KING OF ISLAND เหนือใต้หล้า ข้าคือจักรพรรดิเกาะ

ตอนที่ 59 : แจ้งเรื่องติดธุระ วันที่ 1-15 กย.63 & เรื่องแถม Side Story After 50,000 years

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 116
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    5 ก.ย. 63

ต้องเดินทางทำธุระไปมาระหว่างต่างจังหวัดภาคอีสาน
จึงแจ้งมาให้ผู้อ่านที่ติดตามทราบให้รู้กันครับ
จริงๆ ออกเดินทางตั้งแต่วันที่ 1 แล้วแต่ค่อนข้างยุ่งอยู่บ้างเลยเพิ่งมาแจ้ง

รี๊ดท่านไหนที่ตามอยู่ก็กรุณารอสักนิดนะครับ
เร็วสุดคงกลับวันที่ 10 ช้าสุดก็ 13-14-15 เลย

ช่วงนี้เท่าที่ทำได้ นอกจากค่อยๆเขียนตอนที่ 57 ให้เสร็จ ก็คงจะทยอยรีไรท์ตอนเก่าๆที่ละนิดครับ

ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย
หวังว่าจะไม่หายไปไหนกัน

T^T

โอเค เพื่อเป็นการตบหัวแล้วลูบหลัง เอ้ย เพื่อเอาใจนักอ่าน
เอาเรื่องอีกมิติหนึ่งจากที่ไหนไม่รู้ไปอ่านแก้เซ็งก่อนครับ

ปล. เขียนขำๆไว้นานแสนนานแล้ว เอามาคั่นเวลาไว้ล่ะกัน
ถ้าชอบจะเอามาคั่นเรื่อยๆ ไว้ปรับอารมณ์บ้างละกันเน้อ
.......................................................




Side Story: The Path Of The HERO part I


          ในที่สุด การเดินทางก็กำลังจะสิ้นสุดลง ตอนนี้ ไม่ไกลเกินเอื้อม ถ้าหากพวกเราพ้นกำแพงขนาดใหญ่ยักษ์ที่อยู่ไม่ไกลนักไปได้ พวกเราก็จะเห็นจุดหมายปลายทางของเราที่นั่น

ถ้าหากรวมตัวผมเองด้วยแล้ว ตอนนี้พวกเราทั้ง 5 คน กำลังนั่งกันกระจัดกระจายอยู่ใกล้ๆบริเวณแถวชายป่า ที่ซึ่งพวกเราเพิ่งพิชิตผ่านมันออกมาได้ ไม่สิ เราแค่โชคดีที่หลุดออกมาจากมันได้ต่างหาก

มันเป็นป่าวงกตอันแสนอันตรายของอาณาเขตแห่งนี้ ตอนแรกพวกเราถึงขั้นท้อแท้ แทบถอดใจ และคิดว่าอาจจะไม่สามารถผ่านออกมาได้ แต่จนแล้วจนรอด ด้วยตัวผมที่เป็นพวกชอบเอาชนะให้ได้จนติดเป็นนิสัย ก็พยายามปลุกขวัญกำลังใจให้ทั้ง 4 คนกลับมาพยายามได้อีกครั้งหนึ่ง

            แต่ถึงอย่างไรเสีย แม้พวกเราจะผ่านมากันได้ แต่ต่อหน้าพวกเรา ก็ยังเหลือกำแพงที่ยิ่งใหญ่สุดท้ายที่พวกเราจะพิชิตมันให้ได้อีกครั้ง และคงเป็นงานหนักที่สุดเท่าที่พวกเราเริ่มออกเดินทางกันมา

เมื่อผมหยุดมองสิ่งนั้นแล้วหันหลังกลับมา ทุกคนเหมือนจะเข้าใจและเริ่มขยับร่างกายของตัวเอง ผมเดินมาหยุดอยู่ข้างหน้าของกองไฟที่พวกเราก่อขึ้นตอนแต่เมื่อคืน แล้วทิ้งตัวนั่งลงอยู่ตรงหน้า หน้ากองไฟนั่น สมาชิกที่เหมือนก็ค่อยเดินมาหยุดอยู่รอบๆแล้วก็เริ่มนั่งลงอยู่ใกล้ๆตัวผมเช่นกัน

พวกเราทั้งหมดจ้องมองไปที่เปลวไฟที่อยู่ข้างหน้าโดยไม่พูดอะไรกัน ตอนนี้ฟ้ายังมืดอยู่ แต่อีกไม่นานก็จะถึงเวลารุ่งสางแล้ว ในที่สุด ผู้ชายที่มีรูปร่างสูงใหญ่ และร่างกายที่มีมวลกล้ามเนื้อดูแล้วแน่นอนว่าถ้าเทียบเฉพาะพลังกาย เขาแข็งแรงกว่าตัวผม  ก็เป็นคนทำลายความเงียบนี้ขึ้น

"ดูว่าพวกเราจะเป็นกลุ่มแรกที่มาถึงที่นี่ มันคือความโชคดี หรือ โชคร้ายกันล่ะ?"

คนที่อยู่นั่งอยู่ตรงข้ามกับผม เป็นคนเอ่ยปากออกมา เขาชื่อ กีกัส คองซ์ ชายร่างโตความสูงเกิน 190 เซ็นติมามุ  ข้างๆตัวเขา คือขวานสองมือขนาดยาวกว่า 150 เซ็นติมามุวางพิงกับก้อนหิน หัวโล้นมีรอยสัก มีหนวดและเคราตามใบหน้าเพียงเล็กน้อย สวมใส่เกราะส่วนบนที่ทำด้วยเหล็กกล้า ถุงมือเหล็ก กางเกงหนังอ่อน รองเท้าเหล็ก

ถ้าดูจากรูปลักษณ์ภายนอกเขาก็คงจะดูหน้ากลัว แต่จริงๆแล้วเขาเป็นคนที่อัธยาศัยดีคนหนึ่งเลยทีเดียว  เขาอายุ 35 ปี ซึ่งมากที่สุดในพวกเราที่อยู่กันที่นี่ อาชีพของเขาคือ นักสู้ [FIGHTER] ที่ใช้ขวานศึก เป็นอาวุธ

"โชคดี หรือ โชคร้าย ผมว่ามันขึ้นอยู่กับเส้นทางต่อจากนี้ของพวก....."

"อ่อ โทดที ข้าถามริกค์ ตะหากล่ะ"

คุณกีกัสแทรกคำพูดขึ้นมาก่อนจะมองไปทางคนที่นั่งอยู่ด้านซ้ายของผม

พูดจริงๆนะ โคดอายเลยล่ะ คิดว่าเขากำลังพูดถามความเห็นผมอยู่

 

ผู้ชายคนที่นั่งทางฝั่งซ้ายมือของผม ชื่อ ริกค์ ฮาน ผมและตาสีชาอ่อนเ สื้อผ้าทั้งหมดของเขาเป็นแบบเสื้อเกราะหนังอ่อน ในมือของเขาคือธนู คอมโพสิท โบว์ [Composite bow] สีดำ ส่วนปีกของคันธนูทั้งสองด้านโค้งนิดหน่อยเป็นลักษณะที่เรียกว่า "รุ่นปีกนก" ใช้โจมตีระยะไกลด้วยลูกรอกที่ติดอยู่ปลายทั้งสองด้านของคันธนูเป็นแรงส่ง

เขาสูงกว่าผมนิดหน่อย และกำลังเช็คสภาพอาวุธคู่ใจของเขาอยู่ อายุของเขาคือ  20 ปี อาชีพ นักธนู [ARCHER]

"ถ้าถึงตอนนี้ ข้าว่ามันคงเรียกว่าโชคร้ายแล้วล่ะ ข้ายังไม่ได้เตรียมใจมาก่อนว่า อยู่ๆจะมาถึงที่นี่ได้เร็วกว่ากลุ่มอื่นๆ และลูกธนูที่เสริมด้วยพลังเวทต่างๆที่ข้าพกมาเหลือน้อยเต็มที"

คุณริกค์พูดจบ ก็แตะเบาๆไปยังมีดสั้นที่เหน็บอยู่เอวของเขา ถ้าหมดหนทางจริงๆ เขาก็ต้องใช้มันแทนธนูนั่นล่ะ

"แต่พวกเราจนถึงเดี๋ยวนี้ก็ผ่านอะไรมาเยอะจริงๆนะแหละ ส่วนหนึ่งต้องขอบใจในพลังของเจ้าด้วย ช่วยได้มากทีเดียว"

 

คุณริกค์หันมามองทางผม ผมควรจะพูดตอบเขาไปยังไงดีล่ะ...      เพราะไม่ใช่พลังของผมคนเดียวสักหน่อย

"ลำพังผมเองแล้ว คงไม่มีทางมาถึงตรงจุด............."

"ลิลลี่ อย่าเอาแต่เงียบสิ ข้าคุยกับเจ้าอยู่นะ" ริกค์ย้ำอีกครั้ง

 

อ้าว เฮ้ย ที่หันมาไม่ใช่ว่าถามผมหรอกเรอะ!!

