end - (exo) lone wolf | chanbaek

ตอนที่ 20 : L O N E W O L F | Empty hearts weigh the most.

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,010
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 62 ครั้ง
    12 ก.พ. 60


? cactus




Chapter 16

Empty hearts weigh the most.

ใจที่ว่างเปล่าหนักอึ้งที่สุด 







          ร้อยโทปาร์คกำลังเคี้ยวข้าวต้มเละ ๆ ในชามสังกะสีเก่า ๆ เมื่ออี้ชิงพรวดพราดเข้ามาในห้องพักและบอกว่า “ปลุกแบคฮยอน เราต้องไปแล้ว”


          “อะไรนะ”


          “ปลุกแบคฮยอน” พ่อค้าของเถื่อนพยักเพยิดไปทางอดีตผู้ติดตามที่นอนขดตัวอยู่ไม่ไกลจากเขานัก “เร็วเข้า และให้เก็บของเดี๋ยวนี้ ฉันจะไปรับจุนมยอน”


          ชายหนุ่มร่างเล็กดูจะเข้าใจสถานการณ์ได้เร็วกว่าเขามาก แบคฮยอนตื่นเต็มตาในเวลาไม่นาน กระวีกระวาดยัดเสื้อผ้าทั้งหมดลงในกระเป๋าสะพายใบเก่าของมินซอก ปากก็พูด “อย่ายืนเฉย ๆ ซี่ ขยับตัวหน่อย”


          “เรากำลังจะไปไหน”


          “ก็ไปที่จะต้องไปนั่นแหละ” อีกฝ่ายตอบห้วน ๆ ก่อนขยายความ “แค่เร็วกว่าเดิมหน่อย คำสั่งอพยพมาถึงด้วยไม่กี่เหตุผลหรอก”


          ชานยอลพยักหน้า ความเข้าใจปะติดปะต่อกันเป็นรูปร่าง “คือมีคนตามหาพวกนาย... ”


          “ไม่ก็นาย ไม่มีทางรู้ว่าเจ้าหน้าที่เอ็นเอสเอติดต่อกับเจ้าหน้าที่ตำรวจทางนี้เมื่อไหร่”


          “ตามหาฉัน หรือฆ่าฉัน”


          แบคฮยอนโยนผ้าพันคอผืนหนึ่งให้เขา ส่งภาษามือบอกให้ใช้มันปิดบังใบหน้า “ตามหานาย พวกเขาก็จะจับฉัน หรือฆ่านาย พวกเขาก็จะจับฉันอยู่ดี ไม่มีเหตุผลให้อยู่ที่นี่ต่อไป”


          และไม่มีเหตุผลให้โต้แย้งเช่นกัน คนทั้งสองเก็บเสื้อผ้าและของใช้ที่จำเป็นใส่กระเป๋าคนละใบแล้วซอยเท้าลงบันได  พอดีกับที่อี้ชิงปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับจุนมยอนซึ่งมีใบหน้าซีดเผือด “อย่าลืมควินินกับแอสไพริน”


          ไม่ทันที่ชานยอลจะถามว่า “ควิอะไรนะ” อดีตผู้ติดตามก็รีบบอกว่า “ของที่จำเป็นของทุกคนอยู่ในกระเป๋าแล้ว... จงอินล่ะ”


          “ฉันให้จื่อเทากับมินซอกไปตามหาเขา ยังไม่กลับมาอีกหรือไง”


          “ไม่” ร้อยโทปาร์คส่ายหน้า “ไม่เห็นแม้แต่เงา”


          พ่อค้าส่งเสียงตอบรับในลำคอ ท่าทางอย่างคนที่ชินชาต่อการเอาชีวิตรอดและใช้ไหวพริบ อี้ชิงสวมหมวกใบกว้าง เลือกเสื้อคลุมตัวโคร่งและวิกผมสีอ่อนให้เด็กหนุ่ม ส่งนิ้วโป้งให้แบคฮยอนเมื่อเขาบอกว่าชายหนุ่มร่างเล็กเป็นผู้แนะนำเกี่ยวกับผ้าพันคอ ท้ายที่สุด อีกฝ่ายก็ส่งชุดกระโปรงให้


          “ถอดกางเกงออกแล้วใส่มัน ไม่ใช่นาย” อี้ชิงกระทืบเท้าอย่างไม่พอใจ “ตัวโตเป็นอย่างยักษ์อย่างนี้ อย่าใส่กระโปรงให้เสียลูกตาเลย”


          ชานยอลขมวดคิ้ว “แล้วทำไมแบคฮยอนต้องเป็นผู้หญิงด้วย”


          “ส่งมานี่นะ!


          ยังไม่ทันจะได้พูดว่า “โอ๊ย อย่ามาถอดตรงนี้! ” ชายหนุ่มร่างเล็กก็ถลกกางเกงออกและถอดเสื้ออย่างไม่มีความอาย ก่อนจะสวมชุดกระโปรงและทาลิปสติกแท่งเดียวกับที่ใช้เมื่อไปทำงานในโรงน้ำชา ผมของอดีตผู้ติดตามที่เขาเป็นผู้ตัดให้ยาวขึ้นหน่อยหนึ่งแล้ว จึงไม่เป็นที่น่าผิดสังเกตนัก


          “อย่าพูดว่าหวงก้างในฐานะผัวล่ะ”


          อีกคนหนึ่งบอกขณะสวมรองเท้า ก่อนสบตาเขาอย่างจริงจัง เป็นไม่กี่ครั้งที่ชานยอลรู้สึกได้ ว่าแม้จะปกป้องแบคฮยอนด้วยร่างกายที่สมบูรณ์และแข็งแรงกว่ามาหลายต่อหลายครั้ง


          อดีตผู้ติดตามก็ยังเป็นพี่ชายที่มีอายุมากกว่าเขาถึงสี่ปี

 






          ทั้งจงอิน จื่อเทา และมินซอกไม่ปรากฏตัวในหลายชั่วโมงหลังจากนั้น พ่อค้าของเถื่อนพยายามปลอบใจจุนมยอนด้วยการบอกว่าจื่อเทาเป็นนักขับรถมือฉมัง และคนทั้งสองรวมถึงจงอินจะต้องกำลังตามมาติด ๆ จื่อเทาและมินซอกนั้นไว้ใจได้ พวกเขาเอาชีวิตรอดผ่านสถานการณ์คับขันอย่างนี้เป็นเวลาหลายปี ถึงอย่างนั้น เมื่อสังเกตเห็นเหงื่อบนขมับของอี้ชิงและมือที่จับพวกมาลัยแน่นกระทั่งข้อนิ้วกลายเป็นสีขาว แบคฮยอนก็รู้ว่าอีกฝ่ายโกหก


          เขาอาจไม่ได้พบจงอินอีก เหมือนที่ไม่มีวันได้พบแม่ แค่อาจจะ... อาจจะเท่านั้น ชายหนุ่มร่างเล็กคุ้นเคยกับความเจ็บปวดดี จึงไม่ได้แสดงความรู้สึกออกไป นอกจากการไม่พูดอะไรเป็นเวลาหลายชั่วโมง


          พวกเขาตุเลง ๆ ไปทางตะวันตกเฉียงใต้ในรถยนต์ของอี้ชิงกระทั่งถึงเมืองเสิ่นหยาง ระยะทางกว่าเจ็ดร้อยกิโลเมตร โดยพ่อค้าของเถื่อนใช้เวลาเพียงเจ็ดชั่วโมงเศษเท่านั้น ดูก็รู้ว่าตะบี้ตะบันหนีอย่างไม่คิดชีวิต ทั้งเขา ชานยอล และจุนมยอนไม่ได้รับอนุญาตให้ลงจากรถหรือแม้แต่ปริปากพูด อี้ชิงจอดให้ทำธุระส่วนตัวที่ปั๊มน้ำมันครั้งหนึ่งหรือสองครั้ง ก่อนพักในโรงแรมม่านรูดโทรม ๆ ที่คงจะทำกำไรได้ไม่มากนัก


