KING OF ISLAND เหนือใต้หล้า ข้าคือจักรพรรดิเกาะ

ตอนที่ 23 : ตอนที่ 23 คุณชายเป่า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 974
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 82 ครั้ง
    13 พ.ย. 62

          เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังกังวานไปทั่วรอบๆบริเวณหนึ่งในสามของตลาดเสรีในเมืองสุ่ยแห่งนี้ มีบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งกำลังเดินเล่นเรื่อยเปื่อยอย่างมีความสุขไปตลอดทาง เขามีอายุอานามราวๆ 20 ปีขาดเกินน้อยหน่อย แต่งกายด้วยชุดรูปแบบคล้ายพวกบัณฑิต ชุดๆนี้ทอออกมาด้วยผ้าไหมเนื้อดีจากตัวไหมหายากชนิดหนึ่ง มันมีราคาแพงพอสมควร ซึ่งฝีมือการเย็บและเก็บขอบตะเข็บทุกซอกทุกมุมอันละเอียดยิบนั้นมาจากช่างฝีมือดีเยี่ยมที่มีชื่อเสียงในเมืองสุ่ยร้านหนึ่ง

         เนื้อผ้าสีขาวเรียบคาดขอบทองอ่อนสดใส ตามด้วยผ้าคาดเอวสีสีเดียวกัน แม้กระทั่งรองเท้าของเขาก็ยังเป็นสีทองอร่าม ทำให้ผิวที่ค่อนข้างเข้มและหมองคล้ำเนื่องจากตากแดดเป็นระยะเวลานานของบุรุษผู้สวมใส่ผู้นี้ดูเด่นเป็นสง่าอย่างยิ่ง ผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมา ต่างมองชายคนนี้เป็นจุดสายตาเดียวกัน

         มีทั้งเด็กเล็ก สาวเล็กสาวใหญ่ กระทั่งผู้เฒ่าผู้แก่ที่กำลังจับจ่ายใช้สอบไปตามเรื่องตามราวกำลังพากันคาดเดายศศักดิ์หรือฐานะของบุรุษหนุ่มผู้นี้กันอย่างสนุกปาก บ้างก็ว่าเป็นราชบุตรเขยคนใหม่ขององค์หญิงสักพระองค์ในแว่นแคว้น บ้างก็ว่าเป็นลูกเศรษฐีบ้านนอกคนใหม่ที่เพิ่งเคยเข้ามาสัมผัสกับความโอ่อ่าฟุ้งเฟ้อของเมืองหลวงจนอดไม่ได้ที่จะพยายามจะแสดงความอวดร่ำอวดรวยออกมาให้เห็น จนกระทั่งเดาไปถึงเรื่องที่ว่าชายผู้นี้อาจจะเป็นชู้รักของคุณหนูตระกูลผู้ดีสักคนที่แอบซุกซ่อนเอาไว้ด้านนอกจวน

ราวกับหนูตัวนึงที่บังเอิญโชคดีสุดๆตกลงไปยังถังข้าวสารใบใหญ่ยักษ์

    ที่คาดเดาก็เดากันไปอย่างออกรส แต่ที่เด่นเป็นสง่ายิ่งกว่าเสื้อผ้าราคาแพงหูฉี่ และผิวกายที่แตกต่างกับชาวบ้านหรือคุณชายผู้มีอันจะกินทั่วไปแล้ว บุรุษผู้นี้ยังห้อยบรรดาเหล่าเครื่องประดับอีรุงตุงนังไปหมด แค่สร้อยคอบนคอก็ปาเข้าไป 4 ถึง 5 เส้นแล้ว มีทั้งสร้อยเงินและสร้อยทองแท้ ลวดลายการออกแบบก็แทบจะข่มกันมั่วซั่วไปหมด

         ยังไม่พอ กระทาชายผู้นี้ยังสวมใส่แหวนนานาชนิดจนเต็มพื้นที่บนนิ้วทุกนิ้วทั้งสองข้างของตนเอง มีทั้งแหวนที่ประดับด้วยเพชร แหวนทอง แหวนเงิน บุษราคัม ทับทิม หยก ไพลิน และอื่นๆอยู่บนนั้น ตอนที่ชายผู้นี้แกว่งไกวแขนทั้งสองข้างของตัวเองไปมา ทั้งจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตามแต่ เจ้าแร่หินเหล่านั้นบนหัวแหวนทุกเม็ดก็พลันกระทบกับแสงอาทิตย์จากนั้นก็ส่องประกายวิบวับระยิบระยับ บาดตาบาดใจของชาวบ้านชาวตลาดไปทั่วไป บางรายถึงกับก่นด่าเจ้าหนุ่มคนนี้ที่ทำตัวอวดรวยอยู่ภายในใจ

         แม้กระนั้น ชายหนุ่มที่คล้ายบัณฑิตก็ดูจะไม่สนใจสายตารอบด้านของตน พูดง่ายๆก็คือแม้ว่าจะมีคนจำนวนมากมายมองมาด้วยสายตาดูถูกดูแคลน หรือ อิจฉาตาร้อน ตนเองนั้นก็ทำเป็นเมินเฉย ยิ่งมอง เขาก็ยิ่งเชิดหน้า ยกอกสูงจนแทบจะหงายหลังอยู่รอมร่อแล้ว ราวกับว่าทางเดินต่อไปข้างหน้าคือเวทีอวดความหล่อเหลา ดูเท่ดูดีมีระดับของตัวเองยอ่างไรอย่างงั้น

แถมในมือข้างหนึ่งของเขายังหิ้วถุงใส่ของพะรุงพะรังอีกจำนวนไม่น้อยเอาไว้ด้วย

    รอยยิ้มกระจ่างใสบนใบหน้าใบนั้น แทบอยากจะทำให้ชาวบ้านทั้งหมด ทั้งผู้ที่กำลังหาเช้ากินค่ำ หรือพ่อค้า แม่ค้า นักเดินทางกระเป๋าหนักรอบๆตัว อยากจะวิ่งตรงเข้าไปเพื่อกระหน่ำทุบตีเขาให้หายอยากด้วยความหมั่นไส้

บุรุษหนุ่มผู้หน้าด้านหน้าทนผู้นี้ก็คือ เสี่ยวหลงเป่า!




         ย้อนกลับไป 4-5 วันก่อนหน้า หลังจากที่เสี่ยวหลงเป่าสลบไสลไปในค่ำคืนนั้นหลังจากสร้างตารางดวงดาวได้สำเร็จ ภายในทวีปเฉวียนและทวีปดินแดนข้างเคียงกับเหมือนมีมรสุมลูกใหญ่ลูกใหม่ก่อตัวขึ้นมา ปรากฎการณ์บนท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยพลังเขตแดนเส้นทางดวงดาวน้อยใหญ่ลี้ลับที่แตกต่างกับหมู่ดาวบนท้องฟ้าปกติทั่วไปทำให้ผู้คนธรรมดา และชาวยุทธต่างตื่นตะหนกขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

         แทบจะเรียกได้ว่า เกือบทุกซอกทุกมุมของโลกใบนี้จะต้องมองเห็นปรากฎการณ์แปลกประหลาดอันนี้ด้วยกันทั้งนั้น และก็ไม่ใช่เพียงบรรดาชาวมนุษย์ด้วยกันเอง กระทั่งชาวปีศาจ หรือชาวอสูร ที่กระจายตัวกันอยู่ในดินแดนรกร้างด้านหลังม่านพลังขนาดใหญ่ทางทิศเหนือสุด หรือพวกที่แอบหลบซ่อนอยู่ภายในดินแดนของมนุษย์เองก็ยังมองเห็นได้ทั้งสิ้น

         เมื่อนั้น ท่าทีของเผ่าทั้งสองเผ่าที่กำลังต่อสู้กับผู้ฝึกตนชาวมนุษย์ด้านหน้าฉนวนกั้นเขตแดนระหว่างทวีปเฉวียนและแดนรกร้างที่เป็นจุดที่อ่อนไหวและง่ายต่อการทะลวงข้ามผ่านมายังอีกฝั่งก็เริ่มเปลี่ยนไป จากที่เมื่อก่อน ทั้งอสูรและปีศาจจะค่อยๆกระจายตัวออกไปเป็นกลุ่มเล็กๆเพื่อลอบโจมตีเป็นบางครั้งบางคราว อย่างมากก็จับกลุ่มกันไม่เกิน 10 -15 คน มีการโจมตีแค่พอฉาบฉวย หากไม่มีจังหวะที่ดีก็จะไม่ทุ่มเททั้งหมดลงมา กลายมาเป็นการรวมกลุ่มที่ใหญ่มากยิ่งขึ้น กลายมาเป็นการสร้างหน่วยเล็กๆที่คล้ายกับการประสานงานเป็นกลุ่มก้อนของผู้ฝึกคนมนุษย์

         จากนั้น เหล่าผู้ฝึกคนชาวมนุษย์จึงได้รู้ว่า ที่แท้แล้ว ผู้ฝึกคนฝ่ายตรงข้ามทั้งสองเผ่านั้นไม่ใช่ตัวตนที่จะมองข้ามได้อย่างง่ายๆเหมือนสมัย 3-4 พันที่ที่ผ่านมา ความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ในอดีตนำมาซึ่งการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะด้านสติปัญญา อารมณ์และความคิดไตร่ตรองที่เพิ่มสูงขึ้นจนคำนวนตามไม่ได้ การร่วมมือกันอย่างมีระเบียบแบบแผนที่ดูแล้ว ช่วงแรกเริ่มเองไม่แตกต่างกับเผ่าพันธุ์มนุษย์นักจนฝ่ายหลังตื่นตะลึง