ผมหันกลับไปทางขวามือของตัวผม เธอที่นั่งอยู่คือจอมเวทของกลุ่ม

 

ลิลลี่  แฟรี่ เฟรมวาซ คือชื่อของเธอ ตระกูลของเธอเป็นทั้งนักรบหรือจอมเวทมาหลายรุ่นแล้ว รวมทั้งตัวของเธอเองด้วย

ทรงผมยาวถึงกลางหลัง ดวงตาและผมสีแดงส้ม ผมเป็นลอนสวยงาม หน้าตาน่ารัก   มีไฝเล็กๆใต้ตาด้านขวา อยู่ในชุดสีแดงอ่อน ขอบชุดสีทอง มันคือชุดตระกูลจอมเวทของเธอเอง เธออายุแค่ 16 ปี เท่ากับผม  ซึ่งเวทถนัดของเธอคือเวทคุณสมบัติไฟและดิน อาชีพของเธอคือผู้วิเศษ[Magicial] ถึงอย่างงั้นฝีมือการใช้อาวุธยาวอย่างหอกหรือทวนของเธอก็เยี่ยมมาก จนผมเกือบเข้าใจผิดว่าเธอเป็นนักรบ

 

"ไม่จริงหรอก พวกเรามาที่นี่ได้ด้วยความบังเอิญ พวกเราคงไม่ได้กลับไปอีกแล้วล่ะ"

เป็นประโยคแรกที่เธอพูดขึ้นมา

"ร่างกายของฉันอาจยังพอขยับได้ แต่ฉันซึ่งเป็นนักเวทรู้สึกได้ ปริมาณเวทในตัวฉันเหลือน้อยเต็มที และระดับฝีมือของตัวเองตอนนี้ ใช้เวลาฟื้นฟูพวกมันจากมานาไม่ทันแน่ ในกรณีศัตรูที่เรากำลังจะเจอข้างหน้ามีเยอะเกินไป พวกมันจะเข้ามาถึงก่อนที่ฉันจะใช้บทร่ายสำเร็จ"

ลิลลี่ พูดพร้อมกำไม้เท้าเวทไว้ในมือทั้งสองข้างแน่น มันคืออาวุธที่ถูกดัดแปลงส่วนปลายให้แหลมคมด้วยโลหะพิเศษ สำหรับป้องกันตัวระยะประชิด มือเธอกำลังเกร็งอยู่เล็กน้อย

"ข้าจะกันมันไว้ให้เจ้าเอง"

คุณกีกัสเหมือนจะพูดปลอบใจ ผมรู้ว่าตัวเขาเองก็เหมือนจะรู้ระดับของตัวเองเหมือนกัน

"ข้าจะปล่อยหน้าที่นั้นให้คุณกีกัส และจะคอยสนับสนุนจากระยะกลางให้เอง "


คุณริกค์เองก็พูดออกมา ในขณะที่เขาเองก็เหมือนกัน อาวุธของเขากำลังจะหมดลง คงไม่พอที่จะยิงต่อเนื่องได้นานนักหรอก

เท่าที่ผมมองๆดู ลูกธนูของคุณริกค์ที่เหลือก็คงมีไม่ถึง 50 ดอกเท่านั้น เพราะงั้นสุดท้ายก็ต้องเข้าสู้วงในเหมือนนักสู้สายระยะไกล้อยู่ดี

ลองมองกลับมาที่อาวุธและเครื่องป้องกันของตัวเอง ผมวางมันไว้ข้างๆตัว ปกติผมสะพายมันไว้ตลอด แต่เมื่อคืน หลังจากหมดกะเฝ้าเวรยามระวังภัยในแก่เพื่อนๆแล้ว ผมก็ถอดมันออกวางไว้ข้างๆ จนถึงเมื่อกี้ที่ผมเดินกลับมาที่ที่ผมนอนพักเมื่อคืนรอบกองไฟที่ไกล้จะมอดลง

จะว่าไปทั้งชุดเกราะและอาวุธของผมค่อนข้างแตกต่างกว่า 3 คนที่ว่ามาข้างต้น [ไวเวิร์นเซ็ต]

-ชุดเกราะอ่อนเกล็ดไวเวิร์น

-ดาบมือเดียวที่ใบดาบสร้างจากเขี้ยวของไวเวิร์น

-โล่เล็กสร้างจากส่วนเขาของไวเวิร์น

 

มันเป็นของที่ผมได้รับจากโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นโบสถ์หลัก ในตัวเมืองหลวง แห่งอาณาจักรหลวง -ฟาลคอนฟิริก้า- ประเทศที่ใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติ ในทวีปของเราเผ่ามนุษย์

อาจจะดูเหมือนเด็กเส้น แต่พูดตามตรง ผู้นำของกลุ่มอื่นๆที่ออกเดินทางเช่นเดียวกับกลุ่มของผมนี้ ก็จะได้รับอุปกรณ์ที่มากกว่าคนอื่นๆในทีม ส่วนเพื่อนร่วมทีมที่เหลือก็จะได้รับอุปกรณ์ที่แข็งแกร่งคนละชิ้นสองชิ้นเท่านั้นเอง ซึ่ง 3 คนในทีมของผมก็เช่นกัน

ยกเว้นแต่ลิลลี่เท่านั้นที่อุปกรณ์ทุกอย่างนั้นเป็นของตระกูลของเธอ

พวกเราหลายกลุ่มถูกส่งออกมาทำภารกิจ และผมก็ไม่รู้ด้วยว่าพวกเราทุกกลุ่มนั้นถูกใช้ให้ทำภารกิจเดียวกันด้วยรึเปล่า  ผมไม่คิดที่จะถาม  และคนอื่นก็ไม่คิดจะถามเหมือนกัน รู้เพียงแค่ว่าจุดหมายสุดท้ายของพวกเราที่จะมาบรรจบกันอาจจะเป็น ที่ที่ผมกำลังอยู่ในตอนนี้นี่แหละ

..........ถึงแม้ว่าพวกเรามาถึงกันเร็วเกินไป นั่นสิ อย่างน้อยๆก็ต้องสัก 6 เดือนนั้นแหละ.........

 

ตอนนี้จุดศูนย์กลางของสงครามแนวหน้าที่ฝ่ายเรากำลังรบกันอยู่ อยู่ที่ทวีบที่ใหญ่ที่สุด หลังจากฝ่ายที่เคยครอบครองพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลได้จากไป เผ่าปีศาจได้พยายามที่จะยึดเอาพื้นที่นั้นโดยสร้างฐานทัพ สร้างป้อมปราการในการข้ามไปรุกรานยังประเทศแม่ของพวกเรา

พวกผมไม่ได้เข้าสู่กลางสนามรบที่นั่น

เป้าหมายของกลุ่มเพื่อนคนอื่นๆ ผมไม่รู้

แต่กลุ่มของผม เป้าหมายคือตัวผู้นำของฝ่ายตรงข้าม

 

เอาล่ะ ทั้งคุณกีกัส และ คุณริกค์ ก็อุตส่าห์พูดแบบนั้นเพื่อให้กำลังใจแก่ลิลลี่ ตัวผมเองที่เป็นถึงผู้นำของกลุ่มเล็กๆนี่ จะต้องทำอะไรแบบนั้นบ้างสิ

ผมเริ่มดันตัวเองด้วยมือทั้งสองข้างขึ้นเพื่อที่จะลุกขึ้นยืน

"ใช่แล้วล่ะ ลิลลี่ ตัวผมเองก็............."

"พรแห่งการรักษา จะปกป้องเธอแน่นอน!!!! ถึงชั้นจะอ่อนแอ ชั้นก็จะพยายาม!!"

 

อยู่ๆ หญิงสาวอีกคนที่นั่งอยู่ข้างๆลิลลี่ ก็ลุกขึ้นยืนปุ๊ปปั๊ป และพูดค่อนข้างเสียงดัง

ปกติเธอพูดค่อนข้างน้อย เธอในตอนนี้คงตั้งใจฝืนสุดๆอย่างแน่นอน

... ทุกคนหันไปมองตามเสียงที่ดังนั่น   ส่วนผมค่อยๆนั่งลงไปอย่างช้าๆอีกครั้ง....

------อายฉิบหาย!!! เกือบไปแล้วสิ-------

 

เจ้าของเสียงอันดังเมื่อสักครู่นี้ เธอคือคนที่อายุมากกว่าผมและลิลลี่

ชื่อของเธอคือ มารี เซเวอลัส สมาชิกคนสุดท้ายที่เพิ่งเข้าร่วมฝึกกลุ่มกับพวกเราได้ไม่นาน

เธอต่างจากลิลลี่ เธอเป็นแค่สามัญชนชาวบ้านธรรมดา ตอนแรกเมื่อผมได้พบกับเธอ ผมคิดว่าด้วยความพยายามของเธอและคุณสมบัติของมานาในตัวที่หาได้น้อยมากในหมู่ของคนที่มีมานา เธอถึงได้เข้ามาอยู่ในภารกิจครั้งนี้ เป็นคนสุดท้าย ในกลุ่มนี้

หญิงสาวที่ชื่อมารี มีผมตรงและตาสีทอง ผมเธอยาวมากกว่าลิลลี่นิดหน่อย เธอรวบมันไว้ด้านขวาข้างเดียว เธออายุ 18ปี และยังเป็นแค่ นักบวชฝึกหัด [Acolyte] ชุดที่ใส่ก็เป็นชุดนักบวชฝึกหัดธรรมดาสีขาว ไม่มีลวดลายสลักอะไรบนเสื้อ ทำให้รู้ว่า

ระดับของเธอยังน้อยอยู่มาก ในมือถือคทาเวทเล็กๆไว้ข้างหนึ่ง ส่วนปลอกแขนอีกด้านของเธอถูกยึดไว้กับโล่กลมใบเล็ก

