ตอนที่ 3 : บทที่ 2-ใครว่าง่ายล่ะ?(ุ65%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 40
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    28 เม.ย. 62

ความเดิมตอนที่แล้ว

"เจ้าพูดความจริง"ร่างหนาคลี่ยิ้มสดใสโลกละลายตามที่คุณคิดเอาไว้ออกมา ก่อนจะพูดต่อ "สำหรับคนอื่นข้าดูไปประมาณยี่สิบนาทีในมิตินี้เป็นอย่างน้อยถึงจะตัดสินใจได้ แต่อย่างเจ้าแค่นี้ข้าก็รู้แล้วว่าควรจะทำอย่างไร บททดสอบแรกของเจ้าจบลงแล้วนะ ข้าจะประกาศตรงนี้เลยว่า..."

"ว่า...?"ตอนนี้ร่างบางลุ้นจนตัวโก่ง แต่เขาก็ยังไม่ตอบออกมาเสียที จนตอนนี้เริ่มจะใจฝ่อแล้ว

"เจ้าผ่านรอบแรก"สุดท้ายเขาก็พูดออกมาจนได้ แต่คุณก็ยังไม่เชื่อหูตัวเองอยู่ดี

"อะไรนะ?!! ฉันไม่ได้หูฝาดไปเองใช่ไหม?"

"ดูปากข้านะ เจ้า ผ่าน รอบ แรก"

"จริงจัง?"

"แน่นอน คนอย่างข้าพูดคำไหนคำนั้น"

"อ่าาาา ขอบคุณที่ให้ผ่านนะ"

ก็มันเพราะความสามารถของเจ้า ไม่ใช่เพราะข้าสักหน่อย อย่าขอบคุณเลย"ร่างสูงเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยปากต่อ"ยังไงมันก็ยังไม่จบหรอก เจ้าอย่าเพิ่งดีใจ บดทดสอบยังรอเจ้าอยู่อีกเยอะนะ"

"เอ่อ ยังมีอีกกี่บท นายช่วยบอกฉันได้ไหม จะได้เผื่อพลังเอาไว้ใช้ได้ถูกน่ะ"

"งั้นก็ทนไปอีกสัก 4 บททดสอบนะ มันจะยากขึ้นเรื่อยๆ แต่อันสุดท้ายสำคัญที่สุด เผื่อพลังไว้เยอะๆแล้วปล่อยในบททดสอบสุดท้ายให้สุด ข้าบอกเจ้าได้แค่นี้แหละ"

"เข้าใจแล้ว ฉันจะทำตามที่นายบอก แค่นี้ก็ดีแล้วล่ะ ขอบใจนะ"
.
.
.
@สเปลลิคอล-หน้าบททดสอบที่ 2
หลังจากที่คุณกระโดดลงเหวในมิติลวงตาของโฮซอกแล้วนั้น คุณก็พบว่าตนเองก็มายืนอยู่ตรงหน้าสถานที่ๆดูเหมือนจะเป็นบททดสอบที่ 2 เสียแล้ว และนอกจากคุณที่อยู่ตรงนี้ก็ยังมีคนอื่นๆที่ยืนรับชะตากรรมเดียวกันอยู่อีกเป็นสิบๆคน รวมถึงไอยูด้วย แล้วลิซ่ากับจีมินล่ะ? หายไปไหนของเขากัน? แม้ร่างบางจะชะเง้อมองหาเท่าไหร่แต่ก็ไม่พบ จนเพื่อนสาวของคุณสังเกตุเห็นความปกติของหญิงสาวจนได้

"มึงทำอะไรอ่ะ(ชื่อคุณ)? มองหาใครอยู่รึไง"ไอยูถามด้วยความสงสัย ก่อนที่จะนึกออกว่าร่างบางกำลังมองหาอะไรอยู่ "อ๋อ จีมินกับน้องลิซ่าเหรอ? ถ้าหมายถึงสองคนนั้นอ่ะ ยังไม่มาหรอก...โอ๊ะ!! นั่นไง มานั่นแล้ว"

"เรามากันด้วยวิธีนี้หรอกเหรอเนี่ย? วาร์ปมาเนี่ยนะ?" เมื่อเห็นจีมินกับลิซ่าเดินทางมาด้วยวิธีที่เรียกว่า "วาร์ป" นั้น ร่างบางก็อดสงสัยไม่ได้ว่าเราถูกส่งตัวมาด้วยวิธีแบบนี้จริงๆหรือ เมื่อกี้เธอยังรู้สึกว่าตัวเองกระโดดลงมาจากเหวแล้วลืมตาอีกทีก็โผล่มาตรงนี้เลย ไม่เห็นจะรู้สึกว่ามีแสงออกมาแม้แต่นิดเดียว ต่างจากสองคนนั้นที่มีแสงสีฟ้าออกมารอบๆตัวราวกับวาร์ปมาอย่างนั้นแหละ

"เออ ทุกคนที่ผ่านบดทดสอบจากหนุ่มหล่อชุดขาวคนนั้นอ่ะ ไม่ว่าใครก็วาร์ปมาทั้งนั้นแหละ มึงด้วย"เพื่อนสาวบอกคุณด้วยสีหน้าเรียบเฉย บ่งบอกว่าเธอพูดความจริง แต่ไม่นานเธอก็เอ่ยอีกคำพูดหนึ่งออกมา "จำไม่ได้หรือไงว่าเขาบอกให้หลับตาแล้วลืมตาขึ้นมาอ่ะ กูไปถามคนอื่นๆแล้วมันก็เหมือนกันทุกคนแล้วแสงสีฟ้าจะโผล่มารอบๆตัวด้วย...เดี๋ยวนะ หรือว่ามึงมาวิธีอื่น? มึงเลยไม่ใช่การวาร์ปมา เพราะตอนที่มึงมามันไม่มีแม้แต่แสงอะไรเลยนะ"

"ก็ใช่อ่ะดิ เขาให้กูโดดลงเหวจากยอดเขา ลืมตาอีกทีกูก็โผล่มานี่แล้ว" ไอยูเหวอไปเล็กน้อย เพราะการผ่านมาของคุณมันแตกต่างกับคนอื่นๆที่ต้องใช้เวลา สถานที่ และปัจจัยหลายๆอย่างแตกต่างจากคนอื่น และไม่ใช่แค่ไอยู แต่จีมินกับลิซ่าที่ได้ยินบทสนทนาของพวกคุณนั้นต่างก็สงสัยเหมือนกันว่าทำไมถึงเป็นเธอเพียงคนเดียว?

"ข้ากับลิซ่าลืมตามาแล้วก็ไม่เจออะไรนอกจากที่ๆเขาให้พวกเราเข้าแถวแต่ไม่มีใครนะขอรับ พอมันจบเขาก็บอกให้พวกเราหลับตา เพราะภาพตรงหน้าถ้าใครรับไม่ได้ที่มันจะเปลี่ยนไปกระทันหัน เขาจะช็อคไปสักพักน่ะขอรับ" ชายหนุ่มพูดไปมองหน้าคุณไป เพราะทุกคนเริ่มรู้สึกแปลกๆซะแล้วสิ

"ทุกคนรอกันนานไหมอ่ะ ฉันรอนานมากเลยกว่าเขาจะบอกให้ลืมตา"ร่างเล็กนึกได้อีกหนึ่งเรื่อง คือการรอหลังจากที่โฮซอกบอกให้คุณหลับตาลงไป

"ไม่นะ" ไอยู

"แป๊บเดียวเองนะเจ้าคะ" ลิซ่า

"ไม่นานนะขอรับ" ทั้งสามคนพร้อมใจกันตอบว่า 'ไม่' บางที่อาจเป็นเพราะว่าเขาไปจับมือทุกๆคนก่อนน่ะสิ แล้วมาจับมือคุณเป็นคนสุดท้าย

"โอเค ฉันว่าฉันรู้แล้วล่ะ แล้วพวกเธอรู้ชี่อเขาไหม?" แน่นอนว่าทั้งสามคนจะตอบว่า ไม่ ซึ่งคุณก็รู้อยู่แล้วล่ะ ดังนั้นก็แสดงว่ามันต้องมีอะไรสักอย่างที่ไม่ชอบมาพากลแน่นอน 'โฮซอก รอจบเรื่องนี้ก่อนเถอะ!!"

