end - (exo) crawl (to) me baby! | chanbaek

ตอนที่ 19 : ชายชาตรี

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,930
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 84 ครั้ง
    19 ก.พ. 60


? cactus





บทที่ 17

ชายชาตรี





 

            “เอ้า... เจี๊ยะให้มันไว ๆ อะไรที่กระพุ้งแก้มนั่น ไม่ต้องอม ไม่ใช่เหรียญ”


          “โธ่... เตี่ย” ม้าพูดเสียงปะเหลาะ “ยังเช้าอยู่เลย อาเลี่ยสะลึมสะลือ”


          มังกรฟ้าแห่งซัวเถาขมวดคิ้ว “ซาลึมซาลือ ซาลึมซาลืออะไร” ว่าพลางใช้ตะเกียบปลิดองุ่นผลหนึ่งจากขั้ว โยนเข้าปาก แล้วเคี้ยวกร้วม ๆ “อาชิงว่าที่ฮาร์บิน ลื้อตื่นแต่ไก่โห่ ถ่อไปเสี่ยวเจียวสตูดิโอนี่”


          “เสี่ยวหลงเซียสตูดิโอต่างหาก” ชานเลี่ยโต้ “เสี่ยวเจียวน่ะ แม่นางทั้งสี่ในดาบมังกรหยกหรอก”


          “สตูดิโอกุ้งก้ามแดงเนี่ยนะ


          “แรก ๆ ก็ถามเขาอย่างนี้เหมือนกัน”


          “อาเลี่ย ทำใจให้สบาย” ม้าปลอบโยนก่อนตักเคาหยกชิ้นสุดท้ายให้ “ภาพลักษณ์ของบริษัทดีขึ้นมาก พนักงานในบริษัท ไม่มีใครถือโทษโกรธลูก อ้อ... เปลี่ยนไทเสียหน่อยไหม ทั้งยับ ทั้งสกปรก”


          ชายหนุ่มร่างสูงกลับพรวดพราดลุกจากโต๊ะ จับไทสีเบอร์กันดีของตัวเองแน่น “ไม่เอา ม้า เลี่ยชอบสีนี้”


          “ไม่เห็นรู้ว่าชอบสีนี้... แต่เส้นอื่นก็มีนี่ ซักเสียนิด รีดเสียหน่อยนะ แล้วม้าจะผูกให้ใหม่”


          “ไม่เอาน่า ม้า” เขายู่ปากอย่างรำคาญใจ “เลี่ยรักของเลี่ย ให้เลี่ยใช้เส้นนี้นะ”


          “อุวะ... ทำอะไรไม่เข้าเรื่อง” เตี่ยลูบหนวดเส้นบาง ๆ เหนือริมฝีปากอย่างไม่ชอบใจ “มีอะไรวิเศษนัก กะไทเส้นเดียว”


          “ก็ป๋ายเซียนผูกให้ผม ป๋ายเซียนที่เตี่ยใช้ให้ดูแล แล้วก็ใช้ให้ทิ้งไว้ที่ฮาร์บิน จำได้หรือเปล่า”


          เมื่อจบประโยคก็ถอนหายใจ เรี่ยวแรงจากเคาหยกหลายชิ้นและข้าวหลายคำคล้ายจะอันตรธานไปในพริบตา มังกรฟ้าแห่งซัวเถาอ้าปากค้าง จากนั้นก็กะพริบตา


          “เตี่ยไม่คิดว่า... ”


          “หอมเนอะ อาเลี่ย” เป็นผู้ให้กำเนิดที่ปรี่เข้าใส่ บังคับให้ชานเลี่ยอ้าปากงับหนึ่งก้วยเจ้าอร่อย “ไปได้แล้ว ทังหยวนเจ้านี้ก็อร่อยไม่แพ้กัน อ้อ... เย็นนี้ พาติงลี่ไปเดินเล่นด้วยล่ะ มันคิดถึงเลี่ยจะแย่”


          อดีตซีอีโอที่เพิ่งจะกลับเป็นซีอีโออีกครั้งส่งเสียงอู้อี้ในลำคอ รับเปี้ยนตังบรรจุหนึ่งก้วยและทังหยวนจากม้า ก่อนก้าวออกจากห้องอาหารไปโดยไม่หันกลับไปมองมังกรฟ้าแห่งซัวเถาที่มีสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกเลย




หมายเหตุ: หนึ่งก้วย คือขนมไข่ (คล้าย ๆ ขนมถ้วยฟู) และทังหยวนคือบัวลอยน้ำขิงค่ะ

 


          นอกจากใครคนหนึ่งเปลี่ยนกระถางเฟินบนโต๊ะทำงานเป็นสีชมพู ห้องทำงานบนชั้นลอยก็ดูจะไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ปากกาคอแร้งราคาแพง (ซึ่งชานเลี่ยใช้ไม่เป็น) ยังเสียบอยู่กับที่เสียบปากกาทำจากงาช้าง และไม่ว่าจะเป็นพรมหนังวัว คอมพิวเตอร์ซึ่งเชื่อมต่อกับโทรทัศน์ หรือภาพเขียนขนาดเต็มตัวของเขาในเครื่องทรงพระจักรพรรดิ ก็คล้ายจะไม่ถูกแตะต้องเลยนับแต่วันที่ตัวปัญหาแห่งซัวเถาจากไปด้วยความไม่เต็มใจ กระทั่งกลับมาด้วยความไม่เต็มใจยิ่งกว่า


          ชานเลี่ยนั่งลงและกุมขมับ เสมองเอกสารบนโต๊ะทำงาน ก่อนอ่านเอกสารเหล่านั้นทีละฉบับ ลงนามอย่างบรรจง แยกเอกสารที่มีข้อสงสัยไว้อีกทางหนึ่ง ใช้ปากกาหมึกซึมสีแดงวงข้อความต่าง ๆ และให้เลขานุการนำไปคืนที่แผนกนั้น ๆ