ลิลลี่ ไม่ได้พูดอะไรตอบกลับไป เธอแค่ชำเลืองมองมาทางผมเล็กน้อยและหันไปทางอื่น

ส่วนคุณมารีก็ก้มกลับลงไปนั่งเหมือนเดิม

จากนั้นก็ไม่มีคำพูดอะไรหลุดออกมาจากปากพวกเราทั้ง 5 คนที่อยู่ตรงนี้อีก

คงกำลังเตรียมใจกันสินะ ต่อจากนี้อาจจะไม่เหมือนที่ผ่านๆกันมา

 

นี่ขนาดผมที่เตรียมใจมาตั้งแต่ 5 ปีที่แล้วนะ

พอมาเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้าจริงๆ

ขาผมเหมือนถูกถ่วงด้วยหินก้อนใหญ่ๆ

 

และแล้ว ในที่สุด ดวงอาทิตย์ก็เริ่มส่องแสงขึ้นจากขอบฟ้าไกลๆ

ได้เวลาที่พวกเราต้องไปต่อแล้ว

แต่เพื่อความมั่นใจ ผมมองทุกคนๆที่นั่งอยู่รอบอีกครั้งหนึ่ง

 

"ไปกันเถอะ ทุกคน"

ผมหยิบอาวุธและเครื่องป้องกันแล้วลุกขึ้น คนอื่นๆก็เช่นเดียวกัน

หลังจากดับกองไฟเรียบร้อยแล้ว พวกเราตัดสินใจว่าจะทิ้งสัมภาระไว้ที่นี่ แม้มันจะไม่มีของอะไรมากมาย  แต่พวกเราเลือกพกแต่ของที่จำเป็นต้องใช้จริงๆเท่านั้น

เมื่อจัดวางตำแหน่งหน้าและหลังของแต่ละคนรวมทั้งผมเรียบร้อย พวกเราก็มุ่งไปข้างหน้า ด้านหน้าคือตัวผม ถัดมาคือ คุณริกค์ และ ลิลลี่ ด้านหลังเป็นคุณมารี คนที่ระวังหลังคือคุณกีกัส

เป้าหมายกำแพงหินขนาดยักษ์ที่ตระหง่านอยู่ตรงหน้า

ยิ่งเข้าใกล้ยิ่งรู้สีกถึงความใหญ่โตของมัน


"พวกเราจะผ่านเจ้านี่ยังไงดี"

เป็นคุณกีกัสที่ส่งเสียงจากด้านหลังมา

ถ้ามันเป็นกำแพงที่ล้อมรอบปราสาทเป้าหมายของพวกเราจริง มันก็ต้องมีทางเข้า เมื่อมีทางเข้า ก็ย่อมมีการป้องกันที่แน่นหนาอย่างแน่นอน

แต่ตอนนี้ผมรู้สึกแปลกๆ ตั้งแต่ที่พวกเราตกลงตั้งแค้มป์หลังออกมาจากป่าได้แล้วล่ะ ถึงตอนนี้ยังไม่เห็นศัตรูของพวกเราแม้แต่ตัวเดียว แม้กระทั่งด้านบนของกำแพงนั่นด้วย

ผิดปกติ ทั้งๆที่พวกเรามาประชิดถึงหน้าบ้านพวกนั้นแล้วนี่นะ


กับแค่กลุ่มคน5คน ถึงเป็นพวกผมเองก็สู้กับกองทหารศัตรูเป็นร้อยไม่ไหวหรอกนะ

เพราะทิฐิ และหน้าที่อันยิ่งใหญ่ ผมและเพื่อนๆเลยไม่คิดจะหนีไปต่างหาก

แม้ว่าสิ่งที่รออยู่ข้างหน้าหมายถึงความตายของพวกเราเองก็ตาม

 

คุณมารีใช้เวทค้นหาในรัศมี 100 มามุ หลังจากผลของเวทหมดลง เธอก็ส่ายหน้าเบาๆ เป็นการบอกผมที่เหลือบมองมาข้างหลังว่า ไม่เจอใครเลยในบริเวณแถวนี้

"มารี เธอขยายขอบเขตการค้นหาให้มากกว่านี้ได้รึเปล่า?"

เป็นคุณริกค์ที่กำลังสอดส่องสายตาไปรอบๆพร้อมขึ้นคันธนูเตรียมไว้ทุกเมื่อ ถามขึ้นมา

เธอส่ายหัวอีกครั้ง เป็นการบอกว่าทำไม่ได้

"พื้นที่ตรงนี้ ไม่สิ อาจจะเป็นอาณาเขตแถวๆนี้รบกวนระบบของฝ่ายเราก็ไม่แน่"

ลิลลี่เป็นคนให้คำตอบแก่คุณริกค์ เมื่อเธอลองสร้างลูกไฟเล็กๆจากเวทมนตร์ขึ้นมาบนฝ่ามือ

"ลิลลี่ หมายความว่ายังไงเหรอ?"

"ฉันไม่มั่นใจเท่าไหร่นะ แต่เท่าที่ทดสอบดู หลังจากฉันเอ่ยบทร่ายไปแล้ว มีการหน่วงของเวลา"

"คร่าวๆได้รึเปล่า"

"ช้ากว่าปกติไป 1 วินาทีคงได้ หากต้องใช้เวท พวกเราต้องเตรียมการล่วงหน้าให้ไวขึ้น 1 วินาที"

 

งั้นทางฝั่งมนุษย์ก็คิดไม่ผิด เป็นไปตามที่ท่านเทพธิดาได้กล่าวเตือนไว้

ฝ่ายตรงข้ามกับเราอาจจะเริ่มที่จะมีระบบเป็นของพวกมันบ้างแล้ว

"ไม่ค่อยจะเข้าท่าเลยว่าไหม"

มันไม่ค่อยเข้าท่า ตั้งแต่พวกเราหลงมาถึงที่นี่แค่ 5 คนแล้วครับคุณกีกัส

"ก็คิดซะว่าตายเร็วขึ้นอีก 1 วินาทีสิ"

ช่วยได้มากเลยครับคุณริกค์

"ชะ ชะ ชั้น จะไม่หนีเด็ดขาด ค่ะ!"

คงจะสายเกินไปที่จะหนีแล้วล่ะครับคุณมารี

 

พวกเราเดินเข้ามาใกล้กับกำแพงได้โดยปลอดภัย ด้านหน้าผมตอนนี้เป็นประตูเหล็กขนาดใหญ่ 2บาน ที่น่าจะพอให้โกเลมสูง 7-8 มามุเดินผ่านเข้าออกได้สบาย

ทีนี้ พวกเราจะเข้าไปได้ยังไง  ประตูตรงนี้แน่นอนมันถูกล็อคปิดตายจากข้างใน

อยากจะขอร้องให้ลิลลี่ใช้เวทของเธอลอยขึ้นไปอีกฝั่งแล้วออ้อมมาเปิดประตูให้อยู่หรอกแต่ถ้าเกิดทำจริงๆแล้ว ศัตรูซ่อนตัวอยู่ อาจจะโจมตีเธอขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ได้

ขอเชื่อลางสังหรณ์ของตัวเองมากกว่าสกิลของระบบ ดีกว่า

ความปลอดภัยของนักบวชและนักเวทในกลุ่มนั้นถือเป็นหัวใจที่สำคัญที่สุด

 

ผมอาจจะใช้เวทรักษาเล็กๆน้อยๆได้ แต่มันก็ยังเทียบเท่าคุณมารีไม่ได้ ถึงคุณกีกัสมีท่าที่โจมตีได้กว้าง แต่รัศมีการทำลายก็คงสู้เวทมนตร์ของลิลลี่ไม่ได้อีกอยู่ดี

ถ้าหากพวกเราผู้ชายคนใดคนหนึ่งบาดเจ็บขึ้นมา ยังคงพอรักษาและเอาตัวรอดได้บ้าง แต่ถ้าพวกเราเสียหัวใจหลักของทีมไป ทางรอดเพียงน้อยนิดก็คงหมดลงตอนนั้นเช่นกัน

 

"คุณกีกัสครับ คุณคิดว่าจะสามารถทำลายมันได้ไหมครับ?"

"ข้าคิดว่าสิ่งที่ถูกทำลายน่าจะเป็นขวานเล่มนี้ของข้ามากกว่านะ"

เขาพูดแล้วเคาะลงไปที่ผิวของประตูขนาดใหญ่ตรงหน้า แสดงว่าเขาค่อนข้างแน่ใจว่ามันแข็งมากกว่าที่คิด

คุณมารียังคงใช้เวทค้นหามองต่อไป ส่วนลิลลี่เดินแยกไปอีกทางใกล้ๆเพื่อสำรวจกำแพงหิน


"พังเจ้าประตูนี่ด้วยระเบิดที่ข้าพกมาเลยดีไหม?"

คุณริกค์ออกความเห็น แต่ผมอยากให้เก็บเอาไว้ใช้ตอนที่จำเป็นต้องใช้มากกว่า เลยปฏิเสธไป

ของที่เขาทำขึ้นมาเหลือน้อยเต็มที เกิดมันไม่ได้ผลขึ้นมาคงเสียดายแย่

ผมคิดว่าตัวผมเองจะเป็นคนเปิดประตูบานนี้


จับดาบของตัวเองออกมาข้างหน้าทั้งสองมือ อาวุธของผม ดาบเขี้ยวไวเวิร์น น่าจะทำลายประตูนี่ได้ หรือพอมีช่องว่างให้ผ่านเข้าไป

อย่างน้อยที่สุดถึงจะทำลายไม่ได้ ผมก็มั่นใจว่าดาบของผมไม่มีทางเสียหายแน่นอน

ยังงั้นจะเริ่มล่ะนะ

<เสริมกำลังกาย > 

<เสริมสมาธิ>

 <เสริมความทนทานของอาวุธ>

เอาทักษะนี่ไปกินซะ เจ้าประตู!!!

[ อัลติเมท!!!  สแล......]

 

"นี่นาย กำลังทำอะไรอยู่นะ?"

หืม ผมชะงักนิดหน่อย ลิลลี่เองหรอกเหรอ

พอหันไปดูก็เห็นยืนเท้าเอวมองมาทางนี้แบบไม่พอใจ

ทั้งคุณริกค์ คุณกีกีส และคุณมารี สามคนนั้นก็ยืนอยู่ข้างๆกับลิลลี่ด้วย

ทั้งหมดกำลังมองมาที่ผมที่อยู่หน้าประตูตรงนี้

ทำไมถามอย่างงั้นอ่ะ ก็กำลังจะทำลายเจ้านี่เพื่อให้เราทุกคนเข้าไปได้ยังไงเล่า

 

"นายกำลังทำให้พวกเราเสียเวลารู้รึเปล่า"

"เสียเวลา? ผมเนี่ยนะ?"

ทำไมทั้งสามคนพยักหน้าเห็นตรงกันกับเธอล่ะนั้น คุณมารีครับ มองแบบนั้น หมายความว่ายังไงเหรอ

 

คุณกีกัสอย่าเอาแต่ส่ายหัวสิ อย่าเงียบแบบนั้นด้วยคุณริกค์

"คือ.....ผมก็กำลังจะพังประตูไง?"

"เมื่อกี้ข้าก็เรียกเจ้าแล้วนะ" <กีกัส>

"ฉันเจอทางเข้าแล้วล่ะ น่าจะตรงนั้น"

ลิลลี่เผยอหน้าไปทางด้านคุณมารีที่เดินไปหยุดอยู่ตรงริมกำแพงมุมหนึ่งฝั่งขวาของประตู

ผมลดดาบลง แล้วเดินตามไปทิศทางที่เธอบอก

ชักท้อแล้วสิ ตกลงใครเป็นผู้นำกันแน่เนี่ย เฮ้อ

 

พวกเรามายืนกันตรงหน้าหินขนาดใหญ่หน้ากำแพง   คุณมารีร่ายเวทโดยการวาดสัญลักษณ์ดวงตาขึ้นมาด้านหน้าเธอ

สักพักจากก้อนหินขนาดใหญ่ตรงหน้าก็กลับกลายมาเป็นทางประตูทางเข้า

"เวทลวงตาสินะ?"

"ก็ไม่เชิงหรอกค่ะ"

เป็นคุณมารีที่ตอบคำถามของผม เธอชี้ไปที่ป้ายหน้าประตู มันเขียนอะไรไว้ก็ไม่รู้ ผมอ่านไม่ออก น่าจะเป็นภาษาของปีศาจล่ะมั้ง

หมายความว่ายังไงกัน ทั้งคุณกีกัสและคุณริกค์ก็ทำหน้ามึนเหมือนผมเลย

หรือว่าคุณมารีจะแปลมันออก

"คุณมารีครับ หรือว่าคุณอ่านมันออก?"

"ไม่ใช่แค่ชั้นหรอกค่ะ คิดว่าคุณลิลลี่ก็คงอ่านออกเหมือนกัน"

 

พอหันกลับไปมองลิลลี่ข้างหลัง เธอก็ทำหน้าปั้นยากขึ้นมา

"ก็ตอนเรียนนายไม่สนใจเองนี่นา อาจารย์เค้าก็สอนพื้นฐานภาษาของพวกมันอยู่"

"จริงเหรอ ผมไม่เห็นจะ....."

"ไม่ก็นายโง่เองน่ะ"

"..........."

ถึงเหมือนจะจริง แต่พูดตรงเกินไปแล้ว!!!

 

"แล้วมันเขียนว่าอะไรล่ะมารี ข้าก็อ่านไม่ออก"

ถามได้ดีมากครับคุณกีกัส แต่คุณริกค์ก็ยังทำหน้าเนียนว่าอ่านออกอยู่เงียบๆ

" [ทางเข้าออก] ค่ะ น่าจะมีไว้สำหรับเข้าออก ในตอนระหว่างก่อสร้างเจ้าสิ่งนี้ก็เป็นได้"

"เอาล่ะ ในเมื่อเจ้าเป็นผู้นำ ตัดสินใจเลยว่าจะเลือกเข้าทางนี้ หรือจะหาวิธีอื่นต่อไป"

พูดได้สักทีนะครับคุณริกค์ แต่ที่พูดมานั้น ผมเข้าใจนะ มันอาจจะเป็นกับดักก็ได้

เหมือนจงใจให้พวกเราพบได้ง่ายๆ ถึงผมจะไม่ใช่คนหาเจอเองก็เถอะ

 

ถึงยังไงเสีย หลังจากตัดสินใจได้ ผมก็พยักหน้าให้กับทุกคนที่อยู่ตรงนี้ เป็นการบอกว่าตกลงที่จะเข้าไปโดยใช้ทางนี้

