Unpredictable love

ตอนที่ 1 : Unpredictable love 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 536
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 14 ครั้ง
    6 ก.ย. 55



Unpredictable love  

ตอนที่ 1

Shikamaru x Naruto

 

 

“รุกฆาต”

 

“หา!!! อีกแล้วเหรอเนี่ย!!!”

เด็กหนุ่มผมบลอนด์ยกมือทั้งสองข้างกุมขมับ ตาจ้องเป๋งบนเกมกระดานตรงหน้า

นี่มันรอบที่ 5 แล้วนะที่เขาแพ้ชิกามารุ

“พอยังล่ะ นี่ก็เย็นแล้วนา” เด็กหนุ่มตระกูลนาราเอ่ย

มือกดบ่าตนเองพลางขยับคอแก้อาการปวดเมื่อย หลังจากที่นั่งนิ่งๆมานาน 

จำได้ว่าเริ่มเล่นกันมาตั้งแต่บ่าย

พอรู้ตัวอีกที รอบตัวเขาก็อาบไล้ไปด้วยแสงสีแดงของอาทิตย์ยามเย็นเสียแล้ว

นารุโตะหันไปมา ในบ้านไร้สุ่มเสียงใดๆต่างจากเคยจึงเอ่ยถาม

 

“แล้วคนอื่นไปไหนกันหมดอ่ะ บ้านเงียบเลย”

 

“พ่อกับแม่ไปทำธุระที่ต่างเมือง คนอื่นติดภารกิจกว่าจะกลับก็พรุ่งนี้

ฉันว่างอยู่คนเดียวเลยถูกทิ้งให้เฝ้าบ้านอยู่นี่ไง”

 

“โธ่ ไม่ต้องน้อยใจไปหรอกน่า งั้นคืนนี้ฉันอยู่เป็นเพื่อนนายเอง

จะได้โขกหมากรุกกันให้มันไปเลย ฮ่าๆๆ”  

เด็กหนุ่มผมบลอนด์หัวเราะปากกว้างตามแบบฉบับของตน

แถมตัดสินใจเสร็จสรรพไม่รอคำอนุญาตเจ้าของบ้าน

 

“เฮ้ออ ตามใจนายแล้วกัน” 

เด็กหนุ่มขี้เบื่อเอ่ยเสียงเนือยๆพลางคว้าขนมไทยากิที่นารุโตะหิ้วมาฝากเมื่อบ่ายเข้าปาก

 

“ไอ้นี่เดี๋ยวยกไปเล่นต่อข้างในดีกว่า ฝนท่าทางจะตก”

ชิกามารุเอ่ย มือหนึ่งหิ้วถุงไทยากิ อีกมือตั้งท่าจะยกกระดานหมากรุก

นารุโตะช่วยยกแต่สายตาจ้องไปที่ขอบฟ้านอกบ้าน

“จริงด้วยสิ  เมฆครึ้มมาแต่ไกลเลย สงสัยคืนนี้พายุจะเข้า”

ด้วยความที่มัวแต่มองฟ้าลืมมองพื้น นารุโตะเลยสะดุดเข้ากับขอบประตู

กระดานหมากรุกหลุดมือ ฝั่งชิกามารุคว้าไว้ได้แต่กระดาน

ทว่าตัวหมากหล่นกระจัดกระจายลงบนพื้นชานบ้านดังกร็อบแกร็บ

หลายตัวตกลงบนพื้นดินด้านนอก

 

 “ว้าก แย่แล้ว”

เพื่อนจอมซุ่มซ่ามรีบลงไปเก็บตัวหมากให้

เด็กหนุ่มตระกูลนาราวางกระดานลงแล้วตามไปด้วย

แต่ไม่ทันไรลมหอบใหญ่ก็พัดมาพร้อมกับเม็ดฝน

ทั้งคู่เลยรีบเข้าบ้าน ในอุ้งมือเต็มไปด้วยตัวหมาก

พอเข้าบ้านมาได้เลยจัดแจงวางกองๆบนกระดานที่วางทิ้งไว้

คราวนี้นารุโตะยกมันด้วยความระมัดระวังมากกว่าเดิม

 

 “ฉันเอาไปไว้ห้องนายเลยนะ” นารุโตะเอ่ยขณะจะก้าวขึ้นชั้นบน

 

“อือ คราวนี้ระวังหน่อยล่ะ เสร็จแล้วอย่าลืมลงมาช่วยหั่นผักด้วย”

ชิกามารุเอ่ยแกมสั่งหลังจากยัดไทยากิชิ้นสุดท้ายเข้าปาก

 

“เห หั่นผัก ทำไมอ่ะ เราไม่กินราเมงกันหรอกเหรอ” เด็กหนุ่มร่างเล็กกว่าใช้เสียงสูงขึ้นเล็กน้อย

 

“ฝนตกหนักแบบนี้ ฉันไม่ออกไปอิจิราคุหรอกนะ เบื่อเปียก”

 

“ก็ได้ๆ เดี๋ยวลงมาช่วย”

นารุโตะอ้อมแอ้มรับคำพร้อมยกกระดานขึ้นไปไว้ในห้องของชิกามารุ

ขณะที่อีกฝ่ายขยำถุงกระดาษเปล่าที่เคยมีขนมรูปปลาลงถังขยะใต้เคาน์เตอร์ทำครัว

เด็กหนุ่มผมดำตั้งกระทะแต่ยังไม่ทันได้ทำอะไรมากกว่านั้น

ก็ได้ยินเสียงโหวกเหวกของนารุโตะดังแว่วแข่งก็เสียงฝนตกกระทบหลังคาบ้าน

 

“อะไรอีกล่ะ คราวนี้” เขาบ่นกับตัวเอง

 

“ตัวขุนหายไปอ่ะ”

 

เพื่อนตัวยุ่งวิ่งแจ้นโผล่หน้ามาบอกแค่นั้น ไม่ทันที่เขาจะได้ห้าม

อีกฝ่ายก็วิ่งตึงตังออกไปด้านนอก ทำให้ชิกามารุต้องวางมือจากกระทะตรงหน้าแล้วตามไป

แต่ไม่ทัน เจ้าเพื่อนตัวดีไปอยู่กลางสายฝนเพื่อหา “หมากตัวเดียว” ไปแล้วเรียบร้อย

แถมใช้แค่แจ็กเก็ตคลุมหัวอีกต่างหาก

 