          “แบคฮยอนเป็นผู้ชายได้หรือยัง”


          ชานยอลถามขึ้นเมื่อคนทั้งสี่นอนเบียดเสียดกันบนเตียงแคบ ๆ ใต้แสงสลัวจากหลอดไส้ที่แกว่งไกวไปมาพอให้ได้ยินเสียงเอี๊ยด ๆ อย่างชวนให้ไม่สบายใจ


          “ไม่ จนกว่าจะเข้าไปในป่า”


          คราวนี้เป็นจุนมยอน “อะไรนะ ป่าที่ไหน ป่าอีกแล้วหรือ” เด็กหนุ่มขมวดคิ้ว “นึกว่าเข้ามาในเมืองแล้วเสียอีก”


          “หลังจากถึงคุนหมิง เดินทางผ่านป่าปลอดภัยกว่าเดินทางผ่านเมือง” อี้ชิงตอบเสียงงัวเงีย “ข้ามแม่น้ำอีกสาย แล้วจากนั้นจะพูดอะไรก็ได้ จะตะโกนให้คอแตกก็ได้”


          “แม่น้ำอีกสาย” ร้อยโทปาร์คกระซิบ


          “ฮื่อ... แม่น้ำโขงน่ะ”


          ดูก็รู้ว่าอีกฝ่ายเคยได้ยินชื่อแม่น้ำนั้นแต่ในตำราเรียน และแบคฮยอนก็เช่นกัน เขารู้แต่ว่ามันมีต้นกำเนิดในจีน ไหลผ่านหลายต่อหลายประเทศในอุษาคเนย์สู่ทะเลที่อดีตผู้ติดตามไม่รู้จัก


          “ข้ามแม่น้ำโขงไป คือประเทศเสรีใช่ไหม” จุนมยอนถามพลางอ้าปากหาว “มิสเตอร์จางเองก็พาพี่จงแดผ่านมาทางนี้ใช่ไหม”


          “ใช่ และเขาก็ว่าง่ายกว่าพวกนายเยอะเลย”


          ร้อยโทปาร์คไม่พูดอะไร แต่แบคฮยอนรู้ว่าอีกฝ่ายมีคำถาม เขารอกระทั่งได้ยินเสียงกรนเบา ๆ ของอี้ชิงและเสียงหายใจเป็นจังหวะสม่ำเสมอของน้องชายบุญธรรม จึงพลิกตัวหันไปหาชานยอล จริงอย่างที่คาด ชายหนุ่มร่างสูงนอนลืมตาโพลง ใช้แขนข้างหนึ่งก่ายหน้าผาก


          “ข้ามแม่น้ำโขงไปแล้วนายจะหันหลังกลับก็ได้” อดีตผู้ติดตามพูดเสียงแผ่วเบา


          ชานยอลจึงพลิกตัวกลับมาสบตาเขาอย่างเคือง ๆ “นี่ยังไม่เข้าใจอีกหรือไง”


          “เข้าใจอะไร”


          ร้อยโทปาร์คไม่ตอบ อีกฝ่ายถอนหายใจหนัก ๆ ลมหายใจนั้นยังอุ่นเหมือนในวันวาน ชานยอลเปลี่ยนมากอดอก มองเสื้อผ้าของอดีตผู้ติดตามอย่างไม่พอใจ


          “ฉันเกลียดชุดนี่”


          “ฉันสวยเกินไปล่ะสิ ไม่เอาน่า ต่อให้พนักงานที่ปั๊มน้ำมันจะผิวปากแซว นายก็ยังเป็นคนเดียวที่ได้ทำอย่างที่พวกเขาอยากทำใจจะขาด... ”


          “ฉันเห็นแล้วว่านายเติบโตมาในสถานที่แบบไหน แต่อ่อนโยนกับฉันบ้างก็ได้ แค่คำพูดก็ยังดี” ชานยอลย้อน “ให้ตาย ทำไมพวกเขายังไม่ปิดเพลงนะ”


          ได้ยินเสียงเพลงแว่ว ๆ จากวิทยุของผู้รักษาความปลอดภัยข้างนอก เป็นภาษาจีนซึ่งพวกเขาไม่เข้าใจ ทำนองเรียบง่ายแต่อบอุ่น เหมาะสำหรับกลางฤดูใบไม้ร่วงอย่างนี้ คนทั้งสองได้ยินอะไรคล้าย ๆ เสี่ยวหลงเซียสตูดิโอ และผู่ชานเลี่ยเมื่อจบเพลง อาจเป็นชื่อผู้ผลิตและผู้ประพันธ์


          ร้อยโทปาร์คพูดขึ้นอย่างสงสัยในที่สุด “ไฟข้างนอกยังสว่าง”


          “แล้วยังไง”


          “มัน... ก็... เอ้อ... ต้องดับแล้วไม่ใช่หรือไง”


          แบคฮยอนแทบจะหัวเราะพรืดออกมา เพียงแต่ชายหนุ่มร่างเล็กแค่เลิกคิ้ว “นายจะได้แปลกใจกับอะไรอีกมากในประเทศเสรี แค่ไฟฟ้าไม่ดับเวลากลางคืนไม่น่าตื่นเต้นนักหรอก นอนเสีย”


          “ก็นอนผิดที่นี่”


          ดังนั้น อดีตผู้ติดตามจึงชะโงกเข้าใกล้อีกฝ่าย จูบเร็ว ๆ ที่หน้าผาก และพูดว่า “สมใจอยากหรือยัง” ก่อนจะรู้ว่าเล่นกับไฟเสียแล้วเมื่อร้อยโทปาร์คตอบ “ไม่... กอดหน่อย”


          และแล้ว หลังจากชานยอลอ้อนวอนแกมขู่เข็ญเป็นเวลาร่วมเดือน ชายหนุ่มร่างเล็กจึงได้หลับไปในอ้อมแขนของอดีตผู้บังคับบัญชา

 






          ยังคงไร้วี่แววของพลพรรคทั้งสามที่รั้งท้ายในวันใหม่ อี้ชิงสบถอย่างหงุดหงิดกับโทรศัพท์ตลอดมื้อเช้าซึ่งประกอบด้วยขนมปังและกาแฟจากร้านสะดวกซื้อ และยังไม่มีทีท่าว่าจะมีอารมณ์ดีขึ้นแม้เมื่อคนทั้งหมดเดินทางถึงปักกิ่งแล้ว


          ปักกิ่งนั้นน่าตื่นตาตื่นใจกว่าทุกเมืองที่เดินทางผ่านมามาก เป็นเมืองใหญ่อย่างชัดเจน และเป็นครั้งแรกที่คนทั้งสามซึ่งข้ามแม่น้ำมาได้เตร็ดเตร่ในฝูงชน ชานยอลจึงได้แต่อ้าปากค้างกับตึกระฟ้าและผู้คนซึ่งเดินขวักไขว่ ประโยคที่ว่าอย่าเอาอย่างชาติทุนนิยมเมื่อยังเป็นเด็กนั้นกลับไร้น้ำหนักในเวลาอันสั้น


