KING OF ISLAND เหนือใต้หล้า ข้าคือจักรพรรดิเกาะ

ตอนที่ 41 : บทที่สอง ตอนที่ 40 ด้ามเบ็ด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 592
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 66 ครั้ง
    5 มิ.ย. 63

บทที่สอง - ดินแดนเร้นลับ

สำนักกระบี่ไพรเขียวเดือดดาล

สำนักบู้อรหันต์กายทองคำแทบกระอักเลือด

4 ตระกูลใหญ่ ตื่นตระหนก

8 ตระกูลขุนนางหลักสั่นสะท้าน

ตระกูลค้าขายตระกูลใหญ่ที่เต็มไปด้วยลูกหลานร่ำรวยหวั่นวิตก

เหล่าราชวงศ์บางฝ่ายหน้าตาเคร่งเครียด

โดยเฉพาะคนของฝ่ายรัชทายาทที่ออกอาการหนาวๆร้อนๆ

ไม่มีใครคาดคิดว่าแค่ค่ำคืนๆหนึ่งจะเกิดความโกลาหลมากมายในเมืองหลวงเยี่ยงนี้

ที่เกิดเหตุยังเป็นตัวอาคารทรัพย์สินใหญ่ เป็นแหล่งรายได้ถึงหนึ่งในสามของสำนักกระบี่ชื่อดังซึ่งเป็นสามขั้วอำนาจในละแวกรอบๆแคว้นสุ่ยอีกต่างหาก

    พอล่วงเลยถึงรุ่งเช้า คำพูดทุกอย่าง ทั้งจริงบ้าง ทั้งเล่าลือบ้างก็กระจายออกไปเป็นวงกว้างเหมือนไฟลามทุ่งจากขี้ปากของชาวบ้านมุงเป็นร้อยๆชีวิตในบริเวณคืนนั้น

ก่อการร้าย? ก่อกบฏแย่งชิงบัลลังค์? ความแค้นส่วนตัว? ช่วงชิงตัวหญิงงาม?

แทบทุกพื้นนั้นมีเสียงกระซิบกระซาบพูดคุยให้เห็นอยู่บ่อยๆ

    มีทั้งชาวเมืองหลายคนตื่นตกใจ แต่มากกว่านั้นคือความสะใจที่ได้เห็นความความมั่งคั่งของสำนักกระบี่ไพรเขียววอดวายภายหายวับไปในคืนเดียว

    ยิ่งพอมองไปยังตัวตึกหอนางโลมไผ่เขียวที่เคยใหญ่โตหรูหรา กว้างขวางและสูงชะลิ่วมากกว่าอาคารหลังใดรอบๆ ตอนนี้กลับกลายคล้ายโบราณสถานแห่งหนึ่ง มีสภาพเค้าโครงผิดกับภาพในวันวาน โดยเฉพาะบริเวณตั้งแต่ชั้นห้าขึ้นไปนั้นได้อันตธานหายไปจนหมดสิ้น

แต่ละฝ่าย ไม่ว่าผู้ใดก็คาดไม่ถึง!

ทุกๆอย่างกลับผิดแผนมั่วซั่วไปหมด!

ชายหญิงที่พวกเขาทั้งสามฝ่ายหมายตาเอาไว้ดันถูกสำนักต่างแคว้นช่วงชิงไปได้

สำนักหยกขาวได้รับประโยชน์ในช่วงสุดท้าย

    ไม่ว่าจะสำนักกระบี่ไพรเขียว สำนักบู๊อรหันต์กายทองคำ ฝ่ายองค์ชายสาม หรือฝ่ายรัชทายาทที่เพิ่งเดินทางกลับมาก็คิดเหมือนกัน ต่างฝ่ายต่างต้องการตามไปเอาเรื่องกับสำนักหยกขาวถึงฟากโน่น ทว่าด้วยความสัมพันธ์สามฝ่ายที่มีเส้นกั้นบางๆคั่นเอาไว้ ต่างคนต่างต้องการฉกฉวยและแทงข้างหลังให้สิ้นซาก

ไม่มีใครยินยอมออกตัวไปเป็นทัพหน้าคนแรกแล้วโดนคนที่เหลืออยู่ตลบหลังฉกชิงเป็นแน่

    ไหนจะปัญหากำลังคน ทั้งกลุ่มอาวุโสน้อยทั้งศิษย์เกือบครึ่งซึ่งอยู่ในระหว่างสำรวจและพยายามพิชิตถ้ำสังหารที่ถือกำเนิดขึ้นมาในรอบหนึ่งร้อยปี

ด้านโน้นยังเกือบเอาตัวไม่รอด ซ้ำยังต้องกระทบกระทั่งชิงดีชิงเด่นกับพวกสำนักใหญ่น้อยบริเวณนั้นอยู่ตลอดเวลา

     ไปๆมาๆเลยทำได้แค่จัดตั้งกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยเพื่อรีบติดตามอีกฝ่ายอย่างลับๆออกนอกเมือง หากฉวยโอกาสแย่งชิงคนกลับมาไม่ได้ ก็ให้แฝงตัวคนของพวกเขาไว้รอบๆสำนักหยกขาวในแคว้นสิงหู่ไว้ก่อนค่อยว่ากัน

     ร้านยาหยกขาวที่เป็นร้านค้าย่อยในเมืองหลวงก็มีสายสืบแอบเฝ้าดูอยู่ห่างๆ หวังลมๆแล้งๆว่าจะเจอคน หลายวันผ่านไปสุดท้ายก็ได้แต่กลับไปมือเปล่า

สถานการณ์จนถึงล่าสุด การลงมืออย่างรุนแรงกับร้านย่อยเพียงร้านเดียวเป็นเรื่องเสียเวลาและสิ้นคิดที่สุด
ผู้ไม่หวังดีแต่ละฝ่ายจึงนั่งเป็นบื้อใบ้ถอนหายใจอยู่นาน

เจ็บปวดดั่งถูกมีดเฉือนหัวใจ!


    กลับกัน กองกำลังชุดดำลึกลับในคืนนั้นก็ถอนกำลังอย่างเร่งรีบหายไปอย่างกับสายลม ทิ้งศพหลายศพของพวกมันเอาไว้อย่างไม่ไยดี

รีบมากจนถึงขั้นยอมทิ้งตัวประกันหลายสิบคนที่อุตส่าต์จับตัวเอาไว้ได้อย่างสะเปะสะปะตามรายทาง นับดูแล้วมีคุณชายน้อยเข้าร่วมงานเสียชีวิต 4-5 ราย ที่เหลือรอด มีแผลฟกช้ำต่างกันไป

ตรงกันข้าม คนงาน คนรับใช้จำนวนมากโดนลูกหลงจนตายนับไม่ถ้วน

         สองสำนักใหญ่แคว้นสุ่ยพยายามหาหลักฐานจากศพเพื่อลองสืบสาวไปให้ถึงที่มาของพวกชายชุดดำกลุ่มนี้ก็กลับไร้วี่แววอันใด ทุกอย่างบนร่างถูกลบออกไปจากตัวศพทั้งหมด ไม่เว้นแม้กระทั่งถุงเก็บของ

เรื่องเดียวที่พอเป็นหลักฐานได้ก็คือสัตว์วิเศษที่คนชุดดำแทบทุกคนเรียกใช้งาน

'ผีเสื้อทมิฬ'

ในไม่ช้า ทุกฝ่ายก็รู้เพียงว่าต้องเป็นหนึ่งในสำนักที่ลอบเร้นอยู่ภายในหุบเขาผีเสื้อราตรี
แต่จะเป็นสำนักไหนกันแน่ก็ไม่อาจชี้ชัดได้ตรงๆ

เพราะนอกจากสำนักด้านในหุบเขาจะถูกแบ่งแยกออกเป็นขั้วอำนาจถึง 3 สำนักแล้ว ทุกสำนักยังมีการฝึกสตัว์วิเศษอย่างผีเสื้อทมิฬกันเกลื่อนแทบทั้งนั้น

         เมื่อพลาดท่าและทำได้แค่พยายามตามล่าหนุ่มสาวสกุลหลานกลับมาให้ได้ในเบื้องต้น ผู้กุมอำนาจทั้งสามกลุ่ม (ยกเว้นองค์ชายสาม) ของแคว้นสุ่ยจึงเริ่มโยนความโกรธแค้นเรื่องนี้ทุกอย่างไปให้เหล่าผู้ฝึกตนในหุบเขาผีเสื้อราตรีและคิดหาวิธีตอบโต้

         ส่วนตัวแปรสำคัญสุดที่ไม่รู้โผล่มาจากอากาศธาตุส่วนไหนของโลก ชายสวมหน้ากากลิงผู้อหังการลึกลับ คนเดียวที่ทำให้แผนทุกเรื่องพังพินาศโดยไม่สนว่าจะเป็นคนของฝ่ายใดนี้ราวกับฝุ่นผงที่ถูกพัดลอยหายไป

เมื่อขาดพยานรู้เห็น ทุกคนมืดแปดด้าน ยังไม่มีหลักฐานอะไรใช้สืบสาวไปถึงตัวจริงได้




อีกครึ่งเดือนต่อมา

    เสียงซุบซิบดังกล่าวเริ่มค่อยๆซาลงไปจนเหลือบ้างประปราย ทั้งนี้แล้วโซนอยู่อาศัยที่เงียบสงบที่สุดย่อมไม่พ้นเขตทางเหนือของเมืองหลวง โดยเฉพาะอดีตโรงน้ำชาหลังเก่าแต่สภาพยังดูใหม่สามชั้นบนเนินสูง มีป้ายอักษรจีน [เปิดบริการเร็วๆนี้] แขวนหราเอาไว้อยู่กลางประตู ลายมือไก่เขี่ยอย่างคนเพิ่งเริ่มหัดเขียนด้วยพู่กันนั้นดูเด่นเป็นสง่าจนชาวบ้านเดินผ่านไปผ่านมาอดหัวเราะขันไม่ได้

    ณ ด้านหลังร้าน บริเวณตรงลานกว้าง เด็กหนุ่มเด็กสาวแรกรุ่นอายุราวๆ 13-15 ปีสองคนกำลังตั้งอกตั้งใจฝึกฝนเคล็ดวิชากระบี่ขั้นพื้นฐาน ฝั่งตรงกันข้ามเป็นเด็กหนุ่มอายุมากกว่า 2-3 ปีพยักหน้าอย่างพอใจ จากนั้นจึงหันมาสนใจการฝึกกระบี่ของตัวเองบ้าง

พวกเขาทั้งสามคือ จ้าวเปียว เสี่ยวเยี่ยนหลิง และเสี่ยวเจี๋ย

         เด็กทั้งสองคนที่เสี่ยวหลงเป่ารับมาดูแลนั้น ในเวลาไม่ถึงสองเดือนกลับมีพัฒนาการน่าทึ่ง แม้แต่จ้าวเปียวเองก็อดชื่นชมสายตาลูกพี่ตัวเองไม่ได้ จากเด็กสลัมธรรมดาทั่วไป แต่ณ ตอนนี้กลายเป็นผู้ฝึกฝนวิทยายุทธตัวน้อยแล้ว ส่วนพลังลมปราณก็เพิ่งแตะระดับเสมือนผู้ฝึกยุทธเมื่อไม่กี่วันก่อน

    ในสายตาของจ้าวเปียว เสี่ยวเยี่ยนหลิงที่เป็นพี่สาวดูแข็งแกร่ง สุขุม ละมุนกว่าเสี่ยวเจี๋ยที่เป็นน้องชาย ตรงกันข้าม น้องชายของนางกลับเรียนรู้พื้นฐานการใช้กระบี่ได้ไวและคล่องแคล่วกว่าพี่สาวของตน

นับเป็นข้อดีของผู้ครอบครองรากวิญญาณซึ่งได้รับพรสวรรค์ด้านนี้ตั้งแต่เกิด

รวมถึงทรัพยากรฝึกตนอันหาที่ใดจะเสมอเหมือนของหลงเป่า


         จ้าวเปียวเองก็ไม่น้อยหน้าใคร ตั้งแต่มาอยู่กับเสี่ยวหลงเป่า เมื่อไม่ต้องสืบทอดกิจการค้าขายของทางบ้าน ทั้งวันมุ่งมั่นจดจ่ออยู่กับการฝึกระบี่เป็นบ้าเป็นหลัง รวมถึงรากวิญญาณในร่างกาย พลังยุทธพุ่งกระฉูดเข้าสู่ด่านเลี่ยนชี่ขั้นที่ 2 (สีเหลือง) ระดับต้นอย่างไม่ยากเย็น

ทั้งยังมีแววว่าจะพัฒนาขึ้นอีกเรื่อยๆ

จวี้หลิงเคยกล่าวยกยอให้หลงเป่าฟังครั้งก่อนว่า....

'มันมีรากหัวใจแห่งจิตกระบี่ แม้แต่คุนหลุนยังมีรากวิญญาณชนิดนี้แทบนับนิ้วได้ ชีวิตนี้ถ้าหากมันไม่ตายไปเสียก่อน อนาคตข้างหน้า มันสมควรกลายเป็นเซียนกระบี่แท้จริงที่กร้าวแกร่งเหนือผู้ใดในใต้หล้าคนหนึ่ง'

พูดตรงๆ คำพูดในวันนั้นทำให้เสี่ยวหลงเป่าสะท้านใจ ทั้งอิจฉาและชื่นชม

เซียนกระบี่...... ยอดสูงสุดที่ผู้ฝึกตนที่เชี่ยวชาญกระบี่ถวิลหาและอยากไปให้ถึงฝั่งฝัน

ดินแดนคุนหลุน ทวีปที่คราคร่ำไปด้วยผู้ฝึกตนสายวิชากระบี่ เกือบทุกสำนักฝึกฝนเคล็ดกระบี่กันเป็นหลักแทบทั้งนั้น เจ้าสำนักผู้มีพรสวรรค์ที่นั่นต่างเรียกขานตัวเองว่าเซียนกระบี่

พอเสี่ยวหลงเป่ากล่าวเรื่องเท่าที่รู้ออกมา จวี้หลิงถึงกับแค่นเสียงดูแคลน

'ตาเฒ่ายายแก่อายุเป็นร้อยๆเป็นพันปี พวกมันอยู่มานานจนเกือบจะลงโลงอยู่แล้ว ถ้าไม่ได้แตะชายขอบเซียนกระบี่บ้างก็สมควรหยุดบำเพ็ญเพียรแล้วกลับไปเลี้ยงดูบุตรหลานเถอะ!'

น้ำเสียงจวี้หลิงมีความเคืองปนด้วยความไม่พอใจส่วนตัว หลงเป่าฟังแล้วถึงกับพูดไม่ออก


         จ้าวเปียวจินตนาการถึงร่างศัตรูรอบๆตัว ฟาดฟันกระบี่ไปมาอย่างว่องไว หนุ่มน้อยในวันนี้ต่างกับวันวาน จิตใจมั่นคงเหมือนตีขึ้นด้วยเหล็กกล้า เคล็ดวิชากระบี่พื้นฐานแสนวิเศษซึ่งอาจเทียบชั้นกับสำนักใหญ่ได้เลยทำให้จ้าวเปียวก้าวหน้าดุจจรวดต่างกับที่เคยเป็น เปลี่ยนเป็นคนใหม่อย่างสิ้นเชิง

         จ้าวเปียวในวันนี้ขาดก็แค่ประสบการณ์การต่อสู้จริงเพื่อเกลาวิชากระบี่ของตนให้คมยิ่งขึ้น เขาฝึกหนักหวังเป็นอย่างยิ่งว่าตัวเองจะเป็นกำลังเสริม สามารถยืนรบร่วมต้านศัตรูพร้อมกับพี่ใหญ่ของเขาได้ในอนาคต

เมื่อนึกถึงสภาพแทบร่อแร่เกือบตายของหลงเป่าหลังจากกลับมา ร่างที่ชุ่มไปด้วยเลือดทั้งตัว จ้าวเปียวที่เคยสาบานไว้จะติดตามหลงเป่าไปสุดล้าฟ้าเขียว ยิ่งกระตือรือร้นพลักดันตัวเองเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า

'ข้าต้องแข็งแกร่งขึ้น! ต้องเป็นกำลังให้พี่ใหญ่'


    เสี่ยวหลงเป่าไม่รู้ความคิดของจ้าวเปียว ตั้งแต่เหตุการณ์คืนวันนั้น เขาก็พักรักษาตัวอยู่แต่ภายในห้องเกือบสิบวันเป็นส่วนใหญ่ งานรอบๆเกาะน้อยเลยต้องฝากฝังจ้าวเปียวและเด็กน้อยทั้งสองคนช่วยกันดูแลให้ ตนเองมีหน้าที่นำทุกอย่างเปลี่ยนเป็นเหรียญรางวัลกับเจ้าแผ่นกระดานเส็งเคร็งก็พอ

พอเหรียญทองในตำหนักเพิ่มพูนพอจับจ่ายใช้สอยได้อีกครั้ง กับต้องโดนชายหนุ่มแลกเปลี่ยนมันเป็นเม็ดยารักษาอาการบาดเจ็บภายในภายนอกอย่างรุนแรงหลายเม็ด จำนวนหนึ่งในสามของเหรียญเลยอันตธานหายไปอีกครั้ง



"ฮ้าววววว วันนี้อากาศดีจัง"

    หลังเที่ยง ประตูบ้านหลังน้อยเปิดอ้าออก เสี่ยวหลงเป่าค่อยๆเดินหาวหวอดๆออกมาเชื่องช้า ร่างกายพื้นตัวได้ราวๆ 6-7 ส่วนแล้ว ทว่ายังคงปวดเนื้อปวดตัวอยู่บ้าง บาดแผลสาหัสตามลำตัวและหลังเริ่มตกสะเก็ดแล้ว ไหล่และแขนข้างนึงกำลังพยุงไม้เท้าช่วยค้ำเอาไว้ ใบหน้าฉีกยิ้มราวคนปัญญาอ่อน

'ไม่คิดไม่ฝัน อิจฉาคนอื่นอยู่นาน ในที่สุด ข้าก็มีสิ่งที่เรียกว่า 'ผีเด็ก' อยู่ในตัวแล้วใช่ไหมเนี่ย?' หลงเป่าฝันหวาน

ช่างเถอะๆ ไม่ว่าผีเด็ก หรือ งูยักษ์ เพื่อพลังอำนาจ เขาก็รับได้ทั้งนั้น


"พี่ใหญ่หลงตื่นแล้วหรือขอรับ/เจ้าคะ!"

"ลูกพี่!"

"อืม ตั้งใจฝึกนะ"

    ทุกคนทักทายหลงเป่าเป็นปกติเช่นเคย เพิ่มเติมคือความเลื่อมใสในสายตาของพวกเขา โดยเฉพาะเสี่ยวเจี๋ยที่เปลี่ยนไปเรียกหลงเป่าว่าลูกพี่

    เสี่ยวเยี่ยนหลิงกับเสี่ยวเจี๋ยรู้เพียงว่าผู้มีพระคุณดุจบิดาอย่างหลงเป่านั้นเป็นหนึ่งในคนเอาตัวรอดกลับมาได้ท่ามการนักฆ่าจำนวนมาก ข่าวครึกโครมย่อมไม่พ้นหูตาเด็กทั้งคู่ที่ออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกในบางครั้ง เด็กผู้ชายอย่างเสี่ยวเจี๋ยจึงมองหลงเป่าเป็นแบบอย่างกลายๆ

    ในบรรดาหนุ่มสาวทั้งสาม จ้าวเปียวเป็นคนเดียวที่เสี่ยวหลงเป่าเชื่อใจปานพี่น้องมากที่สุด  หลงเป่าเล่าเรื่องราวให้ฟังในวันนั้นให้อีกฝ่ายรู้อย่างไม่ปิดบังยกเว้นความลับบางประการ

วันนั้น หลงเป่าอธิบายอย่างฉุนเฉียว จ้าวเปียวที่มองหลงเป่าเหมือนพี่ชายแท้ๆ พอได้ฟังยิ่งมีอารมณ์ร่วมไปกับพี่ใหญ่ ถึงขั้นสบถด่าทอโกรธแค้นไปด้วย

         ทุกคนพูดคุยกันหอมปากหอมคอจากนั้นก็แยกย้ายไปทำธุระประจำวันของใครของมัน เสี่ยวเยี่ยนหลิงออกจากบ้านไปตามนัดหาเถ้าแก่เพื่อส่งมอบสมุนไพรที่โตแล้วกับร้านค้า เสี่ยวเจี๋ยดูแลแปลงผัก-ข้าววิญญาณกับให้อาหารสัตว์ จ้าวเปียวกำลังกำลังก่อรั้วให้มีขนาดใหญ่และสูงขึ้นรอบๆอาณาเขตที่หลงเป่ากำหนดไว้

    เสี่ยวหลงเป่ายังคงปิดจ้าวเปียวเรื่องเกาะน้อยของตนเอาไว้ก่อน ทุกอย่างภายหน้าเป็นเรื่องของอนาคต จ้าวเปียวที่ไม่ได้คิดอะไรมากเพียงทำตามคำสั่งของพี่ใหญ่ หนุ่มน้อยมองรั้วสูงที่ถูกเถาวัลย์หนามเขี้ยวมังกรเริ่มเข้าครอบครองก็ยกยิ้มอามรมณ์ดี

คำสอนของท่านปู่ยังคงดังอยู่ในหัว

พี่ใหญ่หลงของเขามีความลับซ่อนอยู่มากมาย เขาเองแค่เชื่อมั่นในตัวพี่ใหญ่ก็พอ ใช้คำสาบานแทนคำพูด ส่งเสริมผู้มีพระคุณ ยอมตายแต่ไม่ยอมผิดสัจจะขายความลับผู้อื่น


อีกหลายวันผ่านไป

         เสี่ยวหลงเป่ายังคงเป็นคนที่ดูว่างงานมากที่สุด เขาถือโอกาสนี้รับฟังเรื่องต่างๆที่จ้าวเปียวได้ยินมาจากข้างนอก ส่วนหัวค่ำจนเลยเที่ยงคืนไปแล้วก็อาศัยรากวิญาณของตนดึงดูดพลังปราณลับบนฟากฟ้าลงมาเพื่อสร้างเป็นดวงดาวเอาไว้ ระหว่างนั้นก็เปิดวิทยุเวท ฟังเสียงหวานๆของผู้รายงานข่าวสาวบรรยายสถานการณ์วุ่นวายของโลกภายนอก

[ถ้ำยังหารชั้นแรกยังคงไม่ถูกพิชิต...]

[ผู้เก่งกาจที่หลบซ่อนตัวอยู่เริ่มปรากฏให้เห็นรอบๆถ้ำหลายคน]

[บุตรสาวของเจ้าสำนักซ่อนเร้นในหุบเขาปีเสื้อราตรีโชว์ฝีมืออันทรงพลัง]

[คุณชายรูปงาม ยอดฝีมือจากสำนักใหญ่แคว้นบนแผลงฤทธิ์]

[การชะลอตัวจากการปะทะกันระหว่างพันธมิตรชาวยุทธกับเผ่าอสูรปีศาจ]

[หน่วยล่าสังหารอสูรปีศาจแต่ละกลุ่ม เดินทางลงสู่พื้นที่ด้านล่างเพื่อเก็บกวาดฝ่ายตรงข้ามที่แผลงตัวเข้ามา]
[ราคาข้าววิญญาณกับสมุนไพรบางชนิดมีอัตราความต้องการเพิ่มขึ้น]

....
เมื่อมีเวลาเพิ่มขึ้น ดวงดาวที่สูญเสียไปในครั้งนั้นก็ค่อยๆทยอยกลับคืนมา


    เรื่องใหม่ที่หลงเป่าได้รู้เพิ่มเติมจากจวี้หลิงคือ ตั้งแต่หลงเป่าเริ่มพอสื่อสารกับ 'ตัวตนจริงแท้' ที่ไม่ใช่ของเขาเองได้ สภาพร่างกายกับได้รับผลผระโยชน์เพิ่มขึ้นมหาศาลไม่น้อยทีเดียว

เรื่องนั้นคือ หลงเป่าสามารถซึมซับพลังปราณธรรมชาติรอบๆตัวเข้ามาเพิ่มพูนในตันเถียนได้โดยมีนัยยะ แม้จะเพิ่งเพียงดูดซับได้ทีละน้อยๆอย่างช้าๆ  หลงเป่าก็แทบกรี๊ดลั่นบ้าน

ปกติ ผู้ฝึกตนด่านเซียนเทียน (ด่านที่ 4) ที่กำเนิดตัวตนจริงแท้ได้แล้วเท่านั้นจึงจะสามารถทำได้ นอกจากค่อยๆสะสมกักเก็บเอาไว้เพื่อรอวันทะลวงขั้นพลัง ยังมีประโยชน์ในการเร่งฟื้นฟูในกรณีที่พลังลมปราณร่อยหรอได้อีกด้วย

เสี่ยวหลงเป่าจึงอาจเป็นเพียงคนแรกและคนเดียวที่ยังอยู่ด่านเลี่ยนชี่แต่มีความสามารถในเรื่องนี้ไม่ด้อยกว่าผู้ฝึกคนระดับเซียนเทียน

เรื่องที่สอง หลังผ่านความเป็นความตายเกือบเอาชีวิตไม่รอด ระดับพลังยุทธของเสี่ยวหลงเป่าคลับคล้ายว่ากำลังถูกทะลวงขึ้นอีกครั้งซึ่งเร็วกว่าที่คิด นับเป็นผลลัพธ์ที่หลงเป่าต้องการ ณ เวลานี้มากที่สุด

'ความแข็งแกร่ง'

    อุดอู้รักษาอาการบาดเจ็บจนทุเลาเกือบ 9 ส่วน จนกระทั่งเข้าสู่ปลายเดือน เสี่ยวหลงเป่าก็ทะลวงคอขวดได้สำเร็จ แถมอีกสามวันต่อมายังทะลวงต่อเนื่องจนแม้แต่จวี้หลิงที่อยู่อีกฝั่งยังอุทานด้วยความแปลกใจ

ด่านเลี่ยนชี่ขั้นที่สามระดับปลายสุด!!

    หลงเป่ากำฝ่ามือแน่นด้วยความมั่นใจขึ้น แต่ยังคงไม่พอใจ ระดับพลังของเขาในตอนนี้เทียบเท่านายน้อยเเซ่อิ๋นในวันนั้นเสียที หากเจอกันอีกครั้ง หลงเป่ามั่นใจว่าสามารถเอาชนะอีกฝฝ่ายได้อย่างไม่ยากเย็น แต่ถ้าต้องสู้กับไอ้แก่นั่น มันยังไม่เพียงพอ

'เอาเถอะ การทะลวงรวดเร็วไปก็ใช่ว่าจะดี ข้าจำเป็นต้องปรับสมดุลของรากฐานเสียก่อน จากนั้นค่อยว่ากัน'
เสี่ยวหลงเป่าคาดหวังการทะลวงจนถึงขั้นที่สี่ สำเร็จภารกิจของแผ่นกระดานดำ ได้รับรางวัลเพื่อพัฒนาตัวเองเพิ่ม


มุมนึงในโถงหยินหยาง

"รากดวงดาวช่างน่าทึ่งยิ่งนัก" จวี้หลิงทำสีหน้าไม่ถูก

"ไม่ใช่แค่นั้น การขัดเกลาที่เกิดจากการต่อสู้ระหว่างความเป็นความตายต่อเนื่องช่วยผลักดันให้เติบโตเร็วยิ่งขึ้น" บุรุษสวมเกราะหนักชุดดำทั้งตัวยืนข้างกันกล่าว

จริงๆชายสวมเกราะดำยังไม่รวมถึงเรื่องการดูดซับปราณธรรมชาติ ทั้งเรื่องทรัพยากรเสริมบนเกาะ

จวี้หลิงคิดอยู่เงียบๆ รู้สึกโชคดีอยู่ไม่น้อยที่เลือกเจ้าเด็กนั่นเป็นศิษย์ แม้จะเป็นศิษย์แบบยัดเยียดก็ตาม


วันรุ่งขึ้น

    มีกลุ่มคนมาเคาะประตูหน้าโรงน้ำชา เสี่ยวเจี๋ยเป็นคนวิ่งไปเปิดประตูแล้วกลับมารายงานเสี่ยวหลงเป่า พอเขามาถึงเห็นว่าเป็นคนรู้จักสนิทสนมสองกลุ่ม

กลุ่มแรก คุณหนูเล็กอี้เจียวเจียว แม่นมหลี่ และผู้คุ้มกันจากตระกูลอี้ 30 คน
กลุ่มที่สอง ผู้อาวุโสเหลียงเติ้งกับลูกศิษย์ทะมัดทะแมงจำนวนนึง

    ครั้งนี้ อี้เจียวเจียวต้องการมากล่าวลาเสี่ยวหลงเป่าก่อนเดินทางกลับตระกูลอี้ที่แคว้นสิงหู่ หลงเป่าคิดดูแล้ว แม่นางน้อยผู้นี้เที่ยวเตร่สนุกสนานไม่ยอมกลับบ้านเกือบ 3 เดือนเต็ม

"พี่ใหญ่หลง ท่านต้องคิดถึงเจียวเจียวนะ อย่าลืมแวะมาเยี่ยมมาเล่นกับข้าบ้างล่ะ"

"ได้ๆ ข้าต้องไปแน่"

"พี่จ้าว ท่านก็ด้วย"

จ้าวเปียวพยักหน้า ยิ้มอบอุ่นเป็นคำตอบ

อี้เจียวเจียวหันไปมองเสี่ยวเยี่ยนหลิง นางได้พบปะเด็กผู้หญิงนางนี้ไม่นาน อายุก็ห่างกันไม่มากจนเข้ากันได้ไม่ยาก

"เจ้าด้วย พี่สาวหลิง"

"อืม"

เด็กผู้หญิงทั้งสองสวมกอดกันเบาๆ

         อี้เจียวเจียวอดไม่ได้ สะอึกสะอื้นอย่างอาลัยอาวรณ์ พอหลงเป่ารู้ว่าอีกนานถึงจะได้พบกันอีก เขาเลยสั่งเสี่ยวเจี๋ยกับจ้าวเปียวไปอุ้มเจ้าไก่ฟ้ากลายพันธุ์ 2 ตัวของเขามาให้เจียวเจียวเล่นเป็นเพื่อนครู่หนึ่ง

"ข้าจะกลับสำนักชั่วคราว" หลงเป่าหันมาอีกฝั่งในขณะที่เหลียงเติ้งเอ่ยขึ้นก่อน

"กลับสำนัก?" หลงเป่าแปลกใจนิดหน่อย

"ใช่ ช่วงนี้ข้าจึงมอบหมายเรื่องการค้าขายระหว่างข้ากับเจ้าให้กับผู้ดูแลชั่วคราว ในระหว่างนี้เขาจะเป็นคนดูแลทุกอย่างทั้งหมด ฝีมือไว้ใจได้" พูดจบ ชายอายุไล่เลี่ยกับเหลียงฟ่งก็ออกมายืนด้านข้าง
ทั้งสองฝ่ายแนะนำตัวผ่านไปด้วยดี

    หลงเป่ากับเหลียงเติ้งพูดคุยกันเล็กน้อย ไม่มีใครรู้ว่าเหลียงเติ้งจำต้องติดตามไปสมทบเพื่อเปลี่ยนตัวกับลูกชายของเขา จากนั้นอาศัยเวลาที่ล่วงเลยมาพอสมควรอำพรางสองพี่น้องแซ่หลานกลับไปขอความคุ้มครองที่สำนักหยกขาว

    ตระกูลอี้มักมีความสัมพันธ์ที่ดีกับสำนักหยกขาวในเมื่อทางตระกูลอี้ร้องขอเรื่องความปลอดภัยในตัวบุตรสาว ถึงกับว่าจ้างผู้คุ้มกันมาด้วยจำนวนมาก เหลียงเติ้งที่เห็นว่าไม่เห็นบ่ากว่าแรงนัก ซ้ำยังสามารถใช้ขบวนคาราวานนี้ปิดบังงานของเขาได้ จึงอาสาเดินทางไปพร้อมกับกลุ่มคุณหนูเล็กอี้

    อี้เจียวเจียวใช้เวลาร่ำลาถึง 1 ชั่วยามเต็มกว่าจะตัดใจได้ พวกหลงเป่าตามไปส่งถึงประตูเมือง มองแผ่นหลังของอาวุโสเหลียงที่ไกลออกไป หลงเป่านึกถึงชายร่างใหญ่ในหอนางโลมวันนั้น ชายคนนั้นคือหลานซูหัง ส่วนคนตามมาทีหลังคืออาวุโสเหลียงฟ่ง.....

เช่นนั้น หลานซูเหวี่ย คือน้องสาวที่ หลานซูหัง ตามหาและพูดถึงอยู่บ่อยๆสินะ

ไปๆมาๆ โลกอันกว้างใหญ่ก็กลับเล็กแคบได้เหมือนกัน

ราวกับโชคชะตาชี้บอก


คืนหนึ่ง

         ผีเสื้อทมิฬนับ 20-30 ตัวบินว่อนไปรอบๆสวนต้นไผ่ ดอกบัวสระหยกกลางบ่อน้ำวิญญาณมีอิทธิพลต่อพวกมัน หากเทียบกับวันนั้น ขนาดของมันหดเล็กลงเหลือเพียงฝ่ามือและทิ้งความดุร้ายลง หลงเป่าค่อนข้างทึ่งและอยากรู้ แต่สุดท้ายก็เลิกคิดไป ได้แต่รู้สึกถึงความมีชีวิตชีวาของเกาะน้อยที่เพิ่มขึ้นไม่น้อย

ควับ

    เสี่ยวหลงเป่าหยิบเอาสิ่งของชิ้นหนึ่งขึ้นมา ที่แท้ก็คือตุ้มหูวงหนึ่งที่ตนเองช่วงชิงมาได้จากนายน้อยแซ่อิ๋นผู้นั้น ตอนแรกหลงเป่ายังไม่รู้ว่ามันเป็นอะไร แต่นึกภาพสีหน้าย่ำแย่ของเจ้าของของมัน เจ้าสิ่งนี้ต้องมีค่าพอสมควร

    ภายนอกราวกับตุ้มหูธรมดา จิตสัมผัสของหลงเป่าลองแผ่เข้าไปรอบๆ เขาก็ต้องแปลกใจ รอบๆมีพลังจิตสำนึกรู้ของนายน้อยแซ่อิ๋นปกป้องเอาไว้ หลงเป่ายิ้มเย็นชา สำนึกรู้ของหลงเป่าแตกต่างกับคนในระดับเดียวกันไปมาก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงที่ตอนนี้เขามีตบะเทียบเท่ากับอีกฝ่ายแล้วยิ่งง่ายดาย

พรึ่บ

    สำนึกรู้ของนายน้อยแซ่อิ๋นที่พยายามป้องกันเอาไว้ถูกลบหายไปในพริบตา เมื่อหลงเป่าใช้จิตสัมผัสมองทะลุเข้าไปภายใน ตัวเขาก็ต้องตะลึง

"ข้ารวยแล้ว!!!!"

    เสี่ยวหลงเป่าสะดุ้งสุดตัว ตัวดีดผึงขึ้นจากพื้นหลังคา ดวงตาแดงก่ำมีประกายวิบวับ แท้แล้ว ตุ้มหูวงนี้ก็คืออุปกรณ์วิเศษใช้เก็บของชิ้นหนึ่ง ด้านในมีพื้นที่เก็บของได้ไม่มาก แต่นั้นไม่ใช่จุดสนใจของเขาในเวลานี้

หินปราณระดับต่ำหลายพันก้อน!

เงินตำลึง (ทอง) หลายพันเหรียญ

เม็ดยาชนิดต่างๆเกือบร้อยเม็ด แถมภายในนั้นมีเม็ดยาระดับ 2 ประมาณสิบกว่าเม็ด!   

ตำราทั้งเก่าทั้งใหม่ 4-5 เล่ม ยังไม่รู้ว่าคือวิชาอะไร

อาวุธวิเศษระดับ 1 อย่างดาบ หอก กระบี่ 7-8 ชิ้น

 นอกนั้นก็เป็นชิ้นส่วน หรือ สิ่งของหน้าตาประหลาด หรือไม่ก็ของที่ดูธรรมดาสามัญบ้างไม่สำคัญบ้าง
ข้างๆยังเป็นแผนที่ใบนึง

    เสี่ยวหลงเป่าไม่นึกไม่ฝันว่ายามซวยผ่านพ้นไปแล้วไม่นาน เงินทองเริ่มร่อยหรอ ผลผลิตส่วนใหญ่ยังไม่ถึงเวลาเก็บเกี่ยว ไหนจะหาทุนเปิดร้านน้ำชา อยู่ๆเขาก็ได้ลาภก้อนโตมาแบบไม่ทันตั้งตัว

ที่สำคัญ ณ เวลานี้ หลงเป่าต้องการเพิ่มพูนความแข็งแกร่งให้ไวที่สุด เพื่อเป็นหลักประกันต่อชีวิตของเขาและพวกพ้อง หากจะเพิ่งเพียงอาหารที่ให้พลังวิญญาณเพียงอย่างเดียวก็ดูจะช้าเกินไปแล้ว

หินปราณระดับต่ำ แถมเป็นพันก้อน!!

เม็ดยาสะสมปราณโดยไม่ต้องซื้อ

แค่นี้หลงเป่ากับพรรคพวกก็พอจะหายอกหายใจได้อย่างสะดวกแล้ว

     แต่ก่อนที่หลงเป่าจะเทพวกมันออกมานับ เขาก็เหลือบไปเห็นวัตถุชิ้นหนึ่งวางกองอยู่มุมด้านในสุดของช่องว่าง

ชายหนุ่มนำมันออกมาถือเล่นเอาไว้ในมือทันทีด้วยความสงสัย

"คันเบ็ด? ไม่สิ ด้ามเบ็ดละมั้ง?"


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 66 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

95 ความคิดเห็น

  1. #52 Kafil080 (@Kafil080) (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 21 มีนาคม 2563 / 22:16
    นึกว่าจะเอาแม่นางหลานมาอยู่บนเกาะด้วย
    แต่นิยายก็ยังสนุกเหมือนเดิมครับ ถึงจะรอนานหน่อยแต่คุ้มค่า
    อย่าทิ้งนิยายเรื่องนี้นะครับสนุกมาก
    #52
    1
    • #52-1 chockopies (@chockopies) (จากตอนที่ 41)
      21 มีนาคม 2563 / 22:42
      วางโครงไว้จนถึงจบบทใหญ่บทแรกแล้วครับ เอามาเขียนก็ราวๆร้อยตอนนิดๆ
      สถานการณ์ไวรัสทำเอาหลอนไปช่วงหนึ่ง อาจจะเร็วบ้าง ช้าบ้าง แต่ก็ลงเรื่อยๆครับ
      ขอบคุณครับ
      #52-1
  2. #51 kittisakkhamlue (@kittisakkhamlue) (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 21 มีนาคม 2563 / 21:14
    ชอบมากๆเลยครับ สู้ๆครับ
    #51
    2
    • #51-1 chockopies (@chockopies) (จากตอนที่ 41)
      21 มีนาคม 2563 / 22:38
      รอบนี้ช้าหน่อยนะครับ เหตุการณ์บ้านเมืองทำเอาแพนิคไประยะหนึ่ง เฮ้อ
      #51-1