 “นารุโตะ นายจะบ้าเหรอ ช่างมันเถอะ ไว้เดี๋ยวค่อยหาใหม่ ฝนตกหนักแล้วรีบเข้าบ้านเหอะ”

เด็กหนุ่มผมดำรวบสูงตะโกนจากริมชานบ้านบอกเพื่อนของตนที่มัวแต่หาอยู่ท่ามกลางสายฝน

 

“แต่มันเป็นหมากตัวสำคัญนี่”

 

“ช่างมันเถอะน่า เดี๋ยวค่อยหา ฉันขี้เกียจพานายไปโรงพยาบาลทีหลังนะเฟ้ย”

ตอนนี้เด็กหนุ่มขี้เบื่อชักเริ่มหงุดหงิดใจพลางคิด

 

‘เจ้านารุโตะมันอะไรของมันเนี่ย ออกไปแบบนั้นบ้าไปแล้ว  ตากฝนเดี๋ยวก็ไข้ขึ้น ไม่สบายกันพอดี’

เด็กหนุ่มผมบลอนด์พอเห็นอีกฝ่ายทำหน้าเครียด

เลยรีบวิ่งพาร่างที่เริ่มเปียกฝนหลบเข้าบ้านแต่โดยดี

 

“แค่น้ำฝนเอง ฉันไม่เป็นไรหรอกน่า” เจ้าของนัยน์ตาสีฟ้าบ่น ขณะย่างเท้าเข้าบ้าน

ทิ้งรอยหยดน้ำเป็นทางไว้เบื้องหลัง

ชิกามารุรีบหาผ้าขนหนูมาให้พร้อมกับลากนารุโตะไปห้องน้ำ

เด็กหนุ่มจูนินเปิดน้ำร้อนใส่อ่างเสร็จแล้วถึงได้หันกลับมาหาร่างที่เริ่มสั่นน้อยๆ

 

“หนาวล่ะสิ ฉันละไม่อยากจะเชื่อวิ่งออกไปแบบนั้น..

..เอ้า! รีบแช่น้ำทำตัวให้อุ่นซะ ส่วนเสื้อผ้าที่เปียกเดี๋ยวฉันซักอบให้ใหม่”

 

“ต้องให้ฉันถอดให้นายเลยไหม เสื้อผ้าอ่ะ” เด็กหนุ่มนัยน์ตาสีฟ้าถามพาซื่อ

เพื่อนร่างสูงกว่าทำหน้าเอือมอีกรอบก่อนยื่นแขนแบมือรอผ้าเปียกพร้อมเส มองไปทางอื่น

ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังเห็นอีกฝ่ายได้ทางหางตา

นิ้วมือที่ค่อยๆรูดซิบแจ็คเก็ตลง แขนที่เคลื่อนไหวยกขึ้นเพื่อถอดเสื้อตัวใน

ชิกามารุรับรู้น้ำหนักของเสื้อผ้าที่พาดลงบนมือ

และกางเกงตัวส้มที่เพิ่งถูกดึงจากปลายเท้าก็ตามมาสมทบ

ตอนนี้เขารู้สึกคอตัวเองตึงเพราะหันไปอีกทางมากไปหน่อย

 

“ทำไมนายต้องหันหน้าหนีขนาดนั้น” 

นารุโตะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงฉงนสงสัย แต่อีกฝ่ายก็ตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงสุดเซ็ง

“ไม่อยากเห็นผู้ชายโป๊นี่หว่า..”

“อีโธ่ ตอนไปแช่น้ำร้อนด้วยกันกับทุกคน เห็นออกจะบ่อยไป๊”

“ก็ตอนนั้นมันช่วยไม่ได้  เฮ้อ ก็ล่อแช่กันเข้าไปทั้งโขยง บ่อน้ำร้อนนิดเดียว”

เด็กหนุ่มตระกูลนาราเอ่ยถึงตอนที่เพื่อนๆร่วมรุ่นเฮโลกันไปบ่อน้ำพุร้อนด้วยกันครั้งก่อน

 

“ฮ่าๆๆๆ แต่มันก็สนุกดีนะ ไว้ค่อยชวนกันไปอีกดีกว่า”

“เออๆไว้ค่อยว่ากัน ตอนนี้นายลงไปแช่น้ำร้อนได้แล้ว..ดูดิ๊ ตัวเย็นเฉียบเลย ”

ชิกามารุพูดพลางเอื้อมมือข้างที่ไม่ได้ถือเสื้อผ้าของอีกฝ่ายออกไป

เจตนาจะแตะที่ต้นแขนของเพื่อนเกะนินเพื่อวัดอุณหภูมิ

แต่เจ้าเพื่อนจอมยุ่งดันขยับตัวเสียก่อน ผลที่ได้คือเขาจับลงไปบนหน้าอกของนารุโตะเต็มๆ

เด็กหนุ่มร่างสูงกว่ารีบชักมือกลับทว่าปลายนิ้วดันลากผ่านโดนยอดอกพอดี

 

“อ๊ะ..”

 

คราวนี้เป็นนารุโตะที่สะดุ้ง รีบยกมือปิดปากตัวเอง

ตกใจที่เผลอหลุดเสียงครางแปลกๆออกมา คราวนี้ต่างฝ่ายต่างเงียบ

ผ่านไปอึดใจเดียว คนที่เอ่ยขึ้นก่อนเป็นชิกามารุ

 

“ปะ ไปแช่น้ำร้อนเหอะ ส่วนชุดชั้นใน นายจัดการเองแล้วกัน”

 

“อะ อือ ฉันไม่ให้นายซักให้หรอกน่า นายออกไปทำกับข้าวต่อเถอะ”  

 

นารุโตะเอ่ยเสียงอ้อมแอ้มแล้วปล่อยให้ชิกามารุที่ยังดูอึ้งๆอยู่ออกไปจากห้องน้ำ

พร้อมปิดประตูตามหลังทันที

เด็กหนุ่มจูนินยืนนิ่งอยู่ครูหนึ่ง ในหัวยังวนเวียนอยู่กับเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น

 

อันที่จริงมันก็ไม่ได้มีอะไรเลย แค่มือเขาพลาดไปโดนหน้าอกของนารุโตะเท่านั้นเอง

แถมเป็นผู้ชายด้วยกัน ไม่น่าจะเป็นอะไร

แต่ทว่าเสียงที่อีกฝ่ายเผลอหลุดออกมาพร้อมกับอารมณ์ที่แสดงทางสีหน้านี่สิ

คิ้วขมวดเข้าหากัน ดวงตาปิดสนิท ร่างกายกระตุกน้อยๆปฏิกิริยาที่เป็นไปอัตโนมัติ

 

มันทำให้เขารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเอาเปรียบเด็กสาวที่ไม่ทันตั้งตัวยังไงยังงั้น!!