"ดูเหมือนพวกเธอจะมีอะไรเครียดอยู่นะ ใช่เรื่องทดสอบบทต่อไปหรือเปล่า?" อยู่ๆก็มีผู้ชายหน้าตาดีคนหนึ่งเดินออกมาทักทายพวกคุณจากตรงไหนก็ไม่รู้ มิหนำซ้ำยังทักทายกันเหมือนเพื่อนเล่นอีก "หืม? เธอนี่หน้าตาน่ารักดีนะ เชื่อเลยว่าผู้ชายหลายๆคนคงจะเอากุหลาบให้เธอในวันวาเลนไทน์แน่ๆ 555"

"0/////0 อะ..อะไรของนายอ่ะ?!!ใครก็ได้ มาลากไอ้หมอนี่ออกไปที" ไอยูที่โดนชายปริศนาชมอย่างจังก็ถึงกับทำตัวไม่ถูก เพียงเพราะแค่ถูกคนหน้าตาดีแซวแล้วสติเธอก็หลุดไปเลย

"โอ้!! เธอก็ดูดีเหมือนกันนะ น่ารักจังเลย เหมือนตุ๊กตา" หนุ่มปริศนามองไปที่ลิซ่า ก่อนที่จะหันไปมองจีมินต่อ ก่อนจะลูบปากของเขาอย่างเบามือ "ว้าว!! นายคือพี่ชายของสาวน้อยน่ารักคนนี้สินะ ฮะฮ่าาา บ้านนายนี่ขนาดผู้ชายยังน่ารักเลยแฮะ ปากอวบอิ่มยังกับผู้หญิงเลย ถ้าจับแต่งหญิงนี่นายเสร็จฉันแล้วนะเนี่ย"
 
"เอามือของเจ้าออกไป แล้วอย่ามายุ่งกับน้องส
าวของข้าด้วย มิเช่นนั้นอย่าหาว่าข้าไม่เตือน" จีมินกล่าวคำเตือนออกมาด้วยเสียงที่นิ่งสงบราวกับสายน้ำ จนคนที่อยู่ข้างๆต้องมาจับมือที่กำแน่นให้ใจเย็นลงเพราะความโกรธที่มาจากผู้ชายด้านหน้าตัวของเขา

"อ๊ะ!! ขอโทษทีนะ พอดีหน้าตานายน่ารักมากน่ะ ฉันเลยห้ามใจตัวเองไม่อยู่" ชายคนนั้นว่าพลางเอามือออกช้าๆ ด้วยความสุภาพ ก่อนจะโค้งตัวให้จีมินหนึ่งครั้ง แล้วหันหน้ามามองคุณต่อ ทั้งคู่ไม่ได้ปริปากพูดอะไรออกมา เพียงแต่มองตากันอยู่อย่างนั้น เรียกว่าจ้องตาเลยดีกว่า เพราะตอนนี้ร่างเล็กก็ถ่างตามองเขาแล้วเหมือนกัน ก่อนที่จะสำรวจรูปร่างหน้าตาคร่าวๆเล็กน้อย จนพบว่ามองดีๆแล้ว เขาเป็นคนที่รูปร่างหน้าตาดีมาก คิ้วเข้มหนากำลังพอดี ตัดกับดวงตาสีน้ำตาลกลมโตที่มองแล้วน่าหลงไหล จมูกโด่งเป็นสันพร้อมกับริมฝีปากอวบอิ่มสีแดงสดสุขภาพดีราวกับลูกเชอร์รี่เม็ดโตนั้นมันมีเสน่ห์สุดๆ แถมเส้นผมสีน้ำตาลอ่อนนุ่มนั้นยังรับกับโครงหน้าของเขาได้ดีอีกด้วย ยัง!! ยังไม่จบ ที่ปลายจมูกของเขานั้นมีไฝขี้แมลงวันเม็ดเล็กที่ไม่สังเกตดีๆก็มองไม่เห็นอยู่ แต่ก็ไม่ได้ทำให้เขาหล่อน้อยลงเลย กลับทำให้ดูน่ารักมากขึ้นไปอีกเป็นเท่าตัวเลยด้วยซ้ำ จนคุณเผลอนึกไปถึงน้องชายของคุณ เพราะเขาก็มีเหมือนกัน แต่มันเล็กกว่าเยอะเลยล่ะ

"นี่ฉันพลาดของดีไปได้ยังไงกัน?"ร่างสูงพูดขึ้น ก่อนที่จะเงียบแล้วจ้องหน้าของร่างเล็กอยู่อีกนาน แล้วเขาจึงพูดต่อ "ฉันมั่นใจมากว่าเธอน่าจะมีสมอง ดังนั้นคงจะรู้นะว่าฉันหมายความว่ายังไง" เมื่อพูดจบเขาก็มองคุณต่อเมือนเดิม พักใหญ่เลยก่อนที่ร่างบางจะปริปากออกมา

"นายกินผู้หญิงเป็นอาหารหรือไง? ถึงมองซะจนตาจะทะลุขนาดนั้น ของขาดมากี่วันแล้วล่ะ?" ร่างบางพูดออกมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไม่ได้แสดงอาการหวั่นไหวหรือหลงเขาแม้แแต่นิดเดียว

"ฉันนึกว่าเธอเป็นใบ้ เห็นไม่พูดไม่จาสักคำ" ตานั่นยิ้มยียวนกวนประสาทใส่คนตัวเล็กจนเธออยากจะฆ่าเขาซะตรงนี้ให้รู้แล้วรู้รอด หากแต่ตอนนี้คงจะทำไม่ได้ เดี๋ยวจากที่จะได้เข้าเรียนจะกลายเป็นได้เข้าตารางเสียก่อน

"ไม่พูดไม่ได้แปลว่าเป็นใบ้ซะหน่อยนี่ โตแต่ตัวรึไง สมองไม่มี? แล้วเมื่อกี้ก่อนที่นายจะเดินเข้ามายัยนี่มันก็คุยกับพวกเราอยู่ ไม่ใช่ไม่ได้พูดหรอก นายกวนประสาทมากกว่า" เสียงนี้เป็นเสียงของเพื่อนตัวแสบที่ยืนดูสถานการณ์อยู่นานจนรำคาญผู้ชายตรงหน้าเต็มทน แต่คงไม่ใช่เธอคนเดียวหรอก คู่พี่น้องสองคนนั้นก็น่าจะคิดเหมือนกับเธอด้วยเช่นกัน