              นี่จึงเป็นข่าวร้ายข่าวใหญ่มากของผู้ฝึกตนเผ่ามนุษย์ที่เคยเหนือกว่ามาก่อนในอดีต ฉะนั้นความกลิ้งกลอกและการวางแผนที่แยบคลายเพื่อตลบหลังอีกฝั่งอย่างไม่ยากเย็นที่ผ่านมาจึงใช้แทบไม่ได้อีกต่อไป
ดังนั้น สงครามครั้งต่อไปในอนาคตข้างหน้า นอกจากการวัดเรื่องความสามารถการต่อสู้ประจัณบานเฉพาะตัวของผู้ฝึกตนทั้งสามฝ่ายแล้ว ยังต้องคำนึงถึงการระบบการวางแผนในรูปแบบต่างๆของกองทัพอีกด้วย
ซึ่งนั้น ไม่ได้ใช่เรื่องง่ายเลย และยังไม่นับอีกว่า ทั้งฝั่งอสูรและปีศาจก็ยังมีบรรดาเหล่าผู้ฝึกตนอัจฉริยะแห่งเผ่าพันธุ์เช่นเดียวกันกับชาวมนุษย์  หลายพันปีที่ผ่านมา พวกมันสะสมซุกซ่อนบุคคลพวกนี้เอาไว้จำนวนเท่าใดกันแน่

         เมื่อเทียบกับสภาวะร่างกายและโครงสร้าง มนุษย์ไม่มีทางที่จะเทียบกับพรสวรรค์ทางด้านกายธรรมชาติที่เกิดมาพร้อมกันของเผ่าปีศาจ

         และเช่นกัน เมื่อเปรียบกันทางด้านพลังสภาวะเรื่องพลังจิต และปริมาณพลังเจตจำนงค์แล้ว มนุษย์เองก็เทียบไม่ได้กับเผ่าอสูรที่มีพรสวรรค์ให้มาตั้งแต่เเรกเกิด

         ปีศาจและอสูรก็แบ่งเรื่องของชนชั้นหรือฐานะเช่นกัน บางครั้งยังแยกแยะความฉลาดและแข็งแกร่งผ่านทางสายเลือดเสียด้วย มีทั้งพวกชนชั้นธรรมดา ไปจนถึงขั้นเชื้อพระวงศ์คล้ายๆกับชาวมนุษย์ หนำซ้ำการสืบเผ่าพันธุ์นั้นแทบจะสืบทอดพรสวรรค์ของอีกฝ่ายมาได้อย่างเต็มที่ครึ่งต่อครึ่ง

         คงจะมีก็แต่ด้านของเรื่องอาวุธล้ำค่าหรืออาวุธวิเศษเท่านั้นที่เผ่าพันธุ์มนุษย์ยังคงได้เปรียบกว่าทั้งทั้งสองเผ่า มนุษย์นั้นอ่อนแอ เพราะอ่อนแอ พวกเขาจึงจำเป็นต้องสร้างสิ่งของบางอย่างเพื่อทดแทนจุดด้อยทั้งหลายแหล่ของพวกเขา และก็เพราะของวิเศษเหล่านี้นี่เองที่ทำให้สงครามสิ้นสุดลงด้วยชัยชนะของผู้ฝึกตนชาวมนุษย์

         หากว่าการต่อสู้ครั้งที่แล้วๆมา มนุษย์ไม่มีความจำเป็นต้องหวั่นเกรงจนเกินไปนัก อีกทั้งยังมีผนึกขนาดใหญ่ขวางกั้นดินแดนทั้งสองเอาไว้อยู่

          แล้วการต่อสู้ที่เริ่มขยายวงกว้างออกไปอยู่เรื่อยๆคราวนี้ล่ะ จะยังเป็นเหมือนเมื่อ 3-4 พันปีก่อนอีกหรือไม่?

          หากทั้งปีศาจและอสูรมิใช่แค่พัฒนาเรื่องความฉลาดเฉียบคมอย่างก้าวกระโดดเพียงอย่างเดียวเล่า? หรือหากว่าแม้กระทั่งพวกมันก็ยังพัฒนาไปในเรื่องการหลอมสร้างของวิเศษอีกเรื่องด้วยล่ะก็?

เช่นนั้น ก็กลายเป็นเรื่องยุ่งยากยิ่งสำหรับผู้ฝึกคนชาวมนุษย์แล้วล่ะ

         หลังปรากฎการณ์แปลกประหลาดบนฟากฟ้าเพียง 1-2 วัน จุดที่อ่อนไหวที่สุดหลายจุดบนผนึกป้องกันดินแดน ทั้งบนทวีปเฉวียน และทวีปอื่นๆ ได้เกิดการรวมตัวของกองทัพปีศาจ และกองทัพอสูร พวกมันแบ่งออกเป็นกลุ่มๆ กลุ่มหนึ่งที่เล็กที่สุดมีประมาณ 10-20 ตน หรือกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดมีราวๆ 50-100 ตนเลยทีเดียว

         ทั้งสองฝ่ายนี้อาศัยช่วงระยะเวลาที่อ่อนแอทุกสุดของผนึกหวงห้ามเล็ดรอดข้ามออกมายังฝั่งดินแดนมนุษยื เป้าหมายของพวกมันในคราวนี้ไม่แน่ชัด แต่ข่าววงในที่ส่งกันต่อๆมาของผู้ฝึกคนมนุษย์ได้ตั้งข้อสงสัยกันว่าอาจเป็นเรื่องของเหตุการณ์เมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา

         ยังดีที่กฎเกณฑ์บนผนึกหวงห้ามที่เริ่มอ่อนแรงลงเรื่อยๆยังใช้การได้อยู่ การที่จะอาศัยจุดบอดของผนึกเขตแดนลอดเร้นผ่านมา ทั้งอสูรและปีศาจที่มีพลังตบะมากกว่าด่านจู้จีนั้นไม่สามารถข้ามเข้ามาได้ ฉะนั้น กองกำลังอสูรและปีศาจทั้งหมดที่มา ทุกตนมีพลังฝึกตนไม่เกินด้านจู้จีทั้งหมด (ด้านที่ 2)

    ข่าวกรองจากหน่วยการผู้ฝึกตนมนุษย์ได้สืบที่มาที่ไปทันที สุดท้ายจึงรับรู้ได้ว่า ผู้นำของทั้งกองกำลังอสูรและปีศาจครั้งนี้มีจำนวน 4 คน แบ่งเป็นฝ่ายอสูรหนึ่งชายหนึ่งหญิง ส่วนด้านปีศาจนั้นเป็นเพศชายทั้งคู่
    
         ผิดคาด หลังจากวันนั้นอีก 1 วัน มีการเคลื่อนไหวของด้านดินแดนคุนหลุนที่ปลายทวีปเชื่อมต่อกับทวีปเฉวียน ไม่นึกว่าสำนักคุนหลุนจะส่งกองกำลังจำนวน 50 คนของพวกเขาเพื่อมายังทวีปเฉวียนอีกด้วย หนึ่งในสองของผู้ที่เป็นผู้นำในครั้งนี้ได้ข่าวว่าเป็นศิษย์เอกคนหนึ่งของผู้อาวุโสที่มีชื่อเสียงในเรื่องเพลงกระบี่แห่งคุนหลุนอันเลื่องชื่อ

แต่ทว่า พวกเขาทุกคนนั้นกลับได้ปะทะประปรายไปเรื่อยๆตลอดเส้นทางกับกองกำลังอสูรที่มีผู้นำหนึ่งในสี่เป็นผู้บัญชาการ สุดท้ายการเดินทางแทบหยุดชะงักลงไป

    ไม่เพียงแต่ดินแดนคุนหลุนเท่านั้น ดินแดนเทียนมิ่งก็เริ่มขยับตัว พวกเขาส่งศิษย์ของตนเอง 5 คนเพื่อเข้ามายังทวีปเฉวียนอีกด้วย แม้ทั้ง 5 คนมิได้เป็นลูกศิษย์ระดับศิษย์เอก แต่ว่าแต่ละคนนั้นไม่สามารถดูแคลนได้เลย

         ราวกับเบื้องบนกำหนด การเดินทางของกองกำลังเทียนมิ่งเกือบร้อยชีวิตที่แอบส่งมาอย่างเป็นความลับ สุดท้ายก้ไม่ใช่ความลับอีกต่อไป พวกเขาบังเอิญมาเจอะเจอกับหนึ่งในกองกำลังของเผ่าปีศาจที่นำโดยผู้นำตนหนึ่งของอีกฝ่ายเข้า สถานการณืต่อมาจึงแทบไม่แตกต่างไปกว่าทางด้านของดินแดนคุนหลุน

         กลับกัน ผู้นำที่เป็นหนึ่งในสำนักและนิกายที่ยิ่งใหญ่ของทวีปเฉวียน สำนักขนนกศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจกับปรากฎการณ์ที่กำเนิดขึ้นมาบนดินแดนของตนเอง เพียงแต่ว่าพวกเขาเหล่านั้นไม่สามารถกำหนดจุดหมายที่ระบุแน่ชัดถึงแหล่งที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ในครั้งนี้ได้ อีกทั้งไม่สามารถลดการปกป้องบริเวณทางเข้า หรือจุดล่อแหลมที่ฝั่งอสูรและปีศาจจะแอบใช้เป็นทางแอบซ่อนเข้ามาได้

         แม้นิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์และเหล่านิกายจำนวนมากที่เข้าร่วมจะระแวดระวังอย่างถึงที่สุด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะป้องกันไว้ได้ 100 เปอเซ็นต์ ถึงกระนั้นก็คงมีปีศาจหรืออสูรหลุดเข้ามาได้อยู่บ้างบ้างครั้งบางคราว พวกเขามักจะปล่อยพวกมันไปก่อน แต่จะเอาเวลาทั้งหมดนี้ไปจับตาเหล่ากองทัพฝ่ายตรงข้ามที่เริ่มขยับเข้ามาใกล้ฉนวนกั้น

         เมื่อเดินหน้าก็ไม่ได้ ถอยหลังก็ยังลำบาก ล่าสุด ผู้อาวุโสสูงสุดของนิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์ขึงได้ทำการคัดเลือกตำแหน่ง 'ผู้ตรวจการณ์' ในเรื่องนี้ขึ้นมาโดยเฉพาะ