          ชายหนุ่มทำทั้งหมดนั้นอย่างเบื่อหน่าย เคี้ยวหนึ่งก้วยของแม่อย่างซังกะตาย ก่อนยกทังหยวนให้เลขานุการ และนอนขดตัวบนโซฟา


          แต่ก่อน เขามักทิ้งตัวบนพรมหนังวัว ร้องขออาหารราคาแพง ดูโทรทัศน์จนตาแฉะ และลงนามในเอกสารอย่างลวก ๆ ก่อนจากบริษัทไป ชานเลี่ยมักเที่ยวเตร่ในสถานบันเทิง น้อยครั้งที่จะกลับถึงบ้านก่อนเที่ยงคืน เพียงแต่เดี๋ยวนี้ ตัวปัญหาแห่งซัวเถาลืมความสุขอย่างสำมะเลเทเมานั้นเสียแล้ว


          “นี่! ” เขาตะโกนเรียกเลขานุการ “มีเอกสารเหลืออยู่ไหม”


          “ไม่มีค่ะ คุณชาย” หญิงวัยกลางคนร้องตอบจากหน้าประตู “จะให้โทรศัพท์หาใครไหมคะ”


          “ใคร... โทรศัพท์หาใคร... ”


          “ก็... แต่ก่อนคุณชายจะให้โทรศัพท์หาคุณเพ่ยเพ่ย คุณรุ่ยหลิน หรือไม่... ก็คุณเสี่ยวเหยียน”


          ชานเลี่ยคราง “นางแบบพวกนั้น... พอเสียที”


          ชายหนุ่มร่างสูงกลับไปที่โต๊ะทำงาน ควงปากกาคอแร้งไปมาอย่างไม่รู้สึกรู้สมอะไรนัก ก่อนจะส่งเสียงอีก “คุณซื้อหมูผัดให้ผมได้ไหม”


          “เป็นมื้อกลางวันหรือคะ”


          “ใช่ อย่าให้สุกนักล่ะ” เมื่อพูดอย่างนั้นแล้วก็กัดริมฝีปาก “แล้วก็เบียร์... ”


          ทันทีที่ได้ยินว่ายี่ห้ออะไร เลขานุการก็ร้อง “เอ๊ะ... คุณชายไม่ดื่มยี่ห้อนี้นี่คะ”


          แต่ก่อนน่ะใช่ เขาไม่แตะต้องและไม่คิดจะแตะต้อง ผู่ชานเลี่ยไม่ดื่มเบียร์ชั้นล่าง! เพียงแต่หลายเดือนในห้องบันทึกเสียงทำให้หมูผัดที่ไม่สุกนัก ผักเฉา ๆ รวนกับน้ำมันงา และเบียร์ราคาถูกแกล้มอาหารข้างทางเช่นไข่พะโล้ต้มใบชาหรือคอเป็ดกลับเลิศรส


          จะได้ยินเสียงหัวเราะของจินสี่สหาย เสียงร้องแง้วอย่างเอาแต่ใจของโฮเวิร์ด ฟอน ฮินเดนบูร์ก เสียงเฉียบขาดของลู่หาน และเสียงพูดเจื้อยแจ้วของเจ้าตัวเล็กเมื่ออาหารเหล่านั้นอยู่ตรงหน้า ลึกลงไป ชานเลี่ยหวังอย่างนั้นเอง


ทว่า... เมื่อเคี้ยวหมูผัดสุก ๆ ดิบ ๆ และดื่มเบียร์ยี่ห้อเดียวกับที่หมินซั่วมักนำกระป๋องของมันมาประดิษฐ์เป็นมาราคัส เครื่องเขย่าให้จังหวะ เพียงลำพังในห้องทำงานที่เงียบเชียบ ชายหนุ่มกลับพบว่าทั้งสองอย่างนั้นเฝื่อนอย่างประหลาด


“ไม่อร่อยเลย” ท้ายที่สุด จึงได้ยินแต่เสียงคร่ำครวญอย่างหมดอาลัยตายอยาก “ไม่อร่อยเลย ไม่อร่อยสักอย่างเดียว... ป๋ายเซียน”






 

          ติงลี่ เวลช์ คอร์กี้ของชานเลี่ยมีอายุมากแล้ว แม้จะไม่มากเท่าฮูหยินก็ตาม ฟันหลายซี่หลุดหายไป และขนบางส่วนก็เป็นสีขาว ถึงอย่างนั้น มันยังวิ่งไปมาอย่างกระตือรือร้นเมื่อได้ยินเสียงเขา เร็วที่สุดที่ขาสั้น ๆ ทั้งสี่จะอำนวย


          “ไปเดินเล่นกัน ติงลี่”


          มันเห่าตอบเสียงแหลม พยายามกระดิกหางซึ่งเป็นก้อนกลมติดอยู่กับบั้นท้าย และเลียมือชายหนุ่มอย่างเอาใจ


          “เหมือนไอ้ตัวเล็กเลยแฮะ ไหนร้องป๋ายซิ... ”


          ติงลี่เอียงคอ เห็นได้ชัดว่าไม่เข้าใจ


          ตัวปัญหาแห่งซัวเถาระบายลมหายใจจากปาก “ไม่ได้หรอก... นั่นสินะ” ชานเลี่ยหัวเราะเสียงแห้ง “ขอโทษนะ ติงลี่ แกจะรักเขา... เชื่อฉันสิ ฮะ... พูดเป็นเล่น”


          ว่าแล้วก็ชูสายจูงขึ้น ติงลี่จึงออกวิ่ง นำไปอย่างคุ้นเคย


          “แกไม่รู้จักเขาและจะไม่มีวันรู้จักนี่นา... ”


