[FIC] B.A.P - Turandot

ตอนที่ 4 : Riddle #03 :: Jackal

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 242
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    6 ม.ค. 60




Riddle :: 03





Jackal



 

เสียงปืนดังสนั่นท่ามกลางความเงียบในสนามยิงปืนที่ไร้เงาผู้คน มีเพียงร่างสูงเพรียวแต่ก็เต็มไปด้วยกล้ามเนื้ออันสมบูรณ์แบบที่กำลังยิงลูกตะกั่วจากลำกล้องอย่างช้าๆทว่าชัดเจนและแม่นยำ ทุกนัดของเขาเข้าเป้าซ้อนกันจนกลายเป็นรูใหญ่ หากแต่ใบหน้าอันหล่อเหลานั้นก็ยังคงเรียบเฉยราวกับว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่น่าสนใจมากนัก

 

บอดี้การ์ดอย่างเขา ไม่แปลกที่จะต้องยิงปืนให้แม่นเพื่อปกป้องบุคคลสำคัญตามหน้าที่ที่ได้รับ ยิ่งเป็นคนที่มีบุญคุณกับเขาด้วยแล้ว ก็ยิ่งต้องเชื่อฟังคำสั่งอย่างเข้มงวดมากกว่าใคร

 

10 ปีแล้วที่เขาเติบโตภายในคฤหาสน์หลังนี้ พร้อมกับหน้าที่อันหนักอึ้งที่ได้รับมาตั้งแต่ยังเยาว์ นั่นก็คือตำแหน่งบอดี้การ์ดข้างกายของคุณหนูประจำตระกูลที่ทั้งเลอค่าและสวยงามกว่าใครทั้งหมด คุณหนูแสนสวยที่ใครเห็นก็ปฏิเสธไม่ได้ คุณหนูแสนสวยที่มองตรงไหนก็หวานละมุนไปทุกส่วน แน่ล่ะ เขาเองก็คิดแบบนั้นตั้งแต่เจอกันครั้งแรก เพราะใบหน้าที่อ่อนหวานแต่ก็เย้ายวน แม้จะยังเป็นเด็กแต่ก็ดึงดูดใจผู้ที่ได้พบเห็นอย่างล้นเหลือ เพียงแต่ความสวยงามสดใสดังดอกไม้แรกแย้มที่เขาเฝ้าคอยจะได้เห็นอีกครั้ง กลับกลายเป็นเกล็ดกุหลาบขาวพรมไปด้วยหิมะที่แสนจะเย็นชาอย่างน่าประหลาดใจ...

 

การพบกันในรอบ 6 ปีของเขากับคุณหนูไม่ค่อยสวยงามเท่าไหร่...

 

 ริมฝีปากหนาหยัดยิ้มมุมปากเมื่อคิดถึงเรื่องนั้น มือใหญ่เสยผมให้เข้าที่ก่อนจะเดินออกจากสนามฝึกยิงปืนและเดินไปยังอีกที่หนึ่งที่โปรดปรานไม่น้อยไปกว่ากัน อาณาเขตของคฤหาสน์ตระกูลคิมโอ่อ่าอลังการตามประสานักธุรกิจค้าเพชร นอกจากอาคารทรงคลาสสิคหลังใหญ่ที่เป็นตัวบ้านแล้ว ภายในรั้วยังมีทั้งสนามกอล์ฟขนาดเล็ก สระว่ายน้ำ สนามขี่ม้าขนาดย่อมๆ สนามยิงปืนและโรงฝึกของบอดี้การ์ด แต่ที่ชายหนุ่มชื่นชอบมากที่สุดก็คงหนีไม่พ้นเรือนต้นไม้กระจกหลังนี้ มันร่มรื่นแต่ก็รับเงาสะท้อนของแสงอาทิตย์ได้ดีโดยไม่รู้สึกร้อนมากนัก ที่สำคัญก็คือต้นไม้พวกนี้สามารถอยู่กับเขาได้ในเวลาที่อยากผ่อนคลาย ต้องการใช้ความคิด หรือแม้กระทั่งตอนที่อยากจะหนีใครบางคน...

 

“ว่าแล้วว่าต้องมาหลบอยู่ที่นี่” เสียงแหบหวานดังขึ้นตามด้วยร่างบอบบางที่เดินเข้ามาช้าๆ ดวงตาเรียวสวยเป็นประกายสุกใสเหมือนกวางจ้องตรงมาที่เขาซึ่งกำลังใช้กระบอกฉีดน้ำฉีดใส่ต้นไม้เบาๆ “หายไปตั้งแต่เช้า ถามคนอื่นก็ไม่มีใครเจอ คิดแล้วเชียวว่าถ้าไม่อยู่ที่สนามยิงปืนก็ต้องอยู่ที่นี่”

 

“คุณหนูมีธุระอะไรกับผมก็โทรเข้ามาได้นี่ครับ ไม่เห็นจะต้องลำบากเดินมาเองเลย”

 

“ก่อนจะพูดน่ะดูโทรศัพท์ตัวเองด้วยนะ ฉันโทรไปเป็นสิบรอบแล้วแต่นายไม่รับ ถึงต้องเดินมาที่นี่ไง” กล่าวเป็นเชิงตำหนิ เมื่อนั้นแหละชายหนุ่มถึงได้ล้วงมือถือออกจากกระเป๋ากางเกงมาดู มีมิสคอลกว่า 10 สายจริงๆด้วย คงจะโทรมาตอนที่เขาซ้อมยิงปืน ก็เลยไม่ได้ยิน

 

“เมื่อกี้ผมซ้อมยิงปืนอยู่ ขอโทษทีครับ” ร่างสูงก้มหัวให้นิดๆ “แล้วคุณหนูมีธุระอะไรกับผม”

 

คุณหนูคนสวยกะพริบตามองคนที่ยืนอยู่ข้างหน้าอีกครั้ง เขายอมรับว่าตัวเองไม่ใช่ประเภทที่จะมาชวนใครคุย ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่อยากจะเปิดปากพูดหรอก เพียงแต่บอดี้การ์ดของเขานี่สิที่พูดยากยิ่งกว่าเขาซะอีก บางทีก็นึกว่าคุยอยู่กับกำแพง ไม่เข้าใจเลยจริงๆ

 

“ถามหน่อย” เขาพูดอย่างสงสัย “นายไม่คิดจะไปเที่ยวเล่นในเวลาว่างเหมือนอย่างคนอื่นเค้าบ้างเหรอ เอาแต่จมอยู่กับต้นไม้แบบนี้เดี๋ยวจะเครียดกว่าเดิมนะ”

 

“ถ้าผมจะเครียดก็คงเป็นเรื่องคุณหนูนี่แหละครับ” อีกฝ่ายตอบเรียบๆแล้วหันไปฉีดน้ำใส่ต้นไม้ต่อ “นอกนั้นก็มีความสุขดี”

 

“ให้มันน้อยๆหน่อยนะแจ็ค” คนสวยหรี่ตามองอย่างหมั่นไส้ “นายเป็นบอดี้การ์ดประจำตัวฉันไม่ใช่เพื่อนของฉัน พูดแบบนี้ไม่กลัวโดนไล่ออกหรือยังไง”

 

“คุณหนูไม่ใช่คนที่จะไล่ผมออกได้นี่ครับ” มือใหญ่วางกระบอกฉีดน้ำลงที่โต๊ะแล้วหันมาจ้องใบหน้างามนั้นตรงๆ “คนที่ไล่ผมออกได้ก็มีแต่คุณท่าน แต่ไม่ว่าคุณหนูจะใส่สีตีไข่ผมยังไง คุณท่านก็ไม่ไล่ผมออกอยู่แล้ว ไม่มีใครทนกับคุณหนูได้เท่าผมหรอก ถ้าคุณหนูจะรู้ว่าผมหมายถึงอะไร”

 

“น่าเบื่อจัง คุยกับนายทีไรชอบวกมากัดฉันทุกที มันไม่ใช่ความผิดของฉันสักหน่อยที่มีคนมาชอบเยอะ สวยเลือกได้น่ะไม่เข้าใจเหรอ” มือบางคว้ากระบอกฉีดน้ำจากโต๊ะแล้วเดินไล่ฉีดต้นไม้ในกระถางอย่างไม่ทุกข์ร้อน “หน้าที่นายก็คือบอดี้การ์ด เมื่อไหร่ที่มีคนมาวอแวฉันนายก็ต้องกันออกไป พ่อให้นายมาดูแลฉันก็เพราะเรื่องนี้ ให้นายเรียนที่เดียวกับฉันก็เพราะเรื่องนี้ อย่าบ่นให้มันมากนักเลย นายต้องอยู่กับฉันไปตลอดชีวิตนั่นแหละ เข้าใจไหม Jackal?”

 

คำตอบที่ได้รับก็คือความเงียบเหมือนอย่างเคย ถึงจะเป็นแบบนี้จนชินแล้วแต่คิมฮิมชานก็ยังไม่ค่อยชอบใจเท่าไหร่ที่บอดี้การ์ดประจำตัวทำกริยาแบบนี้ใส่เขา พูดให้ถูกก็คือแจ็คกัลหรือแจ็คเป็นคนเดียวที่เก็บปากเก็บคำกับเขาจนน่าเบื่อ ไม่ใช่ว่าฮิมชานเป็นคนชอบพูดคุยหรืออะไรหรอก แต่เพราะแจ็คเป็นคนเดียวที่อยู่กับเขาตลอดเวลา จะมาเงียบใส่กันตลอดชาติแบบนี้ให้เย็บปากไปเลยยังดีซะกว่า...

 

ความเป็นมาระหว่างเขากับแจ็คค่อนข้างซับซ้อนเล็กน้อย หลังจากประสบอุบัติเหตุครั้งใหญ่เมื่อตอนอายุ 12 อาการของเขาหนักมากจนต้องไปรักษาที่อเมริกาและเรียนมัธยมปลายต่อที่นั่นเป็นเวลา 6 ปี พ่อถึงยอมให้กลับมาเรียนมหาวิทยาลัยที่นี่ เมื่อเขากลับมาถึง พ่อก็แนะนำผู้ชายคนนี้ทันทีพร้อมกับบอกว่านี่คือ Jackal บอดี้การ์ดประจำตัวที่จะต้องติดตามเขาไปในทุกๆที่...

 

พ่อบอกว่าแจ็คเป็นคนที่ช่วยเขาเอาไว้จากอุบัติเหตุในตอนนั้น แต่ตัวแจ็คเองก็โดนลูกหลงจนบาดเจ็บไปด้วย แย่หน่อยที่อาการบาดเจ็บทำให้แจ็คความจำเสื่อม ไม่รู้ว่าตัวเองคือใครมาจากไหน พ่อส่งคนไปถามในละแวกหมู่บ้านใกล้จุดเกิดเหตุแต่ก็ไม่มีใครเคยเห็นหรือรู้จักแจ็คมาก่อนเลย เพราะไม่รู้ที่มาที่ไป จะทอดทิ้งก็ไม่ได้ สุดท้ายพ่อจึงตัดสินใจรับแจ็คมาอุปการะ ฝึกให้เขาเรียนรู้การต่อสู้เพื่อเป็นบอดี้การ์ดและตั้งชื่อใหม่ให้กับเขาด้วย

 

Jackal คือนามแฝงของแจ็ค บอดี้การ์ดทุกคนเมื่อเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นก็จะมีนามแฝงเป็นของตัวเอง แต่เพราะแจ็คความจำเสื่อม พ่อก็เลยใช้นามแฝงของเขาเป็นชื่อจริงและเรียกเขาว่าแจ็คมาตั้งแต่นั้น...

 

ฟังๆดูก็เหมือนแจ็คจะมีชะตาชีวิตที่น่าสงสาร แต่ฮิมชานเองก็น่าสงสารไม่น้อยไปกว่ากันหรอก อุบัติเหตุในครั้งนั้นก็ทำให้เขาสูญเสียความทรงจำไปบางส่วนเหมือนกัน หลังจากฟื้นขึ้นมา ชายหนุ่มก็จำเรื่องราวในช่วง 2 ปีหลังไม่ได้ นั่นแปลว่าความทรงจำในช่วง 9 ขวบถึง 11 ขวบของเขาหายไปเกลี้ยง พ่อถึงตัดสินใจให้เขาอยู่ที่อเมริกาต่อกับคุณป้าเฮยองและลูกชายที่เพิ่งจะย้ายรกรากไปที่นั่น เพื่อรักษาตัวและค่อยๆสร้างความทรงจำใหม่ๆขึ้นมาทีละน้อย...

 

.

.

.

 

ฮิมชานไม่รู้เลยว่าเศษเสี้ยวแห่งความทรงจำของเขาที่หายไปนั้น มีเรื่องราวและคำสัญญาที่ให้ไว้กับใครคนหนึ่งอยู่ด้วย....คนที่รับรู้ถึงความสดใสน่ารักของเด็กชายวัย 9 ขวบมาตลอด หวังว่าจะได้เจอกับเขาอีกครั้ง แต่ความหวังทั้งหลายกลับพังทลายเมื่อคนๆนั้นพบว่า คิมฮิมชานไม่ใช่คิมฮิมชานคนเดิมอีกต่อไป....

 

ภายใต้ดวงหน้าที่หวานละมุนคือความเย็นชา ริมฝีปากแดงสวยที่เคยพูดแจ้วๆกลับเอ่ยแต่วาจาเชือดเฉือนใจ ความบริสุทธิ์สดใสถูกสวมทับไว้ด้วยอะไรบางอย่างที่มองไม่เห็น...มันเหมือนกับ...ในตัวของคิมฮิมชานยังมีใครอีกคนแฝงอยู่...

 

.

.

.

 

“นี่แจ็ค นายจำไม่ได้จริงๆเหรอว่าตัวเองชื่ออะไร” คุณหนูเริ่มเปิดประเด็นอีกครั้ง “อย่างน้อยก็น่าจะมีหลักฐานอะไรอยู่ในตัวบ้างน้า ตอนที่ช่วยฉันออกมาจากรถน่ะ”

 

“ถ้าผมจำได้ คงไม่เอาชื่อหมามาตั้งเป็นชื่อจริงหรอกครับคุณหนู” ชายหนุ่มตอบเอือมๆ คุณหนูนี่นิสัยแปรปรวนจนเขาตามไม่ทันจริงๆ บางทีก็เยือกเย็นไม่แยแสใคร บางทีก็ชอบมาถามอะไรประหลาดๆกับเขา ไม่รู้จะต้องแบ่งภาคอีกกี่ภาคเพื่อรองรับอารมณ์ของคนๆนี้ได้หมด

 

“แจ็คกัลไม่ใช่หมาสักหน่อย” เสียงใสหัวเราะคิก “มันเป็นสัตว์กินเนื้อที่มีขนาดเล็กกว่าหมาป่าแต่ใหญ่กว่าสุนัขจิ้งจอกต่างหาก ถ้าจะเทียบกับหมาในก็คนละแบบนะ ชื่อตัวเองแท้ๆทำไมไม่เรียนรู้เอาไว้บ้าง”

 

“พอดีผมไม่ใช่คนดูแลสวนสัตว์” แจ็คตอบ “แล้วคนที่ตั้งชื่อก็คือคุณท่าน ผมไม่ได้เลือกชื่อนี้เอง แค่รับรู้ว่ามันเป็นหมาก็เพียงพอแล้วมั้งครับ”

 

“หลอกแซะพ่อฉันหรือเปล่าเนี่ย...แต่เอาเถอะ ชื่อของนาย จะเอาไปต้มยำทำแกงอะไรมันก็เรื่องของนายอยู่แล้ว” คุณหนูคนสวยยักไหล่ “ที่ฉันมานี่เพราะจะให้นายไปห้างเป็นเพื่อนหน่อย พ่อจะกลับจากอเมริกาคืนนี้ ฉันต้องไปเอาเพชรที่ร้านให้พ่อสำหรับนิทรรศการอาทิตย์หน้า”

 

แจ็คขมวดคิ้วทันทีเมื่อได้ยินคำพูดนั้น

 

“ผมเป็นบอดี้การ์ดคุณหนูนะครับ” เขาท้วง “คนขับรถมีตั้งหลายคนทำไมไม่เรียกใช้”

 

“ก็เพราะนายเป็นบอดี้การ์ดของฉันไง” ฮิมชานกอดอกจ้องเขาเขม็ง “อยู่ด้วยกันมาตั้ง 4 ปี น่าจะรู้ว่าฉันสำคัญที่สุดในตระกูลนี้นะ ค่าจ้างนายก็ไม่ใช่น้อยๆ ทำงานให้มันคุ้มค่าหน่อย ฉันไปที่ไหนนายก็ต้องไปที่นั่นอยู่แล้ว ให้เวลา 15 นาทีนะ เสร็จแล้วไปหาฉันที่บ้านด้วย...อ้อ” ว่าแล้วก็เดินไปที่ประตูเรือนกระจกก่อนจะชะงักแล้วหันมายิ้มมุมปากใส่เขา “มีอีกอย่างนึงที่ฉันคิดว่านายเองก็รู้ดี” นิ้วเรียวกรีดไปตามบานกระจกก่อนจะพูดเนิบๆ

 

.

.

.

 

Jackal น่ะ นอกจากจะเป็นชื่อจิ้งจอกแล้ว....มันยังแปลว่าลิ่วล้อด้วยนะ”

 

 

------------------------------------------------------------------------------

 

 

ที่ศูนย์การค้าชื่อดังใจกลางกรุงโซล ท่ามกลางย่านคนรวยและสำนักงานดังๆมากมายคือที่หมายของฮิมชานกับบอดี้การ์ดของเขา เพราะนิทรรศการอัญมณีที่จะจัดขึ้นในสัปดาห์หน้าเป็นอีกหนึ่งงานสำคัญสำหรับบรรดาชนชั้นสูง หรือแม้กระทั่งนักธุรกิจในวงการค้าเพชรที่มีเพชรเม็ดสวยๆเลอค่าไว้ในครอบครอง แน่นอนว่าหนึ่งในนั้นก็ต้องมีคิมแดวอน เจ้าของธุรกิจเหมืองเพชรที่ร่ำรวยที่สุดในวงการรวมอยู่ด้วย ฮิมชานจึงต้องเดินทางมาดูเพชรที่ร้านของพ่อซึ่งเก็บเอาไว้ในเซฟรักษาความปลอดภัยเพื่อเตรียมจัดแสดงโชว์ในงานนี้ด้วยตัวเอง

 

ดวงตาคมมองไปยังร่างโปร่งที่อยู่เบื้องหน้าพร้อมกับความคิดหลากหลายในหัว ดวงตาเรียวเล็กที่เคยทอประกายสดใสเมื่อหลายปีก่อน ยามเติบโตขึ้นมาดูเหมือนจะงดงามเป็นทวีคูณ วัยเด็กว่าน่ารักแล้ว โตขึ้นมากลับน่ามองยิ่งกว่า จึงไม่แปลกที่เวลาอยู่ในมหาวิทยาลัย ฮิมชานจะมีทั้งหนุ่มๆและสาวๆมาทำความรู้จักมากมาย เพียงแต่บุคลิกของอีกฝ่ายนี่แหละที่แปรปรวนเสียจนหลายๆคนต้องถอยออกไปเองทั้งเต็มใจและจำใจ ฮิมชานเหมือนคนใจดีที่ไม่มีพิษมีภัยอะไร แต่บางครั้งก็เย็นชาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย เหมือนกับดึงอีกคนที่อยู่ภายในออกมา ความลึกลับน่าค้นหานี้จึงเป็นอีกอย่างที่ทำให้ทุกคนอยากจะทำความรู้จักกับเขาอยู่เสมอ...ปีนี้เป็นปีสุดท้ายของการเรียนแล้ว แน่นอนว่าเมื่อจบการศึกษา ท่านประธานคิมแดวอนก็จะพาคุณหนูออกงานสังคมอย่างเต็มตัว...

 

แค่อยู่ในมหาวิทยาลัยก็มีคนมาสนใจจนนับไม่หวาดไม่ไหว ถ้าก้าวขึ้นมาทำงาน มีหน้ามีตาในวงสังคมล่ะ...ฮิมชานจะถูกพูดถึงมากขนาดไหน...

 

แจ็คไมได้ห่วงเจ้านายของเขาหรอก แค่ห่วงตัวเองต่างหากที่ต้องรับภาระหนักขึ้น ทั้งที่มีบอดี้การ์ดให้เลือกมากมาย แต่ฮิมชานกลับจำเพาะเจาะจงหนีบแต่เขาไปไหนมาไหนด้วยตลอด ไม่ใช่เพราะรักเพราะชอบอีกเหมือนกัน ดูเหมือนว่าคุณหนูอยากแกล้งให้เขาหัวหมุนซะมากกว่า

 

ต่อให้โดนกลั่นแกล้งหรือเย็นชาใส่ยังไงก็ต้องทน เพราะเขาไม่มีที่ไป และคุณท่านเองก็มีบุญคุณกับเขาอย่างเหลือล้น แจ็คจึงต้องจำใจเชื่อฟังบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนเพียงคนเดียวของตระกูลที่สามารถทำอะไรกับทุกคนในคฤหาสน์ก็ได้ ใครๆก็ว่าคุณหนูทั้งสวยทั้งดึงดูด ไม่ว่าใครเห็นก็ต้องตกตะลึงและถูกตาต้องใจอย่างแน่นอน เพียงแต่เขาเห็นหน้าหวานๆนี้มานานถึง 4 ปีแล้ว แถมความประทับใจเมื่อแรกเจอก็ไม่ได้น่าจดจำเลยด้วย เพราะแบบนี้แหละ ต่อให้มีเสน่ห์แสนสวยยังไง แจ็คก็ไม่มีวันลงไปในหลุมที่ถูกดูดได้ง่ายๆอย่างที่ใครๆคิด...

