน้าของตัวเองเบาๆ

ชีวิตไม่เคยรู้สึกหมดอาลัยตายอยากเท่านี้มาก่อน แม้จะเคยเจอปัญหาหนักสาหัสสักแค่ไหนสำหรับผมแล้วมันมีทางออกเสมอ

แต่สำหรับเรื่องเธอ ผมมองไปทางไหนก็พบแต่ความมืดมิดไร้ทางออก นี่เป็นปัญหาที่แก้ยากที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอมา

 

หลังเลิกเรียนผมขับรถไปที่ร้านขายยาและซื้อยาลดไข้ ยาแก้หวัด ยาลดน้ำมูก ยาแก้ไอ ยาแก้เจ็บคอและสารพัดยาที่ได้รับคำแนะนำจากเภสัชร้านขายยา ขากลับก็แวะซื้อก๋วยจั๊บสองถุงเผื่อน้ำตาลด้วย จากนั้นมุ่งหน้ามาที่บ้านน้ำตาล จังหวะที่รถผมจอดหน้ารั้วบ้านอีกฝ่ายก็เดินออกมาพอดี

ผมพยายามติดต่อเฟิร์นอยู่หลายรอบแต่เจ้าตัวไม่ยอมรับโทรศัพท์ เลยโทรเข้าเบอร์น้ำตาลแทน

รู้แหละว่าอีกฝ่ายคงไม่อยากเห็นหน้าผมในตอนนี้ แต่อดเป็นห่วงไม่ได้จริงๆ คนที่ตื่นมาต้องเห็นหน้า ก่อนนอนต้องเจอหน้ากันอยู่ทุกวัน อยู่ๆ อีกคนก็หายไป ทำให้ผมรู้สึกว่าโลกใบนี้ช่างไม่น่าอยู่เลยจริงๆ

ไม่รู้ว่าตั้งแต่ตอนไหนหรือเมื่อไหร่ที่ผมให้เธอเป็นโลกทั้งใบของตัวเอง

รู้ตัวอีกทีผมก็ขาดเธอไม่ได้เสียแล้ว

ตอนนี้ได้แต่ภาวนาว่าอย่าให้โลกของผมหายไปเลย ถ้าเป็นแบบนั้นผมคงอยู่ไม่ได้แน่ๆ!

“พี่พัช นึกว่าพูดเล่นซะอีก”

“พี่ไม่เคยพูดเล่นนะครับ นี่ยาแล้วก็ก๋วยจั๊บ” ผมยื่นถุงยาและถุงก๋วยจั๊บให้น้ำตาล คนตรงหน้ารับถุงยาจากผมไปเปิดดูก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจ

“โหววว ยาอะไรเยอะขนาดนี้เนี่ย ยัยนั่นแค่เป็นไข้หวัดนะคะ ไม่ใช่ไข้หวัดใหญ่ อะไรจะกินยาเยอะขนาดนี้”

“พี่ไม่รู้ว่าต้องซื้ออะไรบ้าง ให้เฟิร์นกินตามอาการก็แล้วกันนะ”

“ได้ค่ะ แล้วพี่พัชจะเข้าไปข้างในก่อนมั้ยคะ?”

“ไม่หรอกครับ พี่จะกลับแล้วล่ะ แล้วตอนนี้อาการเขาเป็นยังไงบ้าง?” สุดท้ายก็อดถามไม่ได้อยู่ดี

“กินข้าวกินยาเพิ่งไล่ขึ้นไปนอนเมื่อกี้เองค่ะ”

“เหรอ งั้นพี่กลับก่อนนะ พี่ฝากดูเขาด้วยนะครับ” ผมว่าและกำลังจะหมุนตัวเปิดประตูเข้าไปในรถ แต่โดนน้ำตาลเรียกไว้เสียก่อน

“ครูพี่พัช!”

“ครับ?”

“ไม่ฝากความคิดถึงไปหาเขาหน่อยเหรอคะ?” คนตรงหน้าถาม คลี่ยิ้มเจ้าเล่ห์

ผมยิ้มขำ แล้วตอบออกไป “ก็อยากทำแบบนั้นอยู่นะครับ แต่กลัวว่าเจ้าตัวจะเขวี้ยงความคิดถึงของพี่ลงหน้าต่างแทน”

“โหวว โหดขนาดนั้นเชียว”

“โหดกว่านี้อีกครับ” ผมยิ้ม เอื้อมไปเปิดประตูรถ แต่คนข้างหลังก็ถามขึ้นมาอีก และประโยคนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่เล่นๆ เหมือนเมื่อครู่ มันเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นและความจริงจังเล่นเอาคิ้วผมกระตุก

“พอจะบอกได้มั้ยคะว่าพวกพี่ทะเลาะอะไรกัน… สาเหตุที่ทำให้ยัยนั่นต้องหนีออกจากบ้านคืออะไรเหรอคะ?”

ผมหันกลับไปตอบ “พี่ทำเรื่องที่ไม่สมควรทำน่ะ”

“เรื่องที่ไม่สมควรทำ?” อีกฝ่ายหลอกตาขึ้นไปมา ก่อนจะอ้าปากกว้างด้วยความตกใจ “อย่าบอกนะว่าพี่พัชคิดจะ…”

“ไม่ใช่อย่างที่เราคิดนะ พี่ไม่เคยคิดจะล่วงเกินเฟิร์นแม้แต่นิดเดียว แม้แต่ปลายเล็บพี่ก็ยังไม่กล้า!”

ผมแก้ตัวเป็นพลันวันเพราะรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่ในหัว!

“แล้วอะไรล่ะ สาเหตุที่ทำให้ยัยนั่นหนีออกจากบ้านดึกๆ ดื่นๆ”

“…” ไม่รู้ว่าจะตอบยังไงดี ได้แต่ยกมือขึ้นมาเกาท้ายทอยตัวเองด้วยความรู้สึกลำบากใจสุดๆ

พอได้ความเงียบเป็นคำตอบ น้ำตาลทำสีหน้าเข้าใจเฉลยเอาเองซะงั้น “อ้อ แบบนี้นี่เอง”

“หืม เราเข้าใจ?”

“อืม เข้าใจหมดเลย… รู้แล้วล่ะว่าทำไม งั้นน้ำตาลเข้าบ้านก่อนนะ พี่พัชขับรถกลับดีๆ ล่ะ คืนนี้ก็นอนกอดความเหงาไปก่อนแล้วกัน บายค้า!!”

บทจะเข้าใจอะไรง่ายๆ ก็เล่นเอาใจหาย ผมส่ายหน้าให้กับแผ่นหลังเล็กๆ ที่เดินเข้าไปในบ้าน พอประตูบ้านปิดผมก็เปิดประตูขึ้นมาในรถ ก่อนจะสตาร์ทเครื่องยนต์แล้วขับมุ่งหน้ากลับบ้านทันที

คืนนี้ผมคงต้องนอนกอดความเหงาอย่างที่น้ำตาลบอกจริงๆ นั่นแหละ…

 

.....................

ฝากด้วยน้าาาาาาาา

ต่อไปก็จะหวานๆๆๆๆ ขึ้นเรื่อยยยย ฮ่าๆๆๆ

ฝากกดเพจด้วยนะคะ

 

https://web.facebook.com/Chuchuqlim

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น