KING OF ISLAND เหนือใต้หล้า ข้าคือจักรพรรดิเกาะ

ตอนที่ 60 : ตอนที่ 57 หนองน้ำ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 133
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    15 ก.ย. 63

               อีก 2 วันผ่านไป หลังฝึกฝนการปรุงยา เสี่ยวหลงเป่ามักใช้เวลายามดึกดื่นจนเกือบถึงรุ่งเช้านั่งดูดซับพลังปราณจากดวงดาวบนฟากฟ้าเข้าไปสถิตย์ยังตารางดวงดาว    เหนือขึ้นไปบนจุดตันเถียนดูเหมือนมีอาณาจักรดวงดาวเก้าชั้นสถิตย์อยู่

         นอกจากชั้นแรกที่เริ่มเต็มไปด้วยหมู่ดาวสว่างไสวบ้างแล้ว ตั้งแต่ชั้นที่สองไล่ไปถึงชั้นเก้ายังคงมืดมิดไร้ซึ่งแสงดวงดาว แม้จะเป็นดินแดนลับที่ไม่มีหมู่ดาวของจริง ทว่าเคล็ดวิชาดึงพลังปราณลึกลับของเสี่ยวหลงเป่าคงยังสามารถซึมซับพวกมันจากโลกภายนอกเข้ามาได้บ้าง

          เพียงแต่ความเร็วของการดูดซับเป็นไปอย่างเชื่องช้ายิ่งกว่าโลกด้านนอก ถึงอย่างนั้นมันยังผลักดันให้ชายหนุ่มเต็มเติมดวงดาวในชั้นแรกใกล้ถึงหนึ่งร้อยดวงเข้าไปเรื่อยๆ

หนำซ้ำ ยังส่งผลดีอย่างมากให้กับพลังตบะ ด้วยดวงดาวที่ถูกสร้างเพิ่มจำนวนมากอยู่ทุกวัน ก่อนรุ่งสาง พลังปราณของเสี่ยวหลงเป่าก็พุ่งไปอยู่ ณ จุดสูงสุดของด่านเลี่ยนชี่ขั้นที่ห้าระดับต้นทันที

พรึ่บ พรึ่บ

              สี่ชั่วยามให้หลัง เสี่ยวหลงเป่าและพรรคพวกมุ่งหน้าตรงไปยังทิศทางหนึ่งอย่างรีบเร่งราวกับว่าคุ้นเคยอาณาเขตแถวนี้เป็นอย่างดี แต่ใครเล่าจะคาดคิดว่านี่คือความรู้สึกอันร้อนรุ่มบางอย่างภายในจุดตันเถียนของชายหนุ่มที่กำลังสำแดงอานุภาพแผดเผาออกมาในเวลานี้อยู่ตลอด

"ข้ารู้สึกถึงอะไรบางอย่าง....ที่เหมือน..คุ้นเคยอยู่บ้าง?"

              ชายหนุ่มมีใบหน้าเคร่งขรึมลงเมื่อยิ่งเคลื่อนที่ใกล้เข้าไปในส่วนลึกของดินแดนลับแห่งนี้ ครึ่งนึงของเส้นทางการเดินทางโดยฉับพลันเกิดจากสันชาตญาณบางอย่างที่อยู่ลึกภายในจิตวิญญาณดั้งเดิมของเสี่ยวหลงเป่า เหมือนมันกับกำลังส่งเสียงเรียกหาตัวเขา

ยิ่งเข้าใกล้เท่าใด ความรู้สึกนี้ยิ่งชัดแจ้ง

              เป็นอีกครั้งที่ชายหนุ่มแน่ใจในความรู้สึกของตน เมื่อเสี่ยวหลงเป่าขับเคลื่อนเคล็ดวิชาดึงดูดพลังปราณบนฟากฟ้าไปด้วย ความรู้สึกนั้นยิ่งรุนแรงกว่าเดิม ตารางดวงดาวสั่นสะเทือนคล้ายตอบรับคลื่นสัญญาณประหลาดที่ส่งเข้ามาหา

         ถึงขนาดที่ว่าเสี่ยวหลงเป่าสามารถระบุทิศทางกับตำแหน่งคร่าวๆจากพลังงานนั้นๆยังฟากโน้นได้ เพื่อต้องการพิสูจน์ว่าเจ้าสิ่งนั้นคืออะไรกันแน่ ชายหนุ่มจึงเค้นเอาพลังแฝงจากจุดดวงตาทุกหยาดหยดมาใช้เต็มที่ เขาพยายามแกะรอยสิ่งนั้นโดยใช้เวลาให้น้อยที่สุด  ก่อนที่พลังของเบ็ดด้ามนั้นจะหยุดลง

