My Flower ดอกไม้ของผม

ตอนที่ 14 : Chapter 9 (100%) :: ขอโทษ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 35
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    23 มิ.ย. 63

Chapter 9

ธุระที่มาร์คบอกว่าอยากให้ฉันช่วยคือการเลือกของขวัญวันเกิดให้กับเพื่อนผู้หญิงของเขา งานวันเกิดจะจัดขึ้นในอีกสองวันข้างหน้า เขาเอ่ยปากขอร้องให้ฉันไปด้วยแต่ฉันขอบาย รู้แหละว่าหมอนี่คิดจะทำอะไร ฉันเลยตอบปฏิเสธออกไปโดยไม่ต้องคิดด้วยซ้ำ

“เพื่อนนายเป็นคนแบบไหน?”

“น่ารักล่ะมั้ง น่ารักมาก” เขาว่าพร้อมกับคลี่ยิ้มหวานมองฉันด้วยแววตาเป็นประกาย

ตอนนี้เราอยู่ร้านขายของขวัญน่ารักๆ ในห้างฯ แห่งหนึ่ง ไม่ไกลจากโรงเรียนเท่าไหร่นักถ้ามีรถขับมาอะนะ

“อืม ถ้าเป็นผู้หญิงน่ารักๆ ก็น่าจะชอบอะไรน่ารักๆ ออกหวานๆ หน่อย แบบตุ๊กตาเทือกนี้”

“เปล่า ที่บอกว่าน่ารักน่ะหมายถึงเธอ” ไม่พูดเปล่าชี้นิ้วมาที่ฉันด้วย

“…”

“ไม่หวั่นไหวเลยเหรอ”

“ไม่นี่!”

“ตายด้าน ปกติฉันเล่นมุกนี้ใส่ สาวๆ กรี๊ดสลบตลอดเลยนะ” เขาทำปากยื่นดูท่าทางน้อยใจ

“มุกเสี่ยวไปต่างหาก”

“แล้วมุกแบบไหนเธอถึงหวั่นไหวล่ะ”

ฉันกลอกตามองบนเพดานอยู่สักพักแล้วจึงตอบเขาออกไป “ก็ไอ้ประมาณว่ารอยยิ้มของเธอทำให้ฉันรู้สึกวูบไหวจนอยากกระโดดลงตึกสิบชั้นเพื่อพิสูจน์ว่าไม่ได้ฝันไป แล้วจากนั้นก็ไปกระโดดตึกสิบชั้นจริงๆ ล่ะมั้ง”

“มุกตรงไหนนั่นมันฆ่าตัวตายชัดๆ!”

“ก็ชอบจนคลั่งตายไง” ฉันยิ้มเย็นให้กับคนข้างๆ

“พอๆ เปลี่ยนเรื่องเถอะ ยิ่งคุยยิ่งไม่เหมือนนิยายรักเข้าไปใหญ่ เออ แล้วนี่เลือกได้หรือยังว่าจะเอาอะไร?”

“Snow Ball ดีมั้ย?” ฉันชี้ไปที่ Snow Ball รูปหมูถือตะกร้าผลไม้ยืนยิ้มแฉ่งอยู่บนชั้นโชว์สินค้า

“ไม่ดีกว่า ฉันว่าเอารองเท้ากีฬาดีกว่าเห็นบอกว่ายัยนั่นชอบวิ่ง”

“เอ้า! แล้วนายจะพาฉันมาทำไม สุดท้ายแล้วก็เอาของที่ตัวเองเลือกอยู่ดี” เกิดมาไม่เคยรู้สึกเสียเวลาเท่านี้มาก่อน

น่าโมโหชะมัด!

“ก็ฉันอยากมากับเธอนี่น่า ไม่ได้เหรอ~”

“เสียเวลา!”