          อากาศต้นเดือนมีนาคมในซัวเถานั้นเยียบเย็น แต่เมื่อเทียบกับมณฑลหนึ่งซึ่งอยู่สูงขึ้นไปทางตอนเหนือของประเทศแล้ว กลับอบอุ่นกว่ามาก แอปพลิเคชันพยากรณ์อากาศแจ้งว่าจะมีฝนตกในไม่ช้า และเมื่อชายหนุ่มเลือกฮาร์บินจากแผนที่ ก็พบว่ามีลมแรง ท่ามกลางอุณหภูมิหนึ่งองศาเซลเซียส


          “เขาควรจะสวมผ้าพันคอกับถุงมือหนา ๆ ” เขาพูดกับติงลี่ “นวดหน้าอกด้วยน้ำมันยูคาลิปตัส แล้วก็... ”


          เสียงเห่าของเจ้าเวลช์ คอร์กี้ปลุกชานเลี่ยจากภวังค์


          “ขอโทษนะ แกไม่ชอบน้ำมันยูคาลิปตัส ฉันหมายถึงป๋ายเซียนน่ะ”


          ติงลี่ส่งเสียงงี้ดง้าดอย่างไม่เข้าใจ ชายหนุ่มจึงโยนขนมชิ้นหนึ่งให้มัน “ไอ้หมอจะพลิกแผ่นดินหาผ้าพันคอกับถุงมือที่หนาที่สุดให้เขาอยู่แล้ว แต่นวดหน้าอกด้วยน้ำมันยูคาลิปตัส... เฮ้ย!


          เพราะชานเลี่ยหยุดเดินอย่างกะทันหัน สายจูงจึงตึงขึ้นและติงลี่งับเขาที่ขาเพื่อแสดงออกว่าไม่พอใจ “โอ๊ย! ขอโทษ! ก็เขาควรจะนวดหน้าอกเองนี่ จะให้ไอ้หมอเป็นฝ่ายนวดไม่ได้นะ!


          เจ้าเวลช์ คอร์กี้เห่าแล้วเห่าอีก ชายหนุ่มพยักหน้า


          “ใช่! พูดอีกก็ถูกอีก ฉันจะโทรศัพท์หาชิง... ให้บอกไอ้หมออย่างนั้น ได้การล่ะ... ได้การล่ะ... ”


          แต่เมื่อเสียงรอสายดังขึ้น ตัวปัญหาแห่งซัวเถากลับได้สติ ชานเลี่ยวางสายและทรุดตัวลงบนม้านั่ง ซุกใบหน้ากับฝ่ามืออย่างอ่อนแรง ปล่อยให้ติงลี่นั่งแปะกับพื้น หอนเบา ๆ อย่างเป็นห่วงเป็นใย


          “ฉันกำลังจะเป็นบ้า... รู้สึกเหมือนกำลังจะเป็นบ้าเลย”


          เจ้าขาสั้นยืนสองขาและเลียมือข้างหนึ่งของเขา ชายหนุ่มหัวเราะเสียงแห้ง “อะไรเนี่ย... อย่าทำให้คิดถึงเขาซี่ วันแรก... ไอ้ตัวเล็กก็เลียแขนฉันอย่างนี้แหละ เพราะเขากัดฉัน กัดจมเขี้ยวเลยล่ะ ติงลี่ เกเรสุด ๆ ไปเลย เนอะ... เนอะ”


          คราวนี้ติงลี่ใช้ขาหน้าเกาะขอบม้านั่งอย่างทุลักทุเลและกระดิกใบหู


          “โง่จริง ๆ รู้ทั้งรู้ว่าเป็นเรื่องชั่วคราว ฉันควรจะรักบริษัทของตัวเองซี่ ใช่ไหม นั่งอยู่กับที่ ขยับปากกาหน่อยก็มีกินมีใช้ จะดื่มรอยัล เดอมาเรียกี่ขวดก็ได้ จะซื้อลัมโบร์กีนีอีกคันหนึ่งหรืออีกสิบคันก็ได้ ฉันมีเงินแล้วนี่ ไม่เหมือนที่ฮาร์บิน” เขาพึมพำกับสายลมปลายฤดูหนาว “เห็นดีเห็นงามอะไรกับการทำงานงก ๆ ประคบประหงมกุ้งมังกรกับแมวหน้าตาบู้บี้ จะดื่มโกโก้สักถ้วยก็แสนยาก ป๋ายเซียนรึก็ผอมอย่างกับอะไร กอดไปก็เท่านั้น เทียบเพ่ยเพ่ยไม่ติดฝุ่น ซื่อจนเซ่อแล้วยัง... แล้วยัง... ”


          ใครจะรู้ว่าท้องฟ้าเมื่อฝนตั้งเค้ามืดมนอย่างนี้ เมฆลอยต่ำ เห็นได้ชัดว่าไม่อาจกักเก็บน้ำฝนต่อไป เช่นเดียวกับดวงตาของเขา


          “แต่ว่านะ... แต่ว่า... เพิ่งจะรู้เดี๋ยวนี้เองว่าฉันเขียนเพลงได้! ฉันเขียนเพลงได้จริง ๆ นะติงลี่ ร้องเพลงแร็ปได้ และเล่นดนตรีได้ดีด้วย! ในห้องบันทึกเสียง ฉันไม่ใช่ไอ้เลี่ยที่ไม่เป็นโล้เป็นพาย แต่เป็นผู่ชานเลี่ย เป็นผู่ชานเลี่ยจริง ๆ พวกเขารักเพลงของฉัน บอกว่าฉันทำได้ดี รู้ไหม... เป็นคำชมที่วิเศษที่สุดเลย พวกเขาไม่ได้พูดอย่างนั้นเพราะฉันเป็นลูกชายคนเดียวของผู่เหวินไถ และป๋ายเซียนก็ไม่ได้... ทำเปี้ยนตังให้ฉันเพราะฉันเป็นลูกชายคนเดียวของมังกรฟ้าแห่งซัวเถา”


