KING OF ISLAND เหนือใต้หล้า ข้าคือจักรพรรดิเกาะ

ตอนที่ 24 : ตอนที่ 24 ยืมมือศัตรูเพื่อต้านศัตรู

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 853
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 70 ครั้ง
    17 พ.ย. 62

    "คุณชายเป่า?" คุณชายตระกูลหม่าขมวดคิ้วเมื่อได้ยินและหันกลับมาสำรวจเสี่ยวหลงเป่าที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามตนให้ชัดๆตาอีกรอบ

         ในมุมมองที่คุณชายหม่าเห็นเสี่ยวหลงเป่าครั้งแรกมีแต่ไม่ชอบใจอีกฝ่าย แต่ที่ไม่ชอบใจยิ่งกว่าก็คือตระกูลเหมยที่เป็นอริฝ่ายตรงข้ามของตระกูลตน เมื่ออยู่ๆ พ่อบ้านของตระกูลเหมยกลับไม่ไว้หน้าเขาที่เป็นถึงคุณชายน้อย ระหว่างกำลังเจรจาเรื่องบัตรเข้างานก็ดันเมินเฉยตัวเขาเสียดื้อๆ แล้วหันมาให้ความสนใจกับเจ้าหนุ่มอวดร่ำอวดรวยผู้นี้แทน

         คุณชายหม่าที่ตอนแรกๆไม่พอใจในท่าทางสุนัขจิ้งจอกแอบอ้างบารมีเสือของพ่อบ้านตระกูลเหมยที่มาอวดดีกับเขา เมื่อเห็นพ่อบ้านชราคนนี้กำลังประจบสอพลอต่อหน้าชายหนุ่มที่น่าจะเป็นลูกคนร่ำรวยอย่างเสี่ยวหลงเป่านอกเหนือจากตัวเขาเองแล้ว คุณชายหม่าก็เลยพาลเห็นเสี่ยวหลงเป่ากลายเป็นที่ขัดหูขัดตาไปด้วย

         คุณชายหม่าคนนี้ หรือ 'หม่าชิงเหลย' มาจากตระกูลหม่า  1 ใน 4 ตระกูลใหญ่ที่มีอิทธิพลมากที่สุดในเมืองสุ่ยเช่นเดียวกันกับตระกูลเหมย ตระกูลหยง และตระกูลฟง นั่นก็เท่ากับว่า นอกเหนือจากคนของพวกตระกูลฟง เสี่ยวหลงเป่าก็ได้พบปะกับคนของตระกูลใหญ่ที่เหลือทั้ง 3 ตระกูลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

         หม่าชิงเหลยแตกต่างกับเหล่าคุณชายของอีก 3 ตระกูลใหญ่ที่เหลืออยู่บ้าง เนื่องจากหม่าชิงเหลยนั้นเป็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวนเพียงคนเดียวของผู้นำตระกูลหม่าคนปัจจุบันที่เกิดจากภรรยาหลวง ส่วนพี่น้องที่เหลือของเขาล้วนแต่เป็นพี่สาวและน้องสาวอย่างละคนที่เกิดจากอนุภรรยาของผู้นำตระกูล ซึ่งก็คือท่านพ่อของหม่าชิงเหลยเอง

         ยิ่งกว่านั้น ที่หม่าชิงเหลยแตกต่างจริงๆกับคุณชายเหลาะแหละเหล่านั้นอีกอย่าง คือตัวเขาเองร่ำเรียนวรยุทธมาบ้างแล้วตั้งแต่มีอายุได้ราวๆ 9-10 ขวบ พวกตระกูลหม่าก็เป็นพันธมิตรกับสำนักบู๊อรหันต์กายทองคำมายาวนาน แน่นอนว่าหม่าชิงเหลยย่อมต้องร่ำเรียนวรยุทธทั้งหลายของสำนักบู๊อรหันต์กายทองคำอยู่แล้ว ในบรรดาคุณชายใน 4 ตระกูลใหญ่ หม่าชิงเหลยจึงมีวิชาการต่อสู้ติดตัวอยู่เพียงผู้เดียวในคุณชายที่เหลือทั้งหมด

"เหอะ สมเป็นตระกูลเหมย เพียงแค่ฝ่ายตรงข้ามเป็นคนมีเงินขึ้นมาหน่อย พวกเจ้าถึงกับรีบวิ่งเข้าไปกระดิกหางให้อีกฝ่ายเสียแล้ว" หม่าชิงเหลยขบฟันกล่าววาจาประชดออกมาโต้งๆ คนที่ไม่โง่ย่อมรู้ว่าประโยคนี้หม่าชิงเหลยกำลังบอกว่าคนของตระกูลเหมยนั้นเห็นแก่เงินเห็นแก่ได้ หรือสนใจแต่ผลประโยชน์เป็นหลักมากกว่าคุณธรรมจรรยา

         พ่อบ้านชราได้ยินก็เพียงแค่เหลือบมอง แววตามีแววดูถูกเจือไว้ ไม่ได้พูดอะไร ในเมื่อ 'คุณชายเป่า' ที่อยู่ตรงหน้าตนสนใจการซื้อขายเรียบร้อยแล้ว การแสดงท่าทีที่ถ้อยทีถ้อยอาศัย หรือพูดจาดีๆ ระแวดระวังกับหม่าชิงเหลยก่อนหน้านี้ก็หายวับไปกับตา

          ในเมื่อตระกูลหม่าเป็นอริกับเจ้านายของเขา พ่อบ้านเช่นเขาเองก็ไม่จำเป็นต้องทำตามความต้องการของคุณชายหม่าผู้นี้แล้ว ไม่จำเป็นต้องไว้หน้าอีกต่อไป ในฐานะที่ตนเองเป็นพ่อบ้านใหญ่ ชายชราย่อมต้องมีที่ถือดีอยู่บ้าง แม้ฝ่ายตรงข้ามจะโมโหแค่ไหนก็ไม่สามารถลงมืออย่างโจ่งแจ้งได้ในบริเวณเช่นกัน

แถมคนที่พ่อบ้านชรานำมาด้วยก็มีจำนวนมากกว่าอีกฝ่ายถึงครึ่งหนึ่ง ยิ่งเรื่องฉกชิงบัตร 2 ใบสุดท้ายไปจากตนนี้ให้ลืมไปได้เลย


         เสี่ยวหลงเป่าที่ยืนอยู่ระหว่างกลางของคนทั้งสองนั้นยังคงมีรอยยิ้มบนใบหน้า มือข้างที่ว่างอยู่ไขว้หลังเอาไว้ รอยยิ้มนั้นดูใสซื่อเป็นอันมาก แต่ในแววตานั้นไม่ได้ใสซื่อไปด้วยเลย เหมือนกับชายหนุ่มกำลังวางแผนอะไรบางอย่างอยู่ในหัว ขณะเดียวกัน หนุ่มน้อยจ้าวเปียวที่ยืนอยู่ด้านหลังก็พลันได้รับสัญญาณมือจากหลงเป่าที่แอบส่งให้ลับๆ

         จ้าวเปียวที่เคยเห็นวีรกรรมของเสี่ยวหลงเป่าในตอนที่ฉะฝีปากกับคุณชายน้อยหยงไป๋เรื่องข้าววิญญาณมาแล้ว แถมหนุ่มน้อยยังได้คลุกคลีอยู่กับชายหนุ่มอายุมากกว่าผู้นี้ด้วยพอสมควร จ้าวเปียวย่อมต้องเข้าใจความหมายของอีกฝ่าย นี่เป็นสัญญาณมือแบบง่ายๆอย่างนึงที่พี่ใหญ่อย่างเสี่ยวหลงเป่าเคยสอนจ้าวเปียวเอาไว้เมื่อไม่กี่วันก่อนนี่เอง

'ให้เห็นด้วยกับข้า' คือสัญลักษณ์ที่ปรากฎออกมา  พูดง่ายๆเลยก็คือ ไม่ว่าเสี่ยวหลงเป่าจะพยายามทำอะไรออกมาหลังจากนี้ หน้าที่ของจ้าวเปียวมีอยู่เพียงอย่างเดียว คือ ให้เออออห่อหมกไปกับเสี่ยวหลงเป่าเท่านั้น


"ฮ่าฮ่า นายน้อยท่านนี้โปรดใจเย็นก่อน ท่านอย่าเพิ่งวู่วามไป เรื่องนี้เป็นเรื่องเข้าใจผิดกัน" ฉับพลัน ในตอนที่คนอื่นๆ ไม่ทันสังเกต หลงเป่ากลับมามีดูสีหน้าจริงใจ เอ่ยประโยคลดความตึงเครียดของสถานการณ์เบื้องหน้าทันใด

พ่อบ้าน "........"

หม่าชิงเหลย "......."