         จวี้หลิงให้สัญญาณมาบ้างแล้วก่อนจะเงียบหายไป หากไม่มีอะไรผิดพลาด ภายในไม่เกิน 4-5 วัน หรืออาจจะน้อยกว่าเล็กน้อย เมื่อพลังปราณจากหินปราณที่ใช้กับคันเบ็ดหมดลง ตราประทับที่เชื่อมโยงกับร่างกายของพวกเขาจะค่อยๆเสื่อมลงไป

     จากนั้นไม่ว่าพวกเขาจะต้องการหรือไม่ คันเบ็ดก็จะดึงเสี่ยวหลงเป่ากับอีกสามคนกลับไปยังเกาะน้อยเช่นเดิม

          ข่าวร้ายอีกเรื่องจากปากของอสูรสาวคือ ตัวเบ็ดอยู่ในสภาพไม่สมบูรณ์มาก่อนแล้ว หลังจากมันผ่านการใช้งานไปแล้วหนึ่งครั้ง มีสิทธิ์ที่อาวุธวิเศษในระดับนี้จะใช้งานไม่ได้ชั่วคราวไปอีกสักพักใหญ่ จำต้องให้จวี้หลิงศึกษาและลองซ่อมแซมอีกมาก

ดังนั้น ก่อนที่คนทั้งสี่ชีวิตจะถูกวาบทะลุมิติดินแดนกลับออกไป พวกเขาจะต้องใช้เวลาที่เหลือเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ทุกอย่างให้มากที่สุด เพราะโอกาสที่จะได้กลับมาที่นี่อีกครั้งย่อมไม่แน่นอน



              ด้านหน้าไม่กี่จ้างที่พวกเสี่ยวหลงเป่ากำลังมุ่งหน้าไปเป็นวัตถุชิ้นหนึ่งใกล้เคียงกับเครื่องรางรูปร่างเหมือนเข็มทิศจีน เพราะอุปกรณ์ชิ้นนี้ทำให้พวกเสี่ยวหลงเป่าแทบไม่ต้องเจอะเจอการปะทะกับบรรดาเหล่าสัตว์ร้ายนานาชนิดที่กระจัดกระจายตัวอยู่รอบๆพื้นที่สักเท่าไหร่ นี่คงเป็นสาเหตุหนึ่งทำให้พวกกลุ่มซ่งชุนดูไม่มีทีท่าเดือดร้อนเท่าใด

จ๋อม จ๋อม

              ยิ่งมุ่งหน้าไป จากพื้นที่ที่เต็มไปด้วยป่าไม้และเนินเขาก็ค่อยๆเปลี่ยนเป็นแห้งแล้ง พอรู้สึกตัวอีกครั้ง ภูมิทัศน์กับสลับไปกลายเป็นพื้นที่ใกล้เคียงป่ารกชัฎ เต็มไปโคลนและดินเลน ตรงข้ามดับพื้นดินแห้งๆให้พวกเขาทรงตัวได้เริ่มถูกบีบให้น้อยลง ต้องเปลี่ยนไปใช้ก้อโขดหินและพื้นที่สูงกว่าเป็นที่พอทรงตัวต่อไปข้างหน้า

ปัง
ปัง ปัง

"เกาะกันไว้" เสี่ยวหลงเป่ากวักมือ
"ขอรับ/เจ้าค่ะ!!"

              ถึงมีสิ่งที่ใช้นำทางหลบเลี่ยงสัตว์ร้ายอย่างเข็มทิศจีน แต่ยังไงซะ พวกของเสี่ยวหลงเป่าย่อมไม่มีทางหลบรอดได้ตลอดไป พวกเขาปะทะกับกลุ่มสัตว์ร้ายอีกสามสี่กลุ่มมาตลอดการเดินทาง พื้นดินเริ่มเหมือนจมลึกลงไป สภาพรอบด้านเหมือนจะไม่ใช่พื้นที่ราบลุ่มและทุ่งหญ้าไปนานแล้ว สัตว์ร้ายประเภทครึ่งบกครึ่งน้ำเริ่มเผยตัวออกมาเป็นระยะๆ

'บึง? พื้นที่หนองน้ำ??'

              เสี่ยวหลงเป่าส่งผี้เสื้อทมิฬลอย 3-4 ตัวออกไปรอบๆกลุ่มของพวกเขาให้ระวังภัย แต่ตัวหนึ่งยังไม่ทันบินขึ้นไปบนอากาศกับถูกเงาดำกระโจนขึ้นไปและงับปีกเอาไว้ จากนั้นมันจึงลากผีเสื้อทมิฬลงสู่บึงโคลนอย่างรวดเร็ว

"แฮ่.."
"แกว่กๆๆ"

"ระวังเท้า!"

         สัตว์ร้ายรูปร่างคล้ายตะกวดผสมกิ่งก่าอาศัยการพรางตัวลอบเข้ามายังด้านหลังของเสี่ยวเจี๋ยเกือบจะทันที    ก่อนที่มันจะทำสำเร็จ เส้นเลือดใหญ่ใต้ลำคอก็ถูกฉีกออกโดยต้งต้งอย่างง่ายๆ ไก่ฟ้าหนุ่มสะบัดคราบเลือดออกจากปีกแล้วพุ่งลอยไปเหยียบอยู่บนศีรษะเด็กหนุ่มเหมือนเดิม

"สุดยอด!" เสี่ยวเจี๋ยกลืนน้ำลาย

"พวกมันจะโจมตีเรา?" เสี่ยวเยี่ยนหลิงกระชับกระบี่ที่เอวเอาไว้พร้อม นางคงจะดูน่าเกรงขามยิ่งกว่านี้ ถ้ามิใช่บนศีรษะของนางยังมีลุ่ยลุ่ยเกาะอยู่เช่นเดียวกัน

"ดูแล้วเหมือนไม่ใช่.." จ้าวเปียวพูดแย้งแล้วชี้นิ้วออกไปยังทิศหนึ่ง

".....เทศกาลรวมญาติหรือไง?" เสี่ยวเจี๋ยยกมือขยี้ตาปานไม่เชื่อ

               เสี่ยวหลงเป่ามองด้วยสายตาที่เฉียบคมกว่าคนอื่นๆ ไกลออกไปมีสัตว์ร้ายอย่างน้อยเกินกว่า 10 สายพันธุ์กำลังมุ่งหน้าไปยังทิศทางเดียวกันเหมือนกับพวกเขา ลักษณะส่วนใหญ่นั้นดูผิดปกติอยู่บ้าง บางครั้งพวกมันก็เข่นฆ่ากันเอง หรือเข้าร่วมโจมตีสัตว์ร้ายชนิดอื่นๆ แต่ทุกๆตัวไม่มีทีท่าจะหยุดชะงัก แม้กระทั่งตัวที่บาดเจ็บยังพยายามกระเสือกกระสนดิ้นรนเพื่อไปให้ถึงปลายทาง

"แปลกชะมัดเลยศิษย์พี่ใหญ่หลง" จ้าวเปียวมองภาพไกลๆแล้วพูดไม่ออก

"ถูกของเจ้า" เสี่ยวหลงเป่าพยักหน้า "แต่แบบนี้ก็ดี พวกมันเหมือนถูกอะไรบางอย่างชักจูงจนไม่ได้สนใจพวกเราเท่าไหร่นัก หากเราระวังกันสักหน่อย อาจจะอาศัยจังหวะนี้ค่อยๆตามพวกมันไปเงียบๆ น่าจะดีที่สุด ข้าชักได้กลิ่นทะแม่งๆ"

              พูดจบ บนอากาศมีสัตว์ร้ายระดับต่ำคล้ายปลาปักเป้าผสมกับนกบินผ่านเหนือกลุ่มพวกเขาสิบกว่าจ้างไปทีละกลุ่มเล็กๆ ยาวดูเป็นหางว่าว  บดบังด้านล่างจนมองเห็นท้องฟ้าเป็นสีเทาหม่น

'โอ้ ไม่นะ เส้นทางไปที่พวกมันแห่กันไป เป็นเส้นทางเดียวกันกับที่ข้ากำลังถูกดึดดูดด้วยอะไรบางอย่างพอดี.... หรือว่าจะสิ่งนั้นเป็นของวิเศษแห่งฟ้าดินกัน?!'

"พี่น้อง เร็วๆ รีบไป!!"

เสี่ยวหลงเป่าจิตใจฮึกเหิมลิงโลด วิ่งนำหน้าไปแบบเงียบเชียบที่สุด

"พี่สาว พี่ใหญ่หลงเหมือนจะคึกคักแปลกๆ" เสี่ยวเจี๋ยวิ่งตามขึ้นมาทันพี่สาวตัวเอง

"....." สาวตัวน้อยพูดไม่ออกเช่นกัน

              เสี่ยวเยี่ยนหลิงมองผู้นำของเธอแล้วจึงยิ้มส่ายหน้า ใบหน้าคมเข้มของเสี่ยวหลงเป่านั้นเกือบได้บอกทุกอย่างที่ตัวของเขาคิดออกมาจนหมดในขณะนี้ ดวงตาเป็นประกายแวววับ ส่วนใหญ่มักเกิดจากการริเริ่มความคิดเอารัดเอาเปรียบฝ่ายตรงข้าม ไม่ก็เรื่องพวกแก้วแหวนเงินทองที่สามารถตีราคาเป็นมูลค่ากลับมาได้

          บริเวณเขตหนองน้ำเริ่มจะคราคร่ำไปด้วยฝูงสัตว์ร้ายระดับต่ำ นับเพียงด้านหน้าของกลุ่มออกไปครึ่งลี้ก็มีเกือบ 50-60 ตัวแล้ว ยังดีที่ส่วนมากเป็นแค่สัตว์ร้ายระดับเสมือนผู้ฝึกยุทธ์เท่านั้น แต่ถึงกระนั้นจำนวนที่ว่ายังทำให้จอมยุทธ์เลี่ยนชี่ขวัญหนีดีฟ่อได้อยู่ดี

ผุด ผุด

              ตั้งแต่เมื่อใดไม่ทราบ พื้นน้ำที่สูงแค่ฝ่ามือเดียวกับเริ่มปล่อยไอน้ำออกมาเป็นบางครั้ง ฟองอากาศผุดออกจากช่องว่างของดินเรื่อยๆ  ไอน้ำพวกนี้มีความเย็นกว่าผิวน้ำเบื้องล่างใต้เท้าเสียอีก ไอน้ำเมื่อผสมรวมกันเข้า มันจึงคล้ายคลึงกับหมอกที่อยู่ต่ำบนยอดเขา ยกเว้นกับเสี่ยวหลงเป่าที่ยังคงเป็นปกติดี อีกสามคนที่เหลือเริ่มเร่งพลังปราณเบาบางเพื่อป้องกันความเย็นประหลาดที่ล่องลอยอยู่รอบๆ เป็นระยะๆ

"อย่าหยุดเคลื่อนพลังปราณ" เสี่ยวหลงเป่าไม่ได้โง่ที่จะสัมผัสบางอย่างไม่ได้ เขาเอ่ยเตือนคนอื่นๆที่ไม่ได้มีพลังกายพิเศษเหมือนอย่างเขา

"แกว่ก"

         ต้งต้งและลุ่ยลุ่ยเมินเฉยต่อสภาพอากาศที่ลดต่ำลง พวกมันยังมองตรงไปข้างหน้า ลุ่ยลุ่ยใช้ดวงตาหงษ์ของนางกวาดจ้องราวกับสังเกตอะไรผิดแผกอยู่ไกลลิบๆ กระพือปีกหนึ่งครั้ง ไอเย็นที่ล้อมรอบตัวเสี่ยวเยี่ยนหลิงก็เจือจางลงแทบเป็นปกติ

         ต้งต้งทำตามนางไก่ฟ้าวิเศษเช่นกัน เสี่ยวเจี๋ยที่กำลังไม่สบายตัวกลับมามีสีหน้าเลือดฝาดอีกครั้ง เด็กน้อยถอนหายใจโล่ง เขามีพลังปราณหนาแน่นน้อยที่สุด หากว่าไม่ได้สัตว์วิเศาของศิษย์พี่ใหญ่ช่วย เขาคงต้องยอมเสียเม็ดยาล้ำค่าไปไม่น้อยแน่

         คนที่สบายที่สุดนอกจากเสี่ยวหลงเป่าคือจ้าวเปียวที่เหลือเพียงครึ่งก้าวจะเข้าสู่ด่านเลี่ยนชี่ขั้นที่ 4 หนุ่มน้อยเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์มากที่สุดในการเดินทางเข้ามาครั้งนี้ แถมสิ่งที่ทำให้เขาก้าวหน้าพรวดพราดคือเม็ดยา 'ร้อยเรียงพื้นฐานลมปราณ' ที่มีเพียงเม็ดเดียวจากซ่นชุน

    'ร้อยเรียงพื้นฐานลมปราณ' ความจริงแล้วคือเม็ดยาสำหรับสร้างรากฐานลมปราณในผู้ฝึกตนระดับจู้จี เพียงแต่ตัวยาชนิดนี้ยังสามารถใช้โดยผู้ฝึกตนระดับเลี่ยนชี่ขั้นที่ 3 ขึ้นไปได้ ทว่า ประสิทธิภาพของมันจะลดลงมาครึ่งต่อครึ่ง สำหรับเลี่ยนชี่จะเป็นการทำให้พลังคลื่นลมปราณในร่างกายผู้ใช้ส่วนหนึ่งตกผลึกเป็นผลึกปราณโดยไว และปรับสภาพเส้นลมปราณให้แข็งแกร่งทนทานเต็มพร้อมยิ่งขึ้น

เพื่อประสิทธิภาพและความแข็งแกร่งโดยรวมของกลุ่ม เสี่ยวหลงเป่าที่เคยอ่านความสามารถชองเม็ดยาผ่านหูผ่านตาจากตำรามาบ้าง ถึงเสียดายแค่ไหน เขาก็ยังมอบมันให้กับหนุ่มน้อยจ้าวโดยไม่ลังเล

          ในมือของชายหนุ่มยังคงเหลือเม็ดยาชนิดนี้อีก 6 เม็ด  สองเม็ดก่อนหน้ามอบให้จ้าวเปียวซึ่งกินไปแล้วเม็ดหนึ่ง เสี่ยวหลงเป่าคิดจะเก็บไว้ใช้เองสองเม็ด ที่เหลืออีกสี่เม็ดเขาจะค่อยๆทยอยมอบให้กับเสี่ยวเยี่ยนหลิงและน้องชายของนางเมื่อพลังปราณของทั้งคู่เสถียรกว่านี้ในอนาคต
   
         สาวน้อยเพิ่งก้าวมาอยู่ในด่านเลี่ยนชี่ขั้น 3 ระดับกลางปลายสุดไม่เท่าไหร่ ส่วนเสี่ยวเจี๋ยนั้นอยู่ในขั้นที่ 3 ระดับกลางช่วงต้น คงจะไม่ดีแน่ถ้ารีบร้อนเกินไปแล้วผลลัพธ์การซึมซับเม็ดยาไม่ถูกดึงเอาไปใช้ให้คุ้มค่า

     คนที่พลังปราณพุ่งพรวดช้าที่สุดคือเสี่ยวหลงเป่า จะโทษเขาก็ไม่ได้เนื่องจากภายในร่างกายของเขาเหมือนมีจุดตันเถียนที่กว้างกว่าคนทั่วไป และความต้องการจะยกระดับจำเป็นต้องใช้คลื่นพลังปราณมากกว่าผู้ฝึกคนคนไหนอย่างน้อยๆ 2 เท่า



         สัตว์ร้ายเหล่านั้นราวกับไม่รู้สึกรู้สากับความเย็นที่เริ่มแทรกซึมเข้าสู่ร่างพวกมันทีละนิดทีละน้อย ทั้งหมดทุกตัวยังความมุ่งหน้าไปยังด้านในสุดของหนองน้ำแห่งนี้อย่างขาดสติ ความเย็นทำให้พวกมันบางตัวที่ไม่ได้มีพลังสูงมากมายนักเริ่มหยุดชะงักทั้งๆที่ไม่ยินยอม

"ก๊ากกกกๆๆ"
"ฮู่มมมม..."

         เสียงสัตว์ร้ายที่ชะตาขาดเริ่มร้องโหยหวน พวกมันไม่คิดว่าตัวเองจะต้องมาตายไร้ค่าอยู่บริเวณหนองน้ำแปลกๆแห่งนี้ เมื่อสติกลับมาก็ดูจะสายไปเรียบร้อยแล้ว    ร่างกายใหญ่โตเท่าลูกวัวตัวเชื่องเริ่มซวนเซล้มคว่ำลงพื้น เมื่อตัวแรกตายลงก็เริ่มมีตัวที่สอง ที่สามทยอยล้มลงระเนระนาดเหมือนใบไม้ร่วง

ไม่เว้นแม้แต่ที่บินอยู่บนอากาศเหนือยอดไม้โกงกาง

พริบตา เท่าที่กลุ่มของเสี่ยวหลงเป่าจากด้านหลังจะสามารถมองเห็นได้ชัด สัตว์ร้ายระดับต่ำจำนวนถึงหนึ่งในสี่ก็ดับดิ้นไร้ลมหายใจอย่างพิสดาร

"ถอย!!"

         เสี่ยวหลงเป่าชะงักทันที เสี้ยววินาที มือไม้ขยับด้วยวิชาอักขระแปลกๆ เขาหงายฝ่ามือลงพื้นหนองน้ำอย่างเร็วจี๋ อักขระอสูรธาตุดินภายในร่างสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ทันใดนั้นใต้เท้าห่างออกไปไม่ไกลก็เกิดระเบิดเล็กๆ พื้นโคลนยกสูงขึ้นเกินกว่า 2-3 จ้างฉับพลัน

"โดด!!"

         ชายหนุ่มดึงแขนเสี่ยวเยี่ยนหลิงที่ยังตั้งตัวไม่ทันให้พุ่งขึ้นไปกับเขาด้วย เสี่ยวเจี๋ยถูกจ้าวเปียวที่จับตาดูเอาไว้อยู่แล้วคว้าตัวไว้แล้วกระโดดขึ้นไป ก่อนที่ยอดภูเขาโคลนเปลี่ยนการเป็นของแข็งและยกสูงขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาทั้งสี่ก็จัดการเหยียบลงบนยอดนั้นได้สำเร็จ

"บัดซบอันใด?!!"

         จ้าวเปียวมองไปยังภาพสัตว์ร้ายระดับต่ำที่โชคร้ายดับสูญลง ตัวที่เหลือไม่มีทางได้สติจนกว่าจะถึงขีดจำกัดของพวกมัน ทุกตัวยังคงวิ่งไม่ก็บินอย่างไร้สติปัญญา ดั่งแมงเม่าบินเข้ากองไฟ

"พื้นน้ำ?"

         เสี่ยวเยี่ยนหลิงอุทานด้วยความผวา เสี่ยวหลงเป่าก้มลงไปอย่างฉงนสนเท่ ภาพที่เห็นทำให้ชายหนุ่มอดพรั่นพรึง ศพสัตว์ร้ายที่โชคร้ายเหล่านั้น อยู่ๆเหมือนโดนหนองบึงด้านใต้ค่อยๆสูบดูดลงไปอย่างช้าๆ ที่น่าพิศวงคือ น้ำที่ลึกเพียงหนึ่งฝ่ามือกับเหมือนจะกลายเป็นก้นหลุมลึกมากกว่าที่ตาเห็น

กึ กึ กึ กึ
      
         ศพเดรัจฉานมากกว่า 20-30 ศพโดนดึงลงไป เริ่มมาตั้งแต่ศพที่อยู่ไกลมากที่สุด ไล่มาเรื่อยๆจนเกือบจะถึงยอดหินที่พวกของเสี่ยวหลงเป่ายืนอยู่ ศพสัตว์ร้ายศพสุดท้ายที่จมลงไปเกือบครึ่งตัวอยู่ใกล้พวกเขาแค่ 3 จ้างกว่า

"!!!"

         ในที่สุด ทั้งกลุ่มจึงมองเห็นถึงความผิดปกติโคตรขนหัวลุก ภาพสะท้อนที่เสมือนเงาของกระจกอยู่ฝั่งตรงข้ามของผิวน้ำดันตอนออกมาจากโลกตรงข้าม มันเหมือนเหล่าวิญญาณสัมภเวสีร่างกายคล้ายมนุษย์กว่า 8-9 ส่วน เดี๋ยวก็เป็นสีเทา เดี๋ยวก็โปร่งใส

พวกมันแต่ละตัวจับจองร่างซากศพสัตว์ร้ายเป็นเป้าหมาย นั่นคือสาเหตุของการจมตัวลงของร่างที่พิ่งไร้วิญญาณ วิธีแปลกประหลาดทำให้อุณหภูมิที่ลดต่ำลงมากยิ่งหนาวเหน็บเกินความเป็นจริง

ใต้บึงโคลนลึกไม่กี่ฟุตกลับกลายเป็นสนามเด็กเล่นของวิญญาณเร่ร่อนประหลาด

"ภูติหยิน!!"

เสียงจวี้หลิงดังออกมาจากจิตใต้สำนึกของเสี่ยวหลงเป่า


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

95 ความคิดเห็น