 

“คิดอะไรวะเนี่ยตรู” ชิกามารุกุมขมับ  เขายกมือตัวเองขึ้นมาดู

ไม่คิดว่าจะนารุโตะจะไวต่อสัมผัสขนาดนั้น แถมผิวยังเนียนนุ่มมือกว่าที่คิด

และมันทำให้เขารู้สึกแปลกพิกล

แต่แล้วเขาก็ต้องสะดุ้งหลุดจากห้วงความคิด

เมื่อคนที่เขากำลังนึกถึงเปิดประตูห้องน้ำพรวดออกมาแค่เพียงครึ่งตัว

 

“ชิกามารุ ขอยืมเสื้อนายหน่อยสิ ฉันไม่อยากล่อนจ้อนเดินออกไปอ่ะ”

“ได้ เดี๋ยวฉันเอามาวางไว้ให้ นายเข้าไปอาบน้ำต่อเหอะ”

 

เด็กหนุ่มตระกูลนาราจัดแจงหาเสื้อผ้ามาวางให้เสร็จแล้วถึงได้เข้าไปทำกับข้าวต่อในครัว

พยายามไม่นึกถึงมันอีก  เลยเอาใจจดจ่อเฉพาะงานครัวตรงหน้าแทน

 

ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมง

เด็กหนุ่มผมบลอนด์เดินหัวเปียกตาหยีและยิ้มแป้นออกมาพร้อมกับเสื้อผ้าของเขา

“แช่น้ำร้อนนี่มันสบายจริงๆเนอะ”

 

พอเข้ามาในครัวได้ก็ดึงเก้าอี้ทิ้งตัวลงนั่ง

มองชิกามารุที่หันหลังอยู่กำลังเอาเนื้อที่ปรุงสุกราดลงบนข้าว

กลิ่นหอมของข้าวหน้าเนื้อชวนให้ท้องร้องดีจริงๆ

 

“ข้าวเสร็จพอดี นายมาตักซุปได้เลย”

เด็กหนุ่มผมดำเอ่ยขณะยกชามข้าวสองชามมาวางบนโต๊ะ

แต่พอได้เห็นเพื่อนร่วมมื้อเย็นเต็มตาก็ถึงกับบ่น

“ให้ตายสิ หันมาทางนี้เลย นายนี่ทำตัวเป็นเด็กไม่รู้จักโตอยู่เรื่อย”

เพื่อนจูนินบ่นไปพลางมือขยี้ผมสีบลอนด์ทองที่เปียกชื้นของนารุโตะไปพลาง

เจ้าเพื่อนตัวดีก็ดันไม่สะทกสะท้านอะไรอีกตามเคย

ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ปล่อยให้เขาเช็ดผมให้อย่างเดียว

 

ชิกามารุคิดกับตัวเองเสมอ...

ไม่ว่าในเกมกระดานหรือระหว่างภารกิจ

เขาสามารถคาดการณ์ทุกอย่างออกมาเป็นฉากๆได้อย่างแม่นยำ

แต่ถ้าเป็นเรื่องนารุโตะหลายครั้งที่เขาคาดผิด

สิ่งที่คิดว่าอีกฝ่ายจะเลือกทำ เอาเข้าจริงดันไม่ทำ

แต่พอคิดว่าอีกฝ่ายไม่ทำแน่ๆ นารุโตะก็ดันเลือกที่จะทำเสียอย่างนั้น

ครั้งนี้ก็อีก  จากสภาพการณ์ นารุโตะควรเลือกที่จะรออยู่เฉยๆ

แต่ที่ไหนได้ดันทะเล่อทะล่าวิ่งไปหาหมากแค่ตัวเดียวกลางสายฝนกระหน่ำซะนี่

 

“นายน่าจะรอให้ฝนหยุดก่อน..พรุ่งนี้หาใหม่ก็ยังได้เลย”

เด็กหนุ่มตระกูลนาราเอ่ยเสียงอ่อน ขณะที่มือยังคงเช็ดผมเปียกชื้นของอีกฝ่าย

 

“ก็มันเป็นของสำคัญนี่..นายกับพ่อแล้วก็....ครูอาซึม่า..เคยใช้มันเล่นมาก่อน..”

 

ชิกามารุถึงกับพูดไม่ออกเมื่อได้ยินคำตอบ ก่อนจะถอนใจแล้วค่อยยิ้มที่มุมปาก

 

 “สมชื่อ นินจาเหนือความคาดหมายอันดับหนึ่ง ซะจริงๆ”

 

“หือ ชิกามารุนายบ่นพึมพำอะไร ถ้าจะว่าอะไรก็พูดดังๆดิ”

 

“เปล๊า ไม่ได้ว่าอะไร แค่คิดว่านายเป็นพวก เดายากจังนะ..

..ทั้งที่ภายนอกดูซื่อๆตรงๆ ขวานผ่าซากแท้ๆแต่ความจริงละเอียดอ่อนน่าดู”

 

“อ้าว นี่จะด่าหรือจะชมแน่เนี่ย”

 

“เฮ้อ..แล้วเป็นไงล่ะ...ดูดิ๊...สภาพหยั่งกะลูกหมาตกน้ำ” ชิกามารุเอ่ยขำๆ

 

“ถึงจะเป็นลูกหมา ก็ลูกหมาจิ้งจอกนะเออ แถมมีเก้าหางอีกต่างหาก ฮ่าๆๆๆ”

เด็กหนุ่มตระกูลนาราถอนใจอีกครั้งเมื่อได้ยิน แต่คราวนี้ต่างความรู้สึกจากเมื่อทีแรก

 

“ฉันรู้...แต่ถึงยังไงนายก็ควรจะดูแลตัวเองดีๆบ้าง..