คุณกีกัสอาสานำหน้าเข้าไปเป็นคนแรก เพราะทางที่แคบลงกว่าข้างนอกไม่สามารถเหวี่ยงอาวุธที่ยาวได้อย่างสะดวก เขาจึงเก็บขวานเล่มโปรดของเขาไว้พาดที่หลัง แล้วเปลี่ยนอาวุธเป็นสนับมือแทน ส่วนคุณริกค์เปลี่ยนอาวุธเป็นมีดสั้น ตัวผมเองก็เปลี่ยนมาใช้ดาบสั้นธรรมดาที่เหน็บไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉิน  

รอบนี้ผมอาสาที่จะอยู่หลังสุดให้ ถัดจากคุณกีกัส ก็เป็นคุณริกค์ ต่อด้วยคุณมารี ที่เดินตามกันเข้าไปโดยทิ้งช่วงกันไม่มาก ยกเว้นลิลลี่ ที่ยังยืนอยู่กับที่ไม่ขยับไปไหนอยู่ด้านหลัง


"เป็นอะไรไปเหรอลิลลี่?"

"พาท  หลังจากนายเข้าไปแล้ว หันหลังกลับไม่ได้แล้วนะ"

"เธอกลัวเหรอ"

"กลัวสิ ถ้าเป็นเมื่อก่อนล่ะก็นะ"

"ก็รู้อยู่ว่าผมเป็นคนยังไง"

"ก็ฉันและนายรู้จักกันมาตั้งแต่เด็กนี่นะ"

เธอเดินมาตบไหล่ผมเบาๆ ก่อนเดินหายเข้าไปภายในประตูนั้น ผมใช้มือตบแก้มทั้งสองข้างตั้งสติใหม่อีกรอบ แล้วเข้าประตูเป็นคนสุดท้าย

เอาล่ะ เป็นไงเป็นกัน เด็กผู้หญิงที่แอบชอบมานานให้กำลังใจทั้งที

ถ้าจะตายที่นี่ ก็ขอตายอย่างลูกผู้ชายเหมือนที่คุณพ่อผมสอนมาตลอดก็แล้วกัน

 

ผมคือ [ พาท เดอ ล็อกเก็ต ] อายุ 16 ปี

ลูกชายคนเดียวของครอบครัวอัศวินระดับกลาง แห่งอาณาจักรหลวง

ด้วยความที่ผมถูกตรวจสอบว่ามีพรสวรรค์ จึงถูกฝึกฝนอย่างหนักโดยทางวิหารศักดิ์สิทธิ์ตั้งแต่ยังเป็นเพียงแค่เด็กตัวเล็กๆ เหมือนกับเด็กๆหลายต่อหลายคนที่คัดเลือกมาเหมือนกับผมเอง

ผมและลิลลี่ คือคนที่อายุน้อยที่สุด ในบรรดาคนของกลุ่มอื่นๆที่แยกย้ายกันเดินทางเพื่อทำภารกิจที่ได้รับมอบหมายท่ามกลางสงครามปัจจุบัน กลุ่มอื่นๆผมไม่รู้ว่าสถานการณ์เป็นอย่างไรกันบ้าง แต่กลุ่มของผมค่อนข้างแย่ ไม่หรอก .... มันแย่เลยทีเดียว

ในขณะออกเดินทาง ต่อสู้กันมาได้เพียงแค่ 4 เดือนกว่า กลุ่มพวกเราถูกอะไรสักอย่างดึงมาถึงที่นี่

ตอนนี้พวกเราแน่ใจว่าไม่ได้อยู่บนทวีปของเราเอง หรือแม้แต่ทวีบที่สาม    พวกเราอาจกำลังอยู่บนทวีปที่ครอบครองโดยเผ่าพันธุ์ปีศาจ หรือไม่ก็ทวีปอีกสองทวีปที่เหลือก็เป็นไปได้

กลุ่มของเราใช้เวลาการเดินทางจากชายฝั่งที่ด้านหลังเป็นมหาสมุทรที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาเข้าสู่ป่าประหลาดๆและผ่านมันออกมาได้แบบฟลุ๊คๆ จนมาถึงตรงนี้

มนุษย์ทุกกลุ่มเดินทางโดยแบกความหวังเอาไว้

ผู้นำของแต่ละกลุ่ม คือ [ผู้กล้า] ของอนาณาจักรหลวง

ผมก็แค่ [ผู้กล้า] กาวๆคนหนึ่ง ในหมู่ [เหล่าผู้กล้า] จริงๆเท่านั้นเองแหละ





ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

95 ความคิดเห็น

  1. #95 dfrdz007 (@dfrdz007) (จากตอนที่ 59)
    วันที่ 6 กันยายน 2563 / 21:30
    thank u
    #95
    0