     เพียงแค่ครึ่งวัน สุดท้าย คนที่ผู้อาวุโสสูงสุดเลือกเอาไว้ก็เป็นอันสรุปได้ ผู้ฝึกตนผู้นี้เป็นบุรุษเพศชาย นาม 'อู่ฉู' พลังตบะอยู่ในด่านจู้จีที่มีฝีมือฉกาจผู้หนึ่ง เข้าร่วมกับสำนักมาได้ราวๆ 5 ปีแล้ว อายุอานาม 24-25 ปี นอกจากอู่ฉูแล้ว ผู้อาวุโสสูงสุดยังได้ส่งศิษย์ฝ่ายในที่มีพลังตบะใกล้เคียงกับเขามาด้วยอีก 3 คน เพื่อเดินทางลงมายังตอนล่างของทวีปเฉวียน

    สำนักขนนกศักดิ์สิทธิ์คาดเดาเอาเองว่าปรากฎการณ์บนฟากฟ้าในครั้งนี้อาจมีที่มาที่ไปจากภายในของถ้ำสังหารที่กำลังเป็นข่าวสนใจของเหล่าผู้มียุทธในช่วงนี้ จึงแทบจะไม่ต้องแปลกใจว่า ทำไม ผู้อาวุโสสูงสุดของสำนักขนนกศักดิ์สิทธิ์จึงเพียงแค่ส่งผู้ฝึกคนในสำนักที่มีพลังตบะเพียงแค่ด่านที่สองลงมาทำภารกิจ
เพราะว่า การเข้าไปสำรวจในถ้ำสังหารที่เกิดขึ้นถ้ำนี้นั้น จำเป็นต้องมีพลังตบะไม่เกินด่านที่ 2 จู้จี เท่านั้น หากส่งคนที่มีพลังตบะมากกว่ามาก็ไม่สามารถเข้าไปในถ้ำได้





         เสี่ยวหลงเป่าที่กำลังเดินจับจ่ายใช้สอยอย่างมันมือไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวในเบื้องลึกเบื้องหลังนี้ ข่าวทุกข่าวที่ชายหนุ่มรู้มาส่วนใหญ่ ส่วนมากมาจากข่าวที่กรองแล้วเบื้องต้นจากวิทยุเวทย์ ซึ่งบางข่าวนั้นอาจจะมาล่าช้าเกินไป บางข่าวที่เป็นความลับไม่สามารถออกอากาศได้ แต่ว่าบางข่าวหลายเรื่อง หลงเป่าเองก็ไม่ได้ให้ความสำคัญเสียเท่าไหร่นัก เนื่องจากว่ามันเป็นเรื่องไกลตัวเขามากเกินไป

"น้องชายๆ เจ้าดูนี่ก่อนสิ นี่คือน้ำยาเปลี่ยนสีผม แค่หยดเดียว สีผมทั้งหัวจะเปลี่ยนเป็นสีต่างๆทั้งหัวเลยนะ อ่อ มันล้างออกง่ายดายมาก แค่โดนน้ำสักพักเท่านั้นเอง จริงๆ มันเหมาะสำหรับหญิงสาวที่ต้องการเปลี่ยนลุคแก้เบื่อแต่ไม่อยากย้อมเส้นผมจริงๆ ช่วงนี้เป็นเทรนต์กำลังฮิตนัก ไม่ลองซื้อมาใช้ดูก่อนรึ"

พ่อค้าคนนึงข้างทางตะโกนบอกสรรพคุณสินค้าของตัวเองให้แก่เสี่ยวหลงเป่าที่เดินผ่านทางมา

"ซื้อ!!" หลงเป่าไม่แม้แต่กระพริบตา เขาซื้อทันที

"พ่อหนุ่มๆ นี่คือแป้งผลัดหน้าชั้นดี มันมาจากดินแดนของเมืองติดทะเลอีกฝากเชียวนา ถูกทำขึ้นจากสารอะนุมูลอิสระในสัตว์ทะเลน้ำลึก  เหมาะสำหรับอิสตรีเป็นอย่างยิ่ง เจ้าไม่คิดซื้อเก็บเอาไว้ให้คนรู้ในอนาคตบ้างหรือ"

     ครานี้เป็นแม่ค้าวัยกลางคนถือวิสาสะมองสภาพการแต่งกายอันหรูหราฟุ่มเฟือยของเสี่ยวหลงเป่า
แล้วกระโดดเข้ามาขวางทางชายหนุ่ม แถมเสนอสินค้าต่อหน้าโต้งๆอีก

"ได้ ข้าซื้อ!!" หลงเป่าไม่มีแม้แต่ต่อรองราคา ตกลงจ่ายทันที

"เจ้าหนู นี่คือ....."

"ซื้อ!!"

"นาฬิกาเรือนนี้...."

"ข้าเอา!!"

"พี่ชาย ชิ้นนี้คือมรดกตกทอดของข้า ....."

"จัดไป!!"

ซื้อ ซื้อ ซื้อ และก็ ซื้อ

         เสี่ยวหลงเป่าที่กลายมาเป็นเศรษฐีน้อยในชั่วข้ามคืนทำราวกับเป็นเจ้าสัวใหญ่ สินค้ามากมายหลายอย่างถูกชายหนุ่มแลกเปลี่ยนมาตามทาง บ้างก็มีมูลค่าไม่เท่าไหร่ บางชิ้นอาจไม่มีประโยชน์อะไรเลย แต่หลงเป่าก็ยังพอใจที่จะซื้อพวกมันมาหากว่าตนเองพอใจ

    นี่เป็นเพราะว่าหลงเป่าอาจจะอยู่ในสภาพติดเกาะมากนานเสียก็ว่าได้ เมื่อได้มาเห็นโลกภายนอกอีกครั้ง รวมถึงที่ตนเองเริ่มจะมีเงินทองติดตัวมากมายก้เลยเริ่มมือเติบขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ บางวันพอกลับบ้านไป หลงเป่าจึงมาคิดได้ว่าเขาแทบสูญเงินไปกับของไร้ค้ามากมายก่ายกอง

     แต่ไปๆมาๆ เมื่อทนความอู้ฟู่ราวกับราชาเหล่านี้ไม่ได้ วันต่อมาเมื่อเสี่ยวหลงเป่ามีเวลาว่างเว้นจากการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ และฝึกฝนในห้องหยินหยางแต่ละวัน หลงเป่าจึงมักจะออกมาเดินกิน ชิม ช็อป ผลาญสตางค์ในแต่ละวันเพื่อผ่อนคลายตัวเอง และวันนี้ก็เข้าสู่วันที่ 5 มาได้สักพักแล้ว
   
"อ๊าๆๆ พี่ชายหลง หยุดก่อน ท่านอย่าได้ซื้ออีกได้หรือไม่ ข้ากำลังจะถือพวกมันต่อไปไม่ไหวแล้ว!"

"???"

         เสียงระทมของชายผู้หนึ่งร้องเตือนขึ้น ทำให้เสี่ยวหลงเป่าที่กำลังจะเดินอ้าวๆไปยังถนนด้านหน้าอีกครั้งดันหยุดก้าวเท้าลงและหันไปมอง

         ด้านหลังของหลงเป่าคือเด็กหนุ่มที่อายุอ่อนกว่าเขาราว 3-4 ปี กำลังยืนอยู่ห่างจากหลงเป่าไป 7-8 ก้าว แต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีชาเหมือนกับชาวยุทธน้อยพเนจร ทว่ามือทั้งสองข้างของหนุ่มน้อยผู้นี้หอบหิ้ววัตถุเอาไว้ เป็นพวกถุงใส่ของจำนวนมากมายมากมายก่ายกอง แค่นี้ยังไม่พอ บริเวณแผ่นหลังของหนุ่มน้อยยังสะพายกล่องเครื่องดนตรีโบราณชนิดหนึ่งจากร้านขายเครื่องดนตรีชื่อดังในเมืองที่พวกเขาทั้งสองเพิ่งเดินออกมาไม่นานนี้เอง

หนุ่มน้อยคนนี้ไม่ใช่ใครที่ไหนไกล เขาคือ จ้าวเปียว

"ฮ่า ฮ่า ฮ่า โทดทีๆ ข้าคงจะเดินเพลินไปหน่อย" หลงเป่าหัวเราะกลบเกลื่อน จริงๆเขาดันซื้อของเพลินจนแทบจะลืมตัวตนหนุ่มน้อยเจ้าเปียวที่มาด้วยซะแล้ว

".........."

         จ้าวเปียวเพียงแค่มองมาด้วยสายตาเบื่อหน่ายและจำยอม ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ได้มีอะไรที่ต้องโกรธเคืองเสี่ยวหลงเป่า เพราะในการเดินซื้อสินค้าอย่างตะบี้ตะวันในวันนี้ แม้หลงเป่าจะซื้อของที่ไม่ได้เรื่องหรือของที่ดูไปแล้วมีมูลค่าต่ำกว่าราคาขายไปมากก็ตาม แต่อย่างน้อย ชายที่ชื่อหลงเป่าคนนี้ก็ไม่ได้เป็นคนใจแคบ ขี้เหนียวขี้ตืดแต่อย่างใด

กลับกัน ของบางอย่างชิ้นไหนราคาสูงที่จ้าวเปียวเกิดชอบขึ้นมา ยังไม่ทันที่ตัวเองจะชั่งใจอะไร ก็ดันถูกเสี่ยวหลงเป่าซื้อตัดหน้าไปเสียแล้ว มิหนำซ้ำ เสี่ยวหลงเป่าซื้อมาก็เพื่อมอบให้จ้าวเปียว แม้จ้าวเปียวจะปฏิเสธไปหลายครั้ง ทว่าสุดท้ายก็ตำยอมต้องรับจากอีกฝ่ายไปอย่างตื้นตันปนเขินอาย

         สองสามวันก่อนหน้า ไม่ใช่เพียงแค่เขาจ้าวเปียวเท่านั้นที่เดินทางติดตามเสี่ยวหลงเป่ามาเพื่อซื้อของซื้อสินค้าต่างๆนานา คุณหนูเล็กอี้เจียวเจียวก้ได้ติดตามออกมาด้วยเช่นเดียวกัน แต่ไม่นาน แม่นางน้อยก็แทบหวาดกลัวกับพลังวังชาและการช๊อปปิ้งราวกับอสูรกายของเสี่ยวหลงเป่าที่เดินต้อยๆทตั้งแต่เช้าจรดเย็น
สุดท้าย แม่หนูน้อยอี้เจียวเจียวก็ถอดใจ วันหลังจึงบอกปัดไป อี้เจียวเจียวคิดเอาไว้ว่า จนกว่าหลงเป่าเกอจะซื้อพาหนะให้นาง ไม่อย่างงั้นนางคงไม่มีวันเดินตะเวนรอบๆทั้งวันไปกับเขาได้อย่างแน่นอน
 