          ไม่ช้า ฝนก็ตั้งต้นโปรยปราย และชานเลี่ยที่ไม่ขยับเขยื้อนแม้เจ้าเวลช์ คอร์กี้จะส่งเสียงครวญครางอย่างลนลานก็ตระหนักเป็นครั้งแรก... ว่าเขาเหงาเหลือเกิน แม้จะถูกยกยอปอปั้น รายล้อมด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา แต่น้อยคนนักจะรู้จักและจดจำชายหนุ่มในฐานะผู่ชานเลี่ย มนุษย์คนหนึ่ง


ผู่เหวินไถคือไม้ใหญ่ที่ทอดเงาปกคลุมครอบครัว ตัวปัญหาแห่งซัวเถาที่เติบโตใต้เงานั้นจึงถูกปฏิบัติอย่างหน่อของไม้ใหญ่ ไม่ใช่ต้นไม้อีกต้นหนึ่ง ผู้คนรักเขา ฐานที่เป็นลูกชายคนเดียวของเตี่ย และเกลียดเขาด้วยเหตุผลเดียวกัน ได้... เป็นหน่อของไม้ใหญ่ต่อไปดีกว่า เพราะไม่มีวันจะสูงใหญ่ได้เท่า ท้ายที่สุด ชานเลี่ยก็เชื่ออย่างนั้น ความเกียจคร้าน เฉื่อยชา จนสำมะเลเทเมาจึงสั่งสมเป็นนิสัย ไม่มีวันเป็นอย่างเตี่ยได้หรอก... ไม่มีวัน พฤติกรรมในวันวานเกิดจากความโดดเดี่ยวและความพยายามในการปกป้องความรู้สึกของตัวเอง... เท่านั้นเอง


          “คุณคะ... คุณ”


          ที่ฮาร์บินนั้นต่างออกไป ไม่ว่าจะเป็นป๋ายเซียน อี้ชิง ลู่หาน จินสี่สหาย กระทั่งหมออู๋ ก็ล้วนแต่รักและเกลียดเขาในฐานะผู่ชานเลี่ย ถึงตอนนี้ แม้ความชิงชังของซื่อชุนก็น่าพิสมัย อย่างน้อยไม่ชอบหน้าผู่ชานเลี่ย ก็ฟังดูจริงใจกว่ารักลูกชายคนเดียวของผู่เหวินไถ


          รู้คำตอบในที่สุด ต่อคำถามที่ปรากฏขึ้นในจิตใต้สำนึกเป็นครั้งแรกเมื่อป๋ายเซียนประสบอุบัติเหตุ คำถามที่ว่าเรารักสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขใช่ไหม คำตอบคือไม่ใช่... ไม่ใช่อย่างแน่นอน แท้จริงแล้ว เรารัก...


            “คุณผู่ชานเลี่ยใช่ไหมคะ!


          ชายหนุ่มสะดุ้งสุดตัว ใครคนหนึ่งกางร่มให้เขา และติงลี่ก็กำลังดมรอบ ๆ ข้อเท้าของเธอพลางกระดิกหาง ยังพอจะเห็นรอยขูดขีดจาง ๆ บนแขนทั้งสอง รอยขูดขีดจากเล็บของเด็กชายซึ่งเติบโตในป่า... ท่ามกลางฝูงหมาป่า


          “คุณ... ”


          ตัวปัญหาแห่งซัวเถาอ้าปากค้าง ผู้ดูแลจากศูนย์อนุบาลสัตว์ป่าเนิ่นเจียง ซึ่งเขาพบครั้งสุดท้ายเมื่อพาป๋ายเซียนไปอาศัยอยู่ด้วย กำลังส่งยิ้มให้อย่างอารี





          “อย่าทำอย่างนี้สิคะ” ผู้ดูแลพูดอย่างอารมณ์ดี ปากก็เคี้ยวฮะเก๋าหยับ ๆ “จะไม่สบายเอา”


          “ผมแข็งแรงออก”


          “คนหนุ่มนี่น้า” อีกฝ่ายส่ายหน้า “ไข้ไม่มีตา ไม่เลือกที่ คุณผู่ ตากฝนตากฟ้าอย่างนี้ ไม่น่ารักเลย”


          ชานเลี่ยหัวเราะ “ผมไม่ใช่เด็กเล็ก ๆ ”


          “โธ่... ไม่เห็นแก่ตัวเอง ก็เห็นแก่ตาหนูเปี้ยนเถอะค่ะ ขืนเกิดอะไรขึ้นกะคุณ ใครจะดูแลแก”


          น้ำชาในปากกลับขมราวกับยาหม้อ ถ้วยน้ำจิ้มพร่าเลือนในอึดใจ ชายหนุ่มร่างสูงจึงกะพริบตาและก้มหน้าลงอย่างขลาด ๆ “ป๋ายเซียน... จะไม่เป็นอะไรหรอก”


          “เป็นแน่ ๆ ล่ะค่ะ แกไม่มีใครนี่ ขืน... ”


          “ป๋ายเซียนอยู่กับไอ้หมอแล้วตอนนี้... ”


          “คุณหมออู๋หรือเปล่าคะ” หล่อนว่าอย่างทองไม่รู้ร้อน “ไม่เหมือนกันสักนิด คุณหมออู๋เป็นพ่อ เป็นพี่ชายก็เท่านั้น คุณซี่... เป็นมากกว่านั้นแยะ”