         กับการออกตัวปุ๊ปปั๊ปที่ไม่ได้อยู่ในความคิดของคนทั้งสองฝ่าย พ่อบ้านชราและหม่าชิงเหลยหันมามองยังเสี่ยวหลงเป่าด้วยสายตาแบบเดียวกัน แต่ความเคลือบแคลงนั้นแตกต่างกัน

         ทางพ่อบ้านตระกูลเหมยนั้นกำลังคิดไปเองว่าคุณชายเป่าผู้นี้อาจจะคาดเดาตัวตนที่แท้จริงของหม่าชิงเหลยออกแล้ว เพราะไม่อยากผิดใจอีกฝ่ายจนนำความเดือดร้อนมาให้ จึงเริ่มเปลี่ยนใจยกเลิกซื้อขายแลกเปลี่ยนกับเขา เมื่อคิดเช่นนี้ สีหน้าของพ่อบ้านชราจึงมีความวิตกกังวลขึ้นมา เกรงว่าคงจะคว้าน้ำเหลวเสียแล้ว

          ส่วนทางหม่าชิงเหลยกำลังคิดไปในอีกทิศทางหนึ่ง หม่าชิงเหลยมีนิสัยขี้ระแวงเล็กน้อย ชายหนุ่มหัวเห็ดตรงหน้าเขาแต่งกายราวบัณฑิต สวมอาภรณ์เนื้อดี เครื่องประดับราคาหูฉี่เต็มตัว ดูอวดร่ำรวดรวยไม่ธรรมดา สรุปก็คือบรุษหนุ่มผู้นี้น่าจะมาจากครอบครัวหรือตระกูลใหญ่ที่ค่อนข้างมีอิทธิพลไม่ต่างกับตนเองเท่าใดนัก

         ในฐานะที่นายน้อยเช่นเขาเป็นคนชอบเที่ยวเล่นเที่ยวเตร่ไปทั่วเมืองแทบจะวันเว้นวัน ย่อมต้องคบกับสหายที่มีฐานะและมีนิสัยใจคอเดียวกันอยู่ทุกวัน หม่าชิงเหลยจึงไม่คุ้นหน้าตาของเสี่ยวหลงเป่าแม้แต่น้อย เมื่อคาดเดาไปต่างๆนานา หม่าชิงเหลยก็ย่อมเดาได้ไม่ยากว่า คุณชายเป่าผู้นี้ไม่ใช่ชาวเมืองสุ่ย อาจจะเป็นคุณชายน้อยจากตระกูลใหญ่ หรือครอบครัวพ่อค้าที่ร่ำรวยที่มีเส้นสายมากมายในแคว้นอื่นก็เป็นไปได้

         คิดได้เช่นนี้ หม่าชิงเหลยก็มีสีหน้าเคร่งเครียดอย่างมาก ไม่ใช่ว่าเขาจะเกรงกลัวตระกูลใหญ่จากต่างถิ่นเท่าใด แต่เป็นเพราะในช่วงนี้เป็นช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานยิ่งนัก ขั้วอำนาจของสำนักกระบี่ไพรเขียวและสำนักบู๊อรหันต์กายทองคำกำลังเข้าสู่ช่วงช่วงชิงผลประโยชน์ระหว่างกัน ไหนจะมีหูตาของราชวงศ์แอบซ่อนกระจายอยู่แทบทุกพื้นที่เพื่อจะใช้จุดบอดนี้กวนน้ำให้ขุ่นแล้วจัดการทั้งสองสำนักให้สิ้นซาก

         หม่าชิงเหลยมีนิสัยเที่ยวเตร่ไม่ได้ฉลาดเท่าไหร่นัก ทุกสิ่งทุกอย่างที่หม่าชิงเหลยได้รับรู้และสั่งสอนมาก็มาจากท่านพ่อของตนเท่านั้นเอง ช่วงระหว่างนี้ก็เช่นกัน ท่านพ่อของหม่าชิงเหลยได้ห้ามกับเตือนลูกชายตนเองให้อยู่อย่างสงบเสงี่ยม อย่าสร้างปัญหาให้แก่ตระกูลหม่าในช่วงเวลานี้อย่างเด็ดขาด อย่างน้อยก็ให้รอไปจนถึงตอนที่การพิชิตถ้ำสังหารได้จบลงแล้ว

    อย่างน้อยๆ หม่าชิงเหลยก็มีหัวคิดอยู่บ้าง ไม่ได้ดันทุรังแบบหยงไป๋ เมื่อคิดได้เช่นนี้ ความไม่พออกพอใจอีกฝ่ายก็ค่อยๆลดลงไป

         เสี่ยวหลงเป่าทางหนึ่งแสร้งพูดประนีประนอมรักษาน้ำใจของทั้งสองฝ่าย ทางหนึ่งรอบสังเกตสีหน้าของพ่อบ้านชรากับคุณชายหม่าคนนี้แล้วลอบยิ้มในใจ ชายหนุ่มเดินอาดๆเพียงไม่กี่ก้าวก็มาถึงเบื้องหน้าหม่าชิงเหลยเสียแล้ว

         ยังไม่ทันที่บ่าวรับใช้ของอีกฝ่ายจะเข้ามาทำการขวางทางเอาไว้ เสี่ยวหลงเป่าก็พลันดึงเอาพัดออกมาจากแขนเสื้อ กางพัดออกดังพรึ่บ เขยิบหน้าเข้ามาใกล้กับใบหน้าของหม่าชิงเหลยโดยที่มีใบของพัดปิดกั้นการมองเห็นของทางฝั่งพ่อบ้านชรา หลงเป่าเริ่มกล่าวด้วยเสียงกระซิบกระซาบที่มีแต่หม่าชิงเหลยเท่านั้นที่จะได้ยิน

"ได้ยินว่าเมืองสุ่ยนั้น นอกจากสองสำนักยุทธที่มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วระแวกนี้แล้ว ข้ายังได้ยินมาอีกว่ายังมี 4 ตระกูลใหญ่ที่มีอำนาจไม่ต่างกันอยู่ด้วย วันนี้ ผู้น้อยหลงเป่ามีโอกาสได้พบเจอกับคุณชายหม่าโดยบังเอิญ นับว่าเป็นบุญวาสนาอย่างยิ่ง!" กล่าวจบ เสี่ยวหลงเป่าก็โค้งตัวลงคารวะนิดหน่อยเป็นการให้เกียรติอีกฝ่าย

"ขะ..ข้ารึ?" หม่าชิงเหลยตามไม่ทันภาพรวมที่เกิดขึ้นปัจจุบันทันด่วนเลยค่อนข้างพูดจาติดๆขัดๆ เสียไม่ได้

หลงเป่าพูดต่อ "เรื่องของ 4 ตระกูลใหญ่ร่ำลือไปถึงแคว้นที่ข้าจากมา โดยเฉพาะคนของตระกูลหม่าที่มีชื่อเสียงมากที่สุดใน 4 ตระกูล บ้างก็ว่าตระกูลหม่าร่ำรวยและใจกว้าง บ้างก็ว่าคุณชายน้อยตระกูลหม่าหน้าตาหล่อเหลา นิสัยใจคอน่าคบหา เป็นคนที่ยึดมุ่นถือจริงใจ ยอมหักไม่ยอมงอ ไม่ยอมทนต่อความอยุติธรรมชั่วร้าย!" พูดจบก็เว้นวรรคสักหน่อย

    หลงเป่าเหลือบมองสีหน้าหม่าชิงเหลย เจ้านี่กำลังสับสนกับมีสีหน้าเคลิบเคลิ้มปรากฎมาออกมาหน่อยนึงแล้ว ชายหนุ่มจึงเริ่มเอ่ยต่อ

"ตอนแรกข้าไม่เคยเชื่อแม้แต่น้อย แต่เมื่อได้มาเห็นเหตุการณ์การซื้อขายที่ไม่เป็นธรรมระหว่างท่านกับพ่อบ้านผู้เห็นแก่ได้ผู้นั้นกับตาตนเอง ได้มาเห็นความไม่ยอมถูกเอารัดเอาเปรียบอย่างแน่วแน่ของตัวท่าน ทำให้ตัวข้าละอายใจยิ่งนัก ข้าไม่น่าไปตัดสินคนคนนั้นก่อนที่จะพบตัวจริงก่อนเลย คุณชายหม่าได้โปรดรับการขออภัยของข้าด้วย!" พูดเสร็จ เสี่ยวหลงเป่าก้โค้งตัวเล็กน้อยป้องมือคารวะเป็นครั้งที่สอง

"........" หม่าชิงเหลยถึงกับเงียบงัน

    เมื่อได้ยินคำอธิบายทั้งหมด ด้วยสติปัญญาของหม่าชิงเหลยก็เลยถึงบางอ้อ ตั้งแต่หม่าชิงเหลยเติบโตมาก็มีแต่คนอยากประจบ อยากเข้าใกล้ อยากตีสนิทเป็นสหายกับเขามากมาย หม่าชิงเหลยจึงไม่ได้มีความคิดซับซ้อนอะไรมากนัก เห็นที เจ้าคุณชายเป่าผู้นี้ก็คงเป็นบุคคลอีกหนึ่งคนที่ต้องการตี้ซี้เป็นสหายกับตน ไม่ใช่เรื่องแปลกใจอะไร

         แม้จะยังมีข้อเคลือบแคลงสงสัยในตัวอีกฝ่ายอยู่บ้าง แต่ก็เห็นได้ว่าหม่าชิงเหลยเริ่มมีสีหน้าพึงพอใจและไม่ได้เก็บเรื่องเก่าๆมาให้รกสมองอีกต่อไป หากมองในด้านตำแหน่งหรือฐานะของอีกฝ่าย คุณชายเป่าผู้นี้ย่อมเป็นผู้มีอันจะกินที่ไม่ธรรมดาเป็นแน่แท้ การที่เขาหม่าชิงเหลยจะเพิ่มสหายร่ำรวยเข้ามาอีกสักคนจะเป็นอะไรไปเล่า

     หม่าชิงเหลยเริ่มกลับมามีสีหน้าอวดดีอีกครั้ง "อืม ที่แท้เรื่องก็เป็นเช่นนี้นี่เอง เอาเถอะ ข้าหม่าชิงเหลยก็เป็นคนใจกว้างจริงๆนั่นแหละ เรื่องที่แล้วมาก็ให้มันแล้วมาก็แล้วกัน ข้าไม่โทษเจ้า" ไม่แค่พูด ยังประคองหลงเป่าให้กลับมายืนตัวตรงเหมือนเดิมอีกต่างหาก

หลงเป่าทำสีหน้าปลาบปลื้ม "ขอบคุณคุณชายหม่า" แต่ภายในใจเริ่มจดจำชื่อของนายน้อยหม่าคนนี้เอาไว้
หม่าชิงเหลยหัวเราะ "ไม่เอาน่า น้องชายเป่า ข้ากับเจ้าได้เป็นสหายกันแล้ว อย่ามาถือสาหาความกันอีกเลย ฮ่าๆๆ"

หลงเป่าทำหน้าสับสนปนยินดี "สหาย? ข้าได้เป็นสหายกับคุณชายหม่าแล้ว? จริงหรือ?"