"ถ้าเจ้าจะมาปั่นประสาทกันเฉยๆก็เชิญออกไปจากตรงนี้ซะ เพราะพวกเราไม่ได้อยากเป็นมิตรกับคนไร้มารยาท ข้าไม่อยากเสวนาด้วย" คราวนี้เป็นจีมินที่เก็บกดมานานก็ได้พูดสิ่งที่ออกมาจากใจของตัวเองบ้าง แน่นอนว่าใครเจอแบบนี้ก็ต้องโมโห แม้แต่จีมินผู้อ่อนโยนก็ยังไม่ทนเลย

"พี่ข้าไล่เจ้าแล้ว ยังหน้าด้านมายืนอีกเหรอ" เป็นคำด่าที่สั้นแต่เจ็บไปถึงทรวง สำหรับลิซ่าที่ยืนฟังอยู่นานก็เริ่มพูดออกมาบ้าง แต่เธอโมโหเสียยิ่งกว่าใครเพื่อน สาเหตุเพราะเขาทำพี่ชายเธอโมโหนั่นแหละ

U PART
"..." ทุกคนในตอนนี้อารมณ์ขึ้นกันหมด ยกเว้นฉันและผู้ชายคนนั้น แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือตอนนี้เขาจ้องฉันอยู่ ก็ไม่แน่ใจนะว่าหน้าฉันมันมีอะไรติดอยู่รึเปล่า แต่ยังไงก็เถอะ ใครจะไปกล้าถาม ปล่อยแม่งไปก่อนดีกว่า

"นาย....จ้องหน้าฉันมีอะไรหรือเปล่า?"แต่สุดท้ายก็ถามไปจนได้ เพราะเขาจ้องอยู่นั่นแหละ จ้องจนมองทะลุยันซี่โครงแล้วมั้ง แหน่ะ!! ถามแล้วยังไม่ขยับอีก ไอ้หมอนี่มันเป็นอะไรของมันกันเนี่ย?

"ก็แค่...ไม่มีอะไรหรอก ไม่น่าใช่" สีหน้าของหมอนั่นห่อเหี่ยวลงยิ่งกว่าหมาโดนทิ้งอีก โอ๊ยยยยย!! อะไรของเขา? พอพูดเสร็จก็หันหน้ากลับไปเลย..จ้า เอาเลย ตามสบายเลยจ้าพ่อคุณ!!

"ขอโทษที่รบกวน ฉันไปแล้ว ไม่ต้องไล่" พอพูดจบเขาก็กำลังจะเดินไปที่อื่น แต่มือเจ้ากรรมกลับจับแขนเขาไว้ซะงั้น ตอนนี้กลายเป็นฉันที่รั้งเขาเอาไว้เอง   -ิบหายเอ๊ย!! กู่ไม่กลับแล้วงานนี้ ดูเขาจะอึ้งนิดหน่อย แต่สุดท้ายก็ยังอุตส่าห์กลับมากวนตีนกันอีกรอบ จ้า!!

"มีอะไรอีก..หรืออยากไปคุยกันส่วนตัวที่โรงแรม? ถ้าแบบนั้นก็ได้นะ" อยากต่อยปากคนลามกจกเปรตแถวนี้มากเลย ลากออกไปยำข้างนอกดีมั้ยเนี่ย?

"ไม่น่าใช่อะไร หมายความว่ายังไง?" สุดท้ายก็รื้อฟื้นความทรงจำของตัวเองเมื่อประมาณนาทีที่แล้วออกมา ถึงจะไม่อยากรู้เลยก็เถอะ แต่ก็ช่วยไม่ได้ คนมันพลาดไปแล้วนี่นา

"...." อ้าว เงียบซะงั้น

"คนเขาถามก็ตอบ" นี่เสียงอียูสุดที่รักฉันเอง ขี้เสือกจังเพื่อนกู

"ฉันนึกว่าเธอเป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่เคยเข้าโรงแรมด้วยกันเมื่อปีก่อน เธอโคตรเร้าใจเลยบอกตรงๆ แต่เธอ..เฉิ่มเกิน ไม่มีทางใช่อ่ะ" หมอนี่มัน...มองฉันด้วยสายตาเจ้าเล่ห์ ในหัวมันนี่ไม่น่าจะมีอะไรดีๆชัวร์

"...." ยังๆ ยังมองอีก ถีบยอดหน้าหล่อๆสักทีจะมีแม่ยกมารุมตื้บไหมเนี่ย?

"555 ล้อเล่นน่ะ ฉันไปจริงๆแล้ว อ้อใช่ รับประกันว่ายังไงเธอก็ได้เจอฉันอีกรอบแน่นอน งั้น บาย!!" แน่ใจนะว่าจะได้เจอกัน? ฉันไม่อยากเจอกับคนอย่างนายหรอกย่ะ!!

"ชาติหน้าเถอะไอ้วิตถาร" แน่นอนว่าฉันพูดออกมาในเสียงที่เบามากๆ เบาขนาดนี้เรียกว่าข่มเสียงในคอเหอะ นอกจากจะเบาแล้วยังฟังไม่ค่อยรู้เรื่องด้วย ต่อให้ได้ยินก็คงไม่รู้ว่าหมายความว่าอะไรหรอก แค่น้อยคนมากนะที่จะรู้คำที่ฉันพูดด้วยโหมดฝังลงคอ

"ขอโทษนะ แต่ฉันไม่ใช่วิตถาร" พูดจบแล้วเขาก็ขยิบตาข้างหนึ่งก่อนจะเดินไปดื้อๆเลย โอ๊ยยยย แม่จะบ้า..เดี๋ยวนะ ได้ยินด้วยเหรอ? ปากดีแล้วยังหูดีอีก ไอ้บ้านี่

"ข้าไม่รู้จะพูดอะไรดีกับผู้ชายคนนั้น...บางทีคงต้องปล่อยตามยถากรรมแล้วล่ะเจ้าค่ะ" เป็นลิซ่าที่พูดคำนี้ออกมา อืม..ฉันเข้าใจน้องเขานะ เพราะฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะทำยังไงกับนิสัยของเขาดี เพราะเขาเป็นคนที่หื่น ปากเสีย แต่ไม่มีคำหยาบ ก็ดีกว่ามีละกัน ยังมีความไร้มารยาทและเจ้าชู้อีก เจ้าเล่ห์ด้วย แต่ข้อดีคือโคตรหล่อ แต่ความหล่อมันกินไม่ได้หรอก ดังนั้นก็หยุดคิดเรื่องที่ฉันจะชอบหมอนั่นได้เลย

"ถึงจะหล่อมากก็เถอะ แต่แบบ
หื่น ปากเสีย ไร้มารยาท หน้าด้าน เจ้าชู้ เนี่ยฉันก็ไม่ไหวจะเคลียร์ " ไอยูก็เป็นอีกคนที่พูดออกมาเหมือนกับที่ฉันคิดเป๊ะๆราวกับได้ยินอย่างนั้นแหละ

"ผู้ชายคนนั้น...อันตรายมากขอรับ เขามีความเจ้าเล่ห์ออกมาจากดวงตาอย่างชัดเจน ข้าไม่รู้ว่าถ้าอยู่สองต่อสองกับผู้หญิงเขาจะทำอะไรบ้าง และไม่รับประกันความปลอดภัยด้วย" จีมินพูดด้วยสายตากังวล เอาจริงๆฉันก็กลัวเหมือนกันว่าถ้าอยู่กันสองคนแล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง เพราะตอนนี้นอกจากศิลปะป้องกันตัวที่ฉันเรียนมาพร้อมกับไอยูและฮันบยอล ฉันก็ไม่รู้เลยว่าจะเอาอะไรไปสู้ เพราะแม้แต่พลังประจำตัวก็ไม่เคยเอาออกมาใช้สักครั้งเดียวตั้งแต่จำความได้ อันที่จริงทุกวันนี้ก็ยังไม่รู้เลยว่าพลังประจำตัวของตัวเองมันคืออะไรกันแน่ รู้แค่ว่ามีเพราะฉันรู้สึกถึงมันได้ก็พอแล้ว ฉันเคยคิดแบบนั้น แต่วันนี้คงคิดแบบเดิมไม่ได้แล้วล่ะ เพราะอยู่นี่ไม่ใช้ก็ออกไปจากที่นี่ ไม่ก็ตายแค่นั้นเอง...

