[วางแผงแล้ว] ล้วงรักจอมวายร้าย : สนพ. โรแมนติค

ตอนที่ 6 : 5

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 118
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    18 ธ.ค. 61


หญิงสาวแหงนหน้ามองตึกสูงระฟ้าใจกลางรอตเตอร์ดัม มันเป็นแท่งสิ่งก่อสร้างที่สวยล้ำสมัยจริงๆ ซาเร็คเจ้านายน้อย(จอมอันตราย)ของเธอ ทำงานอยู่บนตึกนี้ล่ะ หญิงสาวยืนหอบหายใจแรงเพราะเหนื่อยพอสมควรกับการเดินทางมาถึงที่นี่ ก่อนจะตั้งสติได้ก็เดินเข้าไปภายในตัวตึกอย่างมีเป้าหมาย

แจ็คกี้ให้แฟ้มประวัติเขามาปึกใหญ่ แต่เธอยังอ่านไม่ถึงครึ่ง จำเอาแต่ที่แจ็คกี้เล่าให้ฟังว่า ซาเร็คหรือด็อกเตอร์อลัน เวทลีย์ เป็นลูกชายคนแรกของท่านประธาน หลังจากมารดาจากไป แล้วท่านประธานแต่งงานใหม่ อลันก็ออกจากบ้านและใช้ชีวิตด้วยตัวเอง เพราะเขาเข้ากับภรรยาคนใหม่ของบิดาไม่ได้ เขาไม่ค่อยกินเส้นกันกับท่านประธานหรอก

แต่ถึงกระนั้น ท่านประธานก็ไม่เคยละเลยหน้าที่ของความเป็นบิดา ท่านส่งเสียค่าเลี้ยงดู ส่งเรียน และมีเงินมรดกให้มากมายสมกับที่เขาเป็นทายาทตามกฏหมายของมหาเศรษฐีนั่นล่ะ แต่พูดไปใครจะเชื่อ ด็อกเตอร์เวทลีย์ไม่เคยแตะต้องเงินของบิดาสักเซ็นเดียว เงินมันจึงงอกเอางอกเอาโดยที่เขาไม่รูเลยว่ามีเงินมากมายมหาศาล

จะว่าไปอลันทิฐิสูงมากทีเดียว เขาโกรธที่มิสเตอร์อีวานแต่งงานแล้วมีครอบครัวใหม่แล้วก็ไม่สนใจเขา หรือเรียกง่ายๆ ว่าเลี้ยงเขาให้โตมาแบบไม่โอ๋... ไม่ตามใจ ทำเอาเขารู้สึกเหมือนเป็นส่วนเกิน แต่ท่านก็มีแต่ลูกสาว มันเป็นเรื่องตลกที่อีวานมีลูกมากมาย ทั้งลูกนอกสมรสและลูกที่เขารับรองการเป็นบิดา หากแต่พวกเขาเหล่านั้นกลับเป็นผู้หญิงทั้งสิ้น อลันจึงเป็นลูกชายเพียงคนเดียวของตระกูล

นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมท่านประธานอย่างมิสเตอร์อีวานจึงต้องการให้อลันกลับไปหาท่าน และรับไม้ต่อด้านธุรกิจบริหารบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ที่กำเงินชาวบ้านเอาไว้มากมายมหาศาล แต่จากประวัติ อลันเองก็ใช่ย่อย เขาเติบโตและผงาดเป็นนักธุรกิจหนุ่มน่าจับตาของยุโรปเช่นกัน ในฐานะเจ้าของบริษัทรักษาความปลอดภัยด้านไซเบอร์ หรือ Social Security มันต้องแยกออกนะว่าไม่ใช่บริษัทให้บริการ รปภ. แต่อยางใด แต่ความสำคัญของ ‘Social Security’ หรือ ‘Cyber Security’ คือการเฝ้าระวังความปลอดภัยทุกอย่างในโลกอินเตอร์เนต ตั้งแต่จับสแปม ไปจนถึงคอยตรวจสอบจับตาอาชกรรมด้านไซเบอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของการทำธุรกรรมการเงิน โดยเฉพาะผู้พัฒนาระบบ Payment Gateway ชั้นนำล้วนแล้วแต่ต้องพึ่งพาบริการภายใต้บริษัทอันยอดเยี่ยมของเขา