          “ผมเนี่ยนะ


          ผู้ดูแลใช้ตะเกียบคีบฮะเก๋าชิ้นสุดท้ายส่งให้เขา ชานเลี่ยปฏิเสธอย่างสุภาพ ฮะเก๋าชิ้นนั้นจึงตกเป็นของอีกฝ่าย “แกรู้ค่ะ... ว่าศูนย์อนุบาลฯ จวนจะถูกปิดเต็มที เป็นความผิดของดิฉันเอง ไม่ปิดจากตาหนูเปี้ยนให้ดี ก็ไม่รู้นี่ว่าแกยังตื่นอยู่” หล่อนเล่า “แกกลัวค่ะ กลัวมากเสียด้วย ตาหนูเปี้ยนอาจมีความคิดอย่างเด็กเล็ก ๆ ถึงอย่างนั้น แกก็รู้จักความเหงาหงอย ความโดดเดี่ยว แกว่าฮูหยินไม่ชอบแก ถึงได้ขับจากฝูง ก็นานกว่าดิฉันกับคุณหมออู๋จะเปลี่ยนความเชื่อที่ว่าได้”


          “เขาโตขึ้นมากแล้ว จะไม่เจ็บปวดอย่างนั้นอีก ผมรู้”


          “คุณผู่ ยิ่งเติบโต ความเจ็บปวดยิ่งลึกซึ้ง” อีกคนหนึ่งโต้ “คุณไม่รู้ว่าแกเจริญอาหารขึ้นในเวลาสั้น ๆ เมื่อได้ยินว่าคุณจะมาที่เฮยเหอ มารับแก... การมาของคุณ ทำให้ตาหนูเปี้ยนรู้สึกว่าเป็นที่ต้องการ และเพราะคุณคือคนแรกในโลกที่ทำอย่างนั้น... ”


          หัวใจของตัวปัญหาแห่งซัวเถาร้าวรานยิ่งขึ้น คล้ายแก้วที่ไร้ราคา


          “ตาหนูเปี้ยนจึงรักคุณ ตั้งแต่ก่อนจะรู้จักคุณเสียอีก คุณคือโลกทั้งใบของแกนะคะ”


          ถึงตอนนั้น เขาเงยหน้า ปล่อยให้น้ำตาไหล ผู้ดูแลที่ตื่นตกใจผุดจากเก้าอี้ ลูบหลังและไหล่ของชายหนุ่มร่างสูงอย่างร้อนใจ “ตายล่ะ ดิฉันขอโทษ เป็นอะไรไป เกิดอะไรขึ้นคะ”


          “ผมเสียเขาไปแล้ว” ชานเลี่ยตอบเสียงเครือ “ผมเสียเขาไปแล้ว จะเคยเป็นโลกทั้งใบ หรือทั้งจักรวาลของเขาก็ไม่มีความหมาย เขาจะเกลียดผม และคงเกลียดผมแล้ว”


          “ไม่มีทาง เป็นไปไม่ได้หรอกค่ะ”


          “ผมมันโหลยโท่ย ผิดสัญญาที่ให้ไว้กับเขา อ่อนแอเกินกว่าจะดูแลเขา ป๋ายเซียนจะเห็นว่าผมเป็นโลกทั้งใบหรืออะไรก็ช่าง เพราะความจริง... ผมคือผู่ชานเลี่ย แค่ผู่ชานเลี่ยเท่านั้นเอง”


          อีกฝ่ายรอกระทั่งน้ำตาของเขาหยุดไหลจึงส่งกระดาษชำระให้อย่างเวทนา “ดิฉันไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ขอพูดอะไรสักหน่อย นะคะ... ประสาคนแก่แหละ”


          ชานเลี่ยพยักหน้า เสมองกระถางต้นไม้ด้านนอก ปล่อยให้ถ้อยคำของผู้ดูแลไหลผ่านความรับรู้ ราวกับน้ำที่เยือกเย็น


          “แค่ผู่ชานเลี่ยอะไร ตั้งผู่ชานเลี่ยต่างหาก” หล่อนเริ่มต้น “ไม่มีอะไรยิ่งใหญ่ สูงค่าหรือต่ำชั้นกว่าในความรัก เราไม่เคยรักสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ไม่เคยรักสิ่งที่ดีที่สุด ความรักของเราต่างหาก ทำให้สิ่งนั้นยิ่งใหญ่ที่สุด และมีค่ามากที่สุด ความรักเปลี่ยนกรวดเป็นเขา เปลี่ยนคูน้ำเป็นมหาสมุทร คุณไม่รู้... ไม่มีวันจะรู้ ว่าจุดมุ่งหมายของชีวิตคืออะไร เมื่อไม่รู้จักรัก ไม่มีวันจะรู้ ว่าความหมายของชีวิตคืออะไร เมื่อไม่ถูกรัก”


          “แค่... ปรัชญา... ลมแล้ง ๆ ”


          “เปล่าเลย คุณผู่” ผู้ดูแลบอก “สำหรับหนึ่งพันสามร้อยล้านคนในประเทศนี้ ตาหนูเปี้ยนอาจเป็นเด็กชายที่มีพัฒนาการบกพร่อง และคุณอาจเป็นชายคนหนึ่ง... ก็เท่านั้น แต่สำหรับคุณ ตาหนูเปี้ยนคือเปี้ยนป๋ายเซียน และสำหรับตาหนูเปี้ยน คุณคือผู่ชานเลี่ย สองชื่อนี้ไม่มีความหมาย จะไม่ถูกจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ ความรักเท่านั้นทำให้ชื่อเปี้ยนป๋ายเซียนสำคัญ และความรักอีกเหมือนกัน ทำให้ชื่อผู่ชานเลี่ยยิ่งใหญ่ ความรักคือการให้ความหมาย... เมื่อรู้จักรักและถูกรัก เราจึงรู้จักความหมายของชีวิต”


          ตัวปัญหาแห่งซัวเถาสะอึก ขณะที่หล่อนยิ้มน้อย ๆ กวักมือเรียกพนักงาน และปฏิเสธเงินของเขา ไม่ช้าผู้ดูแลก็บอกลา


          “เดี๋ยวนี้คุณอยู่ที่ไหน” ชานเลี่ยถามที่ด้านหน้าร้าน


          “ศูนย์อนุบาลสัตว์ป่าแห่งใหม่ ไกลจากที่นี่พอสมควร ดิฉันอยู่ระหว่างพักร้อนค่ะ” ผู้ดูแลตอบพร้อมกับโบกมือลา “อากาศที่ซัวเถา อบอุ่นกว่าที่เฮยเหอมาก ลึกลงไป คุณเองก็เป็นอย่างนั้น... รู้ใช่ไหม”


          ชายหนุ่มร่างสูงไม่ตอบ เพียงแต่เมื่อหล่อนหันหลังให้ เขากลับโพล่งออกไปว่า “คุณ... ชื่ออะไร ขอโทษที่ผมไม่เคยถามเลย”


          “ฮุ่ยเหอค่ะ” อีกฝ่ายตอบ “หม่านฮุ่ยเหอ”


          ฮุ่ยเหอ หมายถึงสายน้ำแห่งความกรุณา และใช่... ชื่อนี้ยิ่งใหญ่เหลือเกิน สำหรับเขา


          เพราะเป็นเจ้าของความรักที่ไม่อาจประเมินค่า และจะได้รับความรักเสมอ จากผู้คนที่หล่อนได้หยิบยื่นความรักให้ จากนี้... และตลอดไปนั่นเอง

 

         






          วันคืนผ่านไปอย่างเงียบเชียบ แม้ถ้อยคำของฮุ่ยเหอจะสร้างกำลังใจ คล้ายฟืนในคืนที่หนาวเหน็บ ถึงอย่างนั้น ชานเลี่ยยังขาดแคลนเชื้อเพลิงซึ่งจะทำให้กองไฟนั้นลุกโชติขึ้น


          ทุกวัน เขาจะลงนามในเอกสารต่าง ๆ อย่างรอบคอบ เพราะละอายเกินกว่าจะสร้างปัญหาแก่เจ็กและซิ่มต่อไป ชายหนุ่มร่างสูงไม่ช่างพูดอย่างเมื่อหลายเดือนก่อน แต่พนักงานบริษัทกลับกระซิบกระซาบถึงเขาในทางดีกว่าเมื่อชานเลี่ยเป็นชายหนุ่มเจ้าสำราญมาก


          แน่ล่ะว่าเตี่ยพอใจ และม้าก็พอใจ เจ็กดั้นด้นไปที่ฮวงซุ้ย คร่ำครวญกับกงกว่าค่อนคืนว่าในที่สุดก็พ้นสมัยที่จะตามล้างตามเช็ด ซิ่มเองมักจะปรุงอาหารจานโปรดที่สุด ส่งให้เขาไม่เว้นวัน


          เพียงแต่... ตัวปัญหาแห่งซัวเถาซึ่งอาศัยอยู่ท่ามกลางแจกันกระเบื้องเคลือบและภาพเขียนราคาสูงลิ่ว ลงนามในเอกสารที่อาจชี้เป็นชี้ตายผู้คนนับร้อย แวดล้อมด้วยอาหารเหลาและเครื่องดื่มที่ใครต่อใครได้แต่ฝันถึง กลับไม่รู้สึกว่าสิ่งเหล่านั้นมีความหมาย


          เมื่อทุ่มเถียงกับเตี่ย กอดม้า พูดคุยกับเจ็กและซิ่ม ปล่อยให้ติงลี่เลียมือ เขามีความสุข... อย่างที่ควรจะเป็น แต่เมื่ออยู่ในห้องทำงาน สูดกลิ่นหอมของน้ำยาปรับอากาศ ขยับปากกาเพียงเล็กน้อย ก็วางใจว่าจะมีกินมีใช้ ละเลียดฮื่อฉี่หรือซุปหูฉลาม ดื่มไวน์ที่แม้ขวดเปล่าก็ยังมีราคากว่าบ้านทั้งหลัง ชานเลี่ยกลับสร้อยเศร้าอย่างที่ไม่ว่าใครก็รับรู้


          เพราะฮุ่ยเหอ ชายหนุ่มร่างสูงจึงรู้ว่าเพราะเขาไม่เคยให้ความหมายกับสิ่งเหล่านั้น และความว่างเปล่าก็ถูกเติมเต็มด้วยความสำมะเลเทเมาซึ่งทำให้อะไร ๆ กลับเลวร้ายลงอีก


          “คุณชายคะ”  


          เสียงของเลขานุการปลุกชานเลี่ยจากภวังค์ ตัวปัญหาแห่งซัวเถาเลิกคิ้ว “มีอะไร”


          “มีจดหมายกับพัสดุถึงคุณชาย จาก... สักครู่ อ้อ... ถนนซือต้าหลิน ในฮาร์บินค่ะ”


          ชานเลี่ยหูผึ่ง “จากใคร”


          “ไม่ทราบค่ะ... จ่าหน้าว่าเพื่อน เพื่อน เพื่อน เพื่อน เพื่อน เพื่อนห้าครั้งน่ะค่ะ แล้วก็... นาย อ้อ... มีรอยเท้าเล็ก ๆ ด้วย แมวหรือเปล่านะ”


          เขาถลันไปที่ประตู เปิดออกและรับทั้งจดหมายและพัสดุมาพร้อมกับความประหลาดใจของอีกฝ่าย


          คำว่าเพื่อนเหล่านั้นเขียนด้วยลายมือซึ่งแตกต่างกันห้าลายมือ เช่นเดียวกับคำว่านาย ใครคนหนึ่งวาดกุ้งด้วยปากกาหมึกซึมสีแดงที่มุมซอง ใกล้กับแสตมป์ ชานเลี่ยหัวเราะคิก ห่วยชะมัด เขาคิด ยังกะเซบาสเตียน เจ้าปูโหลยโท่ยในลิตเติ้ล เมอร์เมด


            ภายในกล่องพัสดุเล็ก ๆ นั้นคืออัลบั้มภาพถ่าย และเท่านั้นก็เพียงพอจะทำให้ความโหยหาบีบรัดลำคอของเขาด้วยก้อนสะอื้น