"ฮ่าฮ่าฮ่า หรือว่าน้องเป่าไม่อยากเป็นสหายกับข้ารึ?" หม่าชิงเหลยหัวเราะชอบใจ

หลงเป่าสั่นศีรษะเร็วจี๋ "ไม่ๆๆ ได้เป็นสหายกับนายน้อยหม่า ข้ามีวาสนายิ่งนัก!"

"ดีๆ เช่นนั้น ข้าจะเรียกเจ้าว่าน้องเป่าก็แล้วกัน ส่วนเจ้าก็เรียกข้าว่าพี่หม่า" หม่าชิงเหลยพูดเองเออเองเสร็จสรรพ  "ต่อไป ในระหว่างที่พักอยู่ในเมือง หากใครรังแกเจ้า เจ้าก็มาบอกข้า ข้าจะไปลากคอมันมาจัดการเอง" หม่าชิงเหลยตีอกตนเองรับปากง่ายๆ

"ขอบคุณพี่หม่า!" หลงเป่าแสร้งทำสีหน้าอิ่มอกอิ่มใจอย่างแรง น้ำตาลูกผู้ชายแทบจะทะลักออกจากเบ้าตาทั้งสองข้าง

หลงเป่า/ หม่าชิงเหลย "ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า"

         จากนั้น ทั้งเสี่ยวหลงเป่าและหม่าชิงเหลยก็กอดไหล่กันราวกับพี่น้องรบรบ ทั้งคู่หัวเราะออกมาอย่างมีความสุขจนบ่าวของทั้งสองฝ่ายงงเป็นไก่ตาแตกไปในบัดดล

"ดีกันแล้ว? อะไรวะเนี่ย? เมื่อกี้ยังเขม่นกันอยู่เลย?" พ่อบ้านชราตระกูลเหมยก็เหมือนกับเป็นใบ้ไปชั่วคราวเช่นกันกับภาพเบื้องหน้า

'ที่แท้ เจ้าหมอนี่ก็ชื่อหม่าชิงเหลยนี่เอง คราวก่อนก็หยงไป๋คนนึงล่ะ...ดีที่ข้าเสี่ยวหลงเป่าแก้เกมได้ทัน ง่ายดีแท้ ดีนะเนี่ยที่มันเป็นพวกบ้ายอสุดกู่ด้วย ฮ่าฮ่าฮ่า' หลงเป่านึกขำอยู่ในใจ


         หลงเป่าเห็นเหลือบมองสีหน้าพึงพอใจของอีกฝ่าย ยิ่งมายิ่งฮึกเหิม ชายหนุ่มเริ่มเดินแผนขั้นต่อไปทันที หลงเป่าชักชวนหม่าชิงเหลยให้เดินไปทางพ่อบ้านชราด้วยกันกับเขา ปากของตัวเองก็พูดไม่หยุด มือที่ว่างก็กวักมือเรียกหนุ่มน้อยจ้าวเปียวให้วิ่งเข้ามาหา

หลงเป่าหันมาทางหม่าชิงเหลย "พี่หม่า นี่คือลูกพี่ลูกน้องของข้า เขาชื่อจ้าวเปียว ไหนๆตอนนี้ข้ากับพี่หม่าก็ถือว่าเป็นสหายกันแล้ว พี่หม่าจะว่าอะไรหรือไม่หากจะนับลูกพี่ลูกน้องของข้าเข้าไปด้วยอีกสักคน" ชายหนุ่มโกหกความสัมพันธ์หน้าตาเฉย

หม่าชิงเหลยสำรวจจ้าวเปียวพลางพยักหน้าเป็นมั่นเป็นเหมาะ "ไม่มีปัญหา แค่เพิ่มลูกพี่ลูกน้องเจ้าอีกสักคนหนึ่งจะเป็นไรไป ข้ามองดูแล้ว จ้าวเปียวผู้นี้หน่วยก้านไม่เลวเลย หน้าตาก็ดูอ่อนหวานนัก นับเป็นหนุ่มน้อยเสน่ห์แรงคนหนึ่ง"

เสี่ยวหลงเป่าเอ่ยต่อ "เช่นนี้ก็ดี จ้าวเปียว เจ้ามาเร็วเข้า รีบขอบคุณพี่หม่าเสีย"

จ้าวเปียวแจ้นเข้ามาปเองมือคารวะอีกฝ่าย สีหน้าขึงขัง "ผู้น้อยจ้าวเปียวขอขอบคุณพี่หม่า!"

"ฮ่าฮ่าฮ่า ไม่เป็นไรๆ คนกันเองทั้งนั้น" หม่าชิงเหลยหัวเราะลั่น

         เสี่ยวหลงเป่ามองดูจ้าวเปียวเล่นไปตามน้ำกับตนอย่างไม่มีสะดุดจนแทบยกนิ้วโป้งให้ในใจ เมื่อจ้าวเปียวเขยิบถอยออกมา อาศัยจังหวะที่หม่าชิงเหลยเงยหน้าหัวเราะแอบขยิบตาให้กับลูกพี่ลูกน้องปลอมๆของตนไปทีนึง แล้วเริ่มดำเนินแผนขั้นต่อไป

หลงเป่าพูดขึ้น "เออ พี่หม่า อย่างว่าตัวข้ายังงั้นยังงี้เลยนะ ถือว่าให้ข้าเสี่ยวเป่าผู้นี้ใช้โอกาสครั้งนี้มอบของเล็กๆน้อยเพื่อเป็นการยืนยันถือมิตรภาพของพวกเราเถอะ!"

    พูดจบก็ไม่รออีกฝ่ายเเย้ง หลงเป่าหันมาทางพ่อบ้านชราที่ยืนเอ๋ออยู่อีกด้าน ก้าวไม่กี่ก้าวก็มาถึงตัว หุบพัดดังพรึ่บ ชี้พัดไปทางบัตรสองใบที่อยู่ในมือฝ่ายนั้น

"ตั๋วเข้างานสองใบในมือเจ้าราคาเท่าไหร่?" น้ำเสียงหลงเป่าเพิ่มความถือดีไม่น้อย

"เอ่อ ตั๋วใบล่ะ 1,000 เหรียญทอง ทั้งหมดก็ 2,000 เหรียญทองขอรับ" พ่อบ้านชราตระกูลเหมยยังใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เอ่ยราคาขายอย่างเหม่อลอย คิดยังไงก็คิดไม่ได้ว่าคุณชายเป่าแปลกหน้าผู้นี้ทำไมถึงอยู่ๆกลายมาเป็นสหายของคุณชายหม่าเสียได้

    เสี่ยวหลงเป่าพยักหน้า ตอนนี้เขานั้นกลายเป็นเศรษฐีน้อยเพียงข้ามคืนไปแล้ว หากเป็นเมื่อก่อน เสี่ยวหลงเป่าคงแทบร้องห้มร้องไห้จะเป็นจะตายหากเสียเงินจำนวนนี้ออกไปเพื่อแลกกับบัตรเข้างานเพียงสองใบ แต่ในเมื่อเรื่องเหล่านี้อยู่ในแผนการของเสี่ยวหลงเป่า การเสียเงินจำนวน 2 พันเหรียญทองออกไปย่อมไม่มีอันใดได้

    หลงเป่าไม่แม้แต่จะต่อราคาให้ยืดยาว ชายหนุ่มล้วงเอาตั๋วเงินจำนวน 2 พันเหรียญทองออกมาแล้วยื่นให้กับอีกฝ่ายไป จากนั้นก็รับเอาบัตรเข้าชมงานหอไผ่เขียวจำนวนสองใบนั้นกลับมา



    รอจนคนของฝ่ายตระกูลเหมยทั้งหมดได้หายไปหมดแล้ว หม่าชิงเหลยจึงเดินเข้ามาหาเสี่ยวหลงเป่าโดยที่ด้านหลังติดตามมาด้วยบ่าวรับใช้เพียงไม่กี่คน

หม่าชิงเหลยเอ่ย "น้องชายเป่า?"

    ยังไม่รอให้คุณชายหม่าพูดต่อ เสี่ยวหลงเป่ายกมือขึ้นเบรคคำพูดของอีกฝ่าย สีหน้ามีความจริงจังขึ้นอีกสามส่วน เอ่ยอย่างขึงขัง

"พี่หม่า บัตรเข้างานสองใบนี้ ข้าขอมอบให้ท่าน ถือซะว่านี่เป็นน้ำใจเล็กๆน้อยๆที่สหายคนนี้มอบให้ท่านแทนการคบหาของพวกเลยในวันแรก" พูดจบ หลงเป่าก็ยื่นมือไปจับฝ่ามือของอีกฝ่ายไว้ แล้วจัดการยัดบัตรทั้งสองใบเอาไว้ในนั้น

"เอ่อ...." หม่าชิงเหลยนิ่งอึ้งไปสักพัก ไม่คาดคิดว่าสหายเป่าผู้นี้จะยอมเสียเงินมูลค่าถึง 2 พันเหรียญทองเพื่อสร้างมิตรภาพอันดีกับคุณชายอย่างเขา  แถมสีหน้าที่ปรากฎออกมายังมีแต่ความจริงใจอย่างยิ่งยวด ไม่มีร่องรอยการแอบแสแร้งแต่อย่างใด

         ต้องทราบก่อนว่า ถึงหม่าชิงเหลยจะเป็นถึงนายน้อยตระกูลหม่า 1 ใน 4 ตระกูลใหญ่ ตระกูลหม่าอาจขาดบางอย่างไปบ้าง แต่ที่ไม่ขาดคือเงินทอง กระนั้นเงินจำนวน 1-2 พันเหรียญทองก็ไม่ใช่จำนวนเงินที่นายน้อยเช่นเขาจะสุรุ่ยสุร่ายจ่ายออกไปได้ทันทีโดยไม่ต้องคิดหน้าคิดหลัง

    เช่นตอนนี้นั้น หม่าชิงเหลยได้ใช้จ่ายเงินกินอยู่ของตนเองภายในเดือนนี้ออกไปจนเกือบหมดแล้ว เขาไม่มีหน้ากล้าไปขอเพิ่มกับท่านพ่อท่านแม่ของเขาอย่างแน่นอน ไม่เช่นนั้น ทำไมคนอย่างเขาจะต้องทำตัวแบบคนจน จนต้องลดตัวลงมาเพื่อกดราคาสินค้าอีกฝ่ายให้เสียหน้าค่าตายด้วยเล่า

ฉับพลัน ความไว้เนื้อเชื่อใจต่ออีกฝ่ายก็ยกขึ้นไปในอีกระดับหนึ่ง

         ในขณะที่เสี่ยวหลงเป่าพึงพอใจกับทุกอย่างที่แสดงออกมา หม่าชิงเหลยก็ยื่นบัตรใบหนึ่งกลับคืนไปให้เสี่ยวหลงเป่าเสียดื้อๆ

"น้องเป่า" หม่าชิงเหลยเอ่ย "ตอนแรกข้าเองก็ต้องการเพียงหนึ่งใบเท่านั้น เพียงแต่ไม่ชอบขี้หน้าพวกคนตระกูลเหมยเลยหาเรื่องชวนทะเลาะกับอีกฝ่าย เพราะงั้นแล้ว บัตรอีกหนึ่งใบที่เหลือย่อมไร้ประโยชน์กับข้า..."