แม้บริษัทด้านการเงินชั้นนำหลายๆ แห่งเป็นลูกค้าเขา เช่น... บริษัทที่เป็นผู้นำด้านลิขสิทธิ์มาสเตอร์ชิบในบัตรเครดิต บัตรวีซ่าต่างๆ  เพราะเขาก็กุมบังเหียนธุรกิจที่เป็นผู้นำ เม็ดเงินมหาศาลไหลเวียนในธุรกิจเขา นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เขาก็ไม่ยอมอ่อนข้อให้ผู้เป็นบิดาอย่างมิสเตอร์อีวาน เซเล็ค เวทลีย์ ด้วยการทิ้งธุรกิจของตนเอง แล้วไปบริหารบริษัทของบิดา ที่อย่างไรเสียก็ได้ชื่อว่าเป็นแค่เงาของผู้เป็นพ่อ

ในเมื่อพ่อตามไปดีๆ เขาไม่ยอมกลับ ภารกิจสุดโหดนี้จึงตกมาถึงศลิษา... จะว่าไป คนเป็นพ่อเอ่ยปากเขายังไม่กลับ แล้วเธอเป็นใคร มีอิทธิฤทธิ์อะไรเขาจะกลับไปกับเธอกันเล่า

หรือว่า... ท่านประธานเห็นอะไรในตัวเธองั้นเรอะ!

รอยยิ้มสินะ... มีผู้หลักผู้ใหญ่และเพื่อนร่วมงานหลายๆ คนเคยบอกเธอว่า รอยยิ้มของเธอมันสดใส ดวงตาที่แสนซื่อนั่นก็ด้วย เวลาที่เผยรอยยิ้ม ที่ยิ้มอย่างจริงใจ... ยิ้มทั้งตา ทั้งปาก มันทำให้คนที่เห็นรอยยิ้มนั้นพลอยหัวใจชุ่มชื้นไปด้วย ยิ่งเธอยิ้มและอ้อนวอนขอร้องให้ใครทำอะไรเพื่อเธอสักอย่าง พวกเขาเหล่านั้นต่างก็แพ้ทางเธอและยอมใจอ่อนให้เธออย่างไม่มีเหตุผล

ใช่... ใครๆ ก็ว่างั้น ใครต่อใครต่างก็ใจอ่อนเมื่อเห็นรอยยิ้มสดใสจริงใจของเธอ จะมีก็แต่ เขาคนเดียวเท่านั้นแหละ ที่ต่างออกไป เขาน่ะเกลียดเธอเสียยิ่งกว่าไส้เดือน จะคิดให้เสียกำลังใจทำไม ภาพตรงหน้า เลขานุการสาวใหญ่กำลังมองตรงมาที่เธอ หญิงสาวโปรยยิ้มส่งออกไป

รอยยิ้มของหญิงสาวชาวไทยที่โปรยออกไปอย่างหวานหยดให้กับเลขานุการสาวใหญ่ของด็อกเตอร์อลันที่ปกติ เธอจะเป็นด่านแรกที่ชั้นหนึ่ง ก่อนจะยอมให้ใครที่มี สิทธิได้เข้าพบผู้บริหารหนุ่มจะไปหน้าลิฟต์ด้วยซ้ำ ก็เขาเป็นเจ้าของบริษัทด้านการรักษาความปลอดภัย แล้วทำไมเขาจะไม่รักษาความปลอดภัยให้ตัวเองเล่า มีรึจะยอมให้ใครที่ไม่ประสงค์จะเจอหน้าได้เข้าถึงตัวง่ายๆ น่ะ

ไม่-มี-ทาง !