          “เมืองหลวง” อี้ชิงให้คำอธิบายอย่างห้วน ๆ ขณะนำพวกเขาไปสู่สถานีรถไฟเพื่อเดินทางต่อสู่คุนหมิง “และอย่าถามอะไรอีก”


          ถ้าอย่างนั้น ปักกิ่งก็มีสถานะไม่แตกต่างไปจากเปียงยาง ที่ที่เขาจากมา ถึงอย่างนั้น ร้อยโทปาร์คไม่มีมีโอกาสทำความรู้จักแผ่นดินใหม่มากนัก เมื่อพวกเขาถูกบังคับให้ก้มหน้า คางจรดอก และเดินดุ่ม ๆ ไปโดยไม่พูดจา กระทั่งถึงสถานีรถไฟซึ่งพลุกพล่านด้วยผู้คนมากกว่าสถานีรถไฟใต้ดินในเปียงยางระหว่างชั่วโมงเร่งด่วนถึงสามเท่า


          “ฉันยื่นเอกสารให้แล้ว นี่ของพวกนาย” พ่อค้าของเถื่อนรีบอธิบาย “เข้าไปในนั้น และแยกกันนั่งคนละตู้ ห้ามพูดกับใคร ห้ามสบตา ห้ามมีท่าทีเป็นพิรุธ ส่งเอกสารพวกนี้ให้นายตรวจเมื่อถูกถาม ถึงเวลาอาหารฉันจะไปหา ถ้าอยากตะโกนเพราะอึดอัดล่ะก็ ให้เข้าไปในห้องน้ำ เข้าใจไหม”


          ทั้งแบคฮยอนและจุนมยอนพยักหน้าอย่างกระตือรือร้น มีแต่เขาเท่านั้นที่ถามอย่างเคลือบแคลงใจ “เราต้องแยกกันนั่งคนละตู้นานเท่าไหร่”


          “จนกว่าจะถึงคุนหมิง ก็... ” อี้ชิงมองนาฬิกาและยู่ปากขณะใช้ความคิด “สามสิบแปดชั่วโมง”


 “สามสิบแปดชั่วโมง ไม่ได้นะ! ” ชานยอลร้อง “นายจะให้พวกเขาอยู่ลำพังสามสิบแปดชั่วโมงไม่ได้นะ”


          อดีตผู้ติดตามแย้งอย่างอดรนทนไม่ได้ “นายก็ต้องอยู่คนเดียวเป็นเวลาสามสิบแปดชั่วโมงเหมือนกัน ห่วงตัวเองก่อนเถอะน่า”


          “ฉันดูแลตัวเองได้ มีแต่นายกับจุนมยอนที่... ”


          “จะบอกให้นะพี่ชาย” เด็กหนุ่มตอกกลับอย่างเคือง ๆ “ในหมู่พวกเราสี่คน คนที่แทบจะไม่มีประสบการณ์เอาชีวิตรอดเลย มีแต่ร้อยโทปาร์คชานยอลนั่นแหละ”


          เมื่อนั้นการโต้เถียงจึงเป็นอันยุติ เขาไม่อาจหาสิ่งใดมาหักล้างเหตุผลของจุนมยอนได้ จึงจำเป็นต้องแยกจากชายหนุ่มร่างเล็กซึ่งสวมชุดกระโปรงและรองเท้าส้นสูง สามสิบแปดชั่วโมงต่อมายาวนานราวกับชั่วนิรันดร์ ร้อยโทปาร์คไม่พูดอะไรเลยกระทั่งน้ำลายให้รสชาติเฝื่อนในปาก ส่งเอกสารให้นายตรวจสองครั้ง และกินอาหารที่อี้ชิงนำมาให้อย่างเงียบ ๆ ชานยอลนอนเป็นส่วนใหญ่ แม้จะอยากรู้ไม่น้อยว่าภายนอกเป็นอย่างไร เพราะเมื่อนอนหลับแล้ว ง่ายต่อการหลีกเลี่ยงคำถามและสายตาที่ชวนให้ไม่สบายใจมากกว่า


          บ่อยครั้งในความฝันบนรถไฟ ชายหนุ่มร่างสูงนึกสงสัยว่าแบคฮยอนกำลังทำอะไรอยู่ มองออกไปนอกหน้าต่างอย่างที่เจ้าตัวมักจะทำเมื่อนั่งอยู่ในรถยนต์ของเขาหรือเปล่า หรือสานสัมพันธ์กับผู้คนข้าง ๆ ด้วยการเล่นไพ่ แม้เมื่อจินตนาการอย่างนั้น ความหวาดกลัวกลับไม่ปรากฏขึ้นในจิตใต้สำนึก ลึกลงไป เขารู้ว่าแบคฮยอนจะผ่านพ้นไปได้ เช่นเดียวกับจุนมยอน เด็กหนุ่มที่หนีจากบ้านและรอนแรมเป็นเวลาร่วมสัปดาห์ในเปียงยางย่อมมีปฏิภาณและความทรหดไม่น้อย


          เมื่ออยู่ในกองทัพ เขาเป็นผู้แข็งแกร่ง แต่เมื่อออกมาสู่โลกภายนอก ชานยอลกลับกลายเป็นชายหนุ่มที่เงอะงะและโง่งมอย่างไม่น่าให้อภัย


          ร้อยโทปาร์คสะบัดศีรษะ พยายามหนีให้พ้นจากความคิดนั้นอย่างรีบด่วน


          เราแค่อยู่ในโลกที่ทุกสิ่งไม่เป็นระเบียบอย่างในเปียงยาง ในมหานครของท่านผู้นำ จะไม่มีใครรู้สึกอย่างนี้ ทุกคนมีงานต้องทำ มีที่ต้องไป ไม่จำเป็นต้องคิด เมื่อไม่จำเป็นต้องคิด ก็จะไม่สับสน...


          ถึงอย่างนั้น มันกลับเชื่อได้ยากเหลือเกิน

 






          “ระวังด้วยล่ะ แถบนี้ยังดี ๆ อยู่ แต่ลงใต้ไปอีกหน่อยยุงจะชุม อย่าให้ยุงกัดเป็นอันขาด”


          เขาได้กลับมาอยู่ในเสื้อยืดย้วย ๆ และกางเกงขายาวเก่า ๆ แล้ว อากาศร้อนกว่าในมูซานมาก แต่เมื่อแบคฮยอนถามหากางเกงขาสั้น สิ่งที่ได้รับมีเพียงคำปฏิเสธจากพ่อค้าของเถื่อน


          “ไม่ได้ แบคฮยอน” อี้ชิงอธิบายอย่างใจเย็น “นายคงไม่อยากถูกปลิงหรือทากดูดเลือดกัดง่าย ๆ หรอกใช่ไหม”


          แน่ล่ะว่าชายหนุ่มร่างเล็กเชื่อฟัง เขาไม่รู้จักป่าเขตร้อนดีเท่าอีกฝ่าย แต่อย่างน้อยก็รู้ว่าปลิงหรือทากดูดเลือดนั้นเป็นภัยที่น่ารำคาญใจเพียงใด


          ตลอดหลายวันในป่า จากคุนหมิงสู่ชายแดนลาวนั้น แบคฮยอนจึงคอยแต่จะสังเกตหนองน้ำและพื้นป่าซึ่งรกเรื้อด้วยใบไม้เพื่อหลีกเลี่ยงสัตว์ที่เขาเห็นว่าเป็นภัยสูงสุด กระทั่งหลงลืมภัยอีกอย่างหนึ่งที่อี้ชิงที่ได้กำชับไว้


          กว่ามันจะมาถึง ก็เมื่อพ่อค้าของเถื่อนประกาศว่าพวกเขาอยู่ในแผ่นดินลาวแล้ว ชายหนุ่มร่างเล็กรู้สึกถึงมันได้เมื่อพื้นดินโคลงเคลง กระบอกตาปวดร้าวพอ ๆ กับขมับทั้งสอง แบคฮยอนเกาที่แขนอย่างเคยชิน กระทั่งรู้สึกว่าผิวหนังถลอกจึงหยุด เมื่อสำรวจดูก็พบจุดสีแดงเล็ก ๆ นับสิบจุด ฉันถูกยุงกัดเมื่อไหร่นะ และมากอย่างนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่...


          “พี่กำลังสั่นอยู่หรือเปล่า” จุนมยอนถามขึ้น “พี่แบคฮยอน พี่... มิสเตอร์จาง ผมว่า... ”


          เขาไม่ได้ยินคำพูดของน้องชายบุญธรรมหลังจากนั้นเพราะทรุดฮวบลงกับพื้นเสียก่อน ป่าเขตร้อนที่เคยร้อนเกินไปสำหรับชายหนุ่มร่างเล็ก ตอนนี้กลับหนาวเหน็บ แบคฮยอนกอดตัวเองขณะที่ปล่อยให้ฟันกระทบกันอย่างควบคุมไม่ได้ ได้ยินเสียงร้องแว่ว ๆ ของอี้ชิงว่า “ทำให้เขาอุ่นที” แต่เขารู้... ไม่ว่าใครในสี่คนนี้ก็รู้ พวกเขาจะไม่จุดไฟถ้าไม่จำเป็น จะไม่ชักนำเจ้าหน้าที่รัฐมาถึงตัวเป็นอันขาด


          รู้สึกตัวอีกครั้งเมื่อใครคนหนึ่งถอดเสื้อคลุมออก และห่มเขาด้วยเสื้อคลุมนั้น หลังจากเห็นว่าแบคฮยอนยังไม่หยุดสั่นก็สวมกอดไว้แน่น “เขาเป็นอะไร” ใครคนนั้นถามด้วยเสียงที่สั่นยิ่งกว่าร่างกายของเขาเสียอีก “แบคฮยอนเป็นอะไร”


          “ใจเย็น ๆ ร้อยโท” อี้ชิงปลอบประโลม แม้จะมีท่าทีเป็นกังวลก็ตาม “เขาเป็นไข้ป่าน่ะ”


          หนทางยังอีกยาวไกล ไกลเหลือเกิน






          “แสดงว่าเขาอ่อนแอมากอยู่แล้ว”


          พ่อค้าของเถื่อนว่าพลางส่งเสื้อคลุมอีกตัวหนึ่งให้เขา ซึ่งชานยอลใช้มันพันรอบร่างกายของอดีตผู้ติดตามอย่างรวดเร็ว “ปกติเชื้อมาลาเรียจะใช้เวลาฟักตัวสิบวันเป็นอย่างน้อย รุม ๆ สักสองหรือสามวันถึงจะเป็นอย่างนี้ เราอยู่ในป่ามาก็... ” อี้ชิงนับนิ้ว “เก้าหรือสิบวันเท่านั้นเอง แสดงว่าภูมิต้านทานของแบคฮยอนอ่อนแอลงในระยะหลัง ๆ อาจเพราะเขาทำงานเวลากลางคืน”


          “นอกจากเป็นพ่อค้า ยังเป็นหมอด้วย”


          “เปล่า ลูกค้าของฉันหลายคนเป็นไข้ป่าเมื่อเดินทางถึงแถบนี้ แบคฮยอนไม่ใช่คนแรก” อีกฝ่ายว่าพลางเอนหลังลงโดยใช้หมวกปีกกว้างซึ่งบุบบี้หนุนศีรษะ “กอดเขาต่อไปสักครึ่งชั่วโมงได้ไหมล่ะ ระยะหนาวสั่นกินเวลาไม่มากไปกว่านั้นหรอก”


          “ระยะหนาวสั่น” จุนมยอนที่เพิ่งจะแปรงฟันด้วยน้ำในลำธารใกล้ ๆ ทวนคำ


          “ใช่... จากนี้จะเป็นระยะร้อน เขาจะมีไข้สูงน่าตกใจสักสองชั่วโมง จากนั้นก็เข้าสู่ระยะเหงื่อออก เอ้า... ควินิน กินเสีย” พ่อค้าของเถื่อนส่งยาให้พร้อมกับน้ำ “แฟนซีดาร์ให้ผลดีกว่า แต่เพราะเราแทบจะไม่มีทางรู้ว่าใครแพ้ยากลุ่มซัลฟาบ้าง ก็เลย... ”


          “ฉีดให้ไม่ดีกว่าหรือไง” และเมื่อเห็นว่าแบคฮยอนลืมตาโพลง ร้อยโทปาร์คก็เสริมว่า “แต่ก่อนพ่อจะบังคับให้ฉีดยาน่ะ เขาว่าหายเร็วกว่า ไม่เสียเวลา”


          “ควินินกินดีกว่าฉีด ให้เขากินซุปกระป๋องนี่สักหน่อย พอไข้ขึ้นก็อัดแอสไพรินให้ด้วย”


          เมื่อสั่งความแล้วก็ส่งถ้วยเล็ก ๆ บรรจุซุปกระป๋องเย็นชืดให้ เขาประคองชายหนุ่มร่างเล็กให้ลุกขึ้นนั่ง แปลกใจเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังจ้องเขม็ง แบคฮยอนไม่อ้าปาก แต่กลับพูดลอดไรฟัน


          “ไม่ฉีดนะ... ”


          ชานยอลขมวดคิ้ว “ไม่ฉีดอะไร”


          “ไม่ฉีดยา ไม่เอาเข็มฉีดยา”


          โลกราวกับหมุนกลับด้าน “อะไรนะ” ชายหนุ่มร่างสูงหัวเราะพรืด “หลังจากทำอะไรบ้าบิ่นมาหลายต่อหลายครั้ง นายกลัวเข็มฉีดยาเนี่ยนะ!


          “แล้วจะทำไม... ”


          “กินซุปเสียทีเถอะ” จุนมยอนว่าจากอีกฝั่งหนึ่งของกองไฟ “เถียงชนะเขาก็ไม่ทำให้หายหรอกน่า”


          ดังนั้น ชายหนุ่มร่างเล็กจึงอ้าปากงับช้อนในมือเขาอย่างเสียไม่ได้ “ส่งมานี่” อดีตผู้ติดตามขู่แฟ่ “ฉันกินเองได้”


          “สั่นพั่บ ๆ แบบนี้อย่าว่าแต่ตักเลย จับช้อนไม่ไหวด้วยซ้ำ” ร้อยโทปาร์คโต้ “แค่อ้าปากแล้วกลืน ยากตรงไหนนะ”


          “ยากตรงที่น่าอายน่ะสิ แล้วก็ปล่อยฉันด้วย แค่ผ้าห่มก็อุ่นพอแล้ว”


          ชายหนุ่มร่างสูงพรูลมหายใจจากปากพลางเสยผมขึ้นอย่างสุดกลั้น “นี่... ทีกับเรื่องใต้สะดือกลับพูดอะไรไม่แยแส อย่ามาอายแค่ถูกกอดได้ไหม”


          แบคฮยอนเป็นคนป่วยที่ดื้อด้าน ดื้อด้านกว่าเขาเมื่อเป็นฝ่ายป่วยไม่รู้กี่เท่า ใช้เวลาร่วมชั่วโมงกว่าซุปกระป๋องถ้วยนั้นจะหมด จุนมยอนหลับไปเสียก่อนแล้ว เหลือแต่อี้ชิงที่เมื่อฝากฝังอีกฝ่ายไว้กับเขาก็ขดตัวลงก่อนส่งเสียงกรนเบา ๆ ในเวลาไม่นาน


          “คำก็ไล่ให้ฉันกลับไป สองคำก็ไล่ให้ฉันกลับไป ไม่มีฉันใครจะทำให้นายอย่างนี้” ชานยอลว่าขณะขยำชามกระดาษและฝังไว้ใต้ชั้นดินตื้น ๆ


          “ทำเองก็ได้ ป่วยหนักกว่านี้ก็เคย ฉันทำอะไร ๆ เองมาตลอดชีวิตนั่นแหละ”


          “รู้แล้วว่าทำเองได้” ร้อยโทปาร์คถอนหายใจ “แค่ปล่อยให้ฉันทำให้บ้างไม่ได้หรือไง”


          แบคฮยอนรอจนกลืนแอสไพรินลงคอสำเร็จจึงว่าต่อ “นายไม่จำเป็นต้องแสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำของพ่อด้วยการทำอย่างนี้ รู้ใช่ไหม”


          คราวนี้เขาพูดอะไรไม่ออก เพราะถูกชายหนุ่มร่างเล็กจี้ใจดำอย่างจัง ชานยอลแค่ยักไหล่ แสร้งทำเป็นง่วนกับสัมภาระ แบคฮยอนที่เข้าสู่ระยะร้อนสลัดเสื้อคลุมออกจนหมด ขืนเข้าไปใกล้ตอนนี้ต้องถูกถีบแน่... ชายหนุ่มร่างสูงคิด เขาไม่ยอมให้กอดทั้งร้อน ๆ อย่างนี้หรอก


            “อย่าถอดเสื้อเชียวนะ จะร้อนแค่ไหนก็ช่าง”


          “ทำไม” อดีตผู้ติดตามชะงัก เป็นอันว่าเขารู้ทันอีกฝ่าย “จุนมยอนกับอี้ชิงหลับไปแล้ว กลัวจะมีอารมณ์หรือไง อยากปล้ำคนป่วยกลางป่าก็ตามใจ”


          ให้มันได้อย่างนี้... อีกคนหนึ่งทำให้เขาหงุดหงิดได้มากกว่าอะไรเสมอ แบคฮยอนมีอิทธิพลเหนืออารมณ์ของร้อยโทปาร์ค จะบันดาลให้เจ็บปวด โกรธ ผิดหวัง หรือหวาดระแวงก็ได้ แม้การบันดาลให้รักก็คงจะไม่เหลือบ่ากว่าแรง...


          ไม่หรอก ชานยอลสะบัดหน้า ฉันไม่สูบบุหรี่ดาด ๆ ไม่ใช่หรือไง


          “ก็ได้” ชายหนุ่มร่างสูงตอกกลับในที่สุดก่อนจะนอนลงและหันหลังให้ “อยากถอดเสื้อก็ตามใจ”


          แต่ใครเลยจะรู้ว่าเขานอนลืมตากว่าสองชั่วโมง กระทั่งคนป่วยเดินทางจากระยะร้อนสู่ระยะเหงื่อออก แบคฮยอนอ่อนเพลียเสียจนหลับไป ถึงตอนนั้นร้อยโทปาร์คจึงเขยิบเข้าใกล้อีกฝ่าย สวมเสื้อให้และกอดหลวม ๆ จากด้านหลัง


          จะรู้ได้อย่างไรว่าบุหรี่ดาด ๆ ไม่มีรสชาติที่โดดเด่น ถ้าไม่ลิ้มลองเสียก่อน และหลังจากแหกคอก ทดลองบุหรี่ที่พ่อไม่ชอบใจ ก็พบว่าฤทธิ์ของมันรุนแรง และคงอยู่ยาวนานกว่าบุหรี่ชนิดอื่น ๆ มากทีเดียว

 






          แม้จะไม่อยากยอมรับ เขาก็รู้แก่ใจว่าตัวเองมีชีวิตรอดอยู่ได้ด้วยความเมตตาของชานยอล


          สองวันหลังจากนั้น แบคฮยอนถูกผูกและกระเตงไปบนหลังของร้อยโทปาร์คราวกับลูกลิงเล็ก ๆ ด้วยอาการครึ่งหลับครึ่งตื่น เป็นครั้งแรกที่รับรู้ว่าตัวเองผ่ายผอมอย่างผิดธรรมชาติและมีขนาดร่างกายเล็กกว่าอดีตผู้บังคับบัญชาเกือบเท่าตัว การแบกเขาขณะเดินทางผ่านป่าจึงไม่เกินกำลังอีกฝ่ายนัก


          มิน่า... ตอนที่เขาเข้ามาถึงได้รุนแรงเหลือเกิน


            เขาจำเสียงคำรามของชานยอลได้ เสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดของเตียงนอน และการกระแทกกระทั้นที่ทำให้ลมหายใจขาดห้วง น่าแปลกที่ความร้ายกาจนั้นเลือนรางลงจนแทบจะสัมผัสไม่ได้ ใช่ว่าแบคฮยอนไม่โกรธเคือง แน่ล่ะว่าชายหนุ่มร่างเล็กโกรธและเสียใจ เพียงแต่ลึกลงไป หัวใจของเขากลับหาข้อแก้ต่างให้ผู้กระทำอย่างน่าขัน


          อาจเพราะเขารู้อยู่แล้วว่าว่าเหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้น ความสัมพันธ์ทางร่างกายที่แนบแน่นระหว่างตัวเองกับอดีตผู้บังคับบัญชาย่อมมาถึงในวันใดวันหนึ่ง และเขาเองเข้าหาอีกฝ่ายด้วยเหตุนั้น แม้จะผิดคาดกับความรุนแรง แต่เพราะความรุนแรงนั้นมีที่มาจากการกระทำของแบคฮยอนเองเช่นกัน และเพราะการปกป้องอย่างเอาเป็นเอาตายในระยะหลังน่าประหลาดใจยิ่งกว่า ความเจ็บช้ำที่เกิดจากโทสะของร้อยโทปาร์คจึงถูกลืมเลือน


          เย็นวันที่สอง คนทั้งหมดก็เดินทางถึงฝั่งแม่น้ำโขง และหลบซ่อนอยู่เงียบ ๆ ระหว่างพุ่มไม้เตี้ย ๆ ที่ฝั่งลาว มองข้ามแม่น้ำสายใหญ่สีน้ำตาลอมแดงไปยังอีกฝั่งหนึ่งซึ่งพอจะสังเกตเห็นได้ด้วยแสงไฟสว่างโร่ในความสลัวราง


          “พวกเขาเรียกที่นี่ว่าสามเหลี่ยมทองคำ” อี้ชิงแจกแจง “รออีกหน่อย จะมีเรือหางยาวของคนของฉันมารับ เขาเปิดร้านอาหารอยู่ที่อีกฝั่งหนึ่ง”


          “ทำไมเราต้องหลบด้วย” เขาถามพลางไอค่อย ๆ เมื่อเห็นเรือหางยาวลำหนึ่งผ่านไป และพ่อค้าของเถื่อนก็กระซิบว่า “เจ้าหน้าที่” พร้อมกับกดศีรษะของคนทั้งสามลง “เขาเป็นเจ้าหน้าที่ของประเทศเสรีที่ว่าไม่ใช่หรือไง”


          “เพราะว่ามันยุ่งยากน่ะสิ” อีกฝ่ายให้คำตอบ “ขืนพวกนายถูกจับ จะต้องขึ้นศาล รอคำสั่งให้ถูกผลักดันออกนอกประเทศ ถึงจะทำอะไร ๆ ได้ ข้ามไปอย่างนี้แล้วจับรถประจำทาง สักสิบกว่าชั่วโมงก็จะถึงเมืองหลวง พวกนายเดินดุ่ม ๆ ไปที่สถานทูตของประเทศพี่น้องทางใต้ ง่ายกว่ากันแยะ”


          “พวกเขาไม่ควรจะกวดขันอย่างนี้” ชานยอลตั้งข้อสังเกต “เรือหางยาวแทบจะผ่านหน้าเราไปทุก ๆ ห้านาที”


          “ค้ามนุษย์ แน่ยิ่งกว่าแช่แป้ง พวกที่หนีออกมาไม่ได้โชคดีเสียทุกคน ที่ถูกหลอกให้ขายตัวหรือใช้แรงงานก็ถมไป”


          แบคฮยอนถามอย่างหวาด ๆ “นายจะไม่... ขายเราใช่ไหมอี้ชิง”


          “ฉันถือคติไม่สร้างความวุ่นวายจนเหลือรับ ถึงเงินจะดีก็เถอะ” พ่อค้าของเถื่อนตอบอย่างทีเล่นทีจริง ทว่าหนักแน่น “ค้าของเถื่อน ลักลอบพาคนออกนอกประเทศ แค่นี้ก็ปวดหัวจะตายหะ จะหาเรื่องอีกทำไม ค้าคนถูกเพ่งเล็งน้อยเมื่อไหร่”


          ดวงจันทร์คล้อยไปทางตะวันตกมากแล้วเมื่อเรือหางยาวของพวกเขามาถึง เป็นเจ้าหน้าที่ชายฝั่งคนหนึ่งซึ่งมีท่าทีหลุกหลิก คนทั้งหมดถูกพาข้ามแม่น้ำสายใหญ่ซึ่งกว้างนับกิโลเมตรไป และถึงอีกฝั่งหนึ่งในเวลาไม่นาน


          เป็นครั้งแรกนับจากหลายวันที่พวกเขาได้กินอาหารสด ซึ่งคนทั้งสามสวาปามอย่างรวดเร็วหลังจากอี้ชิงกำชับว่าจะต้องเดินทางต่อโดยเร็วที่สุด อาการไข้ของแบคฮยอนทุเลาลงเล็กน้อย แม้จะยังรู้สึกปวดเมื่อยอยู่บ้าง ยังคงเป็นร้อยโทปาร์คที่กระเตงเขาขึ้นหลังไปยังสถานีขนส่งประจำจังหวัดแห่งนั้น เพื่อเดินทางผ่านนับสิบจังหวัดสู่กรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของแผ่นดินใหม่


          เขารู้จักประเทศนี้แต่ในหนังสือ รถประจำทางแล่นผ่านพื้นที่ห่างไกลของแต่ละจังหวัดเป็นส่วนใหญ่ ชายหนุ่มร่างเล็กจึงไม่ได้เห็นอะไรมากนัก คนท้องที่มีผิวสีเข้มกว่าพวกเขามาก ดวงตาขนาดใหญ่กว่า และอากาศยังร้อนเหลือทนจนไม่อาจทำใจให้เชื่อได้ว่าเป็นเดือนพฤศจิกายน ร้อนยิ่งกว่าฤดูร้อนที่ร้อนที่สุดของมูซานเสียอีก ถึงอย่างนั้นคนเหล่านั้นกลับสวมเสื้อกันหนาว ซึ่งเป็นสีดำเสียส่วนใหญ่ คล้ายกำลังไว้อาลัยให้กับความสูญเสียที่เขาไม่รู้จัก


          แบคฮยอนไม่รู้วันที่ รู้แต่ว่าเขาเดินทางจากสามเหลี่ยมทองคำสู่สถานีขนส่งซึ่งมีชื่อตลก ๆ อย่างหมอชิตในวันศุกร์ โทรทัศน์ทุกเครื่องในสถานีออกอากาศรายการเดียวกัน เป็นชายวัยกลางคนที่คงจะมีความสำคัญไม่น้อยกำลังพูดอะไรบางอย่างอยู่อย่างยืดยาว พร้อมกับตัวอักษรภาษาอังกฤษข้างใต้และล่ามผู้ใช้ภาษามือ


          “เขาเป็นใครน่ะ ผู้ประกาศข่าวหรือเปล่า” จุนมยอนต่างหากที่ถามขึ้น “เขาดูจริงจัง เรื่องที่กำลังประกาศอยู่คงจะ... สำคัญมากใช่ไหม แต่ไม่มีใครฟังเขาเลย” เด็กหนุ่มหมายถึงคนในสถานีซึ่งต่างง่วนอยู่กับการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยไม่สนใจจอโทรทัศน์


          อี้ชิงเสมองแวบหนึ่ง ก่อนจะทุ่มสมาธิให้กับการเรียกแท็กซี่อีกครั้ง “นายกรัฐมนตรีน่ะ”


          “แต่เขาเป็นทหารนะ ดูที่เครื่องแบบสิ! ” แบคฮยอนร้องออกมาในสติสัมปชัญญะอันเลือนราง และเมื่อส่งเสียงดังแล้วก็ไอเสียจนร้อยโทปาร์คต้องลูบหลังลูบไหล่เป็นพัลวัน “บอกว่าที่นี่เป็นประเทศเสรีไม่ใช่หรือไง”


          “ก็แล้วยี่สิบเจ็ดปีในประเทศเดิมไม่ทำให้นายคุ้นเคยกับความย้อนแย้งทำนองนี้บ้างหรือไง”


          สองพี่น้องจากมูซานหัวเราะ ขณะที่ชานยอลกลับเงียบไป จากนั้นชายหนุ่มร่างสูงก็ไม่ได้มองมาที่เขาอีก กลับมองบรรดาตึกระฟ้าและป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ซึ่งไหลผ่านสายตาไปในแท็กซี่ ราวกับจมอยู่ในห้วงความคิดที่ยากจะหยั่งถึง

 







          นอกจากไฟฟ้าจะไม่ดับเวลากลางคืน และบนถนนมีรถยนต์มากกว่าในเปียงยางสักสามเท่าได้แล้ว เมืองหลวงของประเทศเสรีแห่งนี้ยังเต็มไปด้วยร้านรวงแปลกตา บ้างมีชื่อเป็นตัวอักษรฮันกึลซึ่งอี้ชิงเฉลยว่าเป็นกิจการของพี่น้องเชื้อชาติเดียวกันกับเขาทางใต้ ทำให้ชายหนุ่มร่างสูงยิ่งสงสัย... ว่ากันว่าคนเหล่านี้โง่งม ชั่วร้าย และน่าเวทนากว่าพวกเขาทางเหนือไม่ใช่หรือ


          ญี่ปุ่นคือปีศาจ และผู้คนทางใต้ก็เบาปัญญา เขาถูกสอนอย่างนี้ คละเคล้าเสียงกรุ๋งกริ๋งจากเหรียญเกียรติยศบนอกเสื้อของนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ชานยอลจดจำทุกเรื่องราวอันน่าตื่นตาตื่นใจซึ่งถูกเล่าสู่กันฟังได้ พวกเขายิงเครื่องบินรบของสหรัฐอเมริกาจอมจุ้นจ้าน และญี่ปุ่นผู้โลภโมโทสันด้วยปืนใหญ่ ผลักดันพันธมิตรของผู้โง่งมให้ถอยร่นไปทางใต้ด้วยแรงกายและแรงใจอย่างมหาศาล จนถึงวันนี้ คนเหล่านั้นซึ่งเลือกทางผิดก็ไม่ได้มีชีวิตที่เลิศลอยอย่างในประเทศของเขา


          “คิดอะไรอยู่” แบคฮยอนที่นั่งหยุกหยิกอยู่ข้าง ๆ บนเครื่องบินชั้นประหยัดถามขึ้น


          “เปล่านะ... ”


          ตลอดการเดินทางนี้ ศรัทธาของเขาถูกทดสอบด้วยภาพที่ยากจะปฏิเสธว่าไม่ใช่เรื่องจริง นอกจากบริเวณบ้านของชานยอลแล้ว ไม่มีอะไรที่พอจะนิยามว่าเลิศลอยได้เลย แบคฮยอนเติบโตมาอย่างเลวร้ายเกินจินตนาการ เจ้าหน้าที่เอ็นเอสเอซึ่งเขาเชื่อเสมอว่ามีเกียรติกลับขัดคำสั่งของพ่อเพื่อความก้าวหน้าที่มากกว่า การดับไฟในเวลากลางคืนไม่ใช่เรื่องปกติ ผู้คนในชาติทุนนิยมไม่ได้มีสีหน้าอมทุกข์ด้วยการกดขี่ของนายทุนอย่างที่ใครต่อใครพร่ำสอน บ้างยิ้มและบ้างก็บึ้งตึง ไม่ต่างอะไรกับผู้คนบนท้องถนนในเปียงยาง ที่แน่ ๆ ไม่มีคนที่แคระแกร็นและผ่ายผอมเท่ากับแบคฮยอนหรือจุนมยอน นอกจากคนที่ถูกอี้ชิงเรียกว่าคนจรจัดเท่านั้น


          เขาเคยเชื่อว่าตนคือกลุ่มชนที่เหนือกว่า อยู่ในประเทศที่เพียบพร้อมที่สุดในโลก ชนิดที่ไม่มีอะไรต้องอิจฉา จึงคาดหวังจะเห็นผู้คนที่เคร่งเครียด ผ่ายผอม และบอบช้ำเท่านั้น แต่กลับเห็นสิ่งที่สั่นคลอนความเชื่อมั่น สุขและทุกข์ปะปนกันอยู่ภายใต้เสื้อผ้าและวัฒนธรรมที่แตกต่างเท่านั้นเอง


          “พี่จงแดรู้หรือยังว่าเรากำลังจะไปที่โซล” จุนมยอนชะโงกตัวถามแบคฮยอนอย่างกระตือรือร้น


          “ไม่รู้สิ” อดีตผู้ติดตามแบ่งรับแบ่งสู้ “เขาอาจไม่มารับเราก็ได้ จงแดมีเงินไม่มากนัก ถามอี้ชิงสิ”


          “เขาหลับไปแล้ว” เด็กหนุ่มตอบอย่างหงอย ๆ


          และหลังจากได้ยินชื่อคิมจงแด เขาก็แค่มองออกไปนอกหน้าต่างตลอดหลายชั่วโมงที่อยู่บนเครื่องบินลำนั้น


          การลงจอดไม่ราบรื่นนัก ล้อเครื่องบินแตะพื้นอย่างแรงพอ ๆ กับความกลัวที่คุกคามเขา หัวใจของชานยอลเต้นแรงยิ่งขึ้นเมื่อลงจากเครื่องบิน ผ่านการตรวจตรา และเข้าไปในอาคารที่มีเพดานสูงลิ่ว โอ่โถงพอ ๆ กับหลาย ๆ อาคารของรัฐบาลในเปียงยาง


          “คนของฉันควรจะมาถึงแล้ว ฉันจะอยู่กับพวกนายในโซลอีกสักหน่อย จากนั้นจะกลับหยานจี๋” อี้ชิงว่าพลางลูบศีรษะจุนมยอน “แล้วฉันจะตามหาพี่ชายของนาย โอเคไหม... เด็กดี ไม่ให้เสียชื่อหรอกนะ มิสเตอร์จางเสียอย่าง”


          ร้อยโทปาร์คพรูลมหายใจออกจากปากเมื่อได้ยินว่าคนของพ่อค้าของเถื่อนจะมารับ เพียรบอกตัวเองว่าความโล่งใจนั้นไม่เกี่ยวข้องกับชายหนุ่มร่างเล็กเลยสักนิด เพราะเห็นว่าคนของอี้ชิงจะอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยได้มากกว่าคิมจงแดที่เพิ่งจะลงหลักปักฐานต่างหาก


          แต่เมื่อได้ยินเสียงร้องอย่างดีอกดีใจของจุนมยอน ชานยอลก็รู้ทันทีว่าพระเจ้าที่เขาไม่เคยเชื่อถือไม่อยู่ข้างเขาเช่นกัน


          “จงแด! จงแด... เป็นนาย... เป็นนายจริง ๆ ด้วย”


          ชายคนที่แบคฮยอน... ซึ่งใช้เวลาร่วมเดือนกว่าจะยอมให้เขากอด สวมกอดอย่างกระตือรือร้นนั้นไม่มีอะไรโดดเด่นกว่าร้อยโทปาร์คเลย ซีดเซียวพอ ๆ กับชายหนุ่มร่างเล็ก ผ่ายผอมเหมือนกัน แก้มตอบอย่างเห็นได้ชัด ทั้งยังไม่ได้สูงไปกว่าอดีตผู้ติดตาม พี่จงแดของจุนมยอนสวมเสื้อยืดปอน ๆ กางเกงขายาวเก่า ๆ กับรองเท้าผ้าใบที่ดูก็รู้ว่าผ่านการใช้งานอย่างสมบุกสมบัน คิ้วยังตกลงอย่างน่าเศร้าอีกด้วย แม้จะมีรอยยิ้มที่สว่างไสวอย่างที่ชานยอลไม่อยากจะยอมรับก็ตาม


          หัวใจของเขาหยุดเต้นเมื่อแบคฮยอนจูบคนรักเร็ว ๆ ที่แก้ม มือของคนทั้งสองประสานกันราวจะไม่มีสิ่งใดแทรกกลางได้ ชายหนุ่มร่างเล็กไม่ได้หันกลับมาหาเขาอีกเลย มีแต่อี้ชิงที่รุนหลังให้ร้อยโทปาร์คเดินไปข้างหน้าเท่านั้น


          “บ้านของเราอยู่ไหน... อยากเห็นจะแย่แล้ว จงแด”


          บ้านของเรา... ชายหนุ่มร่างสูงเคยใช้คำนั้นเพื่อเรียกบ้านซึ่งเขาอาศัยตามลำพังกับคนงานหยิบมือหนึ่งและอดีตผู้ติดตาม เพิ่งจะนึกขึ้นได้... แบคฮยอนไม่เคยใช้คำนั้นเพื่อเรียกสถานที่เดียวกัน ใช่ว่าอีกฝ่ายไม่รู้จักคำที่ว่า เพียงแต่คำว่าเราของชายหนุ่มร่างเล็กไม่ได้หมายถึงเขากับตัวเอง


          เสียงหัวเราะของอีกคนหนึ่งไม่ได้น่าฟังต่อไป รอยยิ้มที่เขาเห็นไม่บ่อยนักและไม่เคยถูกใช้กับชานยอลกลับถูกมอบให้ชายอื่นอย่างพร่ำเพรื่อ คนรักของแบคฮยอนไม่ได้ผึ่งผาย องอาจ หรือแม้แต่หล่อเหลากว่า ถึงอย่างนั้นร้อยโทปาร์คกลับไม่รู้สึกว่าจะเอาชนะอีกฝ่ายได้ ไม่ว่าจะบนสังเวียนไหน ๆ ก็ตาม


          คำว่าเลิกแล้วต่อกันกลับฟังดูเจ็บปวดน้อยลงอย่างน่าประหลาด ร้อยโทปาร์คควรจะหันหลังกลับเสียที่แม่น้ำโขง เพราะตอนนี้ชานยอลรู้แล้ว ว่าการที่อดีตผู้ติดตามไม่แยแสเขาอีกเลยนั้น...


          เป็นคำไสส่งที่ซื่อตรงและหนักแน่น ยิ่งกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา






#ฟิคเปียงยาง

เดินปงเดินป่าชมนกชมไม้รักกันห่วงใยกันอะไรคะ 

ช้อยเบื่อ มันไม่สาแก่ใจช้อย!

แค่แบกเธอขึ้นหลังสองสามวันมันคงไม่พอ ไม่ทำให้เธอลืมเขาได้ ฮึก


ป.ล. ใครอ่านเมาคลีด้วยก็อย่าลืมหาอีสเตอร์เอ้กให้เจอเด้อ 555

สัญญาว่าต่อ ๆ ไปจะพยายามมาลงให้เช้ากว่านี้กว่านี้นะคะ (ไม่ใช่เกือบเช้าอย่างนี้ 555)









ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 62 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,172 ความคิดเห็น

  1. #1137 PRAE.VV (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2563 / 17:15
    ปวดใจแทนชานยอลเลย ; - ;
    #1,137
    0
  2. #1093 NangAnna (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 1 เมษายน 2563 / 01:10

    ปวดใจมากก
    #1,093
    0
  3. #1087 pcy__somsom (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 30 มีนาคม 2563 / 21:06
    ชานยอลลลลล
    #1,087
    0
  4. #1057 R.forests (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2562 / 17:39
    เจ่บผวด TT ว่าแต่จงอินปลอดภัยดีไหมนะ คุณแม่ด้วย เป็นห่วงคนฝั่งนู้นมาก ยังไม่โล่งใจแง
    #1,057
    0
  5. #1040 aehun94 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2562 / 01:33
    ชานยอลสุดจริง สงสาร
    #1,040
    0
  6. #1028 RaineyRainn (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2562 / 21:33
    ปวดใจแทนชานยอล ทำไมนะทำไม อุตสาห์บุกป่าฝ่าดงมาด้วยกันตั้งมากมาย แล้วยังไง! แบคฮยอนน !!! แล้วยังไง จะให้ชานยอลกลับบ้านคนเดียวแบบเหงาๆงีเหรอ กลับไปไม่รู้จะอยู่หรือตายด้วย ฮืออ
    #1,028
    0
  7. #989 Zinzuko Nanthi (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 20 มกราคม 2562 / 12:07
    แงงงงงง ชานย๊อลลลลลลลลลล
    #989
    0
  8. #984 ♡ LALINMOON (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 7 มกราคม 2562 / 01:00
    ร้องไห้เฉย ฮื่ออออออ หน่งมากกกกก แง
    #984
    0
  9. #970 fifteenthapr. (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2561 / 08:18
    อ่านรอบสามแล้ว ยังเจ็บปวดไปพร้อมกับชานยอล โอ้ย อินมาก ;--;
    #970
    0
  10. #952 M i n y a t u r (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2561 / 20:58
    สงสารชานยอลมากอ่ะ แงงงงง
    #952
    0
  11. #938 ชานอย่าแกล้งน้อง (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2561 / 20:31
    มันเจ็บตรงนี้ ตรงอกข้างซ้าย ช่วยรักษามันได้ไหม TT
    #938
    0
  12. #900 .♘ (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 20 เมษายน 2561 / 10:41
    โอ้ยยย ชานยอลลล ;-; เลิกแล้วต่อกันไหมละะะ เขามีคนรักอยู่แล้ว แต่ทำไงได้อะ ฮืออ
    #900
    0
  13. #899 .♘ (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 20 เมษายน 2561 / 10:41
    โอ้ยยย ชานยอลลล ;-; เลิกแล้วต่อกันไหมละะะ เขามีคนรักอยู่แล้ว แต่ทำไงได้อะ ฮืออ
    #899
    0
  14. #887 annelf10783 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 19 มีนาคม 2561 / 15:21
    สงสารชานยอลอ่ะ
    #887
    0
  15. #874 ❤ Little "B" ❤ (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 8 มีนาคม 2561 / 14:14
    พระเอกเรื่องนี้น่าสงสารจัง
    #874
    0
  16. #849 soorin (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 6 มีนาคม 2561 / 16:15
    โถ่คุณปาร์คค
    #849
    0
  17. #829 DECEMSine (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2560 / 13:03
    สวสารใครดีเนี่ยย สงสารตงอินละกัน หมั่นไส้แบคฮยอนที่มีชายหนุ่มสองคนมารุมรัก อิสสา บอกเลยว่าอิสสา
    #829
    0
  18. #826 abcalicee (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2560 / 18:29
    สงสารพิปาร์ค ฮื่อออ
    #826
    0
  19. #809 DBK1802 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2560 / 01:14
    ที่เธอทำมันแรงเกินไป เกินคนรับไหว ใครจะทน โอโห ชานยอลต้องอดทนนะคะ ขนาดป่าเขาจากจีน ลาว ไทย จนโซลเนี่ย ยังผ่านมาได้ พี่ต้องสู้นะ /สะอื้น
    #809
    0
  20. #783 KaRToon_HH (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 16 กันยายน 2560 / 10:39
    ทำไมทำแบบนี้!!ฮืออออ พี่ชานของน้อง
    #783
    0
  21. #761 JP_Spectrum (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2560 / 22:22
    ไรท์เล่นประเด็นนี้แบบเนียนมากชอบบบ5555 สงสารพิปาร์คคือเคว้งเลยใช่มั้ย พิแบคเห็นใจพิปารคบ้างง
    #761
    0
  22. #727 TOFUJAM (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2560 / 21:29
    โห..อยู่ๆน้ำตาก็หยดแหมะเลย เมื่อไหร่ชานยอลจะมีความสุขสักที ที่ทำมาทั้งหมดเพื่ออะไรกัน ถ้าจะต้องโดนทุกคนทำแบบนี้ใส่ อย่างน้อยถ้ากลับไปเปียงยางก็ยังมีแม่เป็นที่พึ่งทางใจ เฮ้อ..
    #727
    0
  23. #696 luck_0x3_lux (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2560 / 04:52
    ชอบที่ไรท์ใส่เรื่องลุ่งตู่ในฟิค เป็นตลกร้ายมากอะ5555555 แบคฮยอนเจอกับจงแดแล้ว บีบหัวใจพี่ชานไปอีก ฟิคเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกเลยที่เราแบบกัดฟันอ่านมาก กลั้นใจสุดๆ อยากให้เขารักกันสักที ฮืออออออออ
    #696
    0
  24. #683 เด็กดาวVIP (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2560 / 08:19
    มากกว่าสงสารร้อยโทปาร์ค คือสงสารลุง ???? ทั้งที่กำลังพูดเรื่องสำคัญแท้ๆ แต่กลับไม่มีคนฟัง 555555555555
    #683
    0
  25. #665 chickenkyung (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2560 / 13:02
    สงสารชานยอลอ่ะ พี่แกจะน่าสงสารทั้งเรื่องเลยใช่มั้ยTT
    ปล.ไรท์ท้าทายอำนาจมืดมาก ยังอยู่ดีมีสุขใช่มั้ยคะ555
    #665
    0