คุณชายหม่าเว้นวรรคสักหน่อย ก็เอ่ยต่อไป

"เอาเช่นนี้เป็นอย่างไร ไหนๆบัตรทั้งสองใบนี้ น้องเป่าก็เป็นคนมอบให้ข้า ส่วนข้าเองก็ต้องการเพียงแค่ใบเดียว งั้นที่เหลือน้องเป่าก็รับคืนเอาไว้ แล้วพวกเราสองคนก็ค่อยเดินทางเข้าไปร่วมงานเลี้ยงพร้อมกันในวันนั้น นี่ไม่ดีหรอกรึ"

         เสี่ยวหลงเป่าที่คิดว่าแผนการณ์ตี้ซี้แรกของตนประสบความสำเร็จแล้ว คาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะมอบคบไฟอันสุดท้ายกลับมาให้ตนเองเสียนี่ หลงเป่าย่อมต้องแปลกใจไม่น้อย แต่สีหน้าไม่แสดงออกมาเลยแม้เพียงนิด

'อั๊ยยะ ข้าอุตส่าห์ละทิ้งโอกาสที่จะได้ไปเข้าในงานเลี้ยงอย่างสง่าผ่าเผยแล้วนะนี่ ไม่คาดคิดว่า ยังไม่ทันคิดหาหนทางใหม่ หม่าน้อยผู้นี้จะหยิบยื่นโอกาสกลับมาหาตัวข้าซะเอง' หลงเป่าอุทานเบาๆภายในใจ


"ดีสิ ทำไมข้าถึงคิดไม่ถึงนะ หากพี่หม่าไม่พูด ข้าคงได้แต่รับมันกลับมา และวันนั้นคงได้เพียงแต่เดินเข้าไปในงานโดยที่ไม่รู้จักใครเลยสักคนเดียวไปแล้ว" เสี่ยวหลงเป่าแสร้งสร้างสีหน้าผ่อนคลายออกมามากกว่าดกิม เขารับบัตรหนึ่งใบกลับมาอย่างเสียไม่ได้

"ฮ่าฮ่า" หม่าชิงเหลยหัวเราะ "ดีๆ ก่อนถึงวันนั้น ค่อยนัดแนะกันอีกรอบ!"

หลงเป่า/คุณชายหม่า ทั้งกอดไหล่ทั้งหัวเราะพร้อมกัน "ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า"

         หนุ่มน้อยจ้าวเปียวที่ยืนอยู่ข้างๆแอบนับถือความเก่งกาจของพี่ชายหลงเป่าผู้นี้ขึ้นมาอีกสักส่วนสองส่วน ไม่เสียทีเลยที่คนอย่างเขายินยอมลงทุนติดตามพี่ใหญ่ผู้นี้เพียงเพื่อความฝันที่แทบเป็นไปไม่ได้

กึง

    เกิดเสียงชนสิ่งของอะไรสักอย่างบนพื้นถนน เสียงหัวเราะของทั้งสองคนได้หยุดลงไป ยังไม่ทันที่เสี่ยวหลงเป่าจะหันหน้าไปทางทิศทางของเสียง ก็เป็นจ้าวเปียวที่เอ่ยเสียงดังออกมาก่อน

"พี่ใหญ่หลง นั่นมันคนของคุณชายเล็กตระกูลหยง!" จ้าวเปียวกล่าว

"หืม ไหนๆ?" หลงเป่าเพิ่งจะทันหันไปมองได้ถนัดๆตาตนเอง

"คุณชายหยง?" เมื่อได้ยิน หม่าชิงเหลยก็พลันขมวดคิ้ว ถ้าเอ่ยถึงคุณชายตระกูลหม่าที่ชอบเที่ยวกินดื่มเหมือนกับเขา หม่าชิงเหลยย่อมต้องคิดถึงคุณชายหยงไป๋ของตระกูลหยงเป็นอันดับแรก

              หม่าชิงเหลย กับ หยงไป๋ นั้น ทั้งคู่เป็นพวกสำราญ แน่นอนว่าจะต้องพบเจอกันตามร้านกินดื่มทั่วไปไม่มากก็น้อย เพราะทั้งสองตระกูลอยู่คนละฝ่าย ทั้งหม่าชิงเหลยกับหยงไป๋ต่างฝ่ายต่างก็ต้องย่อมไม่ชอบขี้หน้ากันและกัน มีหลายครั้งที่ทั้งคู่มีปากเสียงกัน หรือถึงขั้นลงไม้ลงมือกันมาก่อน เพียงแต่หยงไป๋ไม่มีวรยุทธแต่มีบ่าวรับใช้ฝีมือดีล้อมรอบ ส่วนหม่าชิงเหลยร่ำเรียนวรยุทธมาแต่บ่าวรับใช้กับมีฝีมือด้อยกว่าอีกฝั่งเล็กน้อย

         สายตาของคุณชายหม่าจดจ้องไปที่ทางเข้าซอยเล็กๆเส้นทางหนึ่ง หม่าชิงเหลยเห็นร่างของชายฉกรรย์หลายคนกำลังพยุงตัวกันออกมา ทุกคนมีสภาพสะบักสะบอมเต็มไปทั่วตัวหมดราวขอทาน มีบาดแผลตื้นๆที่เกิดจากกระบี่อยู่หลายแห่ง แต่ละร่องรอยเป็นตำแหน่งที่ไม่สำคัญเท่าใด เพียงเท่านี้ก็คาดเดาลางๆว่า ฝ่ายที่ทำร้ายไม่ได้คิดที่จะเอาชีวิต

    อันธพาลทั้งกลุ่มนี้คือกลุ่มที่ถูกหลงเป่ากับจ้าวเปียวสอนมวยไปไม่นานนี้เอง ยกเว้นชายหัวโล้นทั้งสองที่หายตัวไปไม่รู้หนีไปไหนแล้ว พรรคพวกที่เหลือยังคงอยู่ ตอนนี้พวกมันทั้งหมดไม่มีเวลามองสังเกตเห็นกลุ่มของหลงเป่า ต่างคนต่างประคองกันเดินตรงออกไปจากถนนใหญ่อย่างยากลำบาก ไม่นานก็กลายเริ่มเป็นจุดเล็กๆ

         หม่าชิงเหลยสังเกตได้ว่ามีอยู่สี่ห้าคนในนั้นเป็นพวกสวะที่เคยร่ำเรียนในสำนักนิกายกระบี่ไพรเขียว แต่ไม่นานก็ทนไม่ไหวถูกไล่ออกมา ได้ข่าวว่าสุดท้ายก็ไปทำงานเป็นมือเป็นเท้าให้กับนายน้อยตระกูลหยงแลกกับเงิน คิดไม่ถึงว่าจะมาเจอพวกนี้ในสภาพเละเทะย่ำแย่ตรงนี้

"หรือนั่นคือพวกขี้ข้าของคุณชายเล็กหยงไป๋?" หม่าชิงเหลยลองชิงถามออกมา

"ถูกแล้ว" เสี่ยวหลงเป่าพยักหน้า "มีเรื่องราวเกิดขึ้นในระหว่างที่ข้าเพิ่งเดินทางเข้ามายังเมืองเป็นครั้งแรก ข้าและหยงไป๋มีเหตุให้ต้องผิดใจกันในระหว่างทำมาค้าขาย...."