"นี่มึงไม่คิดจะแสดงความคิดเห็นอะไรบ้างรึไงวะ?" หยาบแบบนี้มีอยู่ตัวเดียวจ้ะ ไม่ต้องถามว่าใคร

"พวกมึงพูดสิ่งที่กูคิดออกมาหมดแล้ว ยังจะให้กูพูดอะไรอีกวะ?" หลังจากที่ฉันพูดจบ ทุกคนก็ขำขึ้นมาทันที ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน สงสัยคงจะขำที่ฉันหมดบทพูดล่ะมั้ง..ถ้าเป็นอย่างนั้นฉันต้องขำด้วยมั้ย?

"กูขอโทษที่ไม่เผื่อให้มึงด่าเขาเลย 555" อย่าขอโทษเลยอีเพื่อนเวร เดี๋ยวกูเสยยอดหน้ามึงไม่ทัน

"มึงพูดผิดไปนิดนะ ตรงที่เขาหล่อมากอ่ะ กูว่าหน้าตา..อุบาทว์มากกว่า หน้าตาทุเรศมากอ่ะอีเวร!! คิ้วหนาเป็นปลิง ปากแดงอย่างกะตุ๊ด ตาโตจนจะถลนออกมาอยู่ละ ดำอีกต่างหาก จริงไหมจีมิน? ลิซ่า? ผมสีน้ำตาลอย่างกับขี้" หลังจากคำนั้นออกไปจากปากฉัน ทุกคนก็ขำแบบเหมือนดูดมาหลายหลุมทันที 

"ไม่ไหวแล้วขอรับ 555555555555" จ้า เอาเลยพ่ออ่อนโยน เอาเลย เพราะคนสวยก็จะขำในใจเหมือนกัน 555 ด่าคนสะใจจังโว้ยย

"พูดอย่างกับคนละคน นึกภาพตามแล้วนิกว่าชิมแปนซีมาเกิด หมดหล่อเลยแม่ง 55555" พอนึกภาพตามมันก็ใช่อ่ะ โอ๊ยยย ขำคำพูดตัวเอง

"อุ๊บ 555555555555555" ขำยาวทั้งพี่ทั้งน้องเลยแฮะ หึๆ

แต่หลังจากที่ขำกันไปไม่ถึงนาที ทำไมรู้สึกว่าเหมือนแผ่นดินจะไหว ฉันคิดไปเองหรือเปล่าเนี่ย? "เกิดอะไรกับพื้นด้านล่างรึเปล่า? มีใครรู้สึกบ้าง" ดูเหมือนผู้คนรอบๆตัวก็เริ่มรู้สึกเหมือนกัน บางคนนี่ถึงกับร้องออกมาไม่เป็นภาษาคน แต่พวกเราทั้งสี่คนก็ตกใจกันแค่นั้นแหละ

"แผ่นดินไหว!! ทุกคนยืนอยู่นิ่งๆ ดูเหมือนพื้นมันกำลังจะแยกออกจากกัน!!!" ไม่ผิดแน่ เพราะไอยูเป็นผู้ครอบครองพลังธาตุดิน หนึ่งในสี่จตุรธาตุ หรือสี่เทพธาตุนั่นแหละ แต่มันยังไม่รู้ว่าตัวมันยังไงก็เข้าคลาส S ได้สบายๆ อยู่แล้ว เพราะมันมีพลังที่สร้างโลกขึ้นมาไง แต่ประเด็นหลักที่มันไม่รู้ก็เพราะ
มันเคยอ่าน 'หนังสือเกี่ยวกับพลังในโลก' ซะที่ไหนล่ะ เพราะมันสนใจอยู่แค่ 3 อย่าง คือ 1.ชีวิตของมันกับคนที่มันรัก 2.ผู้ชาย สุดท้าย 3.ต้นไม้กับสัตว์โลก แค่นั้นแหละ มันบอกไว้ว่า 'มีแค่เรื่องพวกนี้กูก็อยู่ได้แล้ว จะเอาอะไรนักหนา' ฉันก็เลยไม่รู้จะทำยังไงต่อ เลยปล่อยมันโง่ไปงั้นแหละ เพราะเดี๋ยวยังไงอีกไม่นานมันก็ได้อ่านได้เรียนแน่

"เกิดอะไรขึ้นเจ้าคะ!! ทำไมมันถึงแยกออกจากกันได้?!!" ลิซ่าถามอย่างร้อนรน พี่รู้ลูกว่าหนูสงสัย แต่หนูอยู่นิ่งๆก่อนสิโว้ยบักบอบ

"ลิซ่า!!! นางบอกให้เจ้าอยู่นิ่งๆไม่ได้ยินรึ!!"เพราะตอนนี้พื้นที่บางส่วนเริ่มที่จะแยกออกจากกันแล้ว ทุกคนเลยต้องระวังตัวมากขึ้น ลิซ่าเลยยืนนิ่งๆหลังจากที่ได้ยินคำพูดของพี่ตัวเองสักที

"เดี๋ยวก็สงบแล้ว...คิดว่ามันเป็นฝีมือจักรกลมากกว่าจะเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาตินะ" อาจจะเห็นไอยูบ๊องๆไปบ้าง แต่ความจริงถ้ามันจริงจังแล้วมันเปลี่ยนไปมากเลยนะ ยังไม่พออาการขี้กังวลของเธอมันก็หายไปด้วย แต่ก็หายไปเฉพาะตอนที่ตัวเองจริงจังนั่นแหละน้า พอหลุดโหมดนี้ไปเดี๋ยวก็กลับไปเป็นเหมือนเดิมอีกชัวร์

"ไม่ต้องคิดแล้วขอรับ แตกเรียงเป็นรูปหกเหลี่ยมเท่ากันทุกอันแถมยังเรียงกันแบบนี้ไม่ผิดแน่" ผู้ชายในกลุ่มคนเดียวหยุดพูดสักพักแล้วก็พูดต่อ "ดูเหมือนบททดสอบต่อไปจะมาแล้วล่ะขอรับ"

"ชักจะยากขึ้นแล้วสิ มันจะมาแบบไหนกัน?"

(35%)







 ทันใดนั้นฉันก็ได้ยินเสียงของใครก็ไม่รู้ดังลั่นมาจากลำโพงแถวๆนี้แหละ แต่ไม่เห็นหน้าคนพูด อย่าว่าแต่หน้าเล้ยยย แม้แต่เงาก็ยังไม่เห็น เห็นอยู่แค่ลำโพงกับพื้นที่แตกเรียงกันสวยเนี่ย  -_-

"สวัสดีผู้ทดสอบทั้งหลาย ไม่ต้องตกใจเรื่องพื้นหรอก มันปลอดภัยดี แยกได้ก็เอากลับได้เหมือนกัน" โห พื้นปลอดภัยแต่ไม่ใช่กับคนน่ะสิ!! จะตายแหล่ไม่ตายแหล่อยู่แล้วโว้ยยย!!