“ฮ่าๆ โอเคๆ ถือว่าเป็นการไถ่โทษที่ทำให้เธอเสียเวลาเดี๋ยวฉันไปเลี้ยงชาบูเอง แต่ตอนนี้พาฉันไปร้านรองเท้าก่อนนะ”

“อืมๆ แต่ฉันขอเลือกไอ้โคมไฟนี่ก่อนได้มั้ย” จ้องมานานแล้ว อยากได้เอาไปตั้งโต๊ะอ่านหนังสือสักอัน

“ฉันซื้อให้เอามั้ย?”

“ไม่ต้อง ฉันซื้อเองได้” ว่าจบฉันก็เดินไปยังชิ้นวางสำหรับโชว์โคมไฟตั้งโต๊ะ มีหลายแบบเหลือเกิน มีแต่แบบน่ารักๆ ตัดสินใจเลือกไม่ถูกว่าจะเอาอันไหนดี

และระหว่างตัดสินใจว่าจะเอาโคมไฟรูปหมีกับรูปหมาดีคนตัวสูงข้างๆ เดินเข้ามาสะกิดแขนเบาๆ

“นี่ๆ นั่นใช่คู่หมั้นเธอหรือเปล่า เขามากับผู้หญิงด้วยนะ”

“หืม?” ฉันละความสนใจจากโคมไฟในมือ ไล่สายตามองตามที่มาร์คชี้ให้ฉันดู ใบหน้าคุ้นตาเดินผ่านหน้าร้านไปกับผู้หญิงคนหนึ่ง หน้าตาสวยใช้ได้เลย พวกเขายิ้มและหัวเราะเดินเคียงคู่กันไปด้วยความสนิทสนม

ฉันไม่สนใจแล้วก้มลงมาเลือกโคมไฟในมือต่อ

“เฮ้ย เธอไม่รู้สึกอะไรเลยเหรอ?”

“ให้ฉันรู้สึกอะไร?”

“แต่เขาเป็นคู่หมั้นของเธอนะ แล้วก็มากับผู้หญิงคนอื่นด้วย ท่าทางสนิทกันแบบนั้นต้องมีอะไรแน่ๆ”

คู่หมั้นแล้วไง ฉันไม่ได้เต็มใจอยากจะหมั้นกับเขาสักหน่อย เขาจะมากับใครมันก็เรื่องของเขา ไม่เกี่ยวกับฉัน!

“ไม่มีอะไรหรอกน่า นายอย่าไปสนใจเลย”

ดูสิฉันยังไม่สนใจ

“เธอนิ่งได้ไงวะ ถ้าฉันเห็นคนของตัวเองมากับคนอื่นด้วยท่าทางแฮปปี้แบบนั้น เป็นฉันจะเข้าไปถามให้รู้เรื่อง”

หมอนี่ไม่รู้อะไรเลยสิน่าว่าสถานะของฉันตอนนี้ไม่เป็นใจให้ทำแบบที่เขาว่าเลยแม้แต่น้อย

“ปล่อยไปเถอะ”

“โอ้ว เธอต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ”

“อืม ฉันกำลังจะบ้าเพราะนายเนี่ยแหละ”

“คนอะไรเย็นชาชะมัด ถามจริงเถอะหัวใจเธอทำด้วยอะไร หินหรือเปล่า?”

ฉันไม่ฟังที่เขากำลังเพ้อเจ้อเดินไปจ่ายเงินค่าโคมไฟ เมื่อรับจากพนักงานแล้วฉันก็เดินนำเขาออกมาจากร้าน และระหว่างทางไปร้านรองเท้าหมอนี่ก็ยังไม่หยุดบ่นเรื่องฉันกับเขาคนนั้นสักที จากที่มองว่ามาร์คเป็นคนนิ่งๆ ออกเจ้าเล่ห์นิดๆ ถึงตอนนี้ความคิดเหล่านั้นหายวาบไปจากสมองฉันทันที