จากนั้น หลงเป่าก็เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้คุณชายหม่าฟัง บางเรื่องที่ไม่จำเป็น หลงเป่าก็จะตัดออกไป เหลือไว้เพียงเหตุและผลหลักๆถึงที่มาของความเป็นศัตรูในครั้งนี้

"งั้นน้องเป่าก็เป็นคุณชายน้อยแคว้นอื่นจากตระกูลพ่อค้าใหญ่ที่ร่ำรวยที่เพิ่งเข้ามาค้าขายในแคว้นสุ่ยเป็นครั้งแรกล่ะสิ?" หม่าชิงเหลยเอ่ยสิ่งที่คิดเอาไว้ออกมา แถมยังคิดไปถึงว่าคุณชายเป่าผู้นี้จะต้องมีผู้อาวุโสที่แข็งแกร่งในตระกูลติดตามมาด้วยหลายคนอย่างแน่นอน

"ถูกแล้วพี่หม่า" หลงเป่ายินดีที่จะให้อีกฝ่ายเชื่อไปในทิศทางนั้น

"ส่วนใหญ่เป็นฝีมือของลูกพี่ลุกน้องของข้าเอง เขา ..." หลงเป่าเล่าไปคุยไป ทั้งยังยกเครดิตหลายๆอย่างให้กับหนุ่มน้อยจ้าวเปียวจนแทบล่องลอย

    สนทนากันไปมา รอยยิ้มของหม่าชิงเหลยยิ่งมายิ่งสว่างอย่างผ่อนคลาย คิดแล้วคุณชายเป่าผู้นี้ถึงกลับกล้าลงมือทำร้ายคนของนายน้อยตระกูลหยง มิหนำซ้ำ ทั้งสองฝ่ายน่าจะเกิดเรื่องทะเลาเบาแว้งระหว่างกันมาอย่างแน่นอน ครานั้นความระแวดระวังของหม่าชิงเหลยก็เกือบเป็นศูนย์โดยทันทีทันใด

         ไม่เพียงเฉพาะคุณชายหม่า แม้แต่เสี่ยวหลงเป่าก็ไม่คาดคิดว่าตอบจบของเรื่องจะดำเนินออกมาดีกว่าที่วางเอาไว้เสียนี่ นี่ไม่เท่ากับว่านำเอาหลักฐานแน่นหนามายืนยันต่อหน้าต่อตาหม่าชิงเหลยเลยเลยหรอกรึ

'ข้านี่โชคดีจริงเชียว เพียงเท่านี้ อย่างน้อย ในช่วงนี้ หม่าชิงเหลยก็จะได้ตัดประเด็นเรื่องที่ว่าข้าอาจเป็นไส้ศึกหรือคนของตระกูลใหญ่ออกไปไม่มากก็น้อย หนำซ้ำ การพบปะกับคุณชายหม่าภายในเมืองต่อไปภายหน้า ไอ้คุณชายหยงนั่นก็จะได้รู้ว่า ข้าหลงเป่ามีคุณชายหม่าเป็นแบคอัพอยู่ด้านหลัง ดียิ่งนัก!"

หลงเป่าขบคิด หากเป็นไปตามที่ชายหนุ่มคิด หยงไป่ก็จะค่อยๆรามือไปก่อนในช่วงนี้เพื่อขบคิดถึงผลที่ตามาอย่างแน่นอน





              งานเลี้ยงที่จัดขึ้นที่หอไผ่เขียวมีกำหนดอยู่หลังจากนี้อีก 20 วันข้างหน้า ซึ่งตรงกับปลายเดือนนี้พอดิบพอดี หลังจากนั้นหนึ่งวันจะเป็นการประมูลใหญ่ของสามสำนักที่ไปรวมตัวกันที่แคว้นสุ่ย  เมื่องานประมูลจบลงไม่เกิน 1-2 วัน คาดว่า สนามพลังที่ผนึกถ้ำสังหารใกล้แคว้นสูจะค่อยๆหายไปจนหมดสิ้น และตอนนั้นคือวันที่เหล่าผู้ฝึกยุทธทั่วทุกสารทิศในทวีปเฉวียนด้านล่างจะทยอยบุกเข้าไปเพื่อเป้าหมายแตกต่างกันไป

              จากนั้น 5 วันผ่านไป ก็เป็นไปอย่างที่เสี่ยวหลงเป่าคาดการณ์เอาไว้  ทุกๆวันในตอนกลางวัน เสี่ยวหลงเป่ามักจะออกไปพบปะสังสรรค์กับหม่าชิงเหลยตามสถานที่ต่างๆ ส่วนใหญ่แล้วเป็นการเดินเบ่งเรื่อยเปื่อย ไม่ไปหลีหญิงชาวบ้าน ก็พากันจับกลุ่มกันนั่งพูดคุยโม้โอ้อ้วดหรือไม่ก็คุยเกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ของตระกูลต่างๆในเมือง มีหนึ่งครั้งที่เข้าบ่อนการพนัน แต่แปลกตรงที่ว่า คุณชายทั้งหลายกับเอาแต่ดูเพียงเท่านั้น

         สถานที่รวมตัวสุมหัวกันของหม่าชิงเหลยและสหายอีก 4-5 คนของตนรวมถึงหลงเป่าย่อมไม่พ้นเหลาสุราที่มีชื่อเสียง หรือไม่ก็โรงเตี๊ยมอันดับหนึ่งอันดับสองสลับกันไปในแต่ละวัน หลงเป่าจึงถูกแนะนำให้ทำความรู้จักกับสหายทั้งหมดของคุณชายหม่าอีกทีนึง ฉากหน้าเสี่ยวหลงเป่าเหมือนดูจะเข้ากันได้ดีกับทุกๆคน

    ในขณะเดียวกัน ทุกๆเรื่องที่คุณชายน้อยใหญ่พวกนี้คุยกันทำให้หลงเป่ารับรู้ข่าวสารบางเรื่องที่ตัวเขายังไม่รู้กลับมาอีกหลายเรื่องเลยทีเดียว

    ภายใน 5 วันนี้ มีอยู่สองครั้งที่หม่าชิงเหลยได้ประสบพบเห็นด้วยตาของตัวเอง ครั้งแรกในระหว่างกลุ่มของหม่าชิงเหลยที่มีหลงเป่ารวมอยุ่ด้วยกำลังเดินเตร็ดเตร่ไปบนท้องถนนที่ผู้คนผ่านไปผ่านมาไม่มาก ลิ่วล้อของคุณชายหยงไป๋ก็ถูกส่งมาจัดการกับหลงเป่าอีกครั้งแต่ถูกบ่าวรับใช้ที่มีฝีมือหลายคนของหม่าชิงเหลยกำราบเอาไว้ได้

         ครั้งที่สอง ในระหว่างที่กลุ่มของหม่าชิงเหลยกำลังพากันไปยังริมแม่น้ำเพื่อจะนั่งเรือสำราญเพื่อท่องเที่ยวชมวิวทิวทัศน์ไปรอบๆเมือง เสี่ยวหลงเป่าก็ถูกลิ่วล้อของหยงไป๋ที่แอบตามขึ้นมาบนเรือเข้าโจมตีอีกครั้งหนึ่ง

    ครานี้ หม่าชิงเหลยจึงเชื่อมั่นแล้วว่าคุณชายเป่าผู้นี้เป็นอริกับตระกูลหยงจริงๆไม่ได้ล้อเล่น ความสงสัยในตัวตนของหลงเป่าจึงหายไปหมดสิ้น ในการตะลุมบอนครั้งนี้ หม่าชิงเหลยถึงขั้นร่วมวงเข้าตบตีคนของอีกฝ่ายด้วยซ้ำ

    แน่นอนว่าการต่อสู้เล็กๆทั้งสองครั้ง เสี่ยวหลงเป่าไม่ได้เปิดเผยฝีมือของตนเองออกไปแม้แต่นิดเดียว ยกวเนหนุ่มน้อยจ้าวเปียวแล้ว เสี่ยวหลงเป่าจำกัดพลังยุทธจองตนเอาไว้ที่ตบะเสมือนผู้ฝึกยุทธเท่านั้นโดยที่ไม่ได้เคล็ดวิชาแต่อย่างใด

    ทางด้านของคุณชายหยงไป๋ ไม่นานก็ได้ทราบข่าวความสัมพันธ์ระหว่างเสี่ยวหลงเป่าและหม่าชิงเหลย หยงไป๋แทบจะสาบแช่งศัตรูของเขาทั้งสองให้รู้แล้วรู้รอด โดยเฉพาะหม่าชิงเหลยที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับเขามานาน นี่เป็นอุปสรรคในการพิฆาตชายหนุ่มแซ่เสี่ยว

    ไม่นาน เมื่อผ่านการลอบโจมตีทั้งสองครั้งมาได้ ราวกับว่าคุณชายหยงไป๋กำลังชั่งถึงผลดีผลเสียที่เกิดขึ้น หลังจากนั้นมา ไม่มีเหตุการณ์ลอบโจมตีเสี่ยวหลงเป่าในระหว่างที่ออกจากตัวบ้านอีกเลย

         แต่ก่อนหากมีแค่ชายแซ่เสี่ยวเพียงคนเดียว หยงไป่ก็ยังคงพยายามจัดการมันผู้นี้อยู่เรื่อยๆ แต่เมื่อมีคนของตระกูลใหญ่แซ่หม่าเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งทำราวกับเป็นไม้กันหมาอย่างดีเยี่ยม เช่นนั้นเรื่องคงต้องยุ่งยากเป็นแน่

    หยงไป๋ก็เหมือนกับหม่าชิงเหลยที่ถูกคนของทางบ้านเอ่ยเตือนเรื่องสถานการณ์ซุ่มเสี่ยงในช่วงนี้ ถึงแม้หยงไป๋จะชอบใช้แต่อารมณ์และไม่ฉลาดซักเท่าไหร่ แต่เขาก็ยังคงจดจำคำสั่งของท่านพ่อของเขาได้ สุดท้ายจำต้องยุติเรื่องราวความแค้นระหว่างตนกับชายแซ่เสี่ยวไปชั่วคราวก่อน อย่างน้อยก็ให้เรื่องของถ้ำสังหารจบลงก็ยังไม่สาย




         ไม่นานอีก 2 วันผ่านพ้นไป ในช่วงหนึ่งอาทิตย์มานี้ ตอนเช้า หลงเป่าจะวุ่นวายอยู่กับการปลูกและดูแลข้าววิญญาณรุ่นถัดไป โสมสีเลือดอีกครึ่งแปลงก็มีทีท่าว่าจะเก็บเกี่ยวได้แล้ว นี่เป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างมาก  ส่วนตอนกลางวันชายหนุ่มมักจะออกไปสุมหัวกับคุณชายหม่าและแก๊งค์ของเขา ตกเย็นถึงจะเข้าสู่ช่วงฝึกฝนและทำสมาธิก่อนจะพักผ่อน

         ต้งต้งและลลุ่ยลุ่ย ไก่ฟ้ากลายพันธุ์จนแทบอย่างกับนงยูงตัวใหญ่ยังคงใช้ชีวิตแบบเดิม พวกมันทั้งสองเป็นกำลังสำคัญในการปกป้องเหล่าศัตรูภายนอกที่จะเข้ามาทำลายพืชผักสวนครัวของเสี่ยวหลงเป่า

