[HKS] Bear Bodyguard บอดีการ์ดรักพิทักษ์คุณชายหมี

ตอนที่ 39 : Chapter 38 :: ลอย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 413
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    16 ส.ค. 56

Chapter 38 :: ลอย

 

                ร่ายกายค่อย ๆ เยียวยาตัวมันเองตามความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ แตกต่างจากหัวใจที่เหี่ยวแห้งลงเรื่อย ๆ ตามเวลาที่ผ่านไป ภาพผู้ชายตัวโตนอนน้ำตาไหล อ่านจดหมายของคนรักที่ทิ้งไว้แทนคำบอกลา ไม่ใช่ภาพที่เกิดขึ้นกับเขา สิ่งเดียวที่คนอีกคนมอบให้ คือความว่างเปล่าที่มาพร้อมคำถามมากมายที่ไร้คำตอบ เพราะคนที่สามารถให้คำตอบ ได้จากเขาไปแล้วในเวลานี้

                นี่เขาทำผิดอะไร? อิสริยะนึกน้อยใจทุกอย่างที่ทำให้เหตุการณ์กลายเป็นแบบนี้ คนสองคนเพิ่งจะผ่านเรื่องร้าย ๆ มาด้วยกัน เพิ่งจะได้กลับมาอยู่เคียงข้างกันอีกครั้ง ทำไมคนหนึ่งตัดสินใจจากไปโดยไม่แม้แต่คิดจะให้เหตุผล ในตอนแรกอิสริยะคิดว่าตัวเองเข้าใจ แต่ความเข้าใจกลับค่อย ๆ เลือนหายไปตามเวลาที่เขาไม่ได้เห็นใบหน้าหวาน ก่อนมันจะกลายสภาพเป็นความน้อยใจ ที่กัดกินความหวังว่าจะตามคนรักพบทีละเล็กทีละน้อย การตามหาบอดีการ์ดมือหนึ่งที่ไม่ต้องการให้เขาหาเจอ เกือบเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ด้วยซ้ำ เขาจะหวังได้หรือไม่ ว่าวันหนึ่งธนทัตจะเป็นฝ่ายเดินกลับมาหาเขาเอง

                หรือความรักที่มี...มันไม่เหลืออยู่อีกแล้ว? ไม่จริง! เป็นไปไม่ได้! อิสริยะปฏิเสธความคิดของตัวเองที่อยู่ดี ๆ ก็ผุดขึ้นมา หากธนทัตไม่ได้รักเขาหรือหมดรักเขาแล้ว สิ่งที่ผ่านมามันคืออะไรเล่า? ไม่มีทางที่คนไม่รักกันจะยอมเสี่ยงเพื่อกันขนาดนี้ ไม่มีทางที่คน ๆ หนึ่งจะยอมเป็นฝ่ายเจ็บ เป็นฝ่ายถูกทำร้าย เพื่อให้อีกคนปลอดภัย และถ้าหากไม่รักแล้ว แกงส้มคงไม่จากเขาไป เพียงเพื่อต้องการให้เขาปลอดภัยมากกว่าเดิม

                แต่น้องจะเคยคิดบ้างหรือไม่... เขายอมใช้ชีวิตอยู่บนเส้นด้ายที่ไม่รู้จะขาดลงหรือถูกตัดลงเมื่อไหร่ หากแต่มีแกงส้มอยู่เคียงข้าง ดีกว่าการหายใจอยู่ในเซฟเฮ้าส์ที่ปลอดภัย แต่ไม่มีใครอยู่ข้างกายเลย โดยเฉพาะหัวใจ...ที่จากร่างนี้ไปตั้งแต่ไม่มีใครคนนั้นอยู่ข้างกัน

                บอดีการ์ดคนใหม่ไร้ตัวตนในสายตา เลขาคู่ใจก็อยู่ในสภาพไม่ดีกว่ากันไปเท่าใดนัก ต่างคนต่างจมดิ่งอยู่ในเขาวงกตความคิดที่พวกเขาสร้างขึ้น หลายครั้งที่มือป้อมยกขึ้นเช็ดน้ำตาออกไปอย่างลวก ๆ  ก่อนพยายามปั้นหน้านิ่งและขังตัวเองอยู่ในความซึมเศร้า

                อติรุจได้แค่เฝ้ามองภาพนั้นวันแล้ววันเล่า บรรยากาศรอบกายหมองหม่นเสียจนอารมณ์ของเขาพลอยอึมครึม ไม่มีข่าวคราวใด ๆ ดังมาจากทั้งสองทาง บอดีการ์ดคนใหม่ไม่แปลกใจเท่าใดนักกับการหายไปอย่างไร้ร่องรอยของอดีตเพื่อนร่วมอาชีพ ทั้งธนทัตและมนสิชาล้วนเป็นมือหนึ่ง หากพวกเขาไม่ต้องการให้ใครหาตัวพบ การควานตัวคนคู่นี้ก็ไม่ต่างจากการงมเข็มในมหาสมุทร ส่วนข่าวอีกฟากที่ยังเงียบอยู่เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจ ถ้าหากสรพัศเอาชีวิตรอดจากวิถีกระสุนที่แม่นยำยิ่งกว่าบอดีการ์ดคนไหนในสังกัดซ้อหมีได้ ผู้ชายคนนี้ก็ไม่น่าใช่คนปกติทั่วไปแล้ว