Hoi!” (ฮอย!) ศลิษาเอ่ยทักทายเป็นภาษาดัชต์แปลว่า สวัสดี เธอยิ้มกริ่มตอบกลับมาอย่างเอ็นดู นางก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงหลงเสน่ห์แม่สาวน้อยตาโตคนนี้นัก ทั้งที่มีสาวๆ มากมายมาติดพันเจ้านายของหล่อน ทั้งสวยระดับนางฟ้า นางแบบ นางงามและดารา แต่ไม่ยักกะเอ็นดูใครมากเป็นพิเศษเท่าแม่หนูคนไทยคนนี้

จะว่าเพราะแจ็คกี้โทรมาแนะนำตัวเธอเป็นการล่วงหน้า หมายเพื่อเปิดทางก็ไม่เชิง แต่ดูรอยยิ้ม ท่าทีเจรจา เธอดูใส ไม่มีจริตจะก้านให้รำคาญตามากกว่า

“ว่าไงจ๊ะแม่หนูน้อย” เลขานุการสาวใหญ่ที่มีใบหน้าอ่อนเยาว์กว่าอายุจริงทักทายกลับด้วยคำถาม เพราะจากที่มองดวงตากลมๆ ใสๆ นั้น เธออาจจะต้องการความช่วยเหลือจากเธอ

“ฉันมาพบด็อกเตอร์ซาเร็คค่ะ” เธอเอ่ยคำนำหน้าชื่อกลางของเขา แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะยังคงรักษาท่าที นางตรึงใบหน้าเรียบขรึมเอาไว้อย่างมั่นคง สมกับเป็นเลขานุการด่านหน้าก่อนจะส่งใครไปพบด็อกเตอร์ซาเร็คได้ แบบนี้เรียกว่าใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหวสินะ

“คุณนัดท่านประธานไว้แล้วหรือเปล่า?” คำถามเสียงดุจากเลขานุการสาวใหญ่ ทำให้ศลิษาต้องตั้งสติเป็นอย่างมาก อย่างน้อยก็ไม่ให้กระเจิดกระเจิงไปก่อน

“ดิฉันโทรหาท่านแล้วค่ะ” ศลิษาทราบดีว่าระดับผู้บริหารย่อมไม่ยอมพบใครง่ายๆ หรอก ไม่ว่าจะคนไทยหรือชาติใดในโลก เพราะคนระดับนั้นเขามีเรื่องต้องคิดต้องทำเยอะแยะ ดังนั้นการปั้นน้ำเป็นตัวว่าเธอโทรนัดกับซาเร็คแล้วก็น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดตอนนี้ หากเธอผ่านด่านเลขาฯจอมโหดคนนี้ไปไม่ได้ เธอจึงจะใช้ไม้ตายต่อไป

“ถึงอย่างนั้น... คุณก็ต้องรอพบท่านตามคิวนัดหมายของวันนี้นะคะ แต่ดิฉันยังอดแปลกใจไม่ได้” เลขานุการสาวใหญ่กล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม มองจ้องมาด้วยแววตามั่นคง

“แปลกใจเรื่องอะไรหรือคะ?” ศลิษาเลิกคิ้วขึ้นสูงข้างหนึ่งเมื่อเอ่ยประโยคคำถาม

“ปกติท่านไม่ให้ใครเข้าพบง่ายๆ ถ้าไม่ใช่นักลงทุน พาร์ทเนอร์ทางธุรกิจอะไรเทือกๆ นั้น” นางกล่าวอย่างจับผิด หากยังถือว่านางปรานีแม่สาวน้อยคนนี้มากกว่าใคร ดูจากอาการแล้วนางมีความเป็นมิตรให้ศลิษามากเป็นพิเศษ

“ฉันมาจากเมืองไทย... และมีธุระสำคัญกับด็อกเตอร์มากๆ ค่ะ” เธอไม่ได้โกหกเพราะภารกิจนี้มันมีความสำคัญกับเธอมากจริงๆ

“ดิฉันรับทราบค่ะ แต่ต้องขอโทษจริงๆ ยังไงต้องขอดูหมายกำหนดการของท่านประธานก่อนนะคะ คงตัดสินใจให้คุณเข้าพบตอนนี้ไม่ได้”