ความจริงมาร์คเป็นคนที่น่ารำคาญไม่ต่างอะไรกับเขาคนนั้นเลย

เท้าทั้งสองข้างของฉันชะงักเมื่อเห็นใครคนหนึ่งเดินออกมาจากร้านรองเท้าพอดี อีกฝ่ายเห็นฉันก็ชะงักไม่ต่างกัน สายตาคมกริบไล่มองฉันสลับกับมาร์คไปมาเหมือนกำลังจะถาม ฉันที่ไม่ยอมเปิดโอกาสเดินผ่านเจ้าตัวเข้าไปในร้านโดยมีมาร์คเดินตามเข้ามาติดๆ

“เธอนี่โคตรเย็นชาเลย”

“ถ้าไม่เลิกพูดมากฉันจะกลับ”

“โอเคๆ ไม่พูดแล้วก็ได้ มาเลือกรองเท้ากันเถอะ”

 

สุดท้ายแล้วของขวัญที่บอกว่าอยากให้ฉันช่วยเลือก สรุปมาร์คเป็นฝ่ายเลือกเองทั้งหมด รวมถึงสีกระดาษห่อของขวัญด้วย พอเลือกเสร็จเขาก็ชวนฉันไปทานชาบูอย่างที่ตัวเองเกริ่นไว้ว่าจะเลี้ยงฉันตั้งแต่อยู่ร้านขายของขวัญ

“ทำไมไม่กิน นั่งเขี่ยลูกชิ้นอยู่ตั้งนานสองนาน”

“ฉันไม่หิว”

“ไม่หิวหรือคิดมากเรื่องเขาคนนั้นล่ะ หืม?”

“เปล่าสักหน่อย” ฉันว่าแล้วคีบลูกสิ้นเข้าปาก

“แน่ใจ ฉันเห็นเธอหายใจเข้าออกจนน้ำซุปแห้งไปสองรอบแล้ว”

“เว่อไป!” ถ้าหายใจแล้วน้ำซุปแห้งขนาดนั้นจมูกจะกว้างเท่าไหร่กันวะ?!

“ฮ่าๆ ล้อเล่นน่า เห็นเธอเครียดแล้วท้องไส้ฉันก็พลอยปั่นป่วนไปด้วย”

“ขอโทษที ฉันกินไม่ลง”

“อยากไปหาเขาล่ะสิ”

“หาใคร” ฉันเงยหน้าไปมองมาร์คที่ตอนนี้ใช้ตะเกียบขนหม้อน้ำซุปไปมา

“เขาไง…” เขาหยุดไปสักพัก วางตะเกียบลงบนจานเล็กๆ เงยหน้าขึ้นมาคลี่ยิ้มน้อยๆ ให้ฉัน “ฉันเห็นเขาเดินเข้าร้านขายอาหารสัตว์ตอนที่เธอเข้าห้องน้ำ ไปหาเขาสิ”

“…”

“หน้ามันฟ้องว่าอยากไปหาขนาดนี้จะนั่งหงุดหงิดอยู่ทำไมละ ไปสิ”

“อย่ามาพูดอะไรมั่วๆ ฉันเนี่ยนะหงุดหงิดเรื่องเขา”

หงุดหงิดเรื่องมันน่าจะถูกกว่านะ!

“อยากไปถามให้รู้เรื่องใช่มั้ยล้า”

“พอทีเถอะน่า เลิกพูดให้ฉันรำคาญสักที”

“แน่ะ ทำมีเป็นรำคาญกลบเกลื่อน อยากไปก็ไปดิ ฉันไม่ได้ว่าอะไรหร๊อกกก~ เขาใจแหละว่าหึง”

“ไอ้…” อยากเอาตะเกียบจิ้มหน้ามันจริงๆ

“ไม่ไปฉันให้เธอจ่ายนะ”

“ฮึ่ย! ไปก็ได้!”