         วัตถุอย่างหนึ่งที่เหน็บไว้ข้างเอวของจ้าวเปียวคือกระบี่เล่มหนึ่ง นี่เป็นกระบี่ที่เสี่ยวหลงเป่าซื้อให้จากตอนที่ทั้งสองเดินเข้าไปส่องดูภายในร้านขายอาวุธร้านใหญ่ร้านหนึ่ง มันเป็นอาวุธวิเศษประเภทกระบี่ แม้จะเป็นของวิเศาระดับแรกเริ่มระดับต่ำสุด แต่กระนั้นมันก็ยังเป็นของวิเศษอยู่ดี


         จ้าวเปียวเปลี่ยนสายตามาที่กระบี่ที่เหน็บเอาไว้ที่เอว เพราะปู่ของเขาเป็นพ่อค้าที่จำต้องเดินทางไปไหนมาไหนตลอด แลกเปลี่ยนสินค้าจากอีกที่ไปอีกที่ รายได้ไม่แน่นอน มากน้อยตามการประเมิน ซึ่งส่วนหนึ่งต้องอาศัยโชค แตกต่างจากเสี่ยวหลงเป่าที่ผลผลิตทั้งหมดสร้างขึ้นมาจากตนเอง ไม่จำเป็นต้องรับสินค้ามาแล้วนำไปขายอีกทอด ดังนั้นหากไม่นับกระบี่เหล็กกล้าธรรมดาที่ท่านปู่ของตนมอบให้ นี่คืออาวุธวิเศษชิ้นแรกของเขา

    สาเหตุที่จ้าวเปียวลาออกจากสำนักอรหันต์บู๊นิกายทองคำ ส่วนหนึ่งก็มาจากตัวเขาไม่ถนัดเคล็ดวิชาสายร่างกาย พูดว่าไม่มีพรสวรรค์ในด้านนี้ก็ได้ ตั้งแต่เล็ก จ้าวเปียวฝันจะเป็นผู้ใช้กระบี่มาตลอด โตขึ้นมาหน่อยท่านปู่ของเขาก็จ้างครูฝึกสอนด้านกระบี่ท่านหนึ่งมาสอนเขาตัวต่อตัวถึง 1ปี จากนั้น เมื่อเชี่ยวชาญด้านพื้นฐานประมาณนึงแล้ว เนื่องด้วยค่าจ้างสอนที่แสนแพงหูฉี่ ท่านปู่ของเขาจึงจำเป็นต้องลดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ไป จากนนั้นก็ผลันมาเป็นพ่อค้าที่แต่ก่อนซื้อขายอยู่กับที่ เปลี่ยนมาตะรอนเดินทางไปมาอย่างพวกพ่อค้าเร่ จ้าวเปียวจึงห่างหายจากวิชากระบี่ไปชั่วคราว

         หลังจากนั้น เมื่อมีโอกาสเดินทางเข้ามาติดต่อค้าขายในเมืองสุ่ย จ้าวเปียวจึงต้องการฝากตัวเป็นศิษย์เข้าสำนักกระบี่ไพรเขียวเพื่อริเริ่มร่ำเรียนวิชากระบี่อีกครั้ง ทว่าในตอนนั้นเอง หนุ่มน้อยกลับได้ยินข่าวลือที่แสนย่ำแย่จากชาวบ้านรอบๆเรื่องความฉาวโฉ่วน้อยใหญ่ของสำนักกระบี่ไพรเขียว พอฟังไปนานๆ จ้าวเปียวจึงเริ่มลังเลขึ้นมา ท่านปู่ของเขาเองก็ไม่เห็นด้วยที่จะให้จ้าวเปียวเข้าร่วมกับสำนักกระบี่ไพรเขียวแล้วกลายเป็นขี้ปากชาวบ้าน

          ต่อมาเรื่องราวที่สำนักกระบี่ไพรเขียวเอารัดเอาเปรียบและจงใจทำร้ายครอบครัวสกุลหลานทำให้จ้าวเปียวตัดสินใจได้ในที่สุด จึงหันไปเข้าร่วมกับนิกายบู๊อรหันต์กายทองคำซึ่งเป็นสำนักใหญ่แห่งที่สองในละแวกนี้แทน

    แต่กลับกลายเป็นว่า นอกจากจ้าวเปียวจะไม่สันทัดเรื่องวิชาสายร่างกายแล้ว ภายหลังสำนักบู๊อรหันต์กายทองคำก็ไม่ต่างกับสำนักกระบี่ไพรเขียวเท่าไหร่ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว สุดท้าย จ้าวเปียวจึงทำได้เพียงลาออกมาจากสำนัก เดินทางกลับไปหาท่านปู่ของเขาเพื่อเป้าหมายในชีวิตขึ้นมาใหม่


         จ้าวเปียวกำลังมือที่ถือถุงใส่ของทั้งสองมือแน่น หลายวันก่อนจ้าวเปียวก็เคยได้คุยเรื่องนี้กับท่านปู่ของตนเอาไว้แล้ว หนุ่มน้อยอยากจะเดินทางอีกครั้ง เขาอยากเป็นผู้ฝึกยุทธ เขาไม่อยากเป็นเพียงคนธรรมดาทั่วไปที่ใช้ชีวิตอันเรียบง่ายไปเรื่อยๆจนกระทั่งหมดอายุขัยไปเอง

เขามีความฝัน เป็นฝันเดียวกับในวัยเด็กตลอดมา

นั่นก็คือการเป็นเซียนกระบี่ให้ได้!

    เพื่อความฝันนั้น หากเขายังคงติดตามท่านปู่เดินทางไปค้าขายตามแหล่งซื้อขายต่อไปอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว ความฝันย่อมไม่มีทางสำเร็จไปได้ 
 
ทว่า

วันนี้เขาเริ่มเห็นมันแล้ว อย่างน้อยๆ จ้าวเปียวก็เริ่มจุดประกายความหวังขึ้นมาใหม่ได้

         ส่วนคนที่จุดประกายความหวังครั้งนี้ขึ้นมาได้ก็คือชายคนที่ชื่อว่าเสี่ยวหลงเป่าเบื้องหน้าเขา จ้าวเปียวยังคงจำได้ดี วันที่พี่ชายหลงยืนตระหง่านอย่างองอาจโดยไม่มีความกลัวเกรงกลุ่มโจรป่า หรือพวกผู้ฝึกตนทั้งสามของสองสำนักแม้สักนิด ชายหนุ่มยังคงต่อสู้เพื่อยื้อเวลาให้ทุกคนหลบหนีไป แถมเอาตัวรอดมาได้แม้จะถูกรุมโจมตีด้วยคนหมู่มากก็ตาม

    จ้าวเปียวจึงตัดสินใจได้ในทันทีหลังจากที่ขบคิดมาได้หลายวันในระหว่างที่ตัวเขาและท่านปู่กำลังพักอยู่ในโรงเตี๊ยม แม้ว่าท่านปู่ของจ้าวเปียวจะออกกเป็นห่วงหนุ่มน้อยไม่ได้ แต่ท่านปู่ก็ไม่อยากทำลายความตั้งใจของหลานของเขา

     สุดท้าย เมื่อท่านปู่และจ้าวเปียวตกลงกันได้ วันรุ่งขึ้น กลุ่มของท่านปู่ ลูกจ้างและผู้คุ้มกันขบวนสินค้าของเขาก็เริ่มมุ่งหน้าเดินทางต่อไปโดยที่ทิ้งจ้าวเปียวเอาไว้ที่นี่

    แน่นอนว่า ทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งเรื่องความฝันของจ้าวเปียว ทั้งเส้นทางการฝึกตน ทั้งหมดทั้งมวลนี้ จ้าวเปียวได้อธิบายกับเสี่ยวหลงเป่าเองทั้งหมด หนุ่มน้อยทำแม้กระทั่งจะก้มลงกราบเท้าพี่ชายคนนี้เพราะให้ได้อาศัยและติดตามเขา จ้าวเปียวมีความมั่นใจลึกๆว่า หากติดตามเสี่ยวหลงเป่า ตนเองต้องได้อะไรตอบแทนกลับคืนมาไม่น้อยแน่นอน

     เมื่อคิดขึ้นมาได้อีกครา จ้าวเปียวก็ป้องมือที่เต็มไปด้วยข้าวของเยอะแยะ พยายามคารวะขอบคุณเสี่ยวหลงเป่าอีกรอบ แทบจะคุกเข่าข้างหนึ่งลงไปอยู่แล้ว

ด้วยพื้นฐานของหนุ่มน้อยที่เป็นคนซื่อสัตย์ รักพวกพ้องอย่างมาก แยกแยะบุญคุณความแค้นชัดเจน น้ำเสียงของเขาจึงมีพลังเต็มเปี่ยม

"พี่ชายหลง ชีวิตที่ถูกช่วยเอาไว้ในครานั้น ทั้งอาวุธชิ้นนี้ที่ท่านมอบให้ข้า ทั้งเรื่องที่พักอาศัย  กระทั่งอนุญาตให้ตัวข้าติดตามเดินทางไปกับท่านด้วย จ้าวเปียวคนนี้นั้น ทั้งความสามารถ หรือเงินทอง ก็ยังไม่มีอะไรตอบแทนตัวท่านได้เลย แต่ข้าขอสาบานว่า ในอนาคตภายหน้า ข้าจะต้องแข็งแกร่งขึ้นกว่านี้ให้ได้ เพื่อตอบแทนบุญคุณ เพื่อเป็นพลังส่วนหนึ่งในกับท่าน ต่อให้ต้องบุกน้ำลุยไฟ ข้าก็จะไม่บ่นแม้สักคำ!"