“แต่ดิฉันโทรหาด็อกเตอร์ซาเร็คแล้วนะคะ” ศลิษายังย้ำแม้ว่ามันจะเป็นการปดคำโตก็เถอะ ถือซะว่าไวท์ไลก็แล้วกัน แล้วเธอพยายามอย่างมากที่จะกลบเกลื่อนความจริงว่าเธอกำลังโกหกอย่างหน้าตาเฉย

นางยิ้มมาแบบผู้ใหญ่ปรามเด็ก “คุณแจ้งฉันแล้วนะแม่หนูน้อย” นางเอ่ยตอบอย่างใจเย็น สายตาตรึงแน่วบนใบหน้าสวยที่นางก็ไม่ทราบว่าทำไมถึงถูกชะตาผู้มาเยือนคนนี้นัก เธอดูไร้จริตจะก้านและมีความเป็นมิตรอยู่อย่างเต็มเปี่ยม

“ฉันแค่อยากยืนยันน่ะค่ะ” ตอบแล้วยิ้มกว้าง แววตาใสไร้เล่ห์กล ศลิษาพยายามแสดงบทบาทสาวน้อยเจ้าของความซื่อใสไร้เดียงสา อย่างน้อยก็เพื่อให้ไปถึงตัวเจ้านายน้อยจอมอันตรายคนนั้น

“ไม่ต้องห่วงจ้ะ ฉันจะเรียนแจ้งท่านประธานให้ก่อน”

“อ้อ... นี่หุ้นส่วนใหญ่ของด็อกเตอร์ที่ประเทศไทยฝากเอกสารนี้มาให้ด้วยค่ะ และขอย้ำว่ามันลับโดยเฉพาะ” หญิงสาวหยุดสบตาอีกฝ่ายครู่หนึ่ง “ห้ามใครเปิดอ่านก่อนถึงมือด็อกเตอร์นะคะ” เธอเองยังไม่ได้เปิดอ่านเลย เธอไม่มีสิทธิ์ละลาบละล้วงเอกสารสำคัญระหว่างพ่อกับลูกชายหัวดื้ออยู่แล้ว เลขานุการสาวใหญ่ว่าควรทำแบบเดียวกันกับเธอ แม้ความเป็นเลขาฯ บางครั้งมีสิทธิ์สแกนเอกสารทุกอย่างก่อนถึงมือเจ้านายก็ตาม ศลิษากำชับอย่างอ่อนโยนเป็นการทิ้งท้ายก่อนโปรยยิ้มละไมเช่นเคย

“ฉันไม่ใช่คนเสียมารยาทหรอกนะจ๊ะแม่หนูน้อย” สาววัยกลางคนรับประกัน

“ฉันยังไม่ได้กล่าวหาใครทั้งนั้นค่ะ ฉันเพียงแจ้งให้ทราบ” เธอตอบอย่างมีท่าทีนอบน้อม ศลิษาไม่ใช่เด็กก้าวร้าวและเธอไม่ต้องการสร้างศัตรู รอยยิ้มอย่างมีมิตรไมตรีจึงประดับบนใบหน้าสวยสดใสอยู่เสมอ

“ฉันรับทราบจ้ะแม่หนูน้อย...” นางเอ่ย สีหน้านิ่งแน่ว ดูน่ากริ่งเกรงสมเป็นเลขานุการสาวใหญ่ด่านแรกของด็อกเตอร์เวทลีย์จริงๆ เลย เจนน่าก้มลงมองซองเอกสาร ตรวจสภาพความเรียบร้อย ก่อนเปิดหน้าจอเข้าไปในโปรแกรมนัดหมายของท่านประธาน

“ไม่มีรายชื่อคุณในลิสต์นัดหมายของวันนี้เลยนะคะมิส” สีหน้าเธอเรียบตึงขึ้นมาทันที มองมาด้วยแววตาผิดหวังน้อยๆ เธอจะผิดหวังมากหากรู้ว่าเด็กสาวที่นางรู้สึกดีด้วยกำลังพูดโกหก เลขