[FIC] B.A.P - Turandot

ตอนที่ 3 : Riddle #02 :: Kim Himchan

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 140
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    18 ธ.ค. 59





Riddle :: 02




Kim Himchan

 

 


25 ธันวาคม 2002

 

วันคริสต์มาสที่ทุกคนต่างรอคอยก็เวียนมาครบอีกหนึ่งปี เทศกาลแห่งสีสันและความอบอุ่นระหว่างครอบครัวล้วนเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายแห่งความสุข เช่นเดียวกับตระกูลคิมที่ดูจะคึกคักกันเป็นพิเศษเพราะคุณหนูหัวแก้วหัวแหวนของบ้านโปรดปรานเทศกาลนี้เอามากๆ ฮิมชานเอาแต่พูดถึงคุณลุงซานต้าแถมยังแบมือขอของขวัญจากทุกคนไปทั่ว ไม่เว้นกระทั่งแม่บ้านรับใช้ บอดี้การ์ด และพนักงานต่างๆที่ทำงานให้กับคิมแดวอนคุณพ่อของเขา ความสดใสอันเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวล้วนเป็นบุคลิกแสนโดดเด่นที่ใครๆก็เอ็นดู ยิ่งฮิมชานลาออกจากโรงเรียนมาเรียนต่อที่บ้านก็ดูเหมือนทุกคนจะยิ่งเอาอกเอาใจเขามากขึ้นกว่าเดิมเพราะกลัวว่าคุณหนูสุดที่รักจะเหงาถ้าไม่ได้เจอกับโลกภายนอก ความอบอุ่นที่ทุกคนมอบให้ ทำให้เด็กชายวัย 12 ปีคนนี้เติบโตขึ้นมาด้วยจิตใจที่งดงามและมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ให้กับคนรอบข้างเสมอ...

 

เช่นเดียวกับรูปลักษณ์ภายนอกที่เปล่งปลั่งสดใสขึ้นจนยากจะหาใครเทียบด้วย...

 

“แม่ครับ ชานจัดกระเป๋าเรียบร้อยแล้วนะ” เสียงใสของเด็กชายที่ย่างเข้าสู่วัยรุ่นทำให้คุณแม่คนสวยเหลียวมองหน้าระรื่นนั้นด้วยความเอ็นดู ฮิมชานยิ่งโตก็ยิ่งงดงาม จะมองให้หล่อเหมือนหนุ่มน้อยน่ารักก็ได้ หรือจะมองให้สวยเยี่ยงรูปปั้นนางฟ้าก็ไม่ด้อยไปกว่ากัน สองปีหลังที่อยู่แต่ในคฤหาสน์ จีอินไม่ได้ปิดกั้นลูกชายจนเกินไปนัก เธอยังพาลูกไปเที่ยวหรือไปเรียนพิเศษเพิ่มเติมบางอย่างนอกบ้าน แต่จะไม่ให้คุณครูหรือเพื่อนร่วมคอร์สสนิทสนมด้วยเกินความจำเป็น เรียกว่าตัดไฟแต่ต้นลมนั่นแหละ...

 

“เพิ่งบ่ายโมงเอง น้องชานจัดเสร็จหมดแล้วเหรอลูก” หญิงสาวยิ้มอ่อนโยนแล้วกวักมือเรียกลูกชายมานั่งข้างกัน หลังจากจัดงานเลี้ยงกันภายในครอบครัวแล้ว คิมแดวอน ยางจีอินและฮิมชานก็จะเดินทางไปพักผ่อนกันที่บ้านตากอากาศสุดหรูเพียงแค่สามคน นั่นเป็นเพราะแดวอนทำงานหนักมาตลอดทั้งปี เขาจึงยกช่วงเวลาหยุดยาวนี้ให้กับครอบครัวอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะคิมฮิมชาน ลูกชายคนเดียวที่เขาทะนุถนอมมากกว่าใครทั้งหมด

 

“ถ้าธุระของตัวเองเสร็จแล้วก็ไปช่วยคนอื่นๆแต่งบ้านซะนะ วันนี้คุณป้าเฮยองอาจจะมาช้าหน่อย อย่าลืมของขวัญให้คุณป้าด้วยนะครับ เตรียมไว้รึยัง”

 

“เรียบร้อยครับ” ริมฝีปากบางสีชมพูตอบรับคุณแม่อย่างอารมณ์ดี “แล้วพี่คนเก่งล่ะครับ พี่คนเก่งจะมาด้วยรึเปล่า”

 

“แน่นอนจ้ะ แม่บอกไปแล้วว่าน้องชานอยากเจอพี่เขา” จีอินหมายถึงลูกชายของเฮยองที่อายุมากกว่าฮิมชาน 2 ปี “พี่คนเก่งก็คิดถึงน้องชานนะ เดี๋ยวก็ได้เจอกันแล้วเนอะ ถ้าอยากเจอคุณป้ากับพี่คนเก่งไวๆ น้องชานก็ต้องช่วยทุกคนเตรียมงานนะครับ รู้มั้ย”

 

“รับทราบครับ” อีกฝ่ายตอบอย่างกระตือรือร้น “ชานอยากให้ป้าเฮยองกับพี่คนเก่งไปเที่ยวกับเราด้วยจัง ป้ากับพี่เขาไม่ว่างเหรอ”

 

“ไว้คราวหน้าแม่จะลองชวนดู” มือบางลูบหัวลูกชายอย่างรักใคร่ “แต่ตอนนี้น้องชานต้องไปแต่งบ้านให้สวยๆก่อนนะครับ คุณพ่อกลับมาเราจะได้ฉลองคริสต์มาสกันได้เลย” ฮิมชานพยักหน้าเร็วๆแล้วหมุนตัวเดินออกไปทันที จีอินมองแก้วตาดวงใจของเธอด้วยแววตาชื่นชม ขณะเดียวกันก็เป็นกังวลอย่างบอกไม่ถูก

 

12 ปีแล้วที่ฮิมชานเกิดมา นับตั้งแต่คืนเดือนเดือดในตอนนั้น เมื่อผ่านวิกฤติมาได้ลูกชายของเธอก็ไม่มีภาวะผิดปกติใดๆในร่างกายอีกนอกจากอาการเหนื่อยง่ายและอ่อนล้าในบางครั้ง ด้วยเหตุนี้แดวอนถึงไม่ค่อยพาฮิมชานออกงานเพราะเป็นห่วงสุขภาพของเขา แม้ว่าตอนนี้จะดีขึ้นเพราะได้เล่นกีฬาออกกำลังกายบ้างแล้วก็ตาม แต่จะพูดว่าแข็งแรงร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ไม่เต็มปากเท่าไหร่นัก ฮิมชานดูสดใสมากขึ้น ถึงอย่างงั้นก็ยังดูเปราะบางกว่าผู้ชายทั่วๆไปอยู่ดี

 

คุณแม่ยังสาวไม่รู้เลยว่าเหตุการณ์ต่อไปในภายหน้าจะเป็นอย่างไร เรื่องลึกลับที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องที่เธอจะทำความเข้าใจกับมันได้ง่ายๆ ฮิมชานหน้าตาน่ารักขึ้นทุกวัน การเก็บตัวลูกชายเอาไว้ในคฤหาสน์ช่วงหลังๆ แม้จะเป็นการป้องกันเขาจากเรื่องเลวร้ายที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ แต่ขณะเดียวกัน ลูกชายของเธอก็ไม่มีโอกาสได้สัมผัสกับโลกภายนอกเหมือนกับเด็กทั่วไปเลย เอาเป็นว่าจีอินคงต้องทบทวนเรื่องอนาคตของฮิมชานอีกสักหน่อย ไว้ให้ลูกโตกว่านี้ บางทีเธออาจจะยอมปล่อยให้เขาได้เผชิญโลกกว้างและเรียนรู้วิธีป้องกันตัวด้วยตัวเองบ้างก็ได้ ไม่อย่างนั้นก็ต้องหาบอดี้การ์ดประจำตัวไว้สักคน จะได้คอยดูแลและช่วยเหลือเขาเวลาอยู่ข้างนอก...

 

ซึ่งก็คงต้องเลือกจากบรรดาเด็กๆรุ่นราวคราวเดียวกันที่อยู่ด้วยกันบ่อยๆนี่แหละ อย่างน้อยเธอก็มั่นใจได้ว่าพวกเขาอยู่ในกฎ และการเห็นหน้าค่าตาฮิมชานบ่อยๆ ก็มีส่วนช่วยไม่ให้เด็กชายเหล่านั้นคิดเผลอไผลไปเกินกว่าที่ควรจะเป็น...

 

 

ถึงจะเป็นผู้ชายด้วยกันก็ตาม...แต่อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น....

 

 

“คุณพ่อมาแล้ว” เสียงใสตะโกนแจ้วๆมาจากนอกห้อง ตามด้วยร่างเล็กที่จูงมือคุณพ่อเข้ามาอย่างมีความสุข เด็กชายรอวันนี้มาทั้งปีเพราะเขาจะได้ไปเที่ยวกับพ่อแม่ตามลำพังอย่างสบายใจโดยไม่ต้องมีบอดี้การ์ดคุ้มกันให้วุ่นวาย ที่สำคัญปีนี้แดวอนเลือกจะขับรถไปเองแทนที่จะขึ้นเครื่องบินอย่างที่เคยทำ เนื่องในวาระครบ 12 ปีของฮิมชาน นักธุรกิจหนุ่มตั้งใจว่าจะขับรถไปเองตามคำขอของลูกชายที่อยากจะนั่งรถดูทิวทัศน์วันหิมะตกไปเรื่อยๆมากกว่า

 

“น้องชานรอคุณพ่อมาตั้งแต่บ่ายแล้วค่ะ วันนี้ตื่นเต้นเป็นพิเศษเลยนะ” จีอินยิ้มอ่อนโยน “ฉันจัดกระเป๋าเรียบร้อยแล้ว น้องชานแกก็จัดเสร็จนานแล้วเหมือนกัน ไปเถอะค่ะ ไปฉลองคริสต์มาสกันดีกว่า”

 

“ไหน วันนี้น้องชานเอาของขวัญอะไรมาให้พ่อครับ” แดวอนลูบหัวลูกชายแล้วหัวเราะเบาๆ ยิ่งยิ้มกว้างขึ้นไปอีกเมื่อเห็นหัวกลมๆนั้นส่ายไปมาเป็นเชิงว่าไม่ยอมบอก สุดท้ายพ่อแม่ลูกทั้งสามก็เดินเกี่ยวก้อยออกจากห้องหนังสือเพื่อไปฉลองคริสต์มาสด้วยกันอย่างมีความสุข...

 

 

---------------------------------------------------------------------------------------

 

 

ไฟที่ลุกโชติช่วงอยู่ในเตาผิงคล้ายจะสร้างความอบอุ่นท่ามกลางอากาศหนาวในคฤหาสน์หลังใหญ่ได้ก็จริง แต่ดูเหมือนชายวัย 40 ต้นๆที่นั่งจิบไวน์อยู่เบื้องหน้าเตาผิงนั้นจะมีจิตใจที่ร้อนรุ่มยิ่งกว่า แม้ภายนอกจะแสดงท่าทีอันแสนสบาย แต่ลึกๆแล้วหัวใจของบังจีฮยอกกลับแผดเผาไปด้วยเพลิงโทสะที่รุ่งโรจน์ยิ่งกว่าไฟไหนๆ

 

สิ่งที่เขาสงสัยมานาน จนบัดนี้เริ่มชัดเจนขึ้นกำลังสร้างความสนใจให้กับเขาอีกครั้ง การใช้แรงกายทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อหาสิ่งที่ต้องการนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ในแวดวงการค้าเพชร ไม่ว่าใครก็ต้องรู้จักเพชรขาวที่เป็นเรื่องเล่าของคำสาปและความเจริญรุ่งเรืองและอยากจะได้มันมาไว้ในครอบครองอยู่แล้ว หลายตระกูลที่ตามหามันเริ่มถอดใจไปทีละน้อย เหลือเพียงแต่นักธุรกิจหนุ่มใหญ่อย่างเขาที่ยังคงทุ่มเทกับสิ่งนี้อย่างตั้งใจ

 

 

และตอนนี้เขาก็พร้อมจะทำตามแผนที่ตัวเองวางเอาไว้เรียบร้อยแล้ว...

 

“ยงนัม มานั่งตรงนี้สิลูก” เสียงเข้มว่าเรียบๆ เมื่อเห็นลูกชายยืนอยู่หน้าห้องตามที่เขาเรียก มือใหญ่ตบลงบนเก้าอี้ข้างตัว รอจนอีกฝ่ายเดินเข้ามานั่งถึงจะเอ่ยในสิ่งที่ตั้งใจ “วันนี้วันคริสต์มาส งานสำคัญของพ่อจะเริ่มแล้ว ลูกเองก็ต้องเรียนรู้มันไปพร้อมๆกันด้วย ผลทั้งหมดจะเกิดขึ้นในระยะยาวซึ่งเราเดาไม่ได้เลยว่าจะสำเร็จตอนไหน แกเป็นความหวังในอนาคตของพ่อ ที่พ่อลากแกเข้ามาคลุกคลีในวงการนี้ตั้งแต่เด็ก ก็เพราะต้องการให้แกสร้างกิจการและทำให้ตระกูลเราเป็นที่หนึ่งของธุรกิจนี้ เพราะฉะนั้น แกเองก็ต้องฟังเรื่องราวทุกอย่างจากพ่อให้ละเอียดด้วย เข้าใจที่พ่อพูดใช่ไหม”

 

“ครับ” เด็กชายตอบเรียบๆระหว่างฟังพ่ออธิบายทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาควรจะรู้ ดวงหน้าคมเริ่มปรากฏเค้าความหล่อเหลาทีละน้อยตามวัยที่เจริญเติบโตขึ้น แม้จะอยู่เหนือน้องชายมาตลอดทั้งสถานะในครอบครัวและการเรียน แต่อย่างหนึ่งที่สูสีกันจนแทบตัดสินไม่ได้ก็คือเรื่องหน้าตา เสียดายที่น้องชายของเขาไม่อยู่ที่นี่แล้ว ถึงจะถูกเลี้ยงให้เหนือกว่า แต่สายสัมพันธ์ของพี่น้องก็ไม่ได้จางหายไปง่ายๆ ยงนัมคิดถึงยงกุกอยู่เสมอ เพียงแต่บอกไม่ได้ว่าเขาต้องการให้น้องชายมาอยู่ข้างๆในฐานะอะไร...

 

จะเป็นพี่น้องที่รักกันมาก...หรือเป็นตัวเปรียบเทียบที่ช่วยให้เขาดูโดดเด่นมากขึ้น บังยงนัมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน.....

 

น้อยคนที่จะรู้ว่าตระกูลบังมีทายาทฝาแฝด แต่ไม่มีใครใส่ใจนักเพราะแฝดอีกคนแทบไม่มีบทบาทกับครอบครัวนี้เลย ในแวดวงสังคม ทุกคนรู้จักบังยงนัมดี แต่กลับไม่มีใครเคยเห็นบังยงกุกเลยสักคน ต่อให้มีข่าวออกมาเมื่อ 2 ปีก่อนว่าบังยงกุก ลูกชายคนเล็กของตระกูลบังเสียชีวิต หลายคนก็ยังไม่รู้ว่ามีเด็กชื่อนี้อยู่บนโลก พูดง่ายๆก็คือไม่มีใครสนใจตัวตนของแฝดน้องอยู่แล้ว ดังนั้นไม่ว่ายงกุกจะอยู่หรือตาย ก็ไม่มีผลกับตระกูลบังและคนอื่นๆอยู่ดี...

 

บังยงกุกเป็นเด็กที่น่าสงสาร เรื่องนี้ผู้เป็นพ่อรู้ยิ่งกว่าใคร แต่มันช่วยไม่ได้ที่ยงกุกทำให้ภรรยาของเขาตาย ยิ่งเทียบกับยงนัมด้วยแล้ว แม้จะมีใบหน้าที่คล้ายกัน แต่ถ้าพูดถึงนิสัย ความหัวไวและความปราดเปรียวแล้วล่ะก็ ยงกุกยังห่างกับพี่ชายอยู่หลายขุม... บังยงนัมวัย 12 ปีนั้นแสนจะเยาว์วัย แต่ก็เรียนรู้ได้เร็วและมีแนวทางรวมไปถึงกลไกทางการคิดที่แนบเนียน แม้จะไม่เข้าใจในเรื่องธุรกิจ แต่อย่างน้อยก็คุ้นชินกับวิธีการทำงานของพ่อมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ลูกอีกคนเอาแต่เก็บตัวเงียบอยู่ในห้องสมุด ปลูกต้นไม้ เรียนศิลปะการต่อสู้พื้นฐานอย่างที่ควรจะเรียน ไม่มีหัวทางธุรกิจเพราะเขาไม่คิดจะให้ศึกษาเรียนรู้อยู่แล้ว...

 

บางที การที่ยงกุกตายไปก็อาจจะเป็นเรื่องดีเหมือนกัน...

 

.

.

.

 

คนเรามีความถนัดที่แตกต่าง เช่นเดียวกับหน้าที่ในชีวิตที่ต้องทำ ยงกุกหมดหน้าที่ของคนในตระกูลนี้แล้ว เด็กน้อยเพียง 10 ขวบต้องจากบ้านไปก่อนเวลาอันควร แต่เชื่อสิ ทุกอย่างมีเหตุมีผลของมันทั้งนั้น...

 

เพราะบังจีฮยอกคือผู้กุมชะตากรรมของตระกูลบัง ใครจะอยู่หรือไป ตายหรือเป็น ทั้งหมดคือคำสั่งของเขาแต่เพียงผู้เดียว...

 

.

.

.

 

ไม่เว้นแม้กระทั่งลูกชายตัวเอง...

 

 

--------------------------------------------------------------------------------

 

 

หิมะของคริสต์มาสปีนี้ตกหนักกว่าที่คิด ทัศนียภาพรอบข้างขาวโพลนแต่ก็ไม่ได้ย่ำแย่ขนาดจะสัญจรไปไหนมาไหนไม่ได้ รถของครอบครัวคิมก็เป็นอีกหนึ่งคันที่โลดแล่นอยู่บนถนนสีขาวนั้น แม้บอดี้การ์ดหลายคนจะเสนอตัวเข้ามาขับให้ด้วยความเป็นห่วง แต่แดวอนก็ไม่ยอมเพราะเขามั่นใจในฝีมือการขับของตัวเอง และปุยหิมะก็ไม่ได้หนามากนัก การขับรถมาด้วยกัน 3 คนพ่อแม่ลูกต่างหากเป็นสิ่งที่มีความสุขที่สุด

 

เห็นได้จากเสียงใสๆที่ร้องอย่างตื่นเต้นจนดังไปทั่วทั้งรถนี่แหละ...

 

“พ่อคับ หิมะสวยจัง ชานไม่เคยเห็นหิมะเยอะขนาดนี้เลยนะเนี่ย” ดวงตากลมโตกลอกไปมาอย่างกระตือรือร้น ไอหนาวข้างนอกเกาะกระจกจนเป็นฝ้า สัตว์ตัวเล็กตัวน้อยที่อยู่ข้างนอกคงจะหนาวน่าดู ถ้าเป็นไปได้ ฮิมชานอยากจะพามาผิงไฟด้วยกันในบ้านอุ่นๆของเขาให้หมดเลย

 

“สวยเหมือนน้องชานไงลูก” จีอินหันมาพูดยิ้มๆ “หิมะขาวสวยบริสุทธิ์เหมือนกับน้องชานเลยเห็นมั้ย”

 

“ฮื่อ ไม่ใช่นะ ชานเหมือนเจ้าหญิงมากกว่า” ฮิมชานปฏิเสธเบาๆขณะมองทิวทัศน์ไปเรื่อยๆ “เจ้าหญิงทูรันดอททั้งสวยทั้งเย็นชา แต่ก็เท่มากเหมือนกันนะคับ โตขึ้นชานเป็นเหมือนเจ้าหญิงดีมั้ย ทั้งสวยทั้งเท่ ดีมั้ยคับแม่”

 

“แม่ต้องพูดว่าหล่อสิถึงจะถูก” ผู้เป็นแม่หัวเราะขบขัน “น้องชานเป็นผู้ชาย ต้องหล่อเหมือนเจ้าชายสิครับ จะสวยเหมือนเจ้าหญิงได้ยังไงกัน”

 

“ชานไม่อยากหล่อหรอก” คุณหนูตัวเล็กเบือนหน้ามาจากกระจกแล้วพองแก้มน้อยๆ “เป็นผู้ชายก็สวยได้นี่คับ..ชานอยากสวยเหมือนคุณแม่ โตขึ้นจะได้มีคนรักชานมากๆเหมือนที่คุณพ่อรักคุณแม่ไง”

 

“เอาใหญ่แล้วนะเรา” แดวอนหัวเราะลั่น ฟังคำพูดที่เหมือนจะแก่แดดแต่ก็ไร้เดียงสาของลูกชายแล้วก็อดขำไม่ได้ เพราะใช้ชีวิตอยู่ในคฤหาสน์ซะส่วนมาก ฮิมชานจึงเหมือนกับผ้าขาวที่มีรอยเปื้อนเบาบางเหลือเกิน ซึ่งก็ดีแล้ว เขาพอใจที่จะให้อีกฝ่ายเป็นแบบนี้มากกว่า เพราะคิดถึงผลของคำสาปที่จะเกิดขึ้นในอนาคตแล้ว นักธุรกิจหนุ่มก็ไม่รู้เลยว่ามันจะร้ายแรงแค่ไหน อย่างน้อยเท่าที่เห็นในตอนนี้ ฮิมชานก็ยังคงเป็นเด็กน้อยที่สดใสร่าเริงของทุกคนอยู่ ไม่มีวี่แววว่าจะเกิดอันตรายที่ชวนให้เป็นห่วงเลย

 

.

.

.

 

แต่ในเมื่อคำสาปลิขิตแล้ว มันก็ย่อมต้องเกิดขึ้น คิมแดวอนลืมไปเสียสนิทว่าวันนี้เป็นคืนเดือนเดือด แล้วก็เป็นปีที่ฮิมชานมีอายุครบ 12 ปีเต็มเสียด้วย....

 

.

.

.

 

รถยนต์คันหรูขับมาจนถึงทางแยกเข้าสู่บริเวณบ้านพักตากอากาศของพวกเขา หิมะเริ่มตกหนักมากขึ้น ตามรายทางมีบ้านคนเป็นระยะ แม้จะไม่เปลี่ยวมากแต่ในยามที่ดึกและหนาวจับขั้วหัวใจแบบนี้คงไม่มีใครออกมาเดินเล่นแน่ๆ ย่างเข้าสู่ช่วงดึก รถบนถนนก็ลดน้อยลงจนเหลือเพียงพวกเขาคันเดียว ในวินาทีนั้นเอง เหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้น...

 

มีเสียงปังที่ยางรถยนต์ ตามมาด้วยเสียงดังอีกตูมใหญ่จนล้อรถข้างหลังระเบิดออกทั้งคู่ จีอินกรีดร้องด้วยความตกใจในขณะที่แดวอนเองก็พยายามบังคับรถสุดชีวิต แต่ถนนก็เต็มไปด้วยหิมะลื่นๆจนรถคันใหญ่สูญเสียการทรงตัวไปอย่างสิ้นเชิง วูบหนึ่งที่คิดถึงเรื่องการลอบทำร้ายเพราะกิจการของเขาในบางครั้งก็ไม่ได้ใสสะอาดเท่าไหร่ เพียงแต่แดวอนเองก็มั่นใจว่าเขาไม่เคยไปขัดแข้งขัดขาใครจนกลายเป็นความแค้นถึงขนาดจะต้องมาทำกันรุนแรงแบบนี้..

 

.

.

.

 

ถ้าไม่ใช่เรื่องการค้าก็เหลืออยู่แค่อย่างเดียว...

 

.

.

.

 

ทูรันดอท...

 

.

.

.

 

นักธุรกิจหนุ่มรู้ดีว่าหลายๆคนยังคงตามหาเพชรเม็ดนั้น ไม่มีใครรู้ว่ามันอยู่ที่เขาก็จริง แต่ก็ไม่รับประกันว่าจะมีใครตามสืบจนรู้รึเปล่า การเป็นผู้ครอบครองเพชรต้องแลกด้วยคำสาป เขาเองก็ทำสัญญากับมันไปแล้ว แดวอนเพิ่งรู้ในวันที่ฮิมชานเกิดว่า การที่เพชรอยู่กับเขามาตลอดโดยไม่มีใครแย่งชิงไปนั้น ไม่ได้เป็นเพราะเขาซ่อนมันอย่างมิดชิด แต่เป็นเพราะเพชรเลือกที่จะอยู่กับเขาเองต่างหาก...

 

.

.

.

 

ไม่สิ เพชรไม่ได้เลือกอยู่กับเขา..
            แต่เลือกอยู่กับฮิมชาน....

 

.

.

.

 

ล้อยางไถลไปกับพื้นหิมะพร้อมไฟที่ลุกไหม้ปรากฏเป็นภาพอันน่ากลัวเกินจะกล่าว ในวินาทีแห่งความหวาดหวั่นนั้น จีอินก็รีบปลดล็อคเข็มขัดนิรภัยของตัวเองก่อนจะกระโจนจากเบาะหน้าข้ามไปยังเบาะหลังอย่างรวดเร็วเพื่อโอบกอดลูกชายสุดที่รักซึ่งกำลังนั่งตัวสั่นจนทำอะไรไม่ถูก ไม่มีอะไรรับประกันความปลอดภัยของรถเก๋งคันใหญ่ได้เลยนอกจากฝีมือการบังคับพวงมาลัยของคิมแดวอนผู้เป็นพ่อ ชั่วขณะหนึ่งที่เขาหันไปเห็นอะไรไหวๆตรงต้นไม้ข้างทาง ร่างตะคุ่มของคนหลายคนที่พรางตัวอยู่ในความมืดนั้นบ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่านี่ไม่ใช่อุบัติเหตุยางล้อระเบิดแบบทั่วๆไป...

 

.

.

.

 

ยางรถของเขาโดนยิง...และคนที่เล็งปืนมายังรถที่วิ่งด้วยความเร็วได้อย่างแม่นยำแบบนี้ไม่ใช่มือสมัครเล่นแน่ๆ

 

รถเก๋งคันใหญ่ไถลไปตามพื้นเปียกลื่นก่อนจะพลิกคว่ำอย่างน่ากลัว ไฟระเบิดจากยางรถยนต์ลามไปตามถังน้ำมันที่รั่วลงกับพื้นอย่างรวดเร็ว แดวอนดิ้นขลุกขลักอยู่ในรถแต่ก็แก้เข็มขัดก่อนจะกระเสือกกระสนออกมาที่ถนนได้ทัน สภาพเบื้องหน้านักธุรกิจหนุ่มคือภรรยาและลูกชายของเขาที่ติดอยู่กับเบาะหลังรถ ตามด้วยเพลิงจากท้ายรถที่ใกล้เข้ามาถึงตัวเต็มที

 

“จีอิน ฮิมชาน” แดวอนตะโกนลั่น แต่สภาพของเขาเองก็ยากที่จะขยับไปมากกว่านี้ ที่จุดเกิดเหตุใกล้กับหมู่บ้านที่น่าจะเป็นชุมชนขนาดย่อมๆ เสียงระเบิดเมื่อกี้น่าจะมีคนได้ยินบ้าง แต่ภายในความมืดและอากาศอันเหน็บหนาวแบบนี้ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะมีใครผ่านมาเจอบ้างรึเปล่า สุดท้ายแดวอนก็ทำได้แค่ตะโกนร้องขอความช่วยเหลือจนแทบจะหมดแรง

 

“ช่วยด้วยครับ ช่วยลูกเมียผมด้วย มีใครได้ยินมั้ย มีใครอยู่มั้ย ช่วยด้วย”

 

ในระหว่างที่ความหวังของเขาเลือนรางเต็มที ข้างถนนก็ปรากฏเงาตะคุ่มของเด็กชายคนหนึ่งเดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆ น่าจะเป็นลูกใครสักคนจากหมู่บ้านแถวนั้นที่เห็นเหตุการณ์เข้า แดวอนร้องเรียกร่างเล็กๆนั้นราวกับเป็นความหวังสุดท้าย ในใจก็พร่ำพรรณนาขออำนาจจากเพชรศักดิ์สิทธิ์ไม่หยุด....

 

“หนู ช่วยลูกน้าด้วย ช่วยฮิมชานที” จีอินที่ติดอยู่ในรถพยายามดันตัวลูกออกไปเพื่อให้เด็กชายคนนั้นเข้ามาฉุดร่างน้อยนั้นออกไปอีกที ไม่ว่าเธอจะรอดหรือไม่ ยังไงฮิมชานก็ต้องปลอดภัยเป็นอย่างแรก

 

“คุณน้าอดทนหน่อยนะครับ เดี๋ยวผมจะไปตามคนมาช่วย” เด็กชายว่าพลางดึงตัวฮิมชานสุดแรง แต่อีกฝ่ายที่ร้องไห้ไม่หยุดกลับพยายามคว้ามือแม่เอาไว้อย่างสุดความสามารถ

 

“แม่คับ แม่ออกมา แม่ออกมากับชาน แม่.....ปล่อยนะเราจะไปหาแม่” เสียงใสสะอื้นอย่างน่าเวทนา ถึงจะพยายามขนาดไหน แต่เด็กชายผู้มีน้ำใจคนนั้นก็ไม่ได้มีแรงมากพอที่จะดึงแม่ของเขาออกมาได้ เขาลากฮิมชานออกมาอย่างยากลำบาก จีอินเองก็พยายามตะเกียกตะกายจนในขณะที่เธอกำลังคลานพ้นออกมาจากรถนั้นเอง เหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดก็เกิดขึ้น....

 

รถยนต์คันหรูระเบิดเสียงดังสนั่น แรงระเบิดดีดคุณแม่ยังสาวลอยออกจากตัวรถไปกระแทกกับต้นไม้ในทันที...

 

.

.

.

 

จีอินสิ้นลมหายใจโดยไม่มีโอกาสได้ล่ำลาลูก ในขณะที่ฮิมชานกับเด็กชายคนนั้นก็โดนเศษเหล็กปลิวมาฟาดเข้าที่หัวจนสลบไปทั้งคู่..

 

.

.

.

 

เสียงหวีดหวิวของลมหนาวอันเยือกเย็นกลับคืนมาอีกครั้งเมื่อหิมะตกดับความร้อนของไฟที่ลุกไหม้ให้เบาบางลงไป ตามด้วยพวกชาวบ้านและรถพยาบาลที่พวกเขาโทรตามมาอย่างเร่งด่วน แดวอนที่บาดเจ็บน้อยที่สุดได้แต่กอดศพภรรยาร้องไห้ราวกับจะขาดใจ ส่วนฮิมชานและเด็กชายชาวบ้านคนนั้นถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลในทันที บาดแผลของเด็กชายดูเหมือนจะไม่หนักมาก แต่ฮิมชานอาการน่าเป็นห่วงกว่าเพราะมีเศษกระจกทิ่มเข้าไปที่ตาข้างซ้ายของเขาด้วย...

 

เด็กน้อยฮิมชาน....เด็กชายที่แสนสวยงดงามราวกับเจ้าหญิง เด็กน้อยที่เกิดมาพร้อมกับความอาภัพและคำสาป ตกอยู่ในอันตรายอีกครั้งตามอาถรรพ์ซึ่งน้อยคนนักจะรู้...

 

.

.

.

 

คืนเดือนเดือดกับความเป็นความตายของเด็กชายวัย 12
ที่จะเปลี่ยนชีวิตของเขาไปตลอดกาล.....

 




 

TBC

 

 

----------------------------------------------------------------------------------

 

ในส่วนของฉากแอคชั่นระเบิดภูเขาเผายางล้อน้านนนน...เราไม่เคยแต่งแนวนี้จริงๆ ปกติก็ไม่ใช่คนดูหนังแอคชั่นด้วยก็เลยพยายามบรรยายภาพให้ออกมาประมาณนี้ ถ้าติดขัดตรงไหนแนะนำมาได้เลยนะคะๆ สองสามตอนแรกอาจจะน่าเบื่อเพราะพล็อตที่เราคิดซับซ้อนมากเลย ก็เลยต้องใช้เวลาปูไว้เบื้องต้นก่อน แต่ไม่ต้องห่วง ตอนหน้าน้องชานจะโตแย้ว =v= ขอบคุณทุกคนที่อ่านนะคะ เม้ามอยได้ที่ @chocopastelbbyz ไม่ก็ #บชทูรันดอท ข่าบ จะทำนายอนาคตน้องชานกันก็ได้นะ

ปล. น้องบังตายซะแล้ว ละใครจะเป็นพระเอกอ้ะ 55555555555

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

29 ความคิดเห็น

  1. #22 far0h (@far0h) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 6 มกราคม 2560 / 01:22
    สนุกมากน่าติดตามสุดๆ ทำไมพ่อยงกุกถึงได้ร้ายขนาดนั้นหล่ะ คนที่มาช่วยฮิมชานคือยงกุกใช่มะ ^^
    #22
    0
  2. #20 4U_mylove (@for-u-mylove) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2559 / 07:03
    พี่ยงกุกต้องเป็นคนมาช่วยพี่ฮิมชานแน่นอน

    ตื่นเต้น อยากรู้เรื่องราวต่างๆ ฟิคแนวยากซับซ้อน ดีใจที่มีคนเขียนให้อ่าน

    อยากให้โตแล้ว ตอนหน้าจะโตแล้ว >< ดีใจ

    ชอบคำบรรยายที่มีต่อพี่ฮิมชาน งดงามมากจริงๆ
    #20
    0
  3. #19 LY-MESO (@s00nhy0) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2559 / 21:33
    ใครมาช่วยฮิมชานอ่าา
    ยงกุกเหรอ
    #19
    0