    ส่วนพวกไก่ฟ้าดั้งเดิมเองนั้น หลังจากขายไปให้ร้านยาหยกขาวจำนวนหนึ่ง หลงเป่าพยายามขยายพันธุ์ของมันอย่างช้าๆอย่างไม่รีบร้อน ตอนนี้เขามีไก่ฟ้าราวๆ 70-80 ตัว หลงเป่ากำหนดคร่าวว่าๆ หลังจากไก่พวกนี้มีจำนวนครบ 100 ตัว หลงเป่าจะจำหน่ายมันออกไปให้ร้านยาหยกขาวกึ่งหนึ่งอีกครั้ง โดยรอบนี้หลงเป่าจะแบ่งไข่ไก่ที่ได้จากแม่พันธุ์ไก่ฟ้าจำนวนไม่น้อยไปขายด้วย

    หนอนใบชาสี่พิษภายใต้ผิวดินเพิ่มจำนวนขึ้นไม่น้อยเช่นกัน คุณภาพดินจึงดีขึ้นตามลำดับ คาดว่าผลิตผลรอบหน้าของเสี่ยวหลงเป่าจะยิ่งมีคุณภาพมากกว่าเดิม

    เถาวัลย์หนามลิ้นมังกรยังอยู่ในสภาพแรกเริ่ม แต่หากสังเกตให้ดี มันมีนัยยะที่เติบโตมากยิ่งขึ้น อย่างน้อยหากเปรียบเทียบกับหนามสีม่วงใน 1 อาทิตย์ก่อนหน้า มันเเข็งแรงขึ้นกว่าเดิมราว1-2ส่วน

    เจ้าหนามอยู่ในสภาพซ่อนปลายหนามแหลมคมเอาไว้ มันขดตัวกลมกลืนไปกับรั้วไม้เตี้ยๆที่ล้อมรอบเป็นวงกลมด้านนอกสุดของตัวเกาะน้อย หากแขกคนไหนหลุดเข้ามาเห็น อาจจะเพียงคิดได้ว่ามันเป็นเพียงไม้เลื้อยที่เพิ่มความสวยงามให้แก่รั้วไม้เท่านั้นเอง

โดยรวมแล้ว ทุกๆวัน เสี่ยวหลงเป่าจะได้เหรียญทองโบนัสในตำนักนิรันดร์เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว


         ด้านหลังบ้านน้อยของเสี่ยวหลงเป่า เมื่อแสงแดดในรุ่งอรุณตกกระทบกับผิวน้ำในบ่อน้ำวิญญาณมันก็ส่องประกายอย่างมีชีวิตชีวาออกมา ปลาทะเลหลากหลายพันธุ์ในบ่อน้ำพากันผุดว่ายอย่างเริงร่า

    ช่วงนี้หลงเป่าไม่ได้จับปลาตัวใหม่เข้ามาไว้ในบ่อน้ำนี้เลยตั้งแต่ขึ้นแผ่นดินใหญ่มา แต่ถึงกระนั้น ทุกๆวันก็จะมีปลาตัวใหม่ปรากฏออกมาภายในบ่อน้ำประมาณ 1-3 ตัว

    ดอกบัวสระหยกที่เบ่งบานแล้วชั้นแรกยังคงส่งกลิ่นหอมอบอวลที่ทำให้สภาวะจิตใจสงบออกมารอบๆบ่อน้ำ ข้างๆบ่อน้ำมีกอไผ่อยู่ 2 ต้น กอแรกเป็นหน่ออ่อนของต้นไผ่ที่เสี่ยวหลงเป่าลองแลกออกมาจากตำหนักนิรันทร์ที่สาบสูญ

         หลงเป่าอยากทดลองปลูกมันเอาไว้เยอะๆ แต่ยังไม่กล้าทำอะไรมากมาย เนื่องจากอยุ่ในระหว่างลองผิดลองถูก เขาจึงแลกเอาหน่ออ่อนของกอไผ่ชนิดนี้มา มันมีชื่อว่า 'ต้นไผ่ภาวนา' ที่เมื่อเติบโตเต็มที่แล้วจะมีส่วนในเรื่องเพิ่มพลังจิตสำนึกให้มีขอบเขตที่กว้างขึ้น และยังบำรุงพลังจิตของ 'ตัวตนแท้' ของตนเองหลังจากที่หลงเป่าก่อร่างตัวตนแท้ของตัวเองขึ้นมาได้ในอนาคตข้างหน้า

ซึ่งราคาของหน่อไผ่ขนิดนี้มีมูลค่าถึง 20,000 เหรียญทองโบัส เมื่อแลกมา เสี่ยวหลงเป่าแทบสูญเสียเหรียญทองในตำนักที่สะสมสร้างมาถึงครึ่งหนึ่งทีเดียว

         ต้นไผ่อีกชนิดที่หลงเป่าแลกมาเป็นต้นไผ่ที่โตเต็มที่แล้ว มันเป็นต้นไผ่ธรรมดาเท่านั้น ราคาเพียงแค่ 3 เหรียญทองโบนัส เสี่ยวหลงเป่าแลกมาเพื่อนำมาเป็นที่อยู่ของนางพญาผึ้งทองคำขาว โดยที่ด้านบนสุดของต้นไผ่ได้ถูกใช้ทำเป็นอยู่ของรวงผึ้งนางพญาอันล้ำค่าของเสี่ยวหลงเป่า

    นอกจากนั้น เสี่ยวหลงเป่ายังทำการปลูกแปลงดอกไม้อีกสามสี่พันธุ์ไว้ข้างๆด้วย โดยคำนึงถึงพันธุ์ดอกไม้ที่เป็นอาหารของนางพญาผึ้งและผึ้งงานของนาง โดยลองปลูกตั้งแต่เป็นเมล็ดครึ่งนึง ที่เหลือหลงเป่าแลกเป็นต้นโตเต็มวัยของมันมาเลยทั้งราก แล้วนำลงมาปลูกบนผืนดิน

    เพราะนางผญาผึ้งทองคำขาวเป็นสายพันธุ์ที่ดื่มกินน้ำหวานเป็นแหล่งอาหาร ยิ่งแหล่งน้ำหวานที่มีคุณค่าสูง นางพญาผึ้งและผึ้งงานก็ย่อมยิ่งได้ประโยชน์เท่านั้น ดอกไม้ทั้งหมดจึงเป็นชนิดพันธุ์ที่เหมาะสมกับนางพญาผึ้งทองคำขาว   การเลือกพันธุ์ดอกไม้ที่ให้น้ำหวานที่เหมาะกับผึ้งนางพญานี้ หลงเป่าจำต้องสอบถามกับเจ้าแผ่นกระดานเส็งเคร็งอยู่แล้วและมันก็แนะนำกลับมาเป็นอย่างดี

เท่านี้ เหรียญทองโบนัสในตำนักก็ลดลงไปอีกครั้ง


         หนุ่มน้อยจ้าวเปียวในทุกๆวัน หากไม่นับที่ต้องติดตามเสี่ยวหลงเป่าออกไปข้างนอกตอนกลางวันในแต่ละวันแล้ว เมื่อมีเวลาหลังเวลาอาหารในแต่ละมื้อ จ้าวเปียวจะทำการฝึกซ้อมเพลงกระบี่ที่ตนเองเคยร่ำเรียนมาในอดีตอย่างไม่มีเบื่อ

    เมื่อจ้าวเปียวเข้ามาอาศัยอยู่กับเสี่ยวหลงเป่า เนื่องจากจ้าวเปียวพอจะมีฝีมือทำอาหารอยู่บ้าง อย่างน้อยก็ไม่ขี้เหร่เท่าเสี่ยวหลงเป่า จ้าวเปียวจึงรับหน้าที่เข้าครัวไปโดยที่หลักๆยังเป็นข้าววิญญาณจำนวนหนึ่งที่หลงเป่าแบ่งเก็บเอาไว้ก่อนหน้า

    สารอาหารที่มีพลังวิญญาณจากแหล่งวัตถุดิบของเสี่ยวหลงเป่าทั้งหลายแหล่ ยิ่งทำให้พลังตบะของหนุ่มน้อยจ้าวเปียวที่เคยหยุดนิ่งมาเป็นเวลานานเริ่มขยับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะอีกครั้ง จากแต่ก่อนจ้าวเปียวมีพลังยุทธเพียงระดับศิษย์แรกเริ่มทั่วไปแค่นั้น จนเมื่อสองสามวันที่แล้ว ในที่สุด จ้าวเปียวก็บรรลุถึงขั้นครึ่งก้าวกอ่นเข้าสู่ด้านเลี่ยนชี่ขั้นแรก

    ซึ่งเสี่ยวหลงเป่าคำนวนว่า ด้วยศักยภาพของจ้าวเปียว อีกราวๆ 7-10 วัน น่าจะก้าวข้ามไปยังด่านแรกได้สำเร็จ รวมถึงตัวจ้าวเปียวเองก็มีรากวิญญาณที่หาได้ยากยิ่งจนเสี่ยวหลงเป่าเองก็ยังแปลกใจเช่นกัน เรื่องนี้เขาไม่เคยมองเห็นมาก่อนทั้งๆที่เคยมองเห็นรากวิญญาณได้รางๆในตัวของอี้เจียวเจียวกับหลานซูหัง

     ถ้าเสียงของ'ผู้หญิงลึกลับ' ที่เคยปรากฎออกมาก่อนหน้าไม่บอกเขาออกมา เสี่ยวหลงเป่าก็คงจะไม่รู้อย่างแน่นอน แต่ว่าเป็นรากวิญญาณซ่อนเร้นชนิดไหนนั้น เมื่อหลงเป่าพยายามถามกลับไปแล้ว แต่สุดท้ายเขาก็ไม่ได้ยินเสียงอะไรตอบกลับมาอีก

    เพื่อการนั้น เสี่ยวหลงเป่าก็เลยนั่งสังเกตการฝึกฝนกระบี่ของจ้าวเปียวอย่างจริงจัง แม้เสี่ยวหลงเป่าไม่เคยฝึกกระบี่มาก่อน แต่เขาก้พอมองออกว่าการรำกระบี่ของจ้าวเปียวดูขัดหูขัดตามาก อย่างน้อยมันก้ไม่เหมือนท่วงท่าในสมองของหลงเป่า

    คิดไปคิดมา เสี่ยวหลงเป่าก็จำได้ว่าตนเองได้รับ 'ดาบใบไผ่ปีกจักจั่น' มาจากรางวัลความสำเร็จภารกิจก่อนหน้า นอกจากเคล็ดวิชามือเปล่า เขาเองคงจำเป็นต้องเริ่มฝึกฝนอาวุธไว้ด้วยหน่อยก็ดี จึงเข้าไปในตำนักนิรันดร์เพื่อใช้เหรียญทองแลกเอา 'ตำรา 108 พื้นฐานแห่งดาบ' ราคา 1 พันเหรียญออกมา 1 เล่ม แถมขบคิดสักพัก เสี่ยวหลงเป่าก็แลก 'ตำราพื้นฐาน 108 กระบี่' ในราคาเดียวกันออกมาอีกเล่ม

    โดยตำราพื้นฐานกระบี่นี้มอบให้กับจ้าวเปียวไป เมื่อเทียบกับวิชากระบี่เบื้องต้นที่หนุ่มน้อยจ้าวเปียวเรียนรู้มาถึงตอนนี้แล้ว แทบทำให้หนุ่มน้อยได้เปิดโลกใบใหม่ วิชาพื้นฐานกระบี่เล่มนี้ช่างแข็งแกร่งกว่าวิชากระบี่พื้นฐานที่เขาเรียนมานับสิบเท่า จ้าวเปียวมั่นใจว่า แม้เป็นวิชากระบี่ของสำนักไพรเขียวแล้ว วิชากระบี่ขั้นแรกเล่มนี้ไม่มีทางด้อยกว่าอย่างแน่นอน





         จ้าวเปียวยิ่งมายิ่งรู้สึกตื้นตันใจเป็นอย่างมาก การติดตามพี่ใหญ่หลงเป็นสิ่งที่เขาตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดในชีวิต เขาเริ่มมองเห็นหนทางข้างหน้าของตนเอง เห็นความฝันของตนเอง ดังนั้น จ้าวเปียวยิ่งพยายามตั้งใจฝึกฝนให้มากขึ้นไปอีก เพื่อจะเป็นกำลังสำคัญให้กับพี่ใหญ่หลงในอนาคตให้ได้

จ้าวเปียวถึงขั้นวิ่งอาดๆเพื่อมาสบถสาบานคำปฏิญาณตนต่อหน้าเสี่ยวหลงเป่า จนเป็นที่มาของ 'ยาเม็ดแห่งความสัตย์'  ที่เสี่ยวหลงเป่าเคยใช้เพื่อหลอกหลานซูหังอีกครั้ง

'จริงๆ ด้วยนิสัยแบบจ้าวเปียวแล้ว ข้าไม่จำเป็นต้องระแวงเขาเลย ถึงยังไงเสีย ทุกสิ่งทุกอย่างรอบๆที่หนุ่มน้อยคนนี้เห็นก็เป็นแค่เปลือกนอกสุดของความลับอันยิ่งใหญ่ของข้าเท่านั้น นอกจากรู้ว่าข้าหลงเป่าเพาะพันธุ์สัตว์วิญญาณและปลูกพืชวิญญาณ     ที่มาที่ไปที่ได้มาทุกอย่างก็ไม่มีใครรู้ได้อีก รวมทั้งเกาะน้อยของข้าด้วย' หลงเป่าคิด



         เสี่ยวหลงเป่ายังคงฝึกฝนเคล็ดวิชาทุกอย่างที่มีของเขาในทุกๆวัน หากไม่ได้ออกไปตอนตัวบ้าน ช่วงเช้าเว้นจากการทำงาน จ้าวเปียวจะไม่ค่อยได้เห็นหน้าขอหลงเป่าเลย เพราะว่าเสี่ยวหลงเป่าจะอาสัยการฝึกฝนกับร่างเงาของสามคนโฉดอยู่ตลอดในห้องโถงหยิงหยาง ( 3 คนที่มีกาฝากอยู่กับร่าง)

    เคล็ดวิชา 'ศิลาแดง' นับมีความคืบหน้าที่ดีมาก ท่าโจมตี  4 ท่าแรกนั้น เสี่ยวหลงเป่าฝึกฝนได้สมบูรณ์แบบในที่สุด ส่วนท่าย่างก้าวเท้าอีก 4 ท่าแรกนั้นหลงเป่าก็สำเร็จเป็นที่เรียบร้อยเหมือนกัน

หลงเป่าไม่ได้สังเกตเลยว่า เมื่อฝึก 8 ท่าแรกจนถึงขั้นเชี่ยวชาญ อักษรรูน 'ดิน' ที่ล่องลอยไปมาในตันเถียนของตนกำลังแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆกว่าเดิมถึง 8 เท่าก่อนหน้า


         เมื่อเคล็ดวิชาจากสตรีลึกลับสำเร็จครึ่งแรกไปแล้ว หลงเป่าละทิ้งเคล็ดวิชาอีก 8 กระบวนท่าที่เหลือไปก่อน และหันไปเริ่มฝึกฝนเคล็ดวิชาดาบที่แลกมาไม่นานแทน เนื่องจากหลงเป่าไม่เคยเรียนการใช้ดาบหรือจับดาบมาก่อน ตนเองจึงต้องเพ่งสมาธิอย่างมากไปกับอาวุธชนิดนี้

         'ดาบใบไผ่ปีกจักจั่น' สมกับชื่อเสียงเรียงนามของมัน ดาบเล่มนี้มีด้านจับที่ไม่ต่างกับการจับกระบี่เล่มเล็กแม้แต่น้อย บนด้ามจับมีลวดลายของตัวของจักจั่นชนิดหนึ่งที่มีปีกสวยงามและกว้างใหญ่กำลังเกาะปลายใบไผ่ ใบดาบใหญ่ยาว 3 ฉื่อครึ่งกับอีก 5 ชุ่น (เกือบ 1 เมตร) แต่ทว่าความหนาของใบดาบกับบางเป็นอย่างมาก มันเเทบจะบางกว่าความหนาของใบกระบี่บางเล่มเสียอีก ตรงกันข้ามกับความแข็งกับคมของมันที่ดูแล้วไม่ได้เปราะบางเลยแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำน้ำหนักของตัวดาบนี้ยังเบาเทียบเท่ากับกระบี่ธรรมดาทั่วไป สมกับชื่อ 'ปีกจักจั่น'


         เสี่ยวหลงเป่าร่ายรำดาบไปมาในแต่ละวันในช่วงเช้า เมื่อเริ่มจับกระบวนท่าและปรับปรุงท่าทางตนเองจนสมบูรณ์แล้วเสร็จ จึงได้เริ่มลองใช้ดาบจริงในการต่อสู่กับร่างเงาในห้องโถงหยินหยาง ไม่นานหลงเป่าก็เริ่มปรับตัวของเขาให้เข้ากับดาบในขั้นต้นได้ หลังจากนั้นจึงลองใช้งานไปพร้อมกับวิชาการย่างเท้าซึ่งก็สามารถทำได้ในระดับหนึ่ง

         พอตกเย็นกลับมา ทำธุระอะไรหมดแล้ว เสี่ยวหลงเป่ามักจะหยิบวิทยุเวทที่ซื้อมาใหม่ของตัวเองกระโดดขึ้นไปบนหลังคาโรงน้ำชา แหงนหน้านอนมองท้องฟ้าที่ค่อยๆเริ่มเปลี่ยนสีจนท้องฟ้าเต็มไปด้วยหมู่ดาวพร้อมฟังข่าวสารจากโลกภายนอกไปด้วยอัมเพลงในโลกเดิมของเขาไปด้วย

    เมื่อหมู่ดาวบ้านท้องฟ้าปรากฏจนเต็มผืนฟ้า เสี่ยวหลงเป่าจึงจะเริ่มฝึกเคล็ดวิชาวิถีพลังจักรวาลขั้นแรก หลักๆเลยของเคล้ดวิชานี้คือพลังปราณที่หยิบยืมจากโลกภายนอก เป็นพลังปราณแบบพิเศษที่สะสมกำลังเอาไว้ในตารางดวงดาว หรือ รากดวงดาว

    เสี่ยวหลงเป่ามีหน้าที่ค่อยๆดึงดูดพวกมันจากบนฟากฟ้าอันห่างไกลหลายหมื่นหลายแสนจั้งลงมายังเบื้องล่าง สะสมพลังปราณลึกลับนี้ที่ละเล็กทีละน้อยเก็บเอาไว้ แล้วควบแน่นมันเอาไว้ให้อยู่ในรูปแบบของดวงดาวดวงหนึ่งในตารางดวงดาว ซึ่งถึงในขณะนี้ จากตอนแรกที่หลงเป่าเริ่มต้นมามีดวงดาวแล้วราว 30 ดวง จนถึงปัจจุบันเมื่อเลยข้ามผ่านเวลาเที่ยงคืนไป เสี่ยวหลงเป่าก็สร้างดวงดาวดวงเล็กในตารางดวงดาวดวงที่ 50 ได้สำเร็จ

    หลังจากนั้น เสี่ยวหลงเป่าก็จะกลับมาพักผ่อนสักครู่ และใช้เวลาที่เหลือฝึกฝนเคล็ดวิชาวิถีกำหนดลมหายใจเพิ่มขอบเขตเขตแดนสมาธิของตนเพื่อเพิ่มโอกาสในการก่อร่างของ 'ตัวตนแท้' ที่ทรงพลังของเขาในอนาคตข้างหน้า จนมาถึงช่วงสุดท้าย เสี่ยวหลงเป่าก็มาถึงจุดสูงสุดของขั้นแรก อีกเพียงนิดเดียวเคล็ดวิชาวิถีกำหนดลมหายใจก็จะก้าวผ่านขั้นที่แรกสู่ขั้นที่สอง

ที่กล่าวมาทั้งหมด คือตารางการฝึกฝนของเสี่ยวหลงเป่า




         หลังจากนั้นอีก 3 วัน รวมแล้วตั้งแต่ที่ตีซี้หม่าชิงเหลย คือ 10 วันพอดีเป๊ะ เสี่ยวหลงเป่ากลับมีเรื่องที่ต้องขบคิดขึ้นมาอย่างเร่งด่วนอีกครั้ง ครั้งนี้คือบรรดาเรื่องค่าครองชีพของพวกเขาทั้งคู่ในระหว่างที่ตั้งฐานทัพอยู่ในเมืองสุ่ย

    เนื่องจากว่าการออกไปเที่ยวเตร่กับแก๊งค์ของคุณชายหม่าทุกๆวัน เพื่อให้แผนการณ์แสร้งทำตัวนิทสนมกลมเกลียวครั้งนี้เป็นไปอย่างราบรื่นไร้จุดบอด เพื่อสร้างภาพลักษณ์ว่าเขาคือคุณชายเจ้าสำราญผู้หนึ่ง เสี่ยวหลงเป่าย่อมต้องเป็นคนลงมืออกตัวเพื่อเลี้ยงดูปูเสื่อคนทั้งหมดของคุณชายหม่าอย่างคนใจป้ำ

         สถานที่เที่ยวเล่นกินดื่มย่อมไม่พ้นสถานที่หรูหราที่เหล้ายาปลาปิ้งมีราคาแพงหูฉี่ เหล่าไหนึงไม่ต่ำกว่า 2-300 เหรียญทอง จ้างคณะดนตรีชื่อดังมาเล่นดนตรีให้ฟังทั้งคณะก็โยนเงินออกไปแล้วราว 3-4 เหรียญทอง เสี่ยวหลงเป่าเลี้ยงดูไปอย่างคนใจกว้าง แต่ภายในใจแทบจะอกแตกตายขาดรอนๆ ดังนั้น ไม่นาน เงินทองส่วนหนึ่งที่เคยแลกไว้เป็นเหรียญทองจึงค่อยๆหร่อยหรอลงไปอย่างที่เห็น

         การปลูกพืชสมุนไพร และพืชที่ให้พลังวิญญาณสูง จำต้องใช้เวลา อีกทั้งหลงเป่าไม่สามารถนำสัตว์วิญญาณของเขาออกไปขายได้ในระยะเวลานี้ เพราะว่าตัวเขาเพิ่งจะแลกเปลี่ยนทุกอย่างออกไปได้ไม่ถึงครึ่งเดือนดีเลย ไม่อย่างงั้นแล้วเกรงว่าจะทำให้ร้านค้าที่รับสินค้าของเขาและร้านค้ารอบๆเกิดความสงสัยเอาได้

         เสี่ยวหลงเป่าเดินไปเดินมาอย่างร้อนรน ชายหนุ่มกำลังหาทางสร้างหนทางการค้าขายที่ทำกำไรง่ายๆออกมาใหม่เพื่อนำมาขัดตาทัพไปก่อน ช่วงที่หลงเป่ากำลังเริ่มหมดหนทาง อยู่ๆหางตาก้มองไปที่โรงน้ำชาสองชั้นเบื้องหน้าที่ทิ้งเอาไว้โดยไม่ได้ทำประโยชน์อะไรเลย หลงเป่าดันเกิดปิ๊งไอเดียขึ้นมาทันใด

'นี่ไง ข้าเองก็มีโรงน้ำชาที่ไม่ได้ใช้งานอยู่นี่นา ไหนๆข้าก็ร้านค้าเป็นของตนเองโดยที่แค่ปรับปรุงทำความสะอาดนิดหน่อยแล้ว เครื่องมือเครื่องใช้บางอย่างรงมุึงโต๊ะและเก้าอี้ก็ยังอยู่ครบทุกชิ้นนี่นา' เสี่ยวหลงเป่าพยักหน้าให้ตัวเองหงึกๆ

"ข้าจะเปิดโรงน้ำชา!!" หลงเป่าดวงตาเป็นประกาย


         เมื่อตั้งตัวได้ เสี่ยวหลงเป่าก็เริ่มเข้าไปค้นหาชนิดของต้นชาที่น่าจะมีอยู่ในตานักนิรันดร์ ปากก็สอบถามเจ้าแผ่นกระดานเส็งเคร็งไปด้วย ไม่นานหลงเป่าก็ยิ่งมั่นใจว่าตนเองจะสามารถเปิดโรงน้ำชาเพื่อบังหน้าได้ แถมยังจะสร้างรายได้เข้ามาเรื่อยๆให้กับตนเองด้วยโดยที่ไม่ต้องรอเงินเป็นก้อนๆ    จากการขายข้าววิญญาณ

         สุดท้าย เสี่ยวหลงเป่าก็เลือกใบชาชนิดหนึ่งที่มีราคาไม่แพง ต้นโตเต็มใบมีราคาเพียงแค่ 100 เหรียญทอง  ซึ่งชายหนุ่มกัดฟันซื้อมาถึง 5 ต้น และเมล็ดพันธุ์อีกถุงนึง จุดประสงค์ที่เขาเลือกมาอันดับแรกคือการให้ผลผลิต ต้นชาต้นนี้สามารถให้ผลผลิตใบชาอ่อนได้ทุกๆ 7-10 วัน ซึ่งในแต่ละครั้ง ผลผลิตที่หลงเป่าได้มาสามารถชงชาได้ถึงราว 100-200 กา

    ใบชาชนิดนี้มีชื่อว่า 'ชาสำรวมใจ' สายพันธุ์คล้ายกับชาหลงจิ่นในโลกเดิมของหลงเป่า เมื่อชงออกมาจะมีสีเขียวมรกต รสชาติลึกล้ำ มีฤทธิ์ในการลดอาการเครียด ลดความวิตกกังวลในจิตใจ เพิ่มพูนสมาธิเล็กน้อย ช่วยย่อยและลดกรดในกะเพาะได้ดี และที่ดีที่สุดคือมีพลังวิญญาณอ่อนจางๆแฝงอยู่ภายในชา แม้ไม่สามารถเทียบได้กับพืชพันธุ์อย่างพวกข้าววิญญาณ แต่หากได้ดื่มชาสำรวมใจอยู่บ่อยๆ อัตราความก้าวหน้าของพลังจิตสำนึกย่อมต้องดีกว่าผู้ที่ไม่ได้ดื่มเป็นแน่แท้

    หลงเป่านำพวกมันไปปลูกเอาไว้ใกล้ๆกับบ่อน้ำที่เป็นที่ตั้งของดอกบัวสระหยก ชายหนุ่มไม่ทราบว่าการปลุกชาต้องทำอย่างไร เขาเพียงเช่นมั่นในพื้นที่รอบๆเกาะน้อยของเขาและทำการทดลองปลูกเพียงเท่านั้น หลงเป่ายังคาดอีกว่า เนื่องจากชาสำรวมใจมีชื่อที่เกี่ยวข้องกับสภาพจิต ดังนั้นรัศมีของดอกบัวสระหยกน่าจะส่งผลให้ตัวต้นชาเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ทันทีที่จัดการต้นชาเสร็จ เสี่ยวหลงเป่าก็รับตามจ้าวเปียวมา บอกแผนการของตนเองออกไป เมื่อนั้น ทั้งสองคนก็ตาลีตาเหลือกทำความสะอาดโรงน้ำชาครั้งใหญ่ ปัดกวาดเช็ดถูอย่างกับคนบ้า ตั้งแต่เข้าจรดเย็น ในที่สุด โรงน้ำชาที่ดูสกปรกฝุ่นเขรอะก็เนรมิตกลับกลายมาเป็นโรงน้ำชาอย่างที่มันควรจะเป็น

แต่...

'ยังขาดข้าวของเครื่องใช้อีกบางอย่าง นี่ไม่ใช่ปัญหา ข้าสามารถหาซื้อได้ในตลาดเสรีทุกที่ในเมือง แต่เรื่องเร่งด่วนลำดับต่อมาคือคนงานต่างหากเล่า?"

         ครุ่นคิดจบ เสี่ยวหลงเป่าก็อยากจะโขกศีรษะเข้าหากำแพงให้รู้แล้วรู้รอดไปเสียเลย กิจการในครั้งนี้ ด้วยแรงกายของพวกเขาแค่สองคน ไม่มีทางทำสำเร็จได้เลย อย่างน้อยหลงเป่าจำต้องจ้างคนงานอีก 2 คน หาคนที่ทำบัญชีเป็นอีก 1 คน หากได้ผู้ที่ชงชาได้อย่างถูกต้องครบถ้วนกรรมวิธีมาอีก 1 คนด้วยจะดีมาก

    หนทางอุปสรรคข้างหน้าช่างวุ่นวายยิ่งนัก สุดท้าย เสี่ยวหลงเป่าต้องหอบสังขารของตัวเองมาขอความช่วยเหลือและขอความเห็นจากผู้อาวุโสแซ่เหลียงทั้งสองจากร้านขายยาหยกขาว

    ในการปรึกษาหาทางออกครึ่งค่อนวัน เมื่อนั้น คำแนะนำของผู้อาวุโสเหลียงคนพ่อและคนลูกก็ไปจบที่ตลาดซื้อขาย 2 แห่ง


แห่งหนึ่งคือตลาดซื้อขายแรงงาน ส่วนอีกแห่งคือตลาดค้าขายทาส


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 70 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

95 ความคิดเห็น

  1. #23 Mhuaymhuay Freedom (@mhuayfreediom) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2562 / 19:38
    ขอย่อๆสรุปได้ไหมค่ะยอมรับว่าเลื่อนผ่านหมด555อ่านเฉพาะที่มีบทพูดค่ะ
    #23
    0