          เสียงหัวเราะของหมินซั่วดังขึ้นก่อน เพราะกล้องฟิล์มซึ่งถูกวางไว้อย่างส่ง ๆ ในห้องบันทึกเสียงนั้นเป็นของพี่ชายนักดนตรี เขาไม่เคยรู้ว่ากล้องนั้นใช้การได้ และเพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เอง


          ภาพทั้งหมดมีคุณภาพไม่ดีนัก แต่กลับงดงามในความทรงจำ ไม่ว่าจะเป็นภาพจงเหรินซึ่งดวงตาปิดไม่สนิทและมีน้ำลายยืด ภาพเขาที่ทำหน้ามู่ทู่ ยืนคู่กับจุนเหมียนซึ่งเป็นนักแต่งเพลง ทัดปากกากับหูสองข้าง และคาบไว้ด้ามหนึ่ง ภาพจงต้าที่กำลังดึงหางโฮเวิร์ด ฟอน ฮินเดนบูร์ก และภาพลู่หานที่ดูก็รู้ว่ากำลังโกรธจัด... เมื่อไหร่นะ เมื่อรู้ว่าชานเลี่ยลืมให้อาหารกุ้งมังกรหรือเปล่า...


          นอกจากนี้ยังมีภาพอี้ชิงเมื่อพาป๋ายเซียนมายังเสี่ยวหลงเซียสตูดิโอ เจ้าตัวเล็กผลุบ ๆ โผล่ ๆ อยู่ที่ขอบภาพ ก่อนจะถูกจงต้าคะยั้นคะยอให้ยืนที่กลางภาพและฉีกยิ้ม รวมถึงภาพตัวปัญหาแห่งซัวเถาที่กำลังสนุกกับการเล่นน้ำเต้าปูปลา และภาพเปี้ยนตังของเด็กชายจากป่า วางอยู่ที่มุมหนึ่งพร้อมกับถ้วยโกโก้


          ชานเลี่ยเข้าใจเดี๋ยวนั้น เรารักสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขใช่ไหม


            คำตอบคือไม่ใช่...


          เรารักสิ่งที่ทำให้รู้สึกว่ามีค่า รักสิ่งที่ทำให้รู้สึกว่าเป็นที่ต้องการ รักสิ่งที่ทำให้ชีวิตนั้นมีความหมาย


          เพราะอย่างนั้น ป๋ายเซียนจึงรักเขา ก่อนที่จะรู้จักชายหนุ่มร่างสูงเสียอีก และเพราะอย่างนั้น เขาจึงรักมนุษย์เมาคลี รักเตี่ย ม้า เจ็ก และซิ่ม รักอี้ชิง จินสี่สหาย และกระทั่งลู่หานหรือโฮเวิร์ด ฟอน ฮินเดนบูร์ก รักห้องบันทึกเสียง รักสตูดิโอที่มีชื่อและการตกแต่งอันแปลกประหลาด และรักกระดาษเขียนเพลง


          เพราะทั้งหมดนั้นทำให้ชานเลี่ยเข้าใจในที่สุด ว่าเพราะอะไรจึงจำเป็นต้องรักตัวเอง


          รวดเร็วกว่ากะพริบตา เมื่อชายหนุ่มร่างสูงกลับไปที่บ้าน สะพายกระเป๋าเป้ ถลันผ่านห้องอาหารพร้อมกับคำถามของเตี่ยและเสียงกรีดร้องของม้า


          “ผมจะกลับไป... จะกลับไปที่ฮาร์บิน” ชานเลี่ยประกาศ “จะกลับไปเดี๋ยวนี้”


          ใบหน้าของมังกรฟ้าแห่งซัวเถาเป็นสีแดงราวกับใบหน้าของกวนอู “รู้ใช่ไหม ว่ากลับไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้น รู้ใช่ไหมว่าจะเตี่ยจะทำอะไร ผู่ชานเลี่ย! ” เตี่ยตะคอก


          “ใช่... รู้” เขาตอบด้วยเสียงดังไม่แพ้กัน “ผมไม่ต้องการเงินของเตี่ย ผมจะไม่เป็นซีอีโอ จะยกมรดกให้คนข้างบ้านก็ได้ ผมจะเป็นนักแต่งเพลง จะทำงานที่รัก และอ้อ... ”


          ตัวปัญหาแห่งซัวเถาสูดหายใจเข้าลึก


          “ก็จะกลับมาที่ฮวงซุ้ยอยู่ดี เพราะผมรักเตี่ย ถึงตอนนั้น จะขึ้นจากหลุมมาเพ่นกบาลไอ้เลี่ยก็ได้ ลูกไม่รักดีคนนี้จะคุกเข่าอยู่อย่างนั้น ก็มันรักของมันนี่”


          ว่าแล้วก็หันหลังให้ เพราะไม่มีเงินมากนักจึงจับรถไฟ ไปสู่ฮาร์บินด้วยหัวใจที่ร้อนรน

          สถานที่แรกที่ไปถึงกลับไม่ใช่บ้านหลังใหญ่บนถนนจงหยาง แต่เป็นสตูดิโอกุ้งก้ามแดงบนถนนซือต้าหลิน ชานเลี่ยผลักประตูเปิด ท่ามกลางความประหลาดใจของจินสี่สหายและนายเก่า


          “ลู่หาน! ” เขาบอกอย่างหนักแน่น “มาทำให้เสี่ยวหลงเซียสตูดิโอ... เป็นค่ายเพลงจริง ๆ เสียทีเถอะ!