                งานเลี้ยงเล็ก ๆ ในบริษัทดูเหมือนเป็นที่ถูกใจน้องบรรดาผู้ร่วมงานมากกว่าสองคนที่ถูกยกให้เป็นเจ้าของงาน แม้อิสริยะจะส่ายหน้าปฏิเสธให้ความคิดนี้ แต่สมาชิกของ Bear Hug ทั้งหลายก็คะยั้นคะยอให้คนเป็นนายอนุญาต ในที่สุดฮั่นก็ตอบรับกึ่งตัดรำคาญ งานเลี้ยงต้อนรับท่านประธานและเลขากลับเข้าสู่บริษัทจึงเกิดขึ้น

เลขาร่างท้วมหลบมุมทันทีที่งานเริ่ม หากเป็นเวลาปกติ เขาคงโดดขึ้นไปคว้าไมโครโฟนมาร้องเพลงสร้างความสนุกสนานให้กับงานไปแล้ว แต่ตอนนี้เขาไม่ได้อยู่ในอารมณ์ที่จะทำอย่างนั้นได้ ไม้เท้าที่ค้ำอยู่ช่วยประคองกายไม่ให้ล้มลง แต่หัวใจที่เต้นอยู่นั้นใกล้ล้มเหลว ฟ้าเล่นตลกอะไรถึงได้แกล้งให้ความรักเดียวในหัวใจต้องจากเขาไปครั้งแล้วครั้งเล่า เขาควรจะทำอย่างไรต่อไปดี? พยายามไขว่คว้าความรักนั้นให้กลับมา หรือควรทำใจให้ได้เสียทีว่า เขาอาจจะไม่คู่ควรกับสิ่งที่เรียกว่า...ความรัก

“เนื่องในโอกาสที่คุณฮั่น ท่านประธานที่เคารพของเรา และคุณโดม เลขาคนเก่งของบริษัท กลับมาแข็งแรงและมาเป็นเสาหลักในการทำงานของพวกเราได้เหมือนเดิมแล้ว วันนี้เราขอให้นักร้องเสียงเทพประจำบริษัทได้ให้เกียรติขึ้นมาร้องเพลงต้อนรับตัวเองและท่านประธานด้วยค่ะ” เสียงประกาศของคนบนเวที และเสียงปรบมือเกรียวกราวไม่ได้อยู่ในความสนใจของจารุวัฒน์ มันเป็นเพียงเสียงอื้ออึงที่เขาจับใจความไม่ออก ดวงตาหลังแว่นยังมีร่องรอยของหยดน้ำตา อาหารที่วางกองอยู่ตรงหน้าดูจืดชืดไม่น่าทานเหมือนที่เคยเป็น เขาไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำจนกระทั่งมีแรงสะกิดจากคนข้าง ๆ

“คุณแก้มเขาเรียกแกขึ้นไปร้องเพลงแน่ะ ไหวไหมไอ้โดม ถ้าไม่ไหวพี่จะบอกให้ แล้วเรารีบกลับกันเลยดีกว่า” อิสริยะหาข้ออ้างในการพาตัวเองออกไปจากที่นี้มากกว่าเอื้อเฟื้อแก่คนเป็นน้อง สภาพจิตใจของเขากับเลขาโดมไม่ได้ต่างกันเท่าไหร่ เขาเองระบุไม่ได้ด้วยซ้ำว่าอาการของใครหนักกว่า ใบหน้ากลมส่ายหน้าช้า ๆ ก่อนจะยกแว่นขึ้นเพื่อปัดหยดน้ำตาที่ไม่ยอมหมดไปเสียที

“ไม่เป็นไรพี่ ร้องเพลงนึงค่อยกลับก็ได้ เขาอุตส่าห์จัดงานให้เราทั้งที” คนตัวกลมยันตัวเองให้ลุกขึ้นพร้อมกับไม้เท้าที่กลายเป็นของใช้จำเป็น เวทีเล็ก ๆ มีเก้าอี้ตั้งรออยู่แล้วราวกับรู้ว่าสภาพร่างกายเขายังไม่พร้อมเต็มที่ แต่จะมีใครรู้บ้างหรือไม่ ว่าสภาพจิตใจย่ำแย่ยิ่งกว่า รอยยิ้มฝืน ๆ ถูกหยิบมาวางบนใบหน้า ก่อนที่บทเพลงที่ไม่ค่อยมีใครคุ้นหูจะถูกถ่ายทอดออกไป

เสียงร้องนั้นราวมีมนต์สะกด หลายชีวิตในห้องส่งเสียงอื้ออึงอย่างแปลกใจที่บทเพลงแสนเศร้าถูกหยิบมาถ่ายถอดทั้ง ๆ ที่วันนี้ควรเป็นวันที่สดใส แต่ไม่นานทุกคนก็เงียบลงเมื่อเนื้อร้องที่บาดลึกลงไปถึงหัวใจดังอยู่ในทุกอณูบรรยากาศ อิสริยะรู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่บิดตัวอย่างแปลก ๆ อยู่ในช่องท้อง ความรู้สึกเปล่าเปลี่ยวดังก้องในทุกพยางค์ที่เลขาของเขาเปล่งออกมา มือแกร่งกำแน่นจนกล้ามเนื้อสั่นประท้วง...