"อย่างที่รู้ๆกันอยู่ว่าบททดสอบของที่นี่ไม่ได้มีเพียงด่านเดียว แต่ข้าก็ไม่บอกหรอกว่ามีอีกกี่ด่าน เพราะถ้าบอกมันก็ไม่สนุกสิ จริงไหม?" ไม่บอกก็ไม่ง้อหรอกย่ะ ฉันรู้หมดแล้วล่ะว่ามีอีกเท่าไหร่ ยังไงก็ขอบคุณนายโฮซอกนั่นด้วยที่บอกว่าให้ออมแรงเอาไว้เยอะๆ ถ้าเข้าไปได้นี่ฉันคงจะไปขอบคุณเขาก่อนแน่

"มึงคิดว่ามีอีกเท่าไหร่ อีกกี่ด่านวะ?" เป็นเสียงของยัยบ้าข้างๆฉันที่ยืนอยู่ข้างกันทันก่อนที่จะแยกจนข้ามไม่ได้เนี่ย แต่ไม่ต้องกระซิบซะเบาขนาดนี้ก็ได้ ดังกว่านี้อีกนิดก็ไม่มีใครเขาได้ยินหรอกจ้ะอียู

"สาม ถ้ารวมด่านนี้ก็สี่" ฉันตอบกลับด้วยความมั่นใจ แน่นอนว่ารู้ไง เลยมั่นใจขนาดนี้อ่ะ

"ทำไมมึงดูมั่นใจขนาดนี้วะ ในคู่มือมีบอกรึไง?" มั่นใจเพราะกรรมการด่านแรกบอกไงเพื่อนรักของ (ชื่อคุณ)

"เปล่า" ทำหน้าเหมือนไม่เชื่อเลยเพื่อนกู...แต่ไม่เชื่อก็ไม่แปลกอ่ะ เพราะมันเอาอะไรมายืนยันไม่ได้เพราะยังไม่ได้บอก หึๆ

"ถ้ากูบอกมึง มึงจะเอาไปบอกคนอื่นไหมล่ะว่ากูรู้ได้ไง?" ความจริงถึงบอกว่าไม่ก็บอกไม่ได้หรอก เพราะสัญญาเอาไว้แล้วว่าจะไม่บอกใคร ฉันเป็นคนที่รักษาสัญญานะขอบอก แต่ถ้าได้เข้าไปเรียนแล้วก็อีกเรื่องนึง

"บอก" โอเค้!! ดี กูจะได้ไม่ต้องบอกมึงอีเพื่อนเวร

"งั้นมึงก็แค่จำคำกูไว้ ออมแรงไว้ด่านสุดท้ายแล้วค่อยไปใช้ให้สุด จบ" ยัง ยังทำหน้าเหมือนฉันไม่เคยพูดความจริงงั้นแหละ แค่เชื่อก็จบแล้วไหมวะ แต่ถ้าไม่เชื่อก็ตัวใครตัวมันก็แล้วกัน ตามยถากรรมนะเพื่อนยาก

"เออ กูจะทำตามที่มึงบอก ถึงแม้กูจะไม่รู้ว่ามึงเอามาจากไหนก็เถอะ"

"เอามาจากไหนไม่สำคัญเท่ามึงจะทำตามที่กูพูดไหมนี่แหละ เพราะอันนี้กูมั่นใจว่ายังไงก็จริง แหล่งเชื่อได้ค่ะเพื่อน" ว่าแล้วก็ยกนิ้วโป้งข้างซ้ายขึ้นมาโชว์ซะเลย เป็นสัญลักษณ์ที่แปลว่า 'เชื่อกูเถอะ' อันนี้เราทำแค่สองคน คนอื่นอาจจะแปลว่าเยี่ยมธรรมดา แต่เราไม่ใช่หรอกนะ

แต่ตอนที่เรากำลังคุยกันอยู่ก็รู้สึกว่าได้ยินไอ้เสียงจากลำโพงกำลังพูดอะไรออกมาสักอย่างแล้วเหมือนทุกคนจะมองเราสองคนกันเป็นตาเดียว ซึ่งเราก็ไม่ได้ฟังเพราะเขาเพิ่งพูดไปเมื่อกี้นี้เอง ไม่ถึงยี่สิบวิด้วยซ้ำ จนเราทั้งคู่หยุดคุยแล้วกลับไปฟังเสียงลำโพงเจ้าปัญหาก็ได้ทราบถึงต้นตอเสียที

"ผู้หญิงสองคนนั้นน่ะ เมื่อไหร่จะฟังข้าพูดเสียที มิเช่นนั้นข้าจะปรับเจ้าตกแล้วนะ คุยกันอยู่นั่นแหละ" อ๋อเหรอ เพราะอย่างนี้นี่เองคนถึงได้มองกันทั้งบาง เพราะไอ้เสียงจากลำโพงนี่เอง

"คุยกันนิดหน่อยถึงตายเลยรึไงฮะ!!! ว่าแต่พูดอยู่หลังลำโพงอย่างเดียวเนี่ย ไม่คิดจะโผล่หน้าออกมาหน่อยเหรอ!!! ถามหน่อยเหอะว่าหน้าตาดีแค่ไหนกันเชียว?" นี่ฉันไม่ได้พูดนะ นู่นนนน ลิซ่าคนสวยของเราเอง ว่าแต่ทิ้งข้ากับเจ้าไปเลยเหรอ? สองคำนี้หายไปไหนแล้วล่ะยัยหนูลูก

"ปากดีไม่พอ ยังมายุ่งเรื่องของคนอื่นอีก มันเกี่ยวกับเจ้ารึไงสาวน้อย? เดี๋ยวข้าจับส่งด่านพิเศษซะนี่" ด่านพิเศษ? โฮซอกไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้เลยนี่ มันเป็นด่านอะไรกันเนี่ย?

"ฉันรู้จักสองคนนี้แล้วยังจะมาบอกว่าเป็นเรื่องของคนอื่นไม่ได้หรอกนะไอ้ทุเรศ!!! อยากส่งไปก็ส่งไปเลย เอาสิ!!" เห้ย!! สกิลปากแบบนี้พี่กลัวว่าน้องจะได้ไปด่านพิเศษจริงๆนะยัยหนูลิซซซ อย่าไปท้าเขาเลยลูก ตอนนี้จีมินอึ้งไปแล้ว ตายๆๆ โดนแน่เลยกู

"งั้นก็นะ...ย่อมได้ ส่งแขก!" หลังจากที่ไอ้เสียงนั่นเงียบไป ไม่ถึงสองวิพื้นที่น้องยืนอยู่ก็ตกลงไปเลย แน่นอนว่ายังไงน้องก็ตกลงไปด้วย แต่ที่พีคกว่านั้นเลยคือจีมินก็โดดตามน้องลงไปนี่สิ!! เวรกรรม

"เ-ี้ย!!!" ไอยูที่ยืนอยู่ข้างๆกันก็อุทานขึ้นมาเสียงดังทันทีหลังจากที่เหตุการณ์เมื่อสักครู่เกิดขึ้นภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งนาที อย่าว่าแต่มันเลย ตอนนี้ฉันก็ตกใจเหมือนกันนั่นแหละ แค่ไม่ได้ขนาดมันแค่นั้นเอง

"ยังมีใครจะตามสาวน้อยปากดีกับหนุ่มหัวชมพูลงไปอีกไหม ถ้าไม่ก็ท้าแบบนางอีก มิเช่นนั้นข้าก็จะส่งไปด่านพิเศษเหมือนกัน" เมื่อกี้นี้มีแต่คนคุยกันดังลั่นทั่วทั้งพื้นที่ แต่พอเขาพูดเท่านั้นแหละ เสียงเงียบลงอย่างกับป่าช้าเลย

"ส่งผมลงไป!" เสียงนี้มันมาจากผู้ชายคนหนึ่งที่เอ่อ...ใส่สูทหรูสีแดง กางเกงแดง เสื้อคอเต่าสีขาว รองเท้าหนังดำ ถ้าไม่ติดว่าผิวออกขาวๆหน่อย ถึงจะไม่ได้ขาวมากก็เถอะ คงเป็นกาคาบพริกไปแล้ว แต่รวมๆแล้วมันก็ดูดีจนพอทำให้อียูตะลึงได้แหล่ะ (เพราะถ้าไอยูมองผู้ชายคนไหนแล้วถึงกับอึ้งนี่ส่วนใหญ่หน้าตาเข้าขั้นเทพบุตรทุกคน)

"เจ้ามั่นใจนะ?" เสียงจากลำโพงดูมีน้ำเสียงแปลกใจเล็กน้อย

"ส่งผมลงไป" ครั้งนี้หนุ่มสูทแดงพูดเบาลง แต่น้ำเสียงก็หนักแน่นเหมือนเดิมเป๊ะๆ  ตอนนี้ผู้คนก็ต่างโฟกัสไปที่เขาและเริ่มซุบซิบนินทากันด้วยเสียงที่เบาพอสมควร แต่ใช่ว่าจะมีคนอยู่ตรงนี้น้อยๆซะที่ไหนล่ะ เสียงตอนนี้มันก็เลยดังกระหึ่มเลยน่ะสิ

"เห้อ เจ้ามันวิปริตจริงๆ งั้นก็...ส่งแขก!" มันก็เหมือนเมื่อกี้นั่นแหละ แต่ประเด็นคือคนตกลงไปไม่ใช่ลิซ่าแต่เป็นเขาต่างหาก แต่ทำไมตกลงไปแล้วก็ยังสุขุมขนาดนั้นได้ บ้าไปแล้วเหรอ? ส่วนไอ้คนที่เหลือก็ยังซุบซิบไม่เลิก ชักจะรำคาญแล้วนะเนี่ย

"งั้น...คงไม่มีแล้วสินะ ส่วนพวกเจ้าสองคน ถ้ายังคุยกันอีกก็ลงไปทั้งคู่เลย" แน่นอนว่าสองคนที่เสียงนั่นหมายถึงคือฉันกับอียูเนี่ยแหละ คนก็เริ่มเงียบลงไปอีกตามเคย และกลับไปเป็นป่าช้าตามเดิม แต่มันรู้สึกตะหงิดๆมาตั้งแต่เมื่อกี้นี้แล้ว คือหนึ่ง เขาอยู่ตรงไหนของเขา และสอง คนคุยกันนอกจากพวกเราก็มี เผลอๆดังกว่าพวกเราคุยกันอีก แล้วทำไมถึงเจาะจงแค่เราล่ะ? เอาตรงๆคือมันน่าสงสัยโคตรๆเลย

"..." ฉันไม่รู้จะพูดอะไรดี ฉันอยากจะตามลงไปเพราะเป็นห่วงพวกเขามาก แต่เพื่อนฉันไม่ได้เงียบเหมือนกับฉันหรอก

"จะส่งลงไปก็เรื่องของนายสิ ตอนนี้ส่งฉันลงไปได้รึยัง ฮะไอ้เวร!! แกส่งเพื่อนฉันลงไปแต่จะให้ฉันอยู่ตรงนี้เนี่ยนะ?  คนที่เริ่มอยู่ตรงนี้ นี่!! ส่งฉันลงไปสิ เอาเลย!! ฉันมานั่งนิ่งดูดายแบบนี้ไม่ได้หรอกนะ ฉันไม่ได้สารเลวแบบนาย!! เอาตรงๆนายก็คงจะหน้าตาทุเรศเหมือนที่เธอบอกจริงๆนั่นแหละ เผลอๆสันดานก็คงทุเรศด้วย เอาเลยสิ!! ไอ้ด่านบ้าอะไรนั่นน่ะ ฉันจะทำลายมันให้เละเลยไอ้กร๊วก!!" ถ้าเธอพูดขนาดนี้แล้วก็คงไม่ต้องห่วงด่านข้างล่างหรอก มันจะเละตามที่เธอพูดจริงๆ รับประกันเลย  เพราะตอนนี้เธอโมโหของแท้แล้ว ยัยนี่จัดเป็นผู้หญิงถึก บึกบึนมากถ้าเทียบกับผู้หญิงธรรมดา แต่ประเด็นคือขี้กังวลเวลาที่ไม่ได้โกรธหรือไม่ได้จริงจรังอะไรมากๆ แล้วความขี้กังวลของยัยนี่มันก็หนักขนาดทำตัวเองเป็นลมไปเลย หนักพอไหมล่ะ?

"มึง? เอาจริงเหรอ?" คงได้แค่ถามเท่านั้นแหละ ยังไงก็ห้ามไม่ได้อยู่แล้ว เพราะรู้ว่ายังไงมันก็ไป

"มึงน่าจะรู้อยู่แล้วนะ แต่ไม่ต้องห่วงหรอก มึงอยู่บนนี้ไปเถอะ ขนาดพลังตัวเองยังไม่รู้ว่ามันคืออะไร ถ้าลงไปจริงๆกูว่ามึงไม่น่ารอด..ส่วนกูน่ะ ถึงจะไม่รอดก็ไม่เป็นไรหรอก กูไม่ได้มีจุดประสงค์ที่ยิ่งใหญ่แบบมึง แล้วอีกอย่างกูก็เป็นคนเริ่ม แถมมึงยังหวังดีกับกูเสมอ กูไม่อยากให้มึงลงไปเพราะไม่รู้จะเจออะไรข้างล่างบ้าง แต่ขึ้นชื่อว่าด่านพิเศษ มันก็ต้องมีอะไรที่หนักหนาสาหัสกว่าปกติอยู่แล้ว มึงต้องผ่านไปให้ได้นะ(ชื่อคุณ)" 

ฉันเป็นห่วงมันมากกว่า เพราะไม่รู้ว่าข้างล่างมันมีอะไร ฉันก็กลัวจะเสียมันไปเหมือนกัน เพราะมันเป็นเพื่อนคนแรก เป็นเหมือนพ่อแม่ เหมือนพี่น้อง มันเป็นแทบทุกอย่างสำหรับฉัน เพราะถ้าไม่มีมันก็ไม่มีฉัน ฉันอยากจะห้ามมันเอาไว้ แต่..มันไม่ฟังฉันหรอก เพราะรู้ว่ามันห่วงสองคนนั้นเหมือนกัน ความจริงฉันก็ห่วงพวกเขา แต่ถ้าจะเสียคนไปจริงๆก็ขอให้มันมีแค่นี้เถอะ ดีกว่าจะเสียไปทั้งหมด...ไม่งั้นฉันคงต้องตามลงไปด้วย ถึงจะไม่ได้รู้อะไรเลยก็ตาม

"....มึงต้องรอดสิ!! มึงยังตายไม่ได้!! ฮึก!" ไม่ไหว ว่าจะไม่ร้องไห้แล้วนะ แต่มันก็ดันไหลออกมาเอง ตอนนี้สติฉันหลุดจริงๆแล้ว

"อย่าทำให้กูกังวลดิ เดี๋ยวกูเป็นลมกลางด่านหรอก แล้วก็ใครบอกว่ากูจะตาย กูแค่บอกว่าตายก็ไม่เป็นไร แต่กูไม่ได้บอกว่ากูจะตายแน่นอนซะหน่อย" 

"กลับมาให้ปลอดภัย..ฮึก นะ" ถึงจะพูดแบบนั้นก็ยังเป็นห่วงอยู่ดี

"เออน่า" สุดท้ายเธอก็ยกนิ้วโป้งข้างซ้ายชึ้นมา บ่งบอกว่า 'เชื่อใจกูสิ ยังไงกูก็กลับมาหามึงได้' มันทำให้ฉันหยุดร้องไห้ได้ เพราะสัญลักษณ์นี้มีความหมายกับเราสองคนมาก

"ร่ำลากันพอรึยังสาวน้อย?" ไอ้ลำโพงเวรตะไลนั่นกลับมาพูดอีกครั้งหลังจากเงียบไปพักใหญ่ๆ เพราะคงจะเปิดโอกาสก่อนส่งเพื่อนฉันไปตายแน่ๆ

"ส่งฉันลงไป...เจอกันที่โรงเรียนนะเพื่อนรัก" คำหลังเธอหันหน้ามาพูดกับฉันด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ก่อนที่พื้นจะทรุดตัวลงไปทันทีทั้งๆที่ยังไม่ทันได้ตอบกลับเลย

"........" ไม่มีคำพูดใดๆเล็ดลอดออกมาจากปากของฉันแล้ว ตอนนี้ความรู้สึกของฉันเหมือนโดนเข็มนับร้อยทิ่มแทงมาที่หัวใจตัวเอง...ยืนไม่ไหวแล้ว ขาทั้งสองข้างทรุดลงไปนั่งอยู่กับพื้นอย่างหมดสภาพเหมือนโดนสูบพลังออกไปจนหมด แต่ตอนนี้ฉันไม่มีแรงจะทำอะไรแล้วจริงๆ 'ขอโทษนะ แต่กูคงไปหามึงไม่ได้แล้วล่ะ กูไม่ไหวแล้วจริงไอยู'

"สาวน้อย เจ้าลุกขึ้นมาได้แล้ว ทุกคนรอเจ้าอยู่คนเดียวนะ" 'แล้วไงล่ะไอ้ลำโพงผี มาลองเป็นฉันดูไหม? มาลองเป็นฉันดูไหม!!' ฉันอยากจะพูดคำนี้ออกมาเหลือเกิน หรือจะพูดออกไปเลยดีไหม? ฉันจะได้ตามพวกนั้นลงไปได้

"แล้วไงล่ะ..ไอ้ลำโพงผี มาลองเป็นฉันดูไหม? มาลองเป็นฉันดูไหม!!...นายไม่รู้อะไรเลย นายมันก็แค่คนที่ทำหน้าที่ควบคุมทุกคน นายไม่รู้หรอกว่าแต่ละคนเขารู้สึกยังไง แล้วไอ้การที่ทุกๆคนก็คุยกัน เผลอๆยังดังกว่าพวกเราซะอีก แล้วทำไมมาลงแค่กับพวกเราวะ!! ประสาทกินเหรอ? หึ!! ไร้ความยุติธรรม นี่เหรอโรงเรียนที่ยิ่งใหญ่? ฉันว่าที่นี่มันก็แค่คุกดีๆที่กัดกร่อนจิตใจคนให้กลายเป็นคนชั่ว ให้คนฆ่ากันเองทั้งๆที่เขาไม่ได้อยากจะทำ!! อย่าว่าแต่โรงเรียนที่ยิ่งใหญ่เลย แม้แต่โรงเรียนฉันก็ไม่อยากจะเรียก กระดากปากตายห่า...แล้วอย่าคิดว่าฉันจะอยากเรียนที่นี่ด้วยนะ แค่มันไม่มีทางเลือก ไม่งั้นคงไม่มาเหยียบที่นี่หรอก!!"

"นี่เจ้าด่าขนาดนี้เพราะแค่จะลงไปช่วยเพื่อนรึไง? แค่บอกว่าจะลงก็พอแล้ว" 

"ฉันจะได้มีเหตุผลไปบอกเพื่อนฉันไงว่าทำไมถึงลงไปด้วย เพราะเขาไม่อยากให้ฉันลงก็แค่นั้น" เอาจริงๆคือฉันก็ผสมความโมโหลงไปด้วยนั่นแหละ เผื่อจะลงไปแล้วคุยกันสบายๆก็แค่นั้น

"แต่ข้าโมโหจริง ยินดีด้วยนะ เจ้าจะได้ลงไปตายเป็นเพื่อนพวกเขาแล้วล่ะสาวน้อย..ส่งแขก!!"ว่าแล้วพื้นดินรอบๆตัวก็ทรุดลงไปด้านล่างทันที แต่แล้วฉันก็หมดสติไป...
.
.
.
.
ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่แล้วที่ฉันรู้สึกแบบนี้ รู้สึกว่างเปล่า เหมือนไม่มีอะไรอยู่เลย มันทั้งเงียบ ทั้งวังเวง และน่ากลัว..ไม่ต่างกับตอนเด็กๆที่ฉันไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะฉันจำอะไรไม่ได้เลยจนกระทั่งอายุ 7 ขวบ ฉันถึงเพิ่งจะมีความทรงจำเป็นของตนเอง ไม่รู้ว่าก่อนหน้านั้นฉันเป็นตายร้ายดียังไง ไม่รู้ว่าฉันทรมานแค่ไหนตั้งแต่เกิดมา เพราะฉันจำเรื่องราวอะไรในตอนนั้นไม่ได้เลย ในตอนนั้นฉันมีแค่ฮันบยอลคนเดียว แล้วเขาคอยเป็นคนที่ให้กำลังใจฉันมาตลอด 3 ปี จนวันนั้น วันที่ฉันกับเขาพลัดพรากจากกันไป...เป็นเวลา 8 ปีแล้วที่ไม่ได้พบกับเขา แต่ความทรงจำในวันนั้นมันชัดยิ่งกว่าเพิ่งผ่านไปเมื่อวานเสียอีก 
.
.
.
.
.
8 ปีที่แล้ว...วันที่ฉันเสียน้องชายของฉันไป

ในตอนนั้นฉันจำได้ว่าอยู่ในช่วงกลางเดือนธันวาคม อุณภูมิในตอนนั้นติดลบเสียด้วยซ้ำ แต่พวกเราก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร กลับรู้สึกอุ่นใจเพราะเรายังมีกันและกันอยู่เท่านั้นก็เป็นพอ...ฉันจำได้ว่าวันนั้นเป็นวันที่แสนจะธรรมดา เพราะเราไม่ได้ไปไหน เพียงแค่นั่งอยู่ที่ชานกระท่อมเล็กๆที่พ่อของไอยูสร้างไว้ให้เราสองพี่น้องได้อาศัยก็เท่านั้น พวกเรากำลังเอาอาหารที่ทำเป็นมื้อเย็นเล็กๆด้วยฝีมือของตัวเองมากินกันอย่างเอร็ดอร่อยบนชานกระท่อมชั้นสอง ในระหว่างนั้นเราก็คุยและหัวเราะอย่างสนุกสนานตามประสาเด็กๆทั่วไปพร้อมกับกินข้าวไปด้วย เสร็จแล้ววันนั้นพวกเราก็ขออนุญาติคุณอาลี (พ่อไอยู) ไปเดินเล่นในงานเทศกาลที่โบสถ์ใกล้ๆบ้าน และแน่นอนว่าเขาก็อนุญาติให้ไป แต่สองพ่อลูกก็จะไปด้วยเช่นกัน...

"งานในปีนี้จะเป็นยังไงบ้างนะ? พี่อยากจะเห็นแล้วสิ" เจ้าของเสียงใสพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงและท่าทีที่ตื่นเต้น 'ฮันวอล' เด็กสาวตัวเล็กน่ารักในชุดขนสัตว์สีขาวสะอาดตา ผมยาวสีดำเงามันขลับถูกถักเปียจนเป็นระเบียบเรียบร้อย ดวงตากลมโตสองชั้นกับนัยน์ตาสีนิลเป็นประกายที่ยิ่งมองแล้วก็ยิ่งน่ารัก ปากสีชมพูอมแดงเหมือนลูกตำลึงสุกนั้นเมื่ออยู่คู่กับจมูกที่โด่งนิดๆนั้นยิ่งทำให้เธอเหมือนกับตุ๊กตามากขึ้นไปอีก

'ใช่แล้วล่ะ เด็กผู้หญิงคนนั้นคือฉันเมื่อ 8 ปีที่แล้วเอง'

(65%)










คุยกับอิไรท์ก่อน

สวัสดีจ้า คิดไม่ถึงว่าจะมาแค่นี้ล่ะสิ? ไม่ต้องห่วงไปนะคะ เดี๋ยวไรท์จะค่อยๆทยอยลงให้เอง!! ไม่ต้องรอทุกวันศุกร์แต่ต้องมารอทุกวันละนะ แต่จะลงวันไหนก็ไม่รู้อีก 555 อ้อ!! เราใช้นางเอกบรรยายดีกว่าไหม คอมเมนท์มาเลยยย เราเขียนเยอะไม่ได้ เพราะนี่ในไอแพดค่ะ กลัวเว็บเด้งอีก (เมื่อกี้เด้งไปรอบนึงแล้ว เขียนอย่างยาวเลย เสียใจอ่ะ) คอมบ้านเราเป็นคอมสาธารณะ ใช้กันทั้งบ้าน ตอนนี้ลุงมาเลยให้เขาเล่นไป ส่วนเราก็มานั่งพิมพ์ในไอแพดรอค่ะ ฮิๆ ไม่เวิ่นเว้อละ ไรท์ไปแล้วนะคะรีท บ๊ะบาย!!

ปล.รีเควสเพลงได้นะ เหมือนที่บอกไปตอนที่แล้ว อันนี้ไรท์พูดจริงค่ะ



ยัง ยังมาไม่หมดกับดราม่าจ้าาาาา!! ส่วนตัวไรท์แต่งไม่เก่งเลยในแนวเรียกน้ำตาแบบนี้ เพราะมันต้องอาศัยในปัจจัยหลายๆอย่าง ไรท์เลยไม่ค่อยจะลงรอยกับนิยายแนวนี้เท่าไหร่ อีกส่วนหนึ่งก็เพราะบางครั้งนิยายที่ทำใครหลายๆคนร้องให้ได้ ไรท์กลับทำไม่ได้เหมือนคนอื่นๆ เลยนึกไม่ออกว่าจะเขียนยังไงให้คนอ่านรู้สึกอินไปกับมันดี อีกอย่างเพราะประสบการณ์ของไรท์มันคือศูนย์ ไรท์เลยไม่สามารถบรรยายสิ่งที่อยู่ในหัวให้ออกมาอย่างเต็มที่ด้วยนั่นแหละค่ะ แต่ถ้าให้นึกภาพด้วยตัวเองนี่น้ำตามาอัตโนมัติเลยค่ะ 555 วันนี้ไรท์กลับมาพิมพ์ในคอมแล้วน้าาา อิอิ คิดเห็นอย่างไรก็ฝากเขียนคอมเมนท์มาด้วยนะคะ 

ปล.เพราะคอมเมนท์มีค่ายิ่งกว่ากำลังใจ ไรท์คิดว่าความคิดเห็นของรีทสำคัญมากค่ะ พอเราไม่มีมันเลยรู้สึกว่ามันเหมือนกับเราส่งอะไรบางอย่างไปไม่ถึงเขา  ไม่ต้องกลัวว่าไรท์จะไม่อ่านนะคะ ตามที่ไรท์บอกก็คือไรท์จะหาเวลาอ่านของทุกๆคนแน่นอน ถึงจะมีคนอ่านไม่กี่คนก็เถอะค่ะ แต่รู้ว่ามีคนอ่านไรท์ก็ดีใจแล้ว เพราะฉะนั้นส่งมาเถอะค่ะ ถ้าผิดพลาดอะไรจะได้เอาไปแก้ไขให้มันดียิ่งขึ้นค่ะ ขอบคุณที่อ่านจนถึงตรงนี้นะคะ ขอบคุณจริงๆ



B
E
R
L
I
N
?
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

8 ความคิดเห็น

  1. #8 chookie (@chookie) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2562 / 15:16
    ทุกคนคะ ขออภัยจริงๆค่ะ ตอนนี้อีไรท์อยู่ตจว. คอมก็ไม่ได้เอาไป (เอาไปไม่ได้) เลยได้แต่มานั่งอ่านความคิดเห็นทุกคนอยู่นี่อ่ะค่ะ....แต่คิดว่าวันที่ 15 อาจจะได้ลงนะคะ (อาจจะนะคะ ย้ำ อาจจะ)
    และขอขอบคุณที่มานั่งทวงนิยายด้วย ดีใจมากจริงๆค่ะ ขออภัยมา ณ ที่นี้ ด้วยนะคะ
    .กราบรีททุกคน
    #8
    0
  2. #7 phastraphrn (@phastraphrn) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2562 / 23:28

    รออยู่น๊าาา
    #7
    2
    • #7-1 chookie (@chookie) (จากตอนที่ 3)
      9 พฤษภาคม 2562 / 15:32
      ขอเวลาก่อนนะคะ ช่วงนี้ไม่ค่อยว่างเลย แหะๆ เดี๋ยวจะมาต่อพาร์ทความหลังของฮันวอลเร็วๆนี้นะคะ
      #7-1
    • #7-2 ALEENA-MO (@ALEENA-MO) (จากตอนที่ 3)
      10 พฤษภาคม 2562 / 10:40

      อัปเถอะๆ สนุกกกกกกก ติดตามอยู่น่าาค่าาา
      #7-2
  3. #6 0615593744 (@0615593744) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 28 เมษายน 2562 / 22:50
    มาต่อเร็วๆน้าา
    #6
    2
    • #6-1 chookie (@chookie) (จากตอนที่ 3)
      29 เมษายน 2562 / 00:59
      เค้าเพิ่งต่อเมื่อเย็นๆเอง เดี๋ยวขอไปบิ้วท์อารมณ์แล้วจะกลับมาลองดูน้าาา รอก่อนเด้อ
      #6-1
  4. #5 chookie (@chookie) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 27 เมษายน 2562 / 19:46

    (ยิ้มอย่างชั่วร้าย) จีมินน่ารักจัง ขอเป็นเมียได้ไหม?//เดี๋ยวนะ นี่ไรท์ไม่ใช่นางเอก (รองเท้านับสิบจากทั่วทุกสารทิศกำลังลอยตรงมาหาผู้เขียนเหมือนกับมีคนปามาก็ไม่เชิง ไม่เชิงก็บ้าแล้ววว!!)

    #5
    0