 

.

.

.

 

เขาบอกกับตัวเองว่าอย่างนั้น...

 

.

.

.

 

เงาวูบไหวที่ผ่านกระจกหน้าร้านไปทำให้สัญชาตญาณบอดี้การ์ดทำหน้าที่ทันที ชายหนุ่มตวัดดวงตาคมปลาบมองตามเงานั้นไปแล้วก็ต้องถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย...เงาสะท้อนของสิ่งที่เขาเห็นนี่มันปัญญาอ่อนจริงๆ...หมายถึงเจ้าของมันนะ

 

“คุณหนูครับ” เสียงทุ้มเอ่ยเบาๆกับฮิมชานที่กำลังตรวจคอลเลคชั่นเพชรอยู่ “ผมขอตัวไปเข้าห้องน้ำแป๊บนึง”

 

“ก็ไปสิ” คุณหนูว่าขณะที่ตายังมองอัญมณีที่วางอยู่บนตู้กระจก “ไปเดินเล่นก่อนก็ได้ ฉันว่าจะตรวจของพวกนี้หน่อย คงอีกซักพักแหละถึงจะเสร็จ”

 

ขายาวก้าวออกมาจากร้านแล้วเดินเลี้ยวออกไปทางชั้นจอดรถเงียบๆเพื่อพบกับใครคนหนึ่งที่รอเขาอยู่ ร่างสูงยืนอยู่ตรงมุมตึกนั้นพร้อมกับพ่นควันบุหรี่ออกมาเบาๆ และพ่นอีกหนึ่งกลุ่มควันใหญ่ๆใส่หน้าเขาเต็มๆ

 

“ไง แจ็ค” คนมุมตึกกล่าวทักทายพร้อมกับยิ้มอวดฟันขาวเป็นประกายวาววับ “ชื่อพี่นี่มันสะเหร่อชิบหายเลย ได้ยินกี่รอบก็นึกว่าพระเอกเรื่องไททานิค”

 

“ก็สะเหร่อพอๆกับฟันทองในปากของนายนั่นแหละ” บอดี้การ์ดหนุ่มตอบก่อนจะชิงบุหรี่ในมือคนตรงหน้ามาทิ้งลงกับพื้นแล้วขยี้ด้วยเท้า “บอกกี่หนแล้วว่าเวลาคุยกับฉันห้ามสูบบุหรี่ กลิ่นมันติดเสื้อ คุณหนูไม่ชอบ”

 

“คำก็คุณหนู สองคำก็คุณหนู พี่นี่เป็นเอามากว่ะ ผมชักจะเชื่อแล้วสิว่าคิมฮิมชานเสน่ห์แรงจริงๆ” เด็กหนุ่มฟันทองโคลงศีรษะไปมา หยิบบุหรี่มวนใหม่จากกล่องเหล็กในกระเป๋ากางเกงแล้วจุดสูบอีกครั้ง  แววตาขี้เล่นเป็นประกายกลอกมองไปรอบๆ แล้วยื่นหน้ามากระซิบที่หูอีกฝ่ายเบาๆ

 

“อาทิตย์หน้าเขาจะกลับมาแล้วนะ” น้ำเสียงนิ่งไม่เจือแววล้อเลียนส่งตรงเข้าไปยังระบบประมวลผลในสมองของแจ็คทันที “พี่รู้ใช่ไหมว่าต้องทำยังไง อีกไม่นานคุณลุงจะเปิดตัวเขา ก่อนหน้านี้ก็คงไปงานอัญมณีให้คนในวงการได้เห็นหน้าค่าตาก่อน”

 

“นิทรรศการอาทิตย์หน้าสินะ”ดวงตาคมหรี่ลงอย่างครุ่นคิด “งานนั้นฮิมชานก็ไปด้วย”

 

“ใช่ และนี่ก็เป็นเหตุผลที่ทำให้ผมต้องมาพบพี่ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น พี่ก็ไม่เกี่ยวข้องกับคนที่บ้านนั้นอยู่แล้ว”

 

“อืม”

 

“คุณลุงรู้ว่าพี่ฉลาด เอาตัวรอดได้แน่ๆ...ผมก็คิดเหมือนเขานั่นแหละ” แววตาขี้เล่นจ้องไปยังคนอายุมากกว่าอย่างพิจารณา

 

“พี่เป็นคนเก่ง ทำอะไรก็สำเร็จไม่ต่างจากเขาหรอก มันน่าเจ็บใจที่พี่ต้องอยู่ในเงาของเขาตลอดเวลาแม้กระทั่งเรื่องนี้...แต่แปลกนะ ผมกลับคิดว่าพี่เต็มใจจะทำมัน”

 

“นายต้องการจะพูดอะไรกันแน่ จุนฮง”

 