         เสี่ยวหลงเป่าเมื่อได้ยินก็รู้สึกเหมือนกับไฟฟ้าลัดวงจรไปช่วงเวลานึง ก่อนที่จะทำงานกลับมาอีกครั้ง หลงเป่าหัวเราะเฮอะฮะ พลางใช้มือข้างที่ว่างตบบ่าจ้าวเปียวดัง แปะ แปะ

"......ฮ่า ฮ่า จ้าวเปียวเอ๊ย ถ้าเจ้ายังเห็นข้าเป็นพี่ใหญ่อยู่ ก็เลิกทำตัวแบบนี้ได้ไหม เจ้าเห็นข้าเป็นคนจิตใจคับแคบ คิดเล็กคิดน้อยหรืออย่างไร ถ้าเจ้าอยากจะอยู่ เจ้าก็อยู่ไปเหอะ เจ้าไม่เห็นเรอะ พี่ใหญ่มีพื้นที่บ้านออกกว้างขวางเสียขนาดนั้น เพียงแค่เจ้าเข้ามาอยู่เพียงแค่คนเดียว มีคนเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคน ก็แค่เพิ่มชามและตะเกียบอีกคู่ ข้าเองจะไม่มีปัญหาเลี้ยงดูเลยรึ เจ้าดูถูกพี่ใหญ่มากไปแล้ว"

    เสี่ยวหลงเป่าพูดร่ายยาวเป็นต่อยหอย พร้อมทั้งประคองจ้าวเปียวที่กำลังก้มลงขึ้นมา ภายนอกเขายิ้มแย้มแจ่มใส เป็นกันเอง ใบหน้าเบิกบาน พูดจารื่นหู แถมยังใจนักเลง กล้าได้กล้าเสีย กล้าพูดกล้าทำ กล้าทำกล้ารับ แต่ในใจกำลังกระอักเลือดเป็นลิตรๆ!!!

'ฉิบหายโว้ย เกอพลาด!! พลาดอย่างแรง! ทำไมมันถึงเป็นเช่นนี้ไปได้เนี่ย!!' หลงเป่าโหยหวนใจแทบขาดภายในใจ ยิ่งไม่รู้เลยว่าทำไมเรื่องมันถึงมาลงเอยแบบนี้ หากต้องโทษ ก็ต้องโทษตัวเขาเองละมัง

         หลงเป่ายังจำได้ดี เรื่องมันมาถึงจุดจุดนี้ก็เพราะหลังจากที่ตัวเขาก่อกำเนิดตารางดวงดาวได้สำเร็จลุล่วงจึงได้พลอยหลับไปอย่างไร้เรี่ยวแรง

         เมื่อหลงเป่าพื้นตื่นขึ้นมาก็ค้นพบได้ว่าภายในจุดตันเถียนของตนเองได้เปลี่ยนแปลงไปราวกับฟ้าและเหว ความจุของตันเถียนของหลงเป่ามีขนาดขอบเขตที่กว้างกว่าเดิมหลายเท่า หากให้เทียบเปรียบเปรยแล้ว ก่อนหน้าการสร้างตารางดวงดาว ความจุในตันเถียนของหลงเป่ามีขนาดประมาณรถเก๋งขนาดเล็กความจุ 4 ที่นั่ง ตอนนี้ความจุภายในตันเถียนนั้นมีขนาดกว้างใหญ่ราวๆสนามบาสเก็ตบอลเลยทีเดียว

         พวกมันถูกแบ่งออกเป็นชั้นๆอย่างมีนัยยะ สภาวะภายนอกของตันเถียนคือพลังปราณสีเหลืองเข้มของเสี่ยวหลงเป่าที่กำลังหมุนเวียนเข้าออกอย่างเป็นระบบ แต่บริเวณชั้นในนั้นกับเป็นตารางดวงดาวรูปร่างวงรีวงหนึ่งกำลังหมุนไปมาอย่างเชื่องช้า

         ภายในตารางดวงดาวกับมีวัตถุที่เหมือนกับดวงดาวเล็กๆเสมือนจริงล่องนอยไปมารอบๆ พวกมันเคลื่อนที่วนรอบจุดศูนย์กลางของตารางดวงดาว นั่นก็คือจุดกึ่งกลางของตันเถียน ตรงบริเวณนั้นมีหน่ออ่อนของต้นไม้ต้นหนึ่งอาศัยอยู่ มันเป็นหน่ออ่อนแรกเกิดที่ดูบอบบาง  ทั้งหน่อต้นนั้นเป็นสีทองอ่อน

    ข้างในพื้นที่ดวงดาวกลับถูกซอยย่อยออกไปเช่นเดียวกัน ดวงดาวเล็กๆที่ส่องแสงระยิบระยิบนี้อยู่ในขอบเขตพื้นที่แรกนอกสุดของตารางดวงดาว เสี่ยวหลงเป่าได้ลองนับดู พวกมันมีจำนวนราวๆ 30 ดวงด้วยกัน มีอยู่หนึ่งดวงที่มีสีดำทมิฬและมีกลิ่นอายน่าหวาดกลัว ซึ่งตัวหลงเป่าก็ยังไม่รู้แน่ชัดว่ามันคืออะไรกันแน่

    นอกจากพื้นที่ชั้นแรกนี้ พื้นที่ขอบเขตต่อไปในแต่ละชั้นของตารางดวงดาวกลับถูกปิดกั้นเอาไว้ด้วยกำแพงผนึกที่มองไม่เห็น และทุกกำแพงผนึกในแต่ละชั้นถูกขวางกั้นเอาไว้ด้วยประตูดวงดาวแต่ละบาน รวมๆแล้วมีประตูทั้งหมดอยู่ 9 บาน ซึ่งประตูบานแรกนั้นได้ถูกเสี่ยวหลงเป่าทำลายไปเรียบร้อย

เพราะฉะนั้น หลงเป่าจึงอยู่ในช่วงการสร้าง'ดวงดาว' ในระยะที่ 1 นั้นเอง ซึ่งตัวเขาเองก็มีจำนวนดวงดาวที่ถูกสร้างขึ้นแล้วเบื้องต้นทั้งหมด 30 ดวง

    โชคดีของเสี่ยวหลงเป่ายังไม่หมดแค่นี้เท่านั้น ควันหลงจากการที่ชายหนุ่มพยายามเปิดตารางดวงดาวจนรีดพลังทั้งหมดทุกอย่างในร่างออกมา กลายมาเป็นการทำลายข้อผูกมัดทางร่างกายลงไป พลังตบะของหลงเป่าพุ่งขึ้นมาอีกรอบ

    ณ ตอนนี้ เสี่ยวหลงเป่าได้ก้าวข้ามพลังฝึกตนของตนเองขึ้นมา จากแต่เดิมหลงเป่ามีพลังตบะอยู่ที่ 'ด่านเลี่ยนชี่ขั้นที่สองระดับกลางปลายสุด' กลับกลายมาเป็น 'ด่านเลี่ยนชี่ขั้นที่สองระดับสุดยอด' ที่อีกเพียงครึ่งก้าวเท่านั้นก็จะก้าวผ่านข้ามไปจนถึงขั้นที่สาม 'จอมยุทธสีน้ำเงิน' เป็นผลสำเร็จ

    หลงเป่าในสภาวะนี้เพียงแค่ฝึกฝนต่อสู้ต่อไปในโลกหยินหยางอีกไม่เกิน 7-10 วันเมื่อนั้น ชายหนุ่มก็จะเข้าสู่ขั้นที่สามและมีโอกาสเปิดจุด 'หู' จุดต่อไปในร่างกาย หากโชคดีเขาอาจจะได้รับโอกาสในการครอบครองทักษะแฝงอีกหนึ่งอย่างกลับมา



"เฮ้อ....." กระทาชายจากศตวรรษที่ 20 พ่นลมออกจากปอดเฮือกใหญ่

         เสี่ยวหลงเป่ายิ่งมายิ่งกลัดกลุ้มในหัวใจ เพราะเรื่องราวที่ผ่านมาทั้งหมดนี้ ทำให้หลงเป่าเบิกบานสำราญใจเป็นอย่างยิ่ง โลกที่มองเห็นกลับกลายเป็นสีชมพู ชะเง้อหน้าไปที่ไหนก็มีแต่ความุขใจ ทำให้ปากบัดซบของตนเองพูดอะไรออกมาโดยไม่คิด บ่ายวันนั้น หลังจากที่จ้าวเปียวได้มาขอความช่วยเหลือกับเขา แถมยังหนีบท่านปู่ของตนเองมาช่วยพูดด้วยอีกแรง หลงเป่าที่กำลังมองทุกอย่างเป็นเครื่องหมายบวก ไหนเลยจะคิดปุ๊ปปั๊ปออกมาได้ กลายเป็นว่าพออีกฝ่ายพูดจบ เขาก็ดันทะลึ่งตอบตกลงไปในทันทีซะได้

'ช่างเถอะๆ เรื่องที่ตัดสินใจพูดไปแล้ว ก็ให้แล้วกันไปเถอะ หากข้าหลงเป่ากลับคำพูดเสียตั้งแต่ตอนนี้ ข้ายังจะถือว่าเป็นคนดีอยู่อีกหรือ ข้าคงไม่ต่างกับไอ้พวกกระบี่บู๊อะไรเทือกนั้นเป็นแน่แท้' หลงเป่าส่ายหัวเป็นครั้งสุดท้าย และเลิกคิดเรื่องพวกนี้ต่อไป อะไรจะเกิดในอนาคต ถึงตอนนั้นเขาค่อยกลับมาแก้ปัญหาก็ยังไม่สาย

    จ้าวเปียวที่เห็นท่าทางสุขุมนุ่มลึกของพี่ชายหลง ความมั่นใจเลือนลางก็ก่อตัวขึ้นอีกมาอีกทำรบ จนท้ายสุดก็มีพลังชีวิตเต็มเปี่ยม การที่ตนเองนั้นตัดสินใจในเรื่องนี้ต้องเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วอย่างแน่นอน ว่าแล้วเรี่ยวแรงที่ดูหดหายก็คืนกลับมาอย่างอัศจรรย์ อาการปวดเมื่อยเนื้อตัวเพราะแบกของตระเวนรอนๆไปทั่วทั้งตลาดก็พลันสลายหายไป

    เมื่อเดินด้วยเท้าไปเรื่อยๆ ไม่นาน หลงเป่ากับจ้าวเปียวก็ผ่านพ้นออกมาจากเขตตลาดเสรีที่ผู้คนพลุกพล่านวุ่นวาย จำนวนตรอกซอกซอยบริเวณนี้เริ่มมีจำนวนเยอะขึ้น ที่แท้ตนเองก็ผ่านเข้ามาถึงในเขตบ้านพักของพวกบัณฑิต มีพวกร้านรวงร้านเหล้าร้านเล็กๆหลายต่อหลายเจ้า มีอาหารกินเล่นเป็นแผงลอยขายสลับประปรายเป็นช่วงๆ

    หลงเป่าพุ่งเข้าไปร้านของกินริมทางอยู่หลายร้าน ลองโน่นลองนั้นไปทั่ว ระหว่างที่ในปากมีทั้งลูกชิ้นทั้งหมึกย่างเต็มไปหมด เสียงหยาบกร้านก็ดังมาจากอีกฝากของถนน

"เฮ้ย!!"

    เมื่อได้ยิน ทั้งเสี่ยวหลงเป่า ทั้งจ้าวเปียวก็รับรู้ได้ว่าที่มาที่ไปของเสียงๆนี้มีเป้าหมายมาที่ตัวเขา จริงอย่างที่คิด เมื่อหันกลับไป หลงเป่าก็เห็นกลุ่มชายฉกรรย์รูปร่างใหญ่โตกลุ่มหนึ่ง พวกมันมีราวๆ 10-12 คน ในบรรดาชายกักฬะอย่างกับพวกอันธพาลที่ไม่ทำงานทำการพวกนี้ เสี่ยวหลงเป่าสังเกตเห็นได้ชัดเจนจากเคล็ดวิชาวิถีกำหนดลมหายใจเลยว่า มีผู้ชาย 5 คนในจำนวนนั้นที่เป็นผู้ฝึกยุทธ์

3 คนมีระดับเสมือนผู้ฝึกยุทธ อีก 2 คนนั้นอยู่ในระกับด่านเลี่ยนชี่ระยะแรกเริ่ม

"เอาอีกแล้ว" หลงเป่ายกมือว่างๆแคะขี้หูอย่างหน่ายใจ

จ้าวเปียวพยักหน้า "พี่ใหญ่หลง เราจะเอายังไงต่อ?"

"ครั้งนี้ในกลุ่มพวกมัน มี 5 คนเป็นผู้ฝึกยุทธระดับสูงกว่ากลุ่มอันธพาลที่ผ่านๆมา ไอ้โล้น 2 คนนั่น ไอ้ผมตั้ง ไอ้ผมขาวแล้วก็ไอ้ตาเดียว คนที่ข้าพูดออกไป เจ้าไม่ต้องไปสู้กับพวกมัน ข้าจะจัดการเอง ที่เหลือเจ้าจัดการเก็บกวาดได้เลย" หลงเป่าชี้ไปที่คนทั้ง 5 พอตกลงได้แล้ว ทั้งคู่ก็ทำเป็นไม่สนใจ หันหน้าเดินเข้าไปทางซอยเปลี่ยวๆ ซอยหนึ่งอย่างช้าๆไม่รีบไม่ร้อน ราวกับไปเดินชมจันทร์

"ตามพวกมันทั้งคู่ไป จัดการเรื่องของนายน้อยให้เสร็จ!!" หนึ่งในคนหัวโล้นเอ่ยขึ้น จากนั้นก็กรูกันวิ่งเข้าไปในซอยเปลี่ยวๆที่ไม่มีใครผ่านไปมา

ตุบตับ
ผั้วะพลั่ก
ป๊าป ป๊าป

         ไม่นานนัก ชายหนุ่มสองคนก็เดินออกมาจากซอยเปลี่ยวในสภาพสะอาดสะอ้าน ดูไม่เห็นว่าเพิ่งก่อเหตุทะเลาะวิวาทมา เป็นเสี่ยวหลงเป่ากับจ้าวเปียว และในส่วนที่ลึกที่สุดของซอยกับมีร่างอันสะบัดสะบอมของชายฉกรรจ์นับสิบที่กองระเนระนาด ร้องโหยหวนโอดครวญอยู่เต็มพื้น

    อันธพาลคนธรรมดาต่างก็บาดเจ็บมากน้อยต่างกันไป ตรงกันข้ามกับ 5 คนที่เหลือที่เป็นผู้ฝึกยุทธกลับมีสภาพที่ไม่น่าดูยิ่งกว่า ทุกๆคนเส้นลมปราณฉีกขาด จุดตันเถียนแทบพังทลาย โดยเฉพาะชายหัวโล้นทั้งสองที่มีตบะมากที่สุดคาดว่าแม้หายดีแล้วคงไม่สามารถกลับเข้าในโลกของการฝึกตนได้ พวกมันนอนหายใจรวยรินเป็นหมาหงอยในมุมหลืบ

จ้าวเปียวเหน็บกระบี่เอาไว้ข้างเอวอีกครั้ง เอ่ยขึ้น "หากมิใช่ว่ามีกฎห้ามเข่นฆ่ากันในที่แจ้งในเมืองหลวง ข้าจ้าวเปียวคงได้หมดความอดทน เชือดพวกมันไปสักรายสองรายไปแล้ว"

หลงเป่าหัวเราฮิฮะ "ดูท่าทางด้านฝั่งนั้นจะโกรธแค้นข้ามาก รอบนี้ดันมีผู้ฝึกยุทธปะปนเข้ามาเสียด้วย"

"ไอ้คุณชายหยงกับตระกูลหยงอะไรนั้น ช่างไม่ดูตาม้าตาเรืออะไรเล๊ย รู้ทั้งรู้ว่าทำอะไรพี่ใหญ่หลงไม่ได้ ยังไม่คิดจะหยุดมือเลิกราอีก สมกับเป็นหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ที่อาศัยฐานะและตำแหน่งประจบประแจงสำนักทั้งสองรังแกผู้คน" จ้าวเปียวสบถ

"ช่างเหอะ กลับกันดีกว่า วันนี้ข้าหมดอารมณ์เที่ยวตลาดเสียแล้ว" หลงเป่าบ่นอุบอิบ


         กลุ่มที่ลอบจะทำร้ายเสี่ยวหลงเป่าในครั้งนี้ แน่นอนว่าต้องมีที่มาที่ไป ซึ่งต้องเป็นตระกูลหยงที่ไม่กินเส้นกับหลงเป่าในครั้งซื้อขายข้าววิญญาณอย่างไม่จำเป็นต้องสงสัย

         คุณชายเล็กหยงไป๋ผูกใจเจ็บที่เสี่ยวหลงเป่าทำตนเองต้องอับอายขายหน้า จึงจำเป็นต้องแก้แค้นลงมือแก้แค้นกลับคืนไป หยงไป๋นั้นถึงแม้ว่าจะเป็นถึงคุณชายในตระกูลหยง แต่ยังไงเสียคนอย่างเขาก็ไม่มีสิทธิที่จะเอาชีวิตใครได้ง่ายๆในเมือง เขาเคยก่อเรื่องใหญ่โตจนถึงโรงขึ้นศาลมาหลายเที่ยวแล้ว หลายคดีที่ขั้นเกี่ยวกับการพรากชีวิตครอบครัวคนอื่น

    ดังนั้น หากจัดการไม่ดี ตระกูลหยงที่เกี่ยวข้องกับสำนักกระบี่ไพรเขียวก็จะถูกราชวงศ์ถือโอกาสใช้เรื่องราวพวกนี้ตั้งข้อสงสัยและลงโทษได้ ราชวงศ์คงพอใจที่ได้โอกาสตัดแข้งขาส่วนใดส่วนหนึ่งของสำนักกระบี่ไพรเขียวไป

    เมื่อถึงตอนนั้น หยงไป๋ที่เป็นคุณชายน้อยตระกูลหยงที่มีดีแค่ระรานชาวบ้านไปวันๆ อาจจะไม่ถูกช่วยเหลือโดยคนของสำนักกระบี่ไพรเขียวอีกต่อไป รวมถึงกระทั่งผู้นำของตระกูลหยงด้วย และกลายเป็นเบี้ยไร้ประโยชน์ที่พร้อมสละได้ ไม่มีทางที่ท่านพ่อของตนเองจะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ ต้องเข้าใจว่าตระกูลใหญ่นอกจากบุตรคนเล็กอย่างเขาที่ไม่เป็นโล้เป็นพาย ด้านบนยังมีพี่ชายของเขาอีกคนหนึ่ง

    แรกเริ่ม หยงไป่เพียงคิดว่าเสี่ยวหลงเป่าเป็นพ่อค้าต่างถิ่นที่มีฝีไม้ลายมืออยู่บ้าง หยงไป๋ไม่ได้ต้องการชีวิตของเสี่ยวหลงเป่า แต่ต้องการให้ฝ่ายนั้นพิการก็เพียงพอแล้ว อย่างมากถ้าเรื่องถูกจับได้มาถึงเขา เขาก็เพียงต้องเสียเงินค่าทำขวัญจำนวนหนึ่งไป ตระกูลเขาไม่ขาดเงินอยู่แล้ว เศษเงินเหลือๆ หยงไป๋ไม่จำเป็นต้องคิดมากมาย

    หยงไป๋จึงสั่งอันธพาลที่ตนเลี้ยงดูเอาไว้ใช้งานออกไป พวกมันแอบตามกลุ่มของเสี่ยวหลงเป่าจนรู้ถึงที่พักของฝ่ายนั้น จากนั้นทุกวันหากฝ่ายตรงข้ามออกจากที่พักเมื่อใด ก็มักจะสะกดรอยตามอยู่ตลอด หาจังหวะช่วงเวลาไร้ผู้คนสัญจรไปมา ทำจัดการสั่งสอนอีกฝ่ายให้ลุล่วง มิคาดว่าจะกลายเป็นเรื่องตรงกันข้าม จากหนูธรรมดาเปลี่ยนมาเป็นราชสีห์ที่กำราบพวกเขาอย่างราบคาบแทน

    และการส่งอันธพาลพวกนี้มาในครั้งนี้ ก็เป็นครั้งที่ 4 แล้ว พูดง่ายๆก็คือ จากวันนั้นถึงวันนี้เป็นเวลากว่า 5 วัน นอกเสียจากวันแรกที่เสี่ยวหลงเป่าไม่ได้ออกจากบ้านตัวเอง อีก 4 วันที่เหลือ เขาจำต้องเจอเจอะกับพลพรรคลูหาบของหยงไป๋อยู่ทุกวัน

      และในวันนี้ ในที่สุด สงสัยหยงไป๋คงร้อนใจจนถึงที่สุด ในความร้อนใจคงมีอารมณ์โกรธเกรี้ยว จำเป็นต้องงัดเอาสุนัขรับใช้ที่เก่งที่สุดของตนออกมา ซึ่งก็คือเจ้าคนทั้ง 5 นี้ เจ้าหัวโล้นทั้งสองคืออดีตศิษย์สายนอกของสำนักบู๊อรหันต์กายทองคำที่ถูกขับไล่ออกมาเนื่องจากทำความผิดร้ายแรง สุดท้ายก็เข้ามาสวามิภักดิ์กับตระกูลหยงเพื่อปากท้อง ส่วนอีกสามคนที่เหลือคือศิษย์นอกคอกชั้นต่ำของสำนักกระบี่ไพรเขียวที่ทนการกดขี่ข่มเหงของศิษย์พี่ที่เก่งกว่าไม่ได้ จึงลาออกมาเป็นสุนัขรับใช้ เป็นมือเป็นเท้าของหยงไป๋

'เจ้าคุณชายหยงบ้าอะไรนั่นน่าจะไม่เลิกราง่ายๆเพียงเท่านี้แน่ แต่ข้าหลงเป่ามั่นใจอยู่สามถึงสี่ส่วนว่า ถึงตระกูลหยงจะเป็นพันธมิตรกับสำนักกระบี่ไพรเขียว ถึงอย่างไรก็ไม่มีทางส่งลูกศิษย์ที่มีฝีมือของตนลงมาเพื่อให้เจ้าหยงไป่ผู้นี้ใช้งานเยี่ยงทาสง่ายๆเป็นแน่ เพราะฉะนั้นในระหว่างหนึ่งหรือสองเดือนข้างหน้า ข้าเองยังพอรับมือง่ายๆอยู่ ข้าไม่จำเป็นต้องสนใจเรื่องพวกนี้ เอาเวลาไปยกระดับพลังยุทธไปจนถึงขั้นที่สามจะประเสริฐเสียกว่า

         เสี่ยวหลงเป่าคบคิดถึงปัญหาพร้อมหาทางหนีทีไล่ เขามั่นใจว่าเรื่องกระทบกระทั่งระหว่างเขาและคนตระกูลหยงเพียงแค่นี้ จะไม่มีทางดึงดูดเอาศิษย์ของสำนักกระบี่ไพรเขียวเข้ามาหาอย่างแน่นอน อย่างน้อยก็ไม่ใช่เร็วๆนี้ อย่างมากก็จนกว่าการสำรวจถ้ำสังหารจะจบลงซึ่งก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่

    อีกทั้ง หลงเป่ายังได้ไปคุยกับผู้อาวุโสเหลียงฟ่ง และผู้อาวุโสเหลียงเติ้งเรียบร้อยแล้ว ทางฝ่ายนั้นเห็นเขาเป็นผู้ค้ารายใหญ่ ผู้อาวุโสทั้งสองจึงได้ยืนยันอีกรอบว่าตระกูลใหญทั้ง 4 ถึงแม้จะมีสำนักหนุนหลังอยู่ แต่ภายในเมืองยังจำต้องไว้หน้าราชวงศ์ เพียงเสี่ยวหลงเป่าไม่ออกจากเมืองคนเดียว เขาแทบไม่มีโอกาสบาดเจ็บหรือล้มตายเป็นแน่

"เหอะ ข้ากลัวเสียที่ไหนเล่า ถ้าฝ่ายตรงข้ามไม่เหลือบ่ากว่าแรงข้าจนข้ารับมือไม่ไหว หากข้าหนีฝ่ายตรงข้ามขึ้นมา อย่ามาเรียกข้าว่าเสี่ยวหลงเป่า!!" หลงเป่ากล่าวลอยๆออกมา



         ระหว่างทางที่หลงเป่าและจ้าวเปียวเดินทางกลับ ท้องฟ้าก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มทองครอบคลุมผืนฟ้าแล้วแล้ว อีกไม่ถึง 1 ชั่วยาม จากกลางวันจะเปลี่ยนไปเป็นกลางคืน หลังจากนั้นแหล่งท่องเที่ยวยามวิกาลก็จะเริ่มคึกคักขึ้นมา

"เฮ้! เจ้าได้ยินเรื่องยอดคณิกาแห่งหอไผ่เขียวรึไม่" เสียงชายคนหนึ่งแว่วเข้ามา

"ทำไมรึ? ข้าเพิ่งเดินทางไปข้างนอก เพิ่งกลับเมืองมาก็วันนี้นี่แหละ" ชายอีกคนตอบกลับ

"ข้ากำลังจะบอกว่า สัญญาที่หอไผ่เขียวกำหนดเอาไว้กำลังจะหมดลงในสิ้นเดือนนี้แล้ว ดูท่าทางว่าแม้นางน้อยผู้เลอโฉมกำลังจะได้เป็นอิสระนะ" ชายคนแรกเอ่ย

"แล้วยังไง?" ชายคนที่สองถามต่อ

"ก็ไม่ยังไง ได้ข่าวมาว่า ก่อนหน้าที่สัญญาซื้อตัวสิ้นสุดลง ก่อนหน้านั้น 1 วัน ทางหอไผ่เขียวได้ขอให้ยอดคณิกานางนี้จัดงานเลี้ยงน้ำชาเฉลิมฉลองเป็นคืนสุดท้าย ข้าได้ยินมาว่า คนธรรมดาไม่สามารถเข้าไปได้ เฉพาะบุคคลที่มีปัญญาซื้อบัตรเข้างานที่แพงหูฉี่เท่านั้น" ชายคนแรกอธิบายยาวเหยียด

"ถุยๆๆ" ชายคนที่สองค่อนขอด "น้ำหน้าอย่างสำนักกระบี่ไรเขียวนะหรือจะปล่อยนางไป ไม่ใช่หอไผ่เขียวกำลังมีลับลมคมในอยู่หรือเปล่า?"

"ข้าไม่รู้ ข้าเพียงแต่ได้ยินมา...."จากนั้นอยู่ๆ ชายคนเล่าเรื่องก็เริ่มสังเกตเห็นพวกกลุ่มคนสองกลุ่ม เขารีบกระตุกเสื้อชายคนที่สอง ชี้ไป "นั่นๆไง นั้นคนของตระกูลหม่า ส่วนโน้นก็คนของตระกูลเหมย เห็นพ่อบ้านที่ใส่เสื้อดูมีราคาแพงกว่าคนใช้ทั่วไปไหม ชายแก่ผู้นั้นคือหนึ่งในคนที่ทำการเร่ขายบัตรเข้างานเลี้ยงนี้ ดูท่าตระกูลเหมยกำลังทำการค้าครั้งใหญ่"

"เพ้ย!" ชายคนที่สองสบถ "การค้าครั้งใหญ่? เจ้าพูดกับผู้ใด ตระกูลเหมยเป็นสุนัขรับใช้ของสำนักกระบี่ไพรเขียว หอไผ่เขียวก็เป็นของสำนักกระบี่ไพรเขียว ไม่ต้องพูด ข้าก็รู้ว่าพวกมันกำลังวางแผนทำเรื่องบัดซบสักกอย่าง"

"เจ้าอย่าด่าเสียงดังไป.." ชายคนที่สองหยุดไปสักครู่ "แต่ข้าว่า คนของตระกูลหม่านั้นจะเข้าไปคุยอะไรกับพ่อบ้านตระกูลเหมยเล่า? ไม่ใช่ว่าตระกูลของทั้งสองเป็นอริกันหมดรึ"

ตระกูลหม่านั้นสนับสนุนทางฝั่งสำนักบู๊อรหันต์กายทองคำ

"เป็นอริแล้วยังไง!" ชายคนแรกดูแคลน "ยังไงเสีย สตรีแซ่หลานก็เป็นหญิงสาวบริสุทธิ์ผุดผ่อง ถึงเป็นคุณชายตระกูลหม่าก็จำต้องยอมลดศักดิ์ศรีเพื่อซื้อบัตรเข้างานมาอย่างแน่นอน มิใช่ว่า สำนักกระบี่ไพรเขียวจะหาโอกาสตอนที่ตัวแทนสำนักทั้งสามกำลังจัดการประมูลในเมืองสิงหู่ ลักลอบประมูลขายหญิงแซ่หลานออกไปก่อนสิ้นสุดสัญญาหรอกนะ"


         เสี่ยวหลงเป่าที่กำลังเดินอยู่ด้านหน้าจ้าวเปียวพลันหยุดชะงักขึ้นมา ตอนแรกชายหนุ่มไม่ได้เอะใจอะไร แต่ครั้นที่ได้ยินนามสกุลที่คุ้นๆหูแว่วขึ้นมาก็อดคิดไปถึงรูปภาพหญิงงามในหนังสือรวมภาพไม่ได้

'นามสกุลช่างคุ้นนัก หรือว่าจะตรงกับภาพหญิงงามผู้หนึ่งในสมุดภาพของข้า?' หลงเป่าขบคิดทันที

         อนิจา เสี่ยวหลงเป่าผู้นี้กลับไม่ได้ฉงนใจไปกับนามสกุลของอีกฝ่ายที่ดันไปตรงกันกับชายร่างใหญ่ที่ชื่อหลานซูหังแม้แต่น้อย ยังไม่ทันจะได้หยิบเอาภาพหญิงงามออกมาจากอกเสื้อตัวเองเลย บ่าวรับใช้ที่อยู่ข้างกายพ่อบ้านตระกูลเหมยก็สังเกตเห็นหลงเป่า

    พ่อบ้านตระกูลเหมยเมื่อบ่าวรับใช้ของตนสะกิดบอก เขาจึงหันมองมาที่หลงเป่า ทันใดนั้น ในสายตาของพ่อบ้านชราก็เห็นหลงเป่าราวกับบ่อเงินบ่อทองเคลื่อนที่ได้ เพราะทั้งเนื้อทั้งตัวของเสี่ยวหลงเป่าเต็มไปด้วยสร้อยแหวนเงินทองที่ส่องประกายระยิบระยับออกมา

อย่างกับเศรษฐีใหม่ที่กลัวคนอื่นไม่รู้ว่าตนเองนั้นรวยมาก

"สหายน้อยท่านนี้ โปรดรอก่อน!" พ่อบ้านตะโกนบอก จากนั้น เขาและบ่าวรับใช้ตระกูลเหมยทั้งหมดก็ยกโขยงเข้ามาหา

"บัดซบ! เจ้ากำลังข้ามหัวข้า!!" ชายหนุ่มที่แต่งกายภูมิฐานอายุราว 18-19 ปี หน้ายาวเหมือนม้ากล่าวคำหยาบคายออกมา จากนั้นจึงตรงเข้ามาขวางทางพ่อบ้านตระกูลเหมย

"คุณชายหม่า ท่านจะทำอะไร?" พ่อบ้านตระกูลเหมยเริ่มไม่พอใจขึ้นมา

"เหอะ!" คุณชายหม่าขึ้นเสียงในลำคอ "เมื่อกี้นี้ก่อนหน้า ข้าและเจ้ากำลังพูดคุยเรื่องซื้อบัตรเข้างานของหอไผ่เขียวอยู่ เป็นเจ้า พ่อบ้านชั้นต่ำตะหากที่เดินหนีหน้าข้า!"

พ่อบ้านแววตามีร่องรอยดูถูก กล่าวขึ้น "ขออภัยคุณชายหม่า แต่ราคาที่คุณชายเช่นท่านเสมอมานี้น้อยเกินไป ราคาบัตรถูกำหนดลงมาแล้ว พ่อบ้านอย่างข้าไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ หากตัวท่านไม่มีปัญญาซื้อ ก็กรุณาอย่างขวางทางทำมาหากินของตระกูลเหมย!"

    พ่อบ้านตระกูลเหมยกล่าวอย่างไม่ไว้หน้า ไม่ใช่เพราะเขาเป็นพ่อบ้าน แต่เพราะทั้งสองตระกูลสนับสนุนสำนักคนละฝ่ายกันอยู่แล้ว ในทางปฏิบัติต่างฝ่ายต่างเป็นทั้งไม้เบื่อไม้เบาและคู่แข่ง ถึงฐานะพ่อบ้านอย่างเขาจะล่วงเกินคุณชายจากตระกูลหม่าผู้นี้ แน่นอนว่าตระกูลเหมยย่อมไม่ลงโทษเขาเป็นแน่ กลับกัน ทางตระกูลหม่าจำเป็นต้องคิดให้ดีก่อนที่จะมีเรื่องกับตระกูลเหมย

"เจ้า....!!" คุณชายหม่าแทบอยากกระแทกหมัดเข้าเบ้าตาของอีกฝ่าย หากว่าตนเองไม่สนใจบัตรเข้างานที่มีจำนวนจำกัดแล้วล่ะก็ ถึงฝ่ายนั้นเป็นตระกูลเหมย ตนเองก็พร้อมที่จะก่อเรื่องทะเลาะวิวาท อย่างมากเขาก้แค่ถูกลงโทศกักบริเวณสักเดือนนึงเท่านั้น

    ทั้งสองฝ่ายกลับมาวางกล้าม ข้าโชว์นั้น ข้าโชว์นี้ต่อหน้าต่อตาเสี่ยวหลงเป่า เถียงกันจนน้ำลายแตกฟองจนกระทั่งผ่านไปราวๆครึ่งเคอ เสี่ยวหลงเป่าจึงเริ่มปะติปะต่อเรื่องราวคครั้งนี้ได้

    ที่แท้ นี่ก็คืองานที่จัดขึ้นในหอนางโลมชื่อดังที่สุดของเมืองสุ่ย ต้นเหตุของราคาบัตรแสนแพงคือหญิงคณิกาสุดสะครางโฉมที่ว่ากันว่าเพียงขายศิลปะและดนตรีแต่ไม่ขายร่างกาย และงานในครั้งนี้คืองานพบปะครั้งสุดท้ายก่อนที่สัญญาซื้อตัวของนางและหอนางโลมไผ่เขียวจะหมดลง

'ที่แท้ เรื่องมันก็เป็นเช่นนี้' หลงเป่ารู้สึกสนใจงานเลี้ยงส่งอะไรเทือกนี้ขึ้นมาตะหงิดๆแล้วสิ โดยเฉพาะชายหนุ่มเริ่มอยากจะเห็นโฉมงามที่ว่ากันว่างดงามอย่างโน้นอย่างงี้ซะแล้ว

    พ่อบ้านตระกูลเหมยถกเถียงราคาต่อรองกับคุณชายหม่าอย่างไม่มีใครยอมลงให้ใคร สุดท้าย พ่อบ้านชราก็พักเรื่องคุณชายหม่าเอาไว้ด่อน เขาไม่สนใจเสียงคำรามของอีกฝ่าย หันกลับมาสนใจทางฝั่งเสี่ยวหลงเป่าและจ้าวเปียว จ้าวเปียวนั้น ตั้งแต่แรกก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาสักคำ เรื่องนี้เขาไม่สันทัดแม้แต่น้อย รวมถึงหนุ่มน้อยเองก็ไม่ได้คิดอาจจะเข้าไปเที่ยวชมรื่นรมณ์งานในหออะไรที่ว่าด้วย

"อะแฮ่ม สหายน้อย ขอโทษที่ข้าทำให้ท่านต้องรอนาน คือว่า..."

พ่อบ้านตระกูลเหมยกำลังจะเริ่มเกริ่นเรื่องงานและราคาค่าบัตรออกมา พร้อมกำลังจะชักจูงให้อีกฝ่ายสนใจจนกระทั่งซื้อบัตรของเขา แต่เสี่ยวหลงเป่าก็ขัดขึ้น

"ข้าได้ยินและเข้าใจเรื่องแล้ว!" หลงเป่ากล่าว "ข้าสนใจเข้าร่วมงานนี้!"

    สิ้นเสียงของหลงเป่า พ่อบ้านตระกูลเหมยอึ้งกิมกี่ไปสักพัก ต่อมาก็เปลี่ยนทางทีมาสุภาพเรียบร้อยยิ่งกว่าเดิม เนืองจากราคาค่าตั๋วเข้างานมีราคาแพงอย่างมาก น้อยจากคุณชายตระกูลระดับสูงและระดับกลางแล้ว ชนชั้นอีกกลุ่มหนึ่งที่พอจะมีกำลังซื้อบัตรได้ก็เป็นพวกลูกเศรษฐีที่ก่อร่างสร้างตัวจากการค้าขายรายใหญ่เท่านั้น

พ่อบ้านไม่เคยเห็นหน้าหลงเป่ามาก่อน และไม่ค่อยคุ้นหน้าเสียเท่าใด จึงคาดว่าเสี่ยวหลงเป่าต้องเป็นบุคคลประเภทหลังอย่างแน่นอน

"ได้ๆๆๆ ได้ขอรับ เอ่อ ไม่ทราบว่าคุณชายน้อย ท่านมีชื่อแซ่ว่าอย่างไรขอรับ" คำประจบสอพลอของพ่อบ้านได้พลิกลิ้นไปอีกขั้น จากสหายน้อย กลายมาเป็นคุณชายน้อย ในใจของพ่อบ้านตระกูลเหมยกำลังยิ้มร่า เนื่องจากบัตรส่วนหนึ่งที่ตนได้รับมอบหมายจำหน่ายออกมานั้น ตนเองจะได้รับส่วนแบ่งเล็กน้อย เพราะฉะนั้นหากจำหน่ายไปได้จนหมดในมือของเขาแล้ว เขาก็จะได้เงินส่วนแบ่งก้อนใหญ่ก้อนหนึ่งเลยทีเดียว

    จำนวนบัตรที่เข้าร่วมงานครั้งนี้ได้จำกัดจำนวนเอาไว้ ทั้งหมดมีเพียง 100 ใบ ส่วนในมือของพ่อบ้านตระกูลเหมยมี 20 ใบ ตั้งแต่เช้าจรดเย็น พ่อบ้านขายพวกมันออกไปแล้วทั้งสิ้น 18 ใบ สุดท้ายในมือของเขาจึงเหลือเพียง 2 ใบเท่านั้น

    ปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างคุณชายตระกูลหม่าและพ่อบ้านตระกูลเหยาก็คือว่า ฝ่ายแรกต้องการซื้อทั้งหมด 2 ใบที่เหลือในราคาที่ถูกลง 20% จากราคาเต็ม ฝ่ายหลังจึงไม่ยอม

    สิ้นคำถามของพ่อบ้านชรา ด้านจ้าวเปียวที่กำลังดูเหตุการณ์เบื้องหน้าที่ไม่เกี่ยวข้องกับตัวเอง บ่าวรับใช้ตระกูลเหมยที่เขม่นสายตากับบ่าวรับใช้ตระกูลหม่า รวมถึงคุณชายหม่าที่กระพัดกระเพียดอยู่ข้างๆ

ทันใด เสี่ยวหลงเป่าก็พูดเสียงดังฟังชัดขึ้นมา

"จงเรียกข้าว่า คุณชายเป่า!"


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 82 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

95 ความคิดเห็น

  1. #22 wicchayaporn (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2562 / 12:15
    มาต่อไวๆ
    #22
    0
  2. #21 k-mind (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2562 / 10:44
    55555555ขลำำำดีแท้
    #21
    0