พูดจบฉันก็คว้าเอาแก้วน้ำขึ้นมาดื่มจนหมดแล้ว จากนั้นก็หยิบกระเป๋าเดินออกไปจากนอกร้านทันที

จุดมุ่งหมายของฉันไม่ได้ไปร้านอาหารสัตว์อย่างที่หมอนั่นยุเอาไว้ในตอนแรก ที่ที่ฉันมาก็คือลานจอดรถของห้างฯ ต่างหาก ฉันเดินวนอยู่สักพักใหญ่ๆ สายตาปะทะเข้ากับป้ายทะเบียนรถของใครบางคนโดยบังเอิญ

ไม่ได้ตั้งใจมาก็แค่บังเอิญเห็นเท่านั้นเอง!

ทำให้รู้ว่าเขาของรถยังอยู่ในห้างฯ ฉันยืนพิงรอประมาณยี่สิบนาที หางตาเหลือบไปเห็นเจ้าของใบหน้าคุ้นตาถือของพะรุงพะรังมาแต่ไกล

ร่างสูงเดินเข้ามาด้วยสีหน้าเรียบเฉย เขาเดินมาคนเดียว แล้วผู้หญิงในห้างล่ะไม่กลับด้วยกันเหรอ

“ทำไมมาช้าจัง” ฉันว่า อีกฝ่ายกำลังเปิดท้ายรถเขาของเข้าไปไว้

“พี่ซื้ออาหารให้ที่รักอยู่น่ะ”

‘ที่รัก’ ที่ว่าคือเจ้าลูกหมานั่นแหละ

“แล้วผู้หญิงคนนั้นล่ะ”

“คนไหนเหรอ” อีกฝ่ายไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมามอง

“ผู้หญิงที่พามาด้วย”

“พี่มาคนเดียวนะ”

โกหกชัดๆ ทั้งที่ตัวเองกับผู้หญิงคนนั้นเดินคุยกันอย่างสนิทสนมยังมีหน้ามาบอกว่ามาคนเดียวอีก

“โกหก” แม้จะเป็นเพียงลมปากที่พ่นออกมาแผ่วเบาแต่กลับทำให้อีกฝ่ายได้ยินอย่างชัดเจน

เขาปิดประตูท้ายรถลง “ไม่ได้โกหกนะคะ”

“…” หรือจะเป็นเพราะเพดานลานจอกรถใต้ดินมันต่ำไปจึงรู้สึกว่าบรรยากาศระหว่างเราสองคนเริ่มอึดอัดขึ้นมาเรื่อยๆ

“แล้วเราล่ะมาทำอะไรอยู่ตรงนี้ เขาคนนั้นหายไปไหนแล้วล่ะ” สัมผัสได้ถึงน้ำเสียงเย็นชาเล็กน้อย

“ก็กำลังจะกลับไปนี่แหละ”

“คุณคะ?!” เสียงใสๆ ดังขึ้น ทำให้เราสองคนหันขวับไปมองที่ต้นเสียงพร้อมกัน ผู้หญิงหน้าตาสะสวยเดินมาพร้อมกับเครื่องดื่มในมือสองแก้ว ผู้หญิงที่ว่าเป็นคนเดียวกับที่อยู่กับเขาในห้าง

เฮอะ! หลักฐานชัดเจนขนาดนี้เขายังจะโกหกอีกมั้ย?!

“อ้าวคุณ” ส่วนอีกฝ่ายยิ้มด้วยความยินดี “ผมบอกแล้วไงว่าไม่ต้อง”

“ไม่ได้ค่ะ แทนคำขอบคุณที่คุณช่วยฉันเอาไว้ ถ้าไม่ได้คุยฉันแย่แน่ๆ เลย นี่ค่ะ” ผู้หญิงคนนั้นยื่นแก้วเครื่องดื่มให้เขาด้วยรอยยิ้มหวาน

“ขอบคุณครับ”

“ฉันไม่รู้ว่าคุณชอบดื่มอะไรเลยซื้อชาเขียวมา คงไม่ว่าอะไรนะคะ”

“ไม่เป็นไรครับ ผมซะอีกที่ต้องขอบคุณ อุตส่าห์วิ่งกลับเอามาให้ถึงที่”

“ยินดีค่ะ แล้วนี่จะกลับแล้วเหรอคะ?”