“10 ปี ไม่คิดว่ามันนานเกินไปเหรอ” เด็กหนุ่มยิ้มกวนๆ ส่งฟันทองหนึ่งซี่ในปากให้สะท้อนกับแสงไฟอีกครั้ง “อย่ากังวลไปเลย ยังไงผมก็เข้าข้างพี่อยู่ดีแหละ ถึงผมจะไม่รู้ว่าพี่หามันไม่เจอจริงๆ หรือไม่อยากจะหา แต่ยังไงผมก็ยังอยากจะช่วยพี่นะ”

 

“นายส่งข่าวบอกฉันเรื่อยๆแบบนี้ก็พอแล้ว” แจ็คตอบเรียบๆ “ขอบคุณที่มาบอกข่าว ฉันจะได้เตรียมตัวเอาไว้ก่อน อ้อ...อีกอย่างที่อยากจะขอ ถ้านายยังเห็นฉันเป็นพี่ชาย เป็นลูกพี่ลูกน้องของนายอยู่จริงๆ” นิ้วเรียวจิ้มลงที่อกของเด็กหนุ่มผมทองตรงหน้าที่ดูเหมือนจะสูงกว่าเขาอยู่เล็กน้อย

 

.

.

.

 

“เลิกพ่นควันบุหรี่ใส่ฉันซะที คุณหนูไม่ชอบ” 

 

 

-----------------------------------------------------------------------------------------

 

 

“หายไปไหนตั้งนาน” เสียงเย็นๆของเจ้านายทะลุเข้าหูแจ็คทันทีที่เดินกลับเข้ามาในร้าน แววตากลมโตเรืองรองเป็นประกายคล้ายกับจะไม่พอใจที่เขาหายไปเสียนาน

 

“คุณหนูบอกให้ผมออกไปเดินเล่นเองไม่ใช่เหรอครับ” ชายหนุ่มกล่าว สายตาเหลือบไปมองคนที่ยืนเคียงคู่กับคุณหนูด้วยใบหน้าเรียบเฉย....ลูกหลานเศรษฐีอีกคนที่ฮิมชานรู้จัก คงจะมาเจอกันที่นี่โดยบังเอิญเลยทักทายกันสินะ...ท่าทางของฝ่ายนั้นดูแช่มชื่นเหลือเกินที่ได้มาเจอกับคุณหนูในยามที่ไม่มีผู้คุ้มกันล้อมรอบ ส่วนคุณหนูเองก็..ว่าไม่ได้อีกเหมือนกัน ผู้ชายเป็นสิบเป็นร้อยเข้ามาติดพัน คุณหนูฮิมชานก็ไม่เคยปฏิเสธอะไรทั้งนั้น..

 

ก็ถูกแล้วที่ว่าสวยเลือกได้...

 

“เดินเล่นในความหมายของฉันคือเดินอยู่แถวนี้ ไม่ใช่หายหัวไปตอนที่ฉันจะเรียกหา” ริมฝีปากแดงเอ่ยเป็นเชิงตำหนิ ก่อนจะทำจมูกฟุดฟิดไปมา

 

“นี่นายสูบบุหรี่อีกแล้วเหรอ” ตากลมจ้องเขาเขม็ง “หายไปสูบบุหรี่มาใช่มั้ย บอกแล้วไงว่าฉันไม่ชอบให้สูบบุหรี่ เหม็นทั้งตัวแบบนี้ ใครอยากจะไปยืนกับนายฮะ แจ็ค”

 

นั่นไง...พูดผิดเมื่อไหร่ ก็บอกแล้วว่าไม่ได้กลัวคุณหนู แต่ขี้เกียจจะฟังคุณหนูบ่นต่างหาก ไอ้ฟันทองนั่นก็พ่นควันใส่หน้าเขาอยู่ได้ ถึงจะเป็นบุหรี่ที่กลิ่นไม่แรงนักก็เถอะ แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นบุหรี่แล้ว คุณหนูไม่โปรดทั้งนั้นแหละ

 

“ผมเปล่า” แจ็คเถียงนิ่งๆ “คุณหนูก็รู้ว่าผมเลิกสูบไปนานแล้วตั้งแต่คุณหนูสั่ง เมื่อกี้ผมไปเข้าห้องน้ำมาครับ แล้วมีคนสูบกันอยู่ในนั้น กลิ่นมันเลยติดมา”

 

“ไม่อยากจะเชื่อ” ฮิมชานเอ่ยเสียงรั้นแล้วยื่นหน้าเข้าไปใกล้ริมฝีปากของเขา แจ็คได้แต่ยืนอย่างคาดไม่ถึงระหว่างหยุดนิ่งให้จมูกโด่งสวยสำรวจกลิ่นบุหรี่จากปากเขาเบาๆ กลิ่นหอมอ่อนๆของลิลลี่วานิลลาจากร่างโปร่งทำให้บอดี้การ์ดหนุ่มเผลอใจไปชั่วขณะ ยิ่งตากลมโตทั้งสองข้างที่เขามองว่ามันเป็นประกายแสนสวยนั้นยังจ้องมาอย่างไม่กะพริบจนเขาเกือบจะ....

 

“โอเค ที่ปากไม่มีกลิ่นบุหรี่ ฉันจะเชื่อนายก็แล้วกัน” ฮิมชานพยักหน้าหงึกหงักก่อนจะหันหลังให้เขา ริมฝีปากบางยังคงพูดแจ้วๆไม่สนใจใคร แม้กระทั่งโอจุนซอง รุ่นพี่สุดหล่อที่ยืนมองกริยาของพวกเขาด้วยสายตาแปลกๆก็ตาม “เดี๋ยวฉันจะไปดูหนังกับพี่จุนซองสักหน่อย นายกลับบ้านไปก่อนเถอะ กว่าหนังเลิกน่าจะสี่โมงเย็น ส่วนเพชรนี่ยังต้องล้างอีกนิดหน่อย ให้น้ำมันเป็นประกายกว่านี้ อีกสองวันฉันถึงจะมาตรวจใหม่ ตอนนี้ก็ไม่มีอะไรแล้ว นายกลับบ้านไปได้เลย”

 

“ผมอยู่รอจนถึงสี่โมงก็ได้ครับ” แจ็คพูด “ไหนๆก็ออกมาแล้ว อีกแค่สามสี่ชั่วโมงเท่านั้นเอง”

 

“ไม่ล่ะ ฉันจะหงุดหงิดถ้ารู้ว่ามีคนนั่งรอ” คนสวยเบะปาก “โดยเฉพาะเวลาที่อยากจะเที่ยวแบบสบายๆแต่มีคนมานั่งรอแบบนี้...กลับไปเลี้ยงกระบองเพชรในเรือนต้นไม้ของนายเถอะ มีพี่จุนซองอยู่ ใครจะมาทำอะไรฉันล่ะ”

 

“แต่ว่า....”

 

“ฮิมชานบอกให้กลับ นายก็กลับไปเถอะแจ็ค เดี๋ยวฉันไปส่งฮิมชานที่บ้านให้” โอจุนซองแทรกขึ้นมาบ้าง ลูกชายเจ้าของร้านเพชรอย่างเขาก็เป็นอีกคนที่หลงใหลคุณหนูคนสวยจนโงหัวไม่ขึ้น สถานภาพของเขากับฮิมชานนั้นพัฒนาไปได้ยาก แต่อย่างน้อยฮิมชานก็ไม่ปฏิเสธไมตรีของใคร และการที่เขามาเจอกับคุณหนูคนสวยโดยบังเอิญวันนี้ก็ถือเป็นโอกาสที่จะรีบทำคะแนนให้มากหน่อย ติดแต่ไอ้บอดี้การ์ดหน้าโหดที่ติดสอยห้อยตามไปทุกที่นี่แหละ ถึงจะรู้ว่าฮิมชานไม่มีวันสนใจลิ่วล้อที่มีฐานะด้อยกว่าตัวเอง แต่ท่าทีสนิทชิดเชื้อเกินความจำเป็นอย่างที่เห็นเมื่อกี้ก็ทำให้เขาอดหงุดหงิดใจไม่ได้อยู่ดี

 

“ใช่ กลับไปเถอะ พี่จุนซองกับฉันก็คนคุ้นเคยกัน” คนสวยยิ้มน่ารักแล้วหันมาคว้าแขนคนข้างๆ “ไปครับพี่จุนซอง แวะดื่มกาแฟสักแก้วน่าจะทันรอบหนังนะ” ว่าแล้วร่างโปร่งก็เดินเคียงคู่กับอีกฝ่ายออกไปจากร้าน ทิ้งให้แจ็คมองตามไปด้วยอารมณ์ที่ยากจะคาดเดา...

 

.

.

.

 

ชายหนุ่มยังคงยืนเงียบ ไม่แสดงสีหน้าใดใดออกไป เรื่องของเจ้านายบอดี้การ์ดไม่มีวันจะยุ่งได้อยู่แล้ว ถึงจะเป็นมือขวาของฮิมชาน มีหน้าที่ดูแลและใกล้ชิดกับอีกฝ่ายมากที่สุด แต่เขาก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าการน้อมรับคำสั่งของคุณหนูโดยไม่มีข้อแม้อยู่ดี ต่อให้ฮิมชานจะควงใครอีกเป็นร้อยคนก็ไม่ใช่เรื่องของเขา แจ็คไม่มีสิทธิ์จะไปทักท้วง และเขาก็ไม่ได้สนใจกับเรื่องนั้น แม้จะอยู่ด้วยกันมานาน แต่สถานะของเขาก็ยังเป็นแค่บอดี้การ์ดข้างกายอยู่วันยังค่ำ ไม่สามารถมีปากเสียงและแสดงความคิดเห็นอะไรออกไปได้เกินจำเป็น...ทุกวันนี้แค่มีงานมีการ มีที่อยู่คอยคุ้มหัวก็ถือเป็นบุญนักหนาแล้ว...

 

.

.

.

 

นับตั้งแต่ช่วยคุณหนูจากอุบัติเหตุรถคว่ำในคราวนั้น เขาก็กลายเป็นเด็กในอุปถัมภ์ของตระกูลคิมอย่างเต็มตัว ท่านประธานคิมแดวอนสงสารที่เขาความจำเสื่อมเพราะช่วยคุณหนูไว้ก็เลยรับเขามาอุปการะอย่างจริงจัง ในส่วนของความสามารถ ถ้าเทียบกับบอดี้การ์ดคนอื่นที่ฝึกอย่างหนักตั้งแต่อายุ 9 ขวบเพื่อการคุ้มกันคุณหนูและท่านประธานแล้ว ตัวเขาก็ถือว่าเริ่มต้นช้ามาก

 

ถึงจะไม่มีที่มาที่ไป คุณท่านก็ยังปรานีให้เขาเข้ามาอยู่ในคฤหาสน์และเป็นคนตระกูลนี้...เพราะเขาเป็นคนที่มีบุญคุณกับคุณหนูมากที่สุด เหตุผลแค่นี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้คุณท่านตกลงรับเขามาดูแล แม้จะผิดวิสัยตระกูลคิมที่ต้องคัดกรองคนเข้ามาทำหน้าที่เป็นบอดี้การ์ดอย่างเข้มงวดก็ตาม.....

 

.

.

.

 

เด็กอย่าง Jackal น่ะไม่มีหัวนอนปลายเท้าหรอก เขาถูกตัดขาดจากครอบครัวนานแล้ว แม้แต่ชื่อของตัวเองก็ยังไม่อยากจะพูดออกมา ไม่ใช่เพราะความจำเสื่อมอย่างที่บอกกับคนอื่น แต่เขาไม่ต้องการบอกเองต่างหาก กับอีแค่ชื่อกับนามสกุลที่เขาไม่เคยให้ความสำคัญกับมันเลย

 

.

.

 

Jackal เป็นเพียงเด็กผู้ชายธรรมดา มีทักษะด้านการต่อสู้นิดๆหน่อยๆ มีการศึกษาที่ตัวเองจัดอันดับเอาไว้ว่ายังด้อยกว่าคนอื่นมาก ไม่มีเงินมีทอง ไม่มีทรัพย์สมบัติอะไรทั้งสิ้นยามที่ก้าวเข้ามาในคฤหาสน์ตระกูลคิมแห่งนี้....

 

.

.

 

ไม่มีอะไรเลย....

 

.

.

 

นอกจากคริสตัลรูปกระต่ายตัวเล็กๆ ที่มีดวงตากลมสีดำขลับเป็นประกายแสนสวย
เหมือนกับดวงตาของคนที่ให้เขามาเท่านั้น....

 

 

 

TBC

 

-----------------------------------------------------------------------------
 

 แจ็คเกิ้ลจริงๆหน้าตาเป็นงี้ =v=



 

กลัวว่าจะมีคนงง เราเลยจะสรุปไทม์ไลน์ของพี่แจ็คกับน้องชานไว้คร่าวๆนะคะ

-          แจ็คช่วยชานไว้ตอนอายุ 12 (ทั้งคู่อายุเท่ากัน)

-          ชานไปรักษาตัวที่อเมริกากับครอบครัวเฮยอง อยู่ที่นั่น 6 ปี

-          ชานกลับมาเจอกับแจ็คอีกครั้งตอนอายุ 18 (เข้ามหาวิทยาลัยด้วยกัน)

-          ผ่านมาอีก 4 ปี ตอนนี้ชานกับแจ็คอายุ 22 (และแจ็คก็อยู่บ้านนี้มาทั้งหมด 10 ปี)


...ทีนี้รู้แล้วเนอะว่าแจ็คเป็นใคร
=v=




 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

29 ความคิดเห็น

  1. #26 YouAndMe1994 (@YouAndMe1994) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2560 / 01:36
    งื้ออออ ลุ้นสุดไรสุดเรื่องราวจะเป็นไงต่อ มาต่อเร็วๆนะค่ะไรท์ รออยู่นะ
    #26
    0
  2. #24 4U_mylove (@for-u-mylove) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 มกราคม 2560 / 22:41
    ชอบเรื่องนี้เพราะพี่แทซเขียนพี่ฮิมชานได้งดงาม สวยมากกกกกกกกก อยากรู้ว่าคุณบอดี้การ์ดจะทนได้กี่น้ำ

    ชอบภาษาและการบรรยายจังค่ะ คือยูเพิ่งเขียนและลงฟิคของตัวเองไป แล้วพอมาอ่านฟิคพี่แทซปุ๊บ ที่เพิ่งเขียนไปด้อยพัฒนามาก 555 อยากเขียนได้แบบนี้บ้างจังค่ะ

    เป็นกำลังใจและรออ่านตอนต่อไปนะคะ
    #24
    0
  3. #23 KUROBUTA (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 มกราคม 2560 / 06:02
    หูยยยยยยยยย น้องขานร้ายกาจ ทนได้นะคุณบอดีการ์ดก็ทนได้ ยียวนกวนประสาทเอาแต่ใจน่าหมั่นไส้ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายอารมณ์แปรปรวน แต่ก็น่าาารักกกกกกก สงสัยยุว่ามันต้องไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ๆที่จะมีคนเข้าไปช่วยน้องขานกับพ่อตอนเกิดอุบัติเหตุจัดฉากชัดๆเลย พ่อสั่งมาสินะยงกุดเค้าให้ทำอะไรก็ต้องทำน่าฉงฉานเป็นแค่เงานี่เนอะ ทะไรไม่ได้ แต่ก็ดีแล้วไง จะได้ใกล้ขิดกะน้องขาน นี่ถ้าชานไม่ความจำเสื่อม คงได้กันไปนานละ เดี๋ยวๆ 555555 ปล.ไรท์อย่าเทเรื่องนี้นะ เดี๋ยวเราจะอ่าน น้องเหมียวเฟี้ยวฟ้าว รอบที่108 รอก็ได้ สู้ๆ เพื่อน้องขานคนจวยยยเนอะ
    #23
    0
  4. #21 Drinkky (@lantima) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 5 มกราคม 2560 / 22:43
    ฮื่อ รักตรงคำว่า รู้แล้วเนอะว่าแจ็คเป็นใคร.. แจ็คเป็นแจ็คอย่างที่อยากเป็นเถอะ ชื่อเก่าๆที่ไม่สำคัญนั่นก็ทิ้งๆมันไปซะ
    #21
    0