ไม่ใช่ว่ามีพลังรักษาตัวได้ไวแล้วจะทำอะไรก็ได้”

 

“เป็นห่วงเหรอ”

 

“เออสิ”

 

ชิกามารุฉุกคิดขึ้นมาได้หลังจากหลุดปากตอบรับว่าเป็นห่วงออกไป

ว่าบทสนทนาแบบนี้มันให้ความรู้สึก “แปลกพิกล”อีกแล้ว

มันให้ความรู้สึกเหมือน “คนพิเศษ” คุยกันมากกว่าเพื่อนทั่วๆไป

ตอนแรกคิดว่าเจ้าเพื่อนจอมยุ่งจะบ่นแต่นารุโตะก็ไม่ได้พูดอะไรตอบ

นั่งนิ่งปล่อยเขาเช็ดผมไปจนหมาดพอ ถึงได้ลงมือกินข้าวกัน

แต่พอนั่งกินไปได้สักพัก เด็กหนุ่มผมบลอนด์ก็เอ่ยขึ้นลอยๆ

 

“ฉันจะพยายามก็แล้วกัน”

 

ชิกามารุพยักหน้าตอบรับ

เขารู้เจ้านารุโตะเป็นแบบนี้เสมอตั้งแต่สมัยที่อยู่โรงเรียนนินจา

เหมือนจะเป็นพวกเดาทางง่ายซื่อๆตรงๆแต่ที่แท้ตรงกันข้าม

ความคิดหลายอย่างซับซ้อนพอตัวเลยทีเดียว

แต่ก็หลายครั้งอีกนั่นแหละที่ซื่อจริงเสียจนเซ่อ

แม้แต่เขาก็ไม่คิดว่าคนอะไรจะซื่อเซ่อซ่าได้ขนาดนั้น

 

ขวานผ่าซาก ท่าทางไม่แคร์ใคร ชอบโวยวาย ทำตัวพิเรนทร์

แต่ความจริงอ่อนไหวและช่างเห็นใจ

 

เขาจำได้ดีเลยว่าครั้งหนึ่ง โจจิ คิบะ นารุโตะและตัวเขาแอบครูอิรุกะไปเล่นที่น้ำตก

ด้วยประโยคเดียวของเจ้าเพื่อนตัวยุ่งที่เอ่ยในคาบประวัติศาสตร์นินจาชวนง่วงนอน

“เบื่ออ่ะ อยากเล่นน้ำตก ไปมะ”

เอ่ยจบมันก็เดินย่องออกประตูหลังห้องไปดื้อๆ

เขาเองนั่งต่อไปก็มีแต่หลับเลยตามออกไป ด้วยอารมณ์ “ไม่ไปก็ได้ แต่ไปก็ดี”

เลยพาเอาโจจิ  คิบะที่นั่งถัดไปตามมาด้วยเป็นขบวน 

แล้วก็ไม่เข้าใจว่าพวกเขาจะบ้าจี้หนีเรียนไปตามมันทำไมเหมือนกัน

 

พอพ้นรั้วโรงเรียนมาได้เพราะช่วยกันดูต้นทางหลบครู

ไอ้เด็กผมบลอนด์คนชวนก็วิ่งปร๋อไปตามทางขึ้นน้ำตกทันที

 

“ความจริงเราไม่น่าหนีเรียนเลยนะ ถ้าพ่อแม่มารับแล้วหาไม่เจอจะเป็นห่วงเอา” โจจิเอ่ยขึ้น

ประโยคนั้นทำนารุโตะหยุดกึก แล้วถอยหลังกลับมา หน้าตาสำนึกผิด

“ถ้างั้นนายกลับไปดีกว่า ฉันไปคนเดียวก็ได้ ”

 

“อะไรกันล่ะเนี่ย อุตส่าห์มาถึงนี่แล้วจะให้กลับเหรอไง”

คิบะเริ่มจะโวยวายแต่สักพักก็ดูเหมือนจะนึกถึงตอนแม่โมโหออกเลยทำหน้าลังเล

“แต่..ถ้าแม่รู้คงโมโหตายเลย..”

 

พอได้เปลี่ยนบรรยากาศหนังตาปรือๆค่อยลืมได้กว้างกว่าเดิมหน่อย

ชิกามารุหาววอดใหญ่ๆ แล้วมองเพื่อนร่วมก๊วนทำหน้ามุ่ยเลือกทางไม่ถูก

โจจิควักขนมขึ้นมากินเร็วขึ้น คิบะเอาอากามารุลงจากบนหัวมากอดพลางลูบขนมันไปมา

ส่วนนารุโตะเริ่มบิดเสื้อยืนรอว่าคนอื่นจะเอายังไง

เด็กชายจอมขี้เบื่อสังเกตการณ์มานานทั้งที่ตัวเองตัดสินใจได้ตั้งแต่แรกแล้วจึงเอ่ยขึ้น

 

“แล้วแต่พวกนายนะ แต่ฉันว่าจะไปเป็นเพื่อนเจ้านารุโตะมัน อีกอย่างนอนเล่นแถวๆนั้นก็เย็นสบายดี”

 

“ถ้านายไปฉันไป อีกอย่างมีนายไปด้วยพ่อแม่คงไม่ห่วงมาก” เด็กชายร่างอวบเอ่ย

 

“โห ไปกันหมดเลยนี่ งั้นฉันไปเหมือนกัน”

คิบะเอ่ยบ้างขณะเอาอากามารุไปไว้บนหัวตามเดิม

คราวนี้คนที่ยิ้มกว้างคือเจ้าเด็กตัวเล็กสุดในกลุ่ม

 

“งั้นไปกันเล้ย!!”

 

“เออๆ ไปกันเหอะ เจี๊ยวจ๊าวจริงๆนาย” ชิกามารุบ่นตามแบบฉบับ

 

เขาลอบมองเจ้าเพื่อนผมบลอนด์มาตั้งแต่แรกแล้วถึงได้รู้ว่า

ลำพังถ้าแค่ตัวมันไปคนเดียว มันคงจะไม่แคร์เท่าไหร่

ว่ามันจะเป็นตายร้ายดีหรือโดนใครว่ายังไง

แต่พอมีเพื่อนมาด้วยแล้วเจอปัญหาแบบนี้

มันชักแคร์ว่าพ่อแม่ของเพื่อนและคนข้างหลังจะว่ายังไง

คงกลัวเพื่อนจะเดือดร้อน มันทำให้เด็กหนุ่มไอคิวกว่าสองร้อยสรุปได้อย่างหนึ่ง

เจ้านารุโตะเป็นพวก ห่วงคนอื่นมากกว่าตัวเอง และนั่นทำให้เขาตัดสินใจว่า

 

ยังไงก็ต้องไปเป็นเพื่อนมัน

ครั้งนี้เขาไม่ยอมให้นารุโตะต้องรู้สึก “หัวเดียวกระเทียมลีบ”เด็ดขาด

ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม.....

อาจเป็นเพราะขอบตาที่เริ่มจะแดงน้อยๆของเจ้าเพื่อนจอมยุ่งก็เป็นได้

พอรู้ตัวว่าอาจจะต้อง “ไปคนเดียว”  “เล่นคนเดียว”  “อยู่คนเดียว” อีกแล้ว

 

เขาเคยได้ยินว่านารุโตะกำพร้าตั้งแต่เกิด

เขาเองไม่ค่อยเข้าใจหรอกว่ามันยากแค่ไหนกับการอยู่เพียงลำพัง

แต่เริ่มจะเข้าใจมากขึ้นเรื่อยๆทุกครั้งที่พ่อแม่มารับกลับบ้านจากสนามเด็กเล่น

แล้วหันกลับไปพบนัยน์ตาสีฟ้าและใบหน้าเศร้าๆที่มองตามหลัง

 

มันช่างว้าเหว่ เดียวดาย จนเขาเจ็บรู้สึกแปลบที่กลางอกตามไปด้วย

หลายครั้งที่นึกอยากวิ่งกลับไปลากเจ้าเพื่อนผมบลอนด์ให้มาด้วยกัน

 

แต่เมื่อนารุโตะเห็นว่าเขาหันกลับมาก็จะรีบยิ้มกว้าง

โบกมือบ๊ายบายแล้ววิ่งกลับบ้านตัวเองทันที

และจะเป็นแบบนี้ทุกครั้ง

มันเลยทำให้เขาตัดสินใจ จะอยู่เป็นเพื่อนมันไม่ว่าใครจะว่ายังไงก็ตาม!

 

เมื่อตัดสินใจไปต่อ

สี่คนกับอีกหนึ่งตัวพากันผ่านทางเดินในป่า

ตามทางโรยกรวดหินจนถึงลำธารที่ไหลเอื่อยๆออกมาจากแอ่งน้ำตก

เสียงน้ำสาดกระเซ็นดังซ่าๆบวกกับละอองไอเย็นๆช่วยให้สดชื่น นกที่บินผ่านหมู่ไม้ต่างร้องทักกัน

ธรรมชาติแสนสบายแบบนี้ทำให้ทุกคนหยุดพัก วักน้ำขึ้นล้างหน้าล้างตา

 

ไม่ไกลนักมีชะง่อนผาหนึ่งสูงยื่นออกมาจนเกือบถึงกลางแอ่งน้ำ

พวกเขาตกลงว่าจะขึ้นไปดูวิวจากตรงนั้นกันก่อน

คำนวณเวลาคร่าวๆน่าจะเพิ่งบ่ายโมงกว่ามีเวลาอีกนาน

แล้วค่อยลงมาเล่นน้ำ ทานขนม นอนพักแล้วแต่ความพอใจ

 

เดินกันขึ้นไปจนถึงชั้นยอด ชะง่อนผาที่สูงชัน ทุกคนต่างยืนมองลงไป

เบื้องล่างเป็นแอ่งน้ำกว้าง สำหรับเด็กมันดูสูงและน่าหวาดเสียวพอสมควรเลยเชียวล่ะ

 

คิบะที่ตอนนั้นไม่ค่อยชอบหน้านารุโตะเท่าไหร่เอ่ยปากท้าเจ้าเพื่อนร่างเล็กสุดในกลุ่ม

“อย่างนายคงไม่กล้ากระโดดลงไปหรอก”

 

ชิกามารุคิด ไม่ใช่แค่นารุโตะหรอกต่อให้เป็นคนอื่นในพวกเขา 4 คน

ก็ไม่มีใครกล้ากระโดดลงไปแน่นอน อีกอย่างจะกระโดดลงไปทำไม

ไม่มีประโยชน์อะไรสักหน่อย

 

“ฉันว่าไม่เห็นต้องกระโดดลงไปเลยนี่” โจจิพูดขึ้นตรงกับความคิดของเขาพอดี

 

นารุโตะไม่ได้พูดอะไร หากก้าวถอยหลัง เอาตัวออกห่างจากหน้าผาสูง

พวกเขาต่างคิดว่า หมอนี่กลัวแน่นอน เลยเดินหลบเลี่ยงเข้าไปด้านใน

แต่พอรู้ตัวอีกที เจ้าเด็กผมบลอนด์ตัวเล็กวิ่งเต็มเหยียดฝ่ากลางวงพวกเขา

กระโดดถีบตัวจากชะง่อนผา ปล่อยตัวเองร่อนถลาไปในสายลมราวกับติดปีกบิน

 

ทุกสายตาเปิดกว้างมองตามร่างเล็กที่ลดระดับลงไปเรื่อยๆ

ผิวน้ำแตกกระจายเป็นวงกว้างเหมือนสัญญาณบอกคนที่เหลือให้รีบวิ่งกันลงไปรอรับ

สีหน้าทุกคนตื่นเต้นแกมตกใจ ยืนออกันอยู่ที่ริมน้ำ ขณะที่ร่างเล็กค่อยๆว่ายเข้าฝั่ง

ชิกามารุกับคิบะรีบเข้าไปช่วยดึงอีกฝ่ายขึ้นจากน้ำ เนื้อตัวเปียกโชกแต่เจ้าตัวยิ้มร่า

 

“โดดลงมาแบบนี้ก็หนุกดีเนอะ” เจ้าเด็กนัยน์ตาสีฟ้าเอ่ย พลางบิดเสื้อจนน้ำไหลลงมาเป็นทาง

 

คิบะรีบวิ่งเข้าไปกอดคอเพื่อนร่างเล็กแน่น

“นายนี่มัน เจ๋งสุดยอด!!!” รู้เลยว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ได้ใจเด็กชายเขี้ยวสวยไปเต็มๆ

เพราะหลังจากนั้น คิบะก็เลิกตั้งแง่ใส่นารุโตะไปโดยปริยาย

และแล้วเหล่าเด็กหนีเรียนก็เฮโลกันเล่นน้ำ

ยกเว้นเด็กชายตระกูลนาราที่นอนดูนกดูไม้รอเจ้าพวกเพื่อนๆเล่นน้ำเสร็จ

ด้วยเหตุผลเดียวคือขี้เกียจตัวเปียก

กำลังเพลินก็เห็นเงาหนึ่งทอดตัวเข้ามา

 

“นายไม่ไปเล่นด้วยกันเหรอ”  เจ้าของนัยน์ตาสีฟ้าเอ่ยถาม พลางลงนั่งข้างๆเขา

เสื้อผ้าที่เปียกยิ่งทำให้นารุโตะดูตัวเล็กลงไปอีก

 

“นายเคยมาเล่นน้ำที่นี่แล้วใช่ไหม”  ชิกามารุใช้คำถามแทนคำตอบ

 

 “อือ”

 

“นายไม่กลัวเลยเหรอ..ที่โดดลงมาแบบนั้น”

เจ้าเพื่อนตัวเล็กทำหน้างงนิดหน่อยที่อยู่ๆเขาก็ถาม

 

“ครั้งแรกก็กลัวอยู่หรอก..แต่ยิ่งกลัวก็ยิ่งอยากทำให้ได้..

มันอยากรู้น่ะว่า..กับอีแค่ความกลัวมันจะสักแค่ไหนกัน...

พอผ่านได้มันก็เลิกกลัว..เห็นมะ”

 

เด็กหนุ่มตระกูลนารามองอย่างทึ่งๆไม่คิดว่า คนอย่างหมอนี่ที่ชอบเจี๊ยวจ๊าวไปวันๆ

จะคิดอะไรลึกซึ้งกับเขาได้ด้วย

“ไม่กลัวมันก็ดีอยู่หรอกแต่คราวหน้าคิดให้รอบคอบหน่อยก็ดี

ถ้าตายขึ้นมาจะทำไง ต้องมีคนร้องไห้เสียใจแน่ๆ”

 

“ไม่มีหรอก”

 

“หือ”

 

“คนที่จะร้องไห้เสียใจน่ะ ไม่มีหรอก..ฉันไม่มีพ่อแม่”

 

เป็นครั้งแรกที่เด็กชายผมดำรู้สึกตัวเองทำผิดพลาดที่พูดออกไปแบบนั้น

สัมผัสถึงความเศร้าหมองหยั่งรากลึกปะปนมากับน้ำเสียงเล็กๆ

พลอยทำให้เขาเศร้าตาม เด็กชายร่างสูงกว่าถอนใจ ลุกขึ้นนั่งแล้วยื่นมือออกไปจับบ่าอีกฝ่าย

 

“แต่นายก็ยังมีครูอิรุกะ  แล้วอีกอย่าง...ฉันคนหนึ่งนี่ล่ะที่เสียใจแต่อาจจะไม่ร้องไห้นะ

ถ้าหากเป็นคิบะกับโจจิก็อาจจะร้องก็ได้มั้ง..

เพราะงั้นนายควรเริ่มระวังดูแลตัวเองกับคิดให้รอบคอบได้แล้ว”

 

เจ้าเด็กผมบลอนด์ไม่พูดอะไรเอาแต่มองหน้าเขาแล้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

แล้วก็เป็นยิ้มที่ทำให้เขารู้สึกดีมากๆเสียด้วย

 

ชิกามารุหยุดความคิดในห้วงวันวานไว้เท่านั้น

เพราะนารุโตะในปัจจุบันที่กำลังทานมื้อค่ำกันอยู่เอ่ยเรื่องเดียวกับที่เขาคิดอยู่พอดี

 

“นายจำได้ไหม...ตอนที่หนีไปน้ำตกกับนาย โจจิแล้วก็คิบะครั้งแรก สมัยอยู่โรงเรียนนินจาน่ะ...

นายก็พูดแบบนี้กับฉันแบบนี้เหมือนกัน..ที่ให้ดูแลตัวเองดีๆน่ะ”

 

“อือ จำได้ แต่ท่าทางนายไม่เห็นจะทำตาม เลยขี้เกียจพูดบ่อยๆ”

เด็กหนุ่มผมดำเอ่ย สายตามองรายงานข่าวเกี่ยวกับพายุฝนที่กำลังกระหน่ำอยู่ขณะนี้

 

“แต่วันนี้นายก็ยังพูดเลยนี่...”

 

“ก็สถานการณ์มันชวนให้พูด..ก็เลยพูด..เท่านั้นแหละ” 

ชิกามารุตอบแล้วยัดข้าวหน้าเนื้อคำสุดท้ายเข้าปาก

 

“แต่...ฉันดีใจนะ...ขอบใจมาก..”

 

ใจของเด็กหนุ่มตระกูลนาราถึงกับกระตุกวูบเมื่อเห็นใบหน้าที่ระบายรอยยิ้มยินดีจากใจ

นัยน์ตาสีฟ้าเป็นประกายจัดจ้าฉายแววความรู้สึกเป็นสุขออกมาอย่างเต็มที่ไม่มีปิดบัง

เขารู้สึก “แปลกพิกล” ขึ้นมาอีกแล้วกับรอยยิ้มนั้น

ความรู้สึกเดียวกับสมัยที่อยู่โรงเรียนนินจาไม่มีผิด

ทั้งๆที่คิดว่าเขาลืมมันไปแล้วด้วยซ้ำ

เป็นความรู้สึกที่แปลก แต่ก็ดีมากในคราวเดียวกัน

มันลื่นไหล ซาบซ่าน และเอิบอาบอยู่ข้างใน

 

เสียงสายฝนยังคงกระหน่ำไม่มีทีท่าว่าจะหยุดง่ายๆ

แสงวาบจากฟ้าแลบสาดเข้ามาทางหน้าต่าง ไม่ช้านานเสียงฟ้าผ่าก็ตามมา

 

เปรี้ยง!!

 

“เฮ้ย ไฟดับ”

 

เสียงฟ้าผ่าทำเอาเขาทั้งสองสะดุ้งแต่ที่แย่ไปกว่านั้นคือทั้งห้องตกอยู่ในความมืดสนิท

ไม่ทันที่เขาจะได้สัมผัสความรู้สึกนั้นมากพอจนบอกกับตัวเองได้ว่าคืออะไร

ชิกามารุก็ต้องคลำทางไปเอาไฟฉายมาเปิด

“นายนั่งอยู่นี่ก่อนนะฉันจะไปดูคัทเอาท์”

นารุโตะพยักหน้ารับแต่โดยดี พอสายตาเริ่มปรับได้จึงค่อยๆยกชามไปที่อ่างล้างจาน

ไม่นานเพื่อนจูนินก็เดินกลับมา

“สงสัยหม้อแปลงมีปัญหาบ้านอื่นดับกันทั้งแถบเลย เซ็งชะมัด”

“แย่เลยแฮะไม่รู้จะดับนานไหม” นารุโตะเอ่ยขณะพยายามเพ่งหาขวดน้ำยาล้างจาน

พออีกฝ่ายเห็นเลยรีบเดินเข้ามาพร้อมส่องไฟให้

ใช้เวลาไม่นานเด็กหนุ่มร่างเล็กกว่าก็ล้างชามเก็บอย่างเรียบร้อย

 

คนหนึ่งทำกับข้าว คนหนึ่งเก็บล้าง แบ่งหน้าที่กันโดยไม่มีใครต้องเอ่ยปากบอก

เขาทั้งคู่ไม่ได้รู้ตัวเลยว่าอยู่ร่วมบ้านเดียวกันได้อย่างเป็นธรรมชาติมากแค่ไหน

หลังจากนั้นล้างหน้าแปรงฟันกันเรียบร้อยก็ย้ายกันขึ้นมาชั้นบน

แต่เพราะไฟดับแถมตัวขุนที่สำคัญก็ดันหายไปด้วย

เลยไม่มีกะจิตกะใจอยากจะเล่นหมากรุกอีก

เด็กหนุ่มเจ้าของบ้านจุดเทียนไว้ในจานใบเล็กแทนส่องไฟฉาย

เขาเอามันไปวางไว้บนโต๊ะมุมห้อง นารุโตะเดินไปแหวกผ้าม่านดูพายุด้านนอก

เห็นต้นไม้ไหวเอนลู่ลม ก็รู้ว่าพายุคงจะไม่สงบง่ายๆ เลยจำใจมานั่งที่เตียง

ชิกามารุเดินมานั่งด้วยแล้วพวกเขาก็ถอนหายใจพร้อมกัน

“ไฟดับแบบนี้ ไม่มีอะไรทำเลยแฮะ” เด็กหนุ่มผมบลอนด์เอ่ยก่อน

 

“แถมเพิ่งจะสองทุ่ม จะหลับก็หลับไม่ลง เฮ้อ ตูล่ะเซ็ง”

 

“งั้นเรามาเล่นถาม-ตอบกันเป็นไง...แต่มีเงื่อนไขนะ

ถ้าใครถามอะไรต้องตอบตามความจริงเท่านั้น โอเค้”

เจ้าเพื่อนจอมยุ่งกระดี๊กระด๊าขึ้นมาอีกหน เมื่อหาอะไรเล่นใหม่ได้

 

“น่าสนุกตรงไหนเนี่ย มันเกมล้วงความลับกันชัดๆ แล้วเดี๋ยวนายก็ได้เอาฉันไปโพนทะนา”  

ชิกามารุชักหวั่นๆว่าเจ้านารุโตะจะมาไม้ไหนอีก  

แต่ล่ะอย่างที่หามาเล่นไม่ค่อยจะได้เรื่องเลยจริงๆ

 

“งั้นเงื่อนไขอีกข้อ..พอวันพรุ่งนี้ก็ลืมๆมันไปซะ

ถือซะว่าไม่ได้เกิดขึ้น..เหอะน่า น่าสนุกออก”

 

“นายสนุกอยู่คนเดียวน่ะสิ ฉันขอผ่านดีกว่า”

 

“มันน่าสนุกตรงนั้นนั่นแหละ ฉันรู้ความลับนาย นายก็รู้ความลับฉัน

แล้วพรุ่งนี้เราก็ลืมมันซะ ถือซะว่าหาอะไรเล่นสนุกๆสำหรับแค่คืนนี้พอ”

นารุโตะพูดยิ้มกรุ่มกริ่มเหมือนเด็กคิดเกมใหม่มาเล่นออก

 

“แต่ฉันไม่ได้อยากรู้ความลับของนายนี่หว่า” เด็กหนุ่มร่างสูงกว่าเอ่ย ชักจะเริ่มรำคาญเล็กๆ

 

“ถ้าไม่เล่นฉันจะบอกโจจิว่านายแอบไปกินเนื้อย่างกับฉันแล้วไม่ชวนมันไปด้วย”

เจอไม้นี้เขาไปชิกามารุก็ต้องยอมแพ้

“เฮ้อ เอาก็เอา จะเล่นอะไรก็เล่นฟะ ตูล่ะเบี่ย”

 

“เย้ สำเร็จ!!! งั้นฉันถามเลยแล้วกัน...

นายกับเทมาริสนิทกันมากไหมแล้วนายชอบเทมาริอ๊ะป่าว”

 

เด็กหนุ่มตระกูลนาราทำหน้างงเต็ก มาถึงเจ้าเพื่อนจอมจุ้นก็เข้าประเด็นเรื่องแบบนี้ทันที

 

“ก็ต้องติดต่องานกัน..ไม่ได้มีอะไรมากกว่านั้น”

 

“จริงเรอะ” นารุโตะใช้น้ำเสียงยียวนล้อเลียนอีกรอบ

 

 “เออสิ..เอาล่ะตาฉันถามมั่ง....

...ฉันสงสัยมานานแล้วว่าทำไมนายชอบมาบ้านฉันจัง”

 

“นายไม่อยากให้มาเหรอ”

 

“ฉันถามตอบมาก่อน”

 

คิ้วของเด็กหนุ่มขมวดนิดนึงเมื่อพยายามหาคำตอบ

ชิกามารุไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงสนใจเรื่องแบบนี้นัก

คนที่ไม่ค่อยอยากจะยุ่งเรื่องชาวบ้านอย่างเขากลับสนใจเรื่องของนารุโตะ

ทุกครั้งที่อีกฝ่ายพูดเขาจะตั้งใจฟังเสมอ แม้ปากจะบอกว่าไม่ได้อยากรู้ก็เถอะ

 

“ก็...บรรยากาศมั้ง...คนอยู่เยอะแยะ..ไม่เงียบเหงาดี...แต่อยู่กันสองคนแบบนี้ไม่ใช่ไม่ดีนะ..

อยู่แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน..ไม่รู้สิ...อยู่กับนายแล้วฉันรู้สึกสงบใจได้ดีกว่าอยู่กับคนอื่น..”

 

เสียงที่แผ่วพลิ้วมาจากก้นบึ้งของความรู้สึกในใจบวกกับอากาศที่เย็นฉ่ำไอฝน

เสียงเปาะแปะกระทบหลังคาเป็นจังหวะ แล้วยังมีแสงมลังเมลืองของเทียนที่มุมห้อง

ทำให้บรรยากาศต่างไปจากที่เคย

คำตอบของนารุโตะก้องอยู่ในหัวสุดท้ายสะท้อนก้องลงในใจ

ราวกับได้สัมผัสโลกส่วนตัวที่เจ้าเพื่อนจอมยุ่งไม่ค่อยเผยให้ใครได้รู้กระนั้น

ดวงหน้าที่เด็กหนุ่มตระกูลนารากำลังมอง

ผิวแก้มถูกแสงเทียนฉาบทาเป็นสีเหลืองอมชมพูระเรื่อราวกับลูกท้อสุกปลั่ง 

ชิกามารุอดไม่ได้ที่จะยื่นมือออกไปสัมผัสและลูบมันอย่างแผ่วเบา

อีกทั้งดวงตาสีฟ้าแวววาวราวกับลูกแก้วนั้นก็สะท้อนใบหน้าของเขาอย่างซื่อตรง

แม้ว่าจะดูแปลกใจเล็กน้อยที่เขาสัมผัสแบบนี้

แต่ไม่นานร่างเบื้องหน้าเขาก็หลับตา เป็นเหมือนสัญญาณและคำอนุญาต

 

เขาเคลื่อนตัวเข้าไปใกล้นารุโตะมากขึ้นจนสัมผัสได้ถึงไอร้อนจากตัว

ชิกามารุไม่รู้ว่าทำไม รู้แค่ว่าใจของเขาอยากจะทำ

เด็กหนุ่มตระกูลนารารู้แค่ว่า หลังจากจูบนี้

ตนเองไม่สามารถใช้ “หัวสมอง” ประเมินสถานการณ์ต่อไปได้อีกแล้ว

 

TBC

 

ต่อตอนหน้า ตอนจบจ้า

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 14 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

13 ความคิดเห็น

  1. #12 Jecelyn (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 17 ธันวาคม 2563 / 23:23

    กรี๊ดดดดดดดดดดด มันดีไม่ไหวเเล้วอะ!!! ละมุนมากกกงือออดีต่อใจhttps://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/yy-13.png //เก็บศพเราที

    #12
    0
  2. #11 mim (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2563 / 17:08

    แงงงงงงงง ชิกามารุคือละมุนมากกกกก อบอุ่นโคตรรรร

    #11
    0
  3. #10 เซริว (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 11 มีนาคม 2559 / 21:37
    เราเข้ามาอ่านหลายรอบแล้วบ่อน้ำตาแตกทุกรอบ ครั้งนี้เลยเม้นให้กำลังใจไรต์จะได้แต่งคู่แรร์มาให้อ่านเยอะๆๆเราชอบคู่นี้นะหาอ่านยากมากเลย
    #10
    0
  4. #9 LoyolY (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2556 / 18:23
    ท่านไรท์ นิยมคู่แรร์ นิเอง 55 หาอ่านยากมาก.....ๆๆๆๆ 
    #9
    0
  5. #7 POYZ (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 13 มกราคม 2556 / 12:06
    >/////////////////< พี่ชิวาแต่งได้น่ารักอีกแล้วอ๊าาาาาาาาาาาา คนอ่านใจละลาย ๆ 55555+



    อย่าลืมผลิตผลงานดี ๆ แบบนี้มาให้ติดตามกันอีกนะคะ ชิกามารุกับนารุโตะน่ารักได้อีก -//////////-



    ถ้าเป็นอ้ายคุณชายเกะคงไปอีกแนวนึง -0-
    #7
    0
  6. #6 Buka (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 30 กันยายน 2555 / 20:42
    บรรยากาศมันช่างเป็นใจอะไรเช่นนี้
    #6
    0
  7. #3 MUrdeR.x (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 12 กันยายน 2555 / 23:28
    ชอบมากกกกกก. มีผลงานดีดีมาให้ได้อ่านอีกเรื่อยๆนะครับบ. ตามจริงคู่นี้ก็น่าจิ้นนะ ชิ แต่งได้น่ารักมาก
    แต่งเรื่องดีมาดสอดคล้องกับเนื้อเรื่อง
    คือผมชอบมากตอนขุนอ่ะ
    #3
    0
  8. วันที่ 6 กันยายน 2555 / 21:12
    เเอร๊ยยยยย////   (ประเดิมเม้นท์เเรก)

    น่ารักมว๊ากกก อ่านเเล้วขวยเขิน 55555

    ชอบคู่นี้มากค่ะ ไรเตอร์เเต่งฟิคเมพเวอร์วีว่า 

    เชียร์ๆๆ  รออ่านต่ออยู่นะคะ :D

    #1
    0