ไม่รู้ว่าจะคุยกันไปถึงเมื่อไหร่!

ยิ่งเห็นพวกเขาคุยกันอย่างสนิทสนมแบบนี้แล้วยิ่งรู้ว่าตัวเองเป็นส่วนเกิน

“คุยเสร็จเมื่อไหร่บอกด้วยนะ”

พูดจบฉันหมุนตัวไปเปิดประตูรถแล้วขึ้นไปนั่งเบาะข้างคนขับก่อนจะปิดตูลงเสียงดังลั่นทำให้ทั้งสองคนที่กำลังไล่สายตามองตามมาสะดุ้งด้วยความตกใจ

ไม่รู้ทำไมฉันถึงได้รู้สึกหงุดหงิดแบบนี้ หงุดหงิดจนอยากจะทึ้งหัวตัวเองสักสองพันรอบให้ผมหลุดออกไปข้าง!

 

พวกเขาคุยกันต่ออีกสักพักก่อนจะแยกย้ายกัน ร่างสูงเดินอ้อมมาเปิดประตูฝั่งคนขับขึ้นมานั่งในรถ

“คาดเข็มขัดด้วยนะ”

“…” ฉันไม่ตอบ แต่ก็ทำตามอย่างว่าง่าย

“นึกว่าจะไม่กลับด้วยกันแล้วซะอีก”

“…”

รถเคลื่อนมาที่ถนนใหญ่ได้สักพักแล้ว กว่าจะเคลื่อนไปข้างหน้าได้แต่ละตางรางเมตรใช้เวลานานพอสมควร เพราะถนนตอนนี้รถติดมาก อาจจะเป็นฝนตกหรือมันติดของมันอยู่แบบนี้ทุกวันแล้วก็ไม่รู้

เหมือนกับความรู้สึกของฉัน ที่ไม่รู้ว่าเพิ่งมาหงุดหงิด หรือหงุดหงิดแบบนี้ตั้งแต่แรกแล้ว

“เป็นอะไรครับนั่งหน้าบึ้งตลอดทางเชียว”

“…” ฉันที่เอาแต่มองไปนอกหน้าต่างไม่ยอมหันไปคุยกับเขา

“เป็นอะไรคะ หันมาให้หน่อยสิ…” ศีรษะรู้สึกหนักขึ้นเพราะอีกฝ่ายเลื่อนมือมาวางไว้แล้ว “งอนอะไรครับ ไหนบอกพี่สิ”

พลั่ก!

ฉันปัดมือเขาออกอย่างแรง ก่อนจะกดเสียงต่ำพูด “อย่ามาแตะต้องฉัน!”

“…” เขาชะงักไป แววตาตกใจอย่างเห็นได้ชัด

“ฉันไม่ชอบ!”

“งั้นเปิดเพลงดีกว่าเนอะ ฝนตกแบบนี้เปิดเพลงฟังน่าจะทำให้อารมณ์ดีขึ้น” เขายื่นมือไปกดปุ่มเครื่องเล่น

และเพลง The Scientist ของ Copley เพลงโปรดของเขาดังขึ้นมาเบาๆ

ติ๊ด!

ฉันยื่นมือไปกดปิดมันทันที

“ปิดทำไมคะ”

“ฉันเกลียดเพลงนี้… เกลียดที่สุด”

“ไม่น่ารักเลยนะคะ”

“ฉันบอกว่าตัวเองน่ารักตั้งแต่เมื่อไหร่ล่ะ แล้วก็ไม่คาดหวังให้ใครมามองว่าฉันน่ารักด้วย!”

ฉันหงุดหงิดจนอยากจะร้องไห้อยู่แล้ว

“พี่ทำอะไรผิดเหรอครับ ถึงได้โมโหพี่ขนาดนี้”

“…”

“หรือเป็นเพราะเรื่องผู้หญิงคนนั้น ถ้าใช่ล่ะก็พี่กับเขาไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดเลยนะ พี่กับเขาเจอกันโดยบังเอิญเพราะเคยช่วยเขาไว้ตอนรถเสียเมื่อครั้งก่อน เลยชวนคุยกันนิดหน่อย ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่านั้นจริงๆ”

“หยุดพูดสักทีได้มั้ย…”

“เราก็รู้ว่าพี่ไม่เคยโกหก โดยเฉพาะกับเรายิ่งแล้วใหญ่”

“บอกให้หยุดพูดไง…” ฉันเลื่อนมือขึ้นมากุมศีรษะเอาไว้เมื่ออยู่ๆ ก็รู้สึกมึนหัวขึ้นมา

“ไม่เคยคิดจะโกหกเลยสักครั้ง อีกอย่างไม่ว่าเราจะโกรธจะด่า จะว่าพี่ยังไงพี่ก็ไม่เคยถือสา ขอแค่อย่าเย็นชาใส่กันเท่านั้น พี่ขอแค่เรื่องนี้เรื่องเดียว…”

“ฉันบอกให้หยุดพูดไง!”

เอี๊ยดดดด!!

จังหวะที่เขาเหยียบเบรกกะทันหันเล่นเอาหน้าเกือบกระแทกกับคอนโซลหน้ารถ ดีที่ยั้งมือเอาไว้ได้ทันทำให้ไม่ได้บาดเจ็บอะไร ดูเขาไม่ได้ตั้งใจเหยียบเบรกแต่เหมือนมีอะไรสักอย่างวิ่งเข้ามาตัดหน้าพอดี แล้วทำไมฉันต้องร้องไห้ด้วยวะ?!

สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นจากฝ่ามือที่เลื่อนมาวางบนหัวไหล่ ก่อนจะออกแรงเขย่าเอื่อยเอ่ยชื่อฉันเบาๆ

“เป็นอะไรหรือเปล่าคะ เจ็บตรงไหนหรือเปล่า เงยหน้ามาให้พี่ดูหน่อยสิ”

“…”

น้ำเสียงเป็นห่วงเป็นใยที่เอ่ยออกแผ่วเบา ทว่าดังก้องโสตประสาท แบบนี้ฉันถึงได้เกลียดเขา ทั้งที่โดดว่าสารพัดแต่กลับถามฉันด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ทำไมเขาถึงทำแบบนี้…

“ทำไม ถึงไม่หยุดสักที…”

“อย่าเงียบสิ พี่ใจไม่ดีเลยนะ ขอพี่ดูหน่อย”

ฉันเงยหน้าขึ้น แล้วตะคอกใส่หน้าเขาเสียงดังลั่น เล่นเอาคนฟังชะงักอ้าปากค้างกลางอากาศ “ทำไมถึงไม่หยุดสักที!!

“เฟิร์น…”

“ทำไมต้องมาทำดีกับฉัน ทำไมต้องใส่ใจฉันด้วย ทำไมต้องพูดจาอ่อนโยนขนาดนั้น นายเป็นบ้าหรือไง ทั้งที่ฉันบอกว่าฉันเกลียดนายเป็นร้อยเป็นพันรอบแล้ว ทำไมถึงไม่ยอมเข้าใจสักที ทำไมนายถึงไม่หยุดเป็นห่วงฉันสักที!!”

“…”

“ทำไมถึงไม่เกลียดฉัน!!”

“…”

“เกลียดฉันสิ!!” ฉันไม่รอฟังคำถามตอบจากปากคนข้างๆ ปลดเข็มขัดนิรภัยที่คาดอยู่ออกให้พ้นตัว เปิดประตูลงมาจากรถทันที

ท่ามกลางฝนที่กระหน่ำตกลงมาไม่มีทีท่าจะหยุด ฉันวิ่งร้องไห้ไปตามถนนที่ไม่คุ้นเคยนัก มองเผินๆ อาจเหมือนฉากดราม่าในนิยายที่นางเอกทะเลาะกับพระเอกแล้วเปิดประตูวิ่งออกมาจากรถ ตรงกันข้ามฉันกลับรู้สึกว่าตัวเองเหมือนคนบ้ามากกว่า…

ได้ยินเสียงฝีเท้าวิ่งฝ่าเม็ดฝนตามหลังมา เสียงมันดังสะเปะสะปะไร้ทิศทางในเวลาเดียวกันก็หนักแน่นมั่นคง

และไม่ถึงเสี้ยววินาทีร่างของฉันโดนกระชากกลับไป แรงมหาศาลทำให้ทั้งร่างกระแทกกับแผ่นอกของใครบางคนอย่างแรง

เมื่อเงยหน้าขึ้นช้าๆ เส้นผมสีดำสนิทกับใบหน้าแสนคุ้นเคย สายตาคมกริบมองฉันด้วยความรู้หลากหลายในเวลาเดียวกัน ในนั้นมีทั้งความรู้สึกหวาดกลัว เป็นห่วง แล้วก็โกรธเคือง

เนื้อตัวเปียกปอนจนเห็นเสื้อกล้ามสีดำที่เขามักใส่สับไว้ด้าน ผมเผ้าเซ็ททรงเรียบร้อยลู่ลงปรกหน้าไม่ต่างกันคนที่เพิ่งขึ้นมาจากสระน้ำ แต่ในสายตาของฉันเขายังดูหล่ออยู่ดี

“วิ่งลงมาแบบนี้อันตรายนะครับ”

“ทำไมต้องตามมาด้วย ทำไมนายต้องตามฉันมา…”

พูดไม่ทันจบประโยคริมฝีปากของฉันก็โดนริมฝีปากของเขาก้มลงมาประทับอย่างรวดเร็ว และ…เร่าร้อน ดวงตาทั้งสองข้างเบิกกว้างด้วยความตกใจพยายามทุบหน้าอกของคนตัวโตแรงๆ เพื่อเรียกสติแต่กลับโดนเขารวบเอาไว้ในมือเพียงข้างเดียว

หัวใจของฉันเต้นแรงขึ้น พร้อมกับเรียวลิ้นร้อนผ่าวที่แทรกผ่านกลีบปากเข้ามาตวัดแลกกันไปทั่วทั้งโพลงปาก หัวสมองของฉันขาวโพลนราวกับหิมะเมื่อริมฝีปากของเขาบดขยี้ริมฝีปากของฉันซ้ำแล้วซ้ำเล่า เรี่ยวแรงอยู่ๆ ก็ค่อยๆ ละลายหายไปเหมือนน้ำแข็งโดนวางทิ้งไว้ ก่อนที่แขนแข็งแกร่งของเขาตวัดมารัดโอบเอวไม่ให้ฉันร่วงลงไปกองกับพื้น

ไม่รู้ว่าเราสองคนยืนจูบกันอยู่อย่างนั้นนานเท่าไหร่ รู้ตัวอีกทีฉันโดนคนตัวโตกระชับร่างเข้าไปในอ้อมกอดซะแล้ว

“เกลียดไม่ลงเลยครับ” เขากระซิบเสียงแผ่วเบา

“…” ฉันเม้มริมฝีปากตัวเองแน่นจนเป็นเส้นตรง

“พี่ขอโทษนะ… ขอโทษที่พี่เกลียดไม่ลงจริงๆ”

“…”

“อย่าโกรธพี่เลยครับ”

 

...................................

ตอนนี้ต้นฉบับจบแล้วนะคะ เหลือรีไรท์นิดหน่อยยยย

ไรท์จะลงให้อ่านจบจนจบเลยจ้าาาาาา

เดี๋ยวขอรีไรท์ตอนที่เหลือให้เสร็จก่อนนะคะ 

ยังไงก็ฝากให้กำลังใจด้วยนะคะ ขอบคุณค้าาาาา

ฝากเพจด้วยนะคะ

web.facebook.com/Chuchuqlim

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น