 





#ฟิคเมาคลี

ไหนแท่งไฟคะ เอ้าทีมชานเลี่ยช่วยกันโบกหน่อย







ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 84 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,556 ความคิดเห็น

  1. #1544 heykiki (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 1 เมษายน 2563 / 04:16
    ช้านรักความมิตรภาพ ดีจริง ๆ นะ อบอุ่นมาก เพื่อนดีเราจะมีความสุขจริง ๆ ;-;
    #1,544
    0
  2. #1520 Vibrance (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 28 มีนาคม 2563 / 15:37
    ใจมันใหญ่จริงๆโว้ยยย!ให้มันได้อย่างนี้ยิ่งใหญ่เกรียงไกรผู่ชานเลี่ย!
    #1,520
    0
  3. #1469 moony+lilac (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2561 / 09:18
    กว่าอาเลี่ยจะคิดได้เราก็น้ำตานองหน้าแหลว ชอบแชปนี้รองจากแชปละมุนจัง ฟิคคุณโรมจักรมักจะมีคำสอนเสมอเลย ปลาทับใจ
    #1,469
    0
  4. #1411 PeUm Peum (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 20 มีนาคม 2561 / 23:26
    เอาใจไปชานเลี่ยยโคตรได้ใจเลยว่ะะะ!!
    #1,411
    0
  5. #1399 ❤ Little "B" ❤ (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 6 มีนาคม 2561 / 21:39
    เลี่ยเกอสุดยอด 
    #1,399
    0
  6. #1361 DBK1802 (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 27 กันยายน 2560 / 12:07
    โอ๊ยยย เป็นคำคมที่ดีมากเลยอ่ะ สอนใจสุดเลยยย เรารักที่สิ่งที่ทำให้เรารู้ว่ามีค่าที่จะมีชีวิต ชอบมาก ดีใจที่เฮียกลับไปหาน้องนะ ; - ;
    #1,361
    0
  7. #1360 KaRToon_HH (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 27 กันยายน 2560 / 08:42
    ว้าววว อย่างนี้สิชานเลี่ย สู้ๆ!!!!!!!
    #1,360
    0
  8. #1331 KyuMin_Pumpkin (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 10 กันยายน 2560 / 16:10
    อื้อหือออออ คนอ่านมีความพราวทูพรีเซ้นกับชานเลี่ยคนนี้จริงๆเลยค่ะ น้ำตาจะไหล อะไรจะหล่อขนาดนี้~~
    #1,331
    0
  9. #1284 luck_0x3_lux (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2560 / 04:29
    น้ำตาจะไหล ภูมิใจในตัวชานเลี่ยจริงๆจาก จากตอนแรกเป็นพระเอกกากๆ แต่ตอนนี้เราว่านายโครตเท่เลย สู้ๆเลี่ยเกอ
    #1,284
    0
  10. #1258 chickenkyung (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2560 / 17:02
    เลี่ยสู้ๆนะ ทำได้อยู่แล้ว
    #1,258
    0
  11. #1239 Tongdchr (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2560 / 03:33
    เลี่ยเกอสู้ๆนะ สตูดิโอกุ้งก้ามแดงจะต้องยิ่งใหญ่ เกรียงไกร
    #1,239
    0
  12. #1214 Meannie Sirichon (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 27 เมษายน 2560 / 17:58
    โอ๊ยยยยใจบางไปหมดละโว๊ยยยยย ฮืออออออ
    #1,214
    0
  13. #1197 ebabenz (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 12 เมษายน 2560 / 15:02
    เกอเป็นคนที่ดีขึ้นเพราะป๋ายเลย
    #1,197
    0
  14. #1185 Pinkuplatong (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 11 เมษายน 2560 / 10:55
    เย่่ๆๆๆๆๆ เตี่ยจะไม่ใจอ่อนจริงๆเร้อออออ แล้วใครจะเป็นซีอีโอล่ะ เลี่ยย สงสารพ่อเหมือนกันนะเนี่ย
    #1,185
    0
  15. #1163 sweetpss (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 9 เมษายน 2560 / 23:51
    สู้เด้อเกอออเอาใจช่วย!
    #1,163
    0
  16. #1162 sweetpss (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 9 เมษายน 2560 / 23:51
    สู้เด้อเกอออเอาใจช่วย!
    #1,162
    0
  17. #1127 จีวอนชิ':) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 3 เมษายน 2560 / 19:20
    ฮื่อออ ชานเลี่ย
    #1,127
    0
  18. #1119 real_pceye (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 3 เมษายน 2560 / 17:53
    เนรรรรรรรร้ ชานเลี่ยคนจริงต้องแบบเนนนนน้ ฮู้ววววววว
    #1,119
    0
  19. #1064 Ppp (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 29 มีนาคม 2560 / 19:29
    เลท อิท โกกกกกกกกกกกกกกกกกก

    ยิ่งใหญ่ เกรียงไกร ชานเลี่ยยยยยยยยย
    #1,064
    0
  20. #1062 พิเจค (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 28 มีนาคม 2560 / 19:10
    ชานเลี่ยคนเท่ !!!
    #1,062
    0
  21. #1044 PINKLAND (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 26 มีนาคม 2560 / 18:07
    โอ้ยยยย พี่เขาหล่อมาก
    #1,044
    0
  22. #943 LUNLEE (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 3 มีนาคม 2560 / 16:39
    อาเลี่ย สู้ๆ
    #943
    0
  23. #890 lovelylittleduck (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2560 / 12:52
    ซึ้งอ่าาาา ชอบตอนที่บอกเตี่ยว่าจะลุกจากหลุมมาเพ่นกระบาลก็ได้ ก็มันรักของมันนี่ มีความน่ารัก หยักให้พี่เลี่ยเจอน้องเร็วๆ งืออออ
    #890
    0
  24. #886 Amittarin (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2560 / 15:26
    ถึงตอนนี้ก็ยังน้ำตาไหล เข้าใจความคิดถึงของเลี่ยเกอ ฮื่อออออออออออ
    #886
    0
  25. #884 azaleanight (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560 / 11:50
    เป็นตอนที่ดีมากกก นั้มตาไหลลล
    #884
    0