 

คนหนึ่งคน...กับความรักที่เคยได้มี

คิดว่าจะดี...จะยั่งยืนและมั่นคงชั่วฟ้า

แต่ที่ฉันคิดมันผิด...ที่เคยเข้าใจว่ารักแกร่งดังภูผา

สุดท้ายความรัก...เป็นแค่เพียง ก้อนเมฆที่บนฟ้า...ไม่ช้าก็สลาย

 
 

                เขาเป็นเพียงผู้ชายหนึ่งคนที่ยอมเสี่ยงกับความรักที่ไม่รู้ว่าจะมีใครยอมรับได้หรือไม่ แต่ผลที่ออกมามันแสนคุ้มค่าเพราะสิ่งที่ได้กลับมาคือรักแท้ สิ่งที่ร่วมเผชิญกันมายิ่งพิสูจน์ถึงความรู้สึกที่มั่นคงจนไม่น่ามีอะไรมาทำลายได้... นอกจากเจ้าของหัวใจเอง

            ภูผาที่แข็งแกร่งถลายลงเมื่อไร้คนข้างกาย การจากไปเพราะหมดรักยังดีเสียกว่าจากกันทั้ง ๆ ที่รู้ว่ายังรักอยู่เต็มหัวใจ ราวอากาศที่ใช้หายใจถูกริบคืนไปโดยไม่มีใครบอกเหตุผล เวิ้งว่างและว่างเปล่า และเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะไปเรียกร้องลมหายใจกลับมาได้จากที่แห่งใด

 

ยอมทุ่มเท...เพื่อมีรักดี ๆ เหมือนอย่างใคร

ฉันภาวนา...ให้ไม่เจอรักที่ทำให้เสียใจ

ก็คิดว่าสิ่งที่มีอยู่ตรงหน้า...ทำให้ฉันมีวันที่สุขใจ


ไม่เคยรู้เลย...ว่าลงท้ายมันก็คือความฝันตลอดมา

 
 

                คนอย่างเขาต้องทุ่มเทมากกว่าใครเพื่อจะได้เจอกับสิ่งนี้ ความรักของเขาที่ฝังใจคือความรักเดียวที่มีคนมอบให้มาตลอดชีวิต การจากลาเกิดขึ้นซ้ำซากจนเขาไม่รู้ว่าจะสามารถเสียใจต่อไปได้อีกใหม่ เธอคือหัวใจดวงเดียวที่เขามีมาตลอด และครั้งนี้เขาหวังว่าใจดวงนี้จะอยู่กับเขาตลอดไป แต่สุดท้ายมันก็เป็นเพียงความฝันลม ๆ แล้ง ๆ  เพราะเธอคนนั้นได้จากเขาไป...อีกครั้ง...

ที่ผ่านมามันเป็นเพียงแค่ความฝัน และนี่คือเช้าวันใหม่ที่เขาต้องตื่นมาเจอเพียงความว่างเปล่าอย่างนั้นหรือ?

 

เมื่อที่ฉันคิดมันผิด...ที่เคยเข้าใจว่ารักแกร่งดังภูผา

สุดท้ายความรัก...เป็นแค่เพียง
ก้อนเมฆที่บนฟ้า...ไม่ช้าก็สลาย


 

ลอย...รักของฉัน มันหลุดลอยหายไป มันจากไปที่ใดไม่รู้

สิ่งที่เหลือคือความอ่อนไหว
และใจฉันที่มันเลื่อนลอย

ไม่รู้วันเดือนปีและจุดหมาย
ที่ตรงไหนที่ตัวฉันต้องไป มันหลงทิศทาง

ไม่มีรักนำทาง...ให้ฉันอุ่นใจอีกแล้ว

 
 

Hunz

                ไอ้โดมกล่าวขอบคุณก่อนจะค่อย ๆ ลดไมค์ลง ร่างท่วมเดินกะเผลก ๆ ลงจากเวทีในขณะที่คนฟังยังตกตะลึงกับความรู้สึกบางอย่างที่ผมไม่รู้ แต่ความรู้สึกของตัวผมเอง บอกได้เลยว่าจุก ราวกับเพลงนั้นแต่งมาเพื่อถ่ายทอดความรู้สึกของผม ผมทนต่อไปไม่ได้อีกแล้ว ผมจะแสร้งทำเป็นยิ้มได้อย่างไรในเมื่อหัวใจของผมกำลังร้องไห้... ร้องไห้อย่างบ้าคลั่งเสียด้วย

                ผมลุกออกจากห้อง ไม่สนใจเสียงร้องห้ามของใครหลายคน ในเวลานี้ คนเดียวที่ผมต้องการได้ยินเสียง คน ๆ เดียวที่สามารทำให้ผมหยุดก้าวออกจากห้องนี้ได้มีเพียงคนเดียวเท่านั้น แต่...เขาไม่ได้อยู่ที่นี่

                ประตูห้องทำงานถูกกระแทกปิดดังปังใหญ่ ผมไม่สนใจหรอกว่าจะมีใครตามมาหรือไม่ ไม่แคร์ว่าพวกลูกน้องจะเอาผมไปพูดว่าอะไร ผมห้ามความคิดใครไม่ได้ และผมก็ไม่คิดจะห้าม เพราะฉะนั้นใครก็ห้ามมายุ่งผม

                มือสองข้างถูกยกขึ้นมากุมขมับก่อนจะดึงทึ้งผมตัวเองราวกับทำอย่างนั้นแล้วจะสามารถดึงความคิดที่วิ่งพล่านอยู่ในสมองออกไปได้ ในที่สุดน้ำตาที่ผมพยายามซ่อนเอาไว้ข้างในก็ถูกระบายออกมา แอ่งน้ำตาที่ล้นจนปริ่มทะลักไหลไม่ต่างจากเขื่อนที่ทลายลงเพราะต้านแรงน้ำไว้ไม่ได้

ผมไม่ได้เข้มแข็งขนาดนั้น ให้น้องตะโกนใส่หน้าผมว่าไม่รักผมแล้วยังดีกว่าการจากไปโดยไม่บอกอะไรเลย มันยิ่งกว่าคนเจอทางตัน เพราะถ้าเป็นทางตัน ผมยังสามารถเดินกลับออกมาทางเดิมได้ แต่นี้...เหมือนผมอยู่บนเกาะร้าง มีเพียงผืนน้ำกว้างใหญ่ห้อมล้อมอยู่ จะออกไปก็ออกได้ แต่ไม่รู้ว่าปลายทางมันอยู่ที่ไหน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจุดหมายนั้นมีอยู่จริงหรือเปล่า มันอาจเป็นเพียงผืนน้ำที่ไกลสุดลูกหูลูกตา ส่วนเสบียงที่หล่อเลี้ยงชีวิตก็เริ่มร่อยหรอลงทุกที ถ้าหากไม่มีใครมาช่วยชีวิต ผมก็คงค่อย ๆ เหี่ยวแห้งตายไปตามกาลเวลา

เสบียงความหวังของผมค่อย ๆ เลือนรางเมื่อวันเวลาผ่านไป จากหนึ่งวันเป็นหลายวัน จนกระทั่งกลายเป็นสัปดาห์ ไม่มีการติดต่อกลับ แม้แต่เบอร์โทรศัพท์ก็ไม่สามารถติดต่อได้ในทุกขณะ ช่องทางสื่อสารถูกปิดตายจนผมอยากตายตาม ผมอยู่ต่อไปได้โดยไม่มีแกงส้ม ผมยังหายใจต่อไปได้ถ้าไม่มีความรัก แต่ผมจะมีความสุขได้หรือไม่? คนเราจะยังมีลมหายใจ แต่ไร้ชีวิตอีกแล้วไปได้อีกเท่าไหร่กัน?







 

                อากาศบริสุทธิ์ไม่สามารถช่วยดึงจิตใจที่ห่อเหี่ยวให้ชุ่มฉ่ำขึ้นมาได้ แต่เขาจะโอดครวญโวยวายได้อย่างไร ในเมื่อเขาเป็นคนเลือกเส้นทางนี้เอง

                บ้านชั้นเดียวหลังเล็กแม้จะมีคนอยู่ร่วมกันถึงสองชีวิต แต่กลับเงียบเหงาราวกับไม่มีใครอยู่ แต่ละวันผ่านไปอย่างเชื่องช้า ราวกับมันกลั่นแกล้งให้ความรู้สึกผิดกัดกินในของธนทัตให้ทรมาน ทุกลมหายใจเข้าออกมาแต่ความคิดถึงต่อคนที่จากมา ปากสวยพร่ำคำขอโทษที่คนอีกคนไม่มีวันได้ยินครั้งแล้วครั้งเล่า อ้อนวอนคนรักให้ยกโทษให้ทั้งที่รู้ว่าคงไม่มีวันนั้น

                การจากมาต้องแลกกับอะไรหลายอย่าง เขาและมนสิชาเฝ้าตามข่าวคราวของคนร้ายแต่ก็ยังไร้วี่แวว ธนทัตได้แต่ภาวนาให้กฎแห่งกรรมแสดงวิถีของมันในเร็ววัน แกงส้มมั่นใจว่ากระสุนแต่ละนัดที่เขาลั่นไกต้องทำอะไรผู้ชายคนนั้นได้ไม่มากก็น้อย เมื่อไหร่ที่มีข่าวการตายของสรพัศ และการถูกจับกุมของโสรญา เมื่อนั้นจะเป็นเวลาที่เขาหายใจทั่วท้องได้อีกครั้ง อิสริยะจะไม่ถูกทำร้ายด้วยความแค้นของใครอีกต่อไปแล้ว

                ส่วนเขา...ก็คงไม่มีหน้ากลับไปหาคนเป็นพี่ หากไม่ใช่เพราะเขา ที่ผ่านมาฮั่นคงไม่ต้องเจ็บแบบนี้ การจ้างบอดีการ์ดเข้ามาดูแลกลับทำให้ผู้ชายคนนั้นเสี่ยงอันตรายมากขึ้น เขาต้องเอาตัวออกห่างจากอดีตเจ้านายให้มากที่สุด แม้นั่นจะต้องแลกด้วยความเจ็บปวดเจียนตายก็ตาม... และการจากลา คงต้องเป็นการจากลาตลอดไป เพราะเขาไม่กล้าสู้หน้าอิสริยะอีกแล้ว

                ความคิดถึงไม่ต่างอะไรจากเชื้อรา เพราะเมื่อมันเจอความชื้นจากหยดน้ำตา ความคิดถึงที่ทำให้เขาแทบบ้าก็เอาแต่ขยายตัว เวลาทำให้รอยแผลค่อย ๆ เลือนหาย บัดนี้บนผิวกายมีเพียงรอยสีชมพูจาง ๆ เท่านั้น แต่ร่องรอยกักขฬะของสรพัศยังหลอกหลอนเขาในยามค่ำคืน ซ้ำร้าย...ภาพวิธีลบรอยที่เขาเคยพูดเล่นกับคนเป็นพี่ปรากฏขึ้นในห้วงความฝัน หากเมื่อตื่นขึ้นมากลับมีเพียงความว่างเปล่าคอยต้อนรับ ที่ว่างข้างกายเย็นชืดต่างจากเมื่อก่อน ที่เคยมีความอบอุ่นจากอ้อมกอดเป็นดังคำส่งเข้านอนและจูบอรุณสวัสดิ์

                นี่คือบทลงโทษสำหรับคนที่หันหลังให้คนรักและเดินจากมาใช่หรือไม่? แต่เพราะความรักไม่ใช่หรือที่ทำให้เขาต้องตัดสินใจแบบนี้ ธนทัตหาข้ออ้างแสนห่วยแตกให้ตัวเองได้ในที่สุด แต่มันก็ไม่ได้ช่วยให้เขารู้สึกดีขึ้นเลย

                แกงส้มมองหญิงสาวร่วมชะตากรรมด้วยความแปลกใจ เขาสาบานว่าเขาได้ยินเสียงร้องไห้เจียนขาดใจของหล่อนแทบทุกคืน แต่เมื่อยามเช้ามาเยือน มนสิชากลับใช้ชีวิตในแต่ละวันได้อย่างปกติ กิจการของครอบครัวถูกส่งต่อให้เธอดูแลทันทีที่มนสิชากลับมาถึงบ้านพร้อมความยินดีของญาติพี่น้องที่ได้เห็นหน้าหลานสาวในรอบหลายปี เพราะเป็นเมืองท่องเที่ยว ทำให้แม้ร้านกาแฟเล็ก ๆ ในอำเภอปายคนแน่นขนัดแทบทุกวัน และนั่นเป็นสิ่งเดียวที่เบี่ยงเบนความสนใจของมนสิชาออกจากความรู้สึกที่เธอมีต่อจารุวัฒน์ได้

                “มี่ว่าเราทำถูกแล้วใช่ไหม” ร่างโปร่งเปรยขึ้นกับเพื่อนร่วมบ้านในเย็นวันหนึ่ง อุณหภูมิที่ใกล้ถึงเลขตัวเดียวทำให้เขาคิดถึงอ้อมกอดของคน ๆ หนึ่งที่เขาคงไม่ได้เจออีกตลอดไป กระบอกตาบวมช้ำจนไม่เหลือหยดน้ำตาจะไหล มีมี่เบือนหน้าหนี ซับน้ำตาที่ไหลออกมาลวก ๆ

                “แล้วนายคิดว่าไงค่ะ KS

มนสิชาไม่กล้าให้คำตอบกับคนตรงหน้า เพราะตัวเธอเองก็หาคำตอบไม่ได้เช่นกัน การจากกันครั้งแรกของเธอกับพี่โดมเป็นเพราะความจำเป็น เด็กหญิงมนสิชาร่ำไห้ปานจะขาดใจกับอกแม่ในวันที่ต้องย้ายจากมาไกล วันเวลาผ่านไปเท่าใดแต่เธอกลับไม่เคยลืมพี่ชายที่แสนดี กระทั่งความจำเป็นบางอย่างทำให้เธอต้องมาทำงานกับสรพัศ และทำให้เธอได้พบกับผู้ชายคนนั้นอีกครั้ง พี่โดมแทบไม่ต่างอะไรจากโดเรม่อนของเธอในอดีต แต่...เขากลับจำเธอไม่ได้ หญิงสาวได้แต่ปลอบใจตัวเองว่านั่นเป็นเรื่องดีสำหรับพี่ชายแล้ว หลายครั้งที่เธอพยายามหักห้ามใจไม่ให้แสดงตัวต่อเขา จนแล้วจนรอดหัวใจเธอก็เป็นฝ่ายชนะ แต่เมื่อถึงวันที่จารุวัฒน์พบความจริง เธอกลับเลือกเดินจากไปในทันที

                ก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่วัน เธอเพิ่งจะนอนอยู่เคียงข้างเขาในโรงพยาบาล หลายครั้งที่หญิงสาวได้เสียงทั้งดุทั้งอ้อนปลุกให้เธอตื่นขึ้นมาหาเขาที่เฝ้ารออยู่ อ้อมกอดหลวม ๆ ถูกมอบให้ในค่ำคืนนั้น เสียงทุ้มบนอุบว่ากลัวจะทำให้เธอเจ็บ แต่ในที่สุดอ้อมแขนอบอุ่นก็โอบอยู่รอบตัวเธอ การหันหลังให้จารุวัฒน์เป็นสิ่งที่ยากที่สุดที่เธอต้อง แต่เธอก็ทำมันลงไปแล้ว

                “เรา...เราไม่รู้ เรารู้แค่ว่าตอนนี้พี่ฮั่นจะปลอดภัยกว่าตอนที่เราอยู่ตรงนั้น”

                “อืม” มีมี่เพียงรับคำสั้น ๆ  “มี่ไปนอนก่อนนะ เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว”

                “เดี๋ยวมี่” แกงส้มเรียกเอาไว้ก่อนที่มีมี่จะเดินถึงห้อง ร่างเล็กหันมามองเพื่อนร่วมบ้านเป็นเชิงถาม ธนทัตอ้ำอึ้งอยู่นานก่อนถามออกไป “เราไปช่วยมี่ที่ร้านได้ไหม อยู่บ้านแล้ว...แล้วเรา...เอ่อ...เรา...”

                “ก็มาสิ” หญิงสาวตอบรับโดยไม่รอให้เขาพูดจบ เธอรู้เหตุผลของเพื่อนดี “หาอะไรทำ เผื่อความคิดถึงมันจะทรมานน้อยลง”

                มนสิชาทิ้งเขาไว้คนกับความเงียบของเมืองเล็ก ๆ  ลมหนาวพัดใส่ร่างบางอย่างไม่ปราณี มือนุ่มกระชับเสื้อกันหนาวที่สวมอยู่ เนื้อผ้าหนาให้ความอบอุ่นได้เพียงร่างกายเท่านั้น เพราะไม่ว่าเขาจะแนบผ้าหนา ๆ ให้ติดตัวมากเท่าใด ความอบอุ่นก็เดินทางไปไม่ถึงในหัวใจเสียที





 

                ก๊อก ๆ ๆ

                “ผมอยากอยู่คนเดียว” ผมตะโกนใส่ใครก็ตามที่เคาะห้องทำงานของผมในเวลานี้ ใบหน้าซุกอยู่กับฝ่ามือปิดทุกอย่างรอบข้างให้พ้นจากการมองเห็น ใต้เปลือกตามีภาพแกงฉายอยู่ชัดเจนจนเมื่อผมลืมตาภาพนั้นก็ยังคงอยู่ ห้องนี้มีแต่เรื่องราวของผมกับน้องขีดเขียนอยู่เต็มไปหมด ผมจะทนอยู่อย่างนี้ได้อีกนานเท่าไหร่กัน?

                ก๊อก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ

                คนข้างนอกดูจะไม่ยอมรับคำบอกของผม เสียงเคาะประตูรัวขึ้นหวังว่าผมจะออกไปเปิด

                “บอกว่าอยากอยู่คนเดียว ฟังไม่รู้เรื่องหรือไง”

                “คุณฮั่นครับ มีคนมาขอ...” อติรุจตะโกนบอกจากอีกฟากหนึ่งของประตู แต่ผมไม่สน

                “ผมบอกว่า ผม อยาก อยู่ คน เดียว” ผมเน้นทีละพยางค์ให้คนข้างนอกเข้าใจความหมายของผมเสียที

                “เห็นทีจะไม่ได้ครับ คุณอิสริยะ” เสียงใครอีกคนที่ผมไม่คุ้นหูทำให้ผมเงยหน้าขึ้นมามอง ประตูถูกเปิดเข้ามาแล้วพร้อมกับผู้ชายคนหนึ่งที่ผมคุ้นหน้า แต่...ผมไม่แน่ใจนักว่าเขาจะมาทำไม อติรุจหยุดอยู่หน้าประตู มองคนแปลกหน้าอย่างไม่ค่อยชอบใจ

                “คุณออกไปก่อนคุณแคน” ผมบอกบอดีการ์ดคนใหม่ก่อนจะยืนตัวขึ้น อติรุจพยักหน้ารับก่อนจะจากไปตามคำสั่ง ผมพิงศีรษะลงบนพนักเก้าอี้นุ่มที่ความจริงก็ไม่ได้นุ่มเท่าไหร่ รอฟังอะไรก็ตามที่ผู้ชายคนนั้นจะพูดออกมา

                “คุณไม่คิดจะถามผมเหรอว่าผมเป็นใคร แล้วมาที่นี่ทำไม” ผมเหลือบตามองเขาก่อนจะหลับตาลงอีกครั้ง ภาพแกงส้มยังอยู่ที่เดิม ผมถอนหายใจแรง ๆ กับสิ่งที่เห็น

                “มีอะไรคุณก็พูดมาเถอะคุณฮัท ผมรู้จักคุณตั้งแต่งานแต่งงานตอนนั้นแล้ว ผมเห็นคุณกับสมายล์” ผมไม่เห็นว่าเขามีท่าทางยังไงเมื่อผมบอกเขาชัดเจนว่าผมรู้ว่าเขาคือใคร สิ่งที่ผมอยากรู้มากกว่าคือเหตุผลที่เขามาที่นี่ “ผมเหนื่อยเกินกว่าจะมาเล่นเกมอะไรกับพวกคุณแล้ว สมายล์หรือสรพัศส่งคุณมาหาผมล่ะ จะมาจัดการผมแทนลุงของคนรักคุณใช่ไหม เอาสิ! แค่นี้ผมก็ตายทั้งเป็นอยู่แล้ว ดีซะอีก เผื่อผมเป็นอะไรขึ้นมา คนบางคนจะได้กลับมาหาผม”

                “ผมมีบางอย่างจะบอกคุณ ผมเชื่อว่ามันจะทำให้คุณรู้สึกดีขึ้น ถึงสิ่งที่อยู่ในมือผมตอนนี้ จะไม่สามารถไถ่โทษที่น้องสมายล์ทำไว้กับคุณได้ก็ตาม ส่วนไอ้ชาติชั่วนั่น คุณไม่ต้องเป็นกังวลเรื่องมันอีกแล้ว”

                “คุณหมายความว่ายังไง” ผมไม่เข้าใจ ผู้ชายคนนั้นยื่นซองกระดาษสีน้ำตาลให้ผม ผมรับมาอย่างงง ๆ แต่ชายหนุ่มคิ้วเข้มก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ

                ซองกระดาษถูกเปิดออกช้า ๆ  ผมไม่กล้าเดาว่ามีอะไรอยู่ข้างในนั้น ผมกวาดตามองกระดาษหลายแผ่นในซองกับรูปอีกสองสามใบที่ติดอยู่ มือผมสั่นกับข้อมูลที่รับรู้ นี่ผม...

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

แม่หมู // นั่นไง อย่าด่าเก๊าในใจสิ! รู้ทันนะ 55555

หลายคนคงกำลังงงว่า เพลง "ลอย" ที่แม่หมูใช้ในบทนี้เป็นเพลงอะไร และเพลงของใคร ทำไมไม่คุ้นหู ทำไมไม่คุ้นชื่อ เพลงนี้อยู่ในอัลบัม Dome Dream ค่ะ (นั่นไง อัลบัมใครฟระ!) Track ที่ 8 ไม่ใช่เพลงโปรโมท ไม่แปลกที่ไม่เคยได้ยิน แต่...มันถ่ายทอดความรู้สึกของตอนนี้ได้ตรงมาก เป็นเพลงที่ดังขึ้นในหัวตอนเขียนตอนนี้เลย


http://music.gmember.com/ลอย-โดม-จารุวัฒน์/Song-1206029501


อีกเรื่องจะแจ้งให้ทราบ สำคัญมากนะตัวเธอ ตอนหน้า จะอัพในวันฮั่นแกง 28 สิงหา นะคะ แม่หมูขออนุญาตไปไฝว์กับโปรเจ็คจบเฮือกสุดท้ายก่อน ก็รอกันหน่อยเนอะ 12 วันเอง อิอิ >w<

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,121 ความคิดเห็น

  1. #1066 `.เมื่อสัปดาห์ก่อน-? (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 4 กันยายน 2556 / 01:11
    พี่หมี โดดเดี่ยวผู้เดียวดาย.. 
    เมื่อไหร่แกงจะกลับไปหาพี่ฮั่น
    แล้วเมื่อไหร่โดเรมี่จะกลับไปหาโดเรโดม
    -_- โถ่ววววว



    ฮัทจะมีแผนอะไรหรือเปล่าน่ะ
    เอ่อ...นี่เรามองโลกในแง่ร้ายหรือเปล่านะ
    55555555
    #1,066
    0
  2. #1026 Bow_Tida (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 1 กันยายน 2556 / 21:24
    สงสารพี่ฮั่นจัง
    #1,026
    0
  3. #995 kat (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2556 / 07:49
    แม่หมู...อ่า

    ทิ้งไว้แบบนี้อีกล้ะ

    ใจร้ายยยยย



    อยากอ่านต่อแล้ว

    กลับมารักกันไวๆนะ

    พี่ก็ทุกข์ น้องก็ทุกข์ T.T

    กลับไปหาพี่เค้าเหอะ
    #995
    0
  4. #994 loveSiwonmakmak (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 22 สิงหาคม 2556 / 23:59
    แม่หมูทำอารัยพี่หมีอีก โอ้ยยยย เจ้ งง
    #994
    0
  5. #992 pigpigpig1 (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2556 / 15:33
    เศร้าอีกแล้วค่ะ แม่หมูใจร้ายอ่ะจะให้เศร้าไปถึงไหนเนี่ย
    อยากหาความหวานบ้างค่ะ อย่าบอกนะว่าให้ไปหาเอาเรื่องอื่น ไม่ได้นะคะ
    เพราะว่าพี่อยากอ่านเรื่องนี้แต่ขอเถอะพอได้แล้วกับการทรมานเค้าสองคนอ่ะ
    แม่หมูไม่สงสารพี่ฮั่นน้องแกงเหรอค่ะ แล้วยังลูกหมูโดมของแม่หมูอีก
    รอติดตามต่อนะคะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ
    #992
    0
  6. #990 bull (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2556 / 00:32
    สู้ๆคะ รีบกลับมาอัพต่อนะคะ ค้างมากๆๆๆๆ

    #990
    0
  7. #989 PlengHKS" (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2556 / 16:30
    อะไรๆ พี่ฮั่นเห็นอะไรอ่ะ บอกด้วยยยยย
    แม่หมูมาอัพไวๆเน้อ สู้ๆ^^
    #989
    0
  8. #987 kwangjow (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2556 / 15:08
    เมื่อวานเค้าวิ่งมากรี๊ด......แต่...แต่มันไม่ขึ้น!

    เค้าเสียใจ 555 รอ....รอ....รอ....

    ไม่รู้จะพูดอะไรดี...มันรู้สึกหน่วงๆ ฮ่ะๆ

    ดีนะ...คิดถูกที่มาอ่านตอนสอบเสร็จแล้ว 555 ไม่งั้นไม่มีอารมณ์อ่านหนังสือสอบแน่เบย ~ ><
    #987
    0
  9. #986 Chayanid Raksanaves (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2556 / 14:59
    ทำไมแม่หมูทำแบบนี้ TT ใครไม่คุ้นเพลงนี้ก้แปลกแล้วค่าา ชอบเพลงนี้มากจริงๆ ตอนนี้ร้องไห้ตั้งแต่ต้นเลยอ่า พี่แกงรีบๆกลับมาเหอะน้า แล้วในซองนั้นมีอะไรร ฮืออแม่หมูอ่า รีบกลับมาอัพเลยน้า ไฝว้กับโปรเจ็นน้า สู้สู้ รอนะค่าๆๆ
    #986
    0
  10. #984 jewel *28 (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2556 / 10:49
    เศร้ามากกก จะทรมานตัวเองทำไมพี่แกง พี่มี่ เกิดอะไรขึ้นกับสมายด์กับสรพัศนะ ลุ้นๆๆ รออ่านต่อนะคะแม่หมู สู้ๆๆๆกับโปรเจ็กนะคะ ^^
    #984
    0
  11. #983 DK to finland ^^ (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2556 / 05:45
    เจ็บ....เจ็บปวดๆไปหมดเลยค่ะแม่หมู สงสารทั้งสี่คนเลยอะ ทรมานมากกกกกกกกTT
    แต่แลดูเหมือนว่าตอนหน้า พี่ฮัทกำลังนำพาอะไรบางอย่างที่น่าตื่นเต้นมาด้วยสินะ!
    รออ่านเหมือนเดิมค่า ^^=
    #983
    0
  12. #982 TheDreamTD (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2556 / 21:44
    เศร้าจริงๆอะตอนนี้ น่าสงสารทั้งสี่คนเลย รอแม้หมูมาอัพนะ
    #982
    0
  13. #981 พี่ก้อยจ้า (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2556 / 19:31
    รอนะ จะรอ ฮึกๆๆๆๆๆ กี่วันก็จะรอ



    เอิ่มมมมม นี่แค่คอมเม้นท์ก็จะดราม่าด้วยเหรอเนี่ย



    TT0TT ไม่ว่ายังไงก็รอต่อไป เพราะคนอ่านอย่างเรา



    ทำอะไรเขาไม่ได้นี่นา
    #981
    0
  14. #980 waa (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2556 / 19:22
    ขอให้โปรเจค ประสบความสำเร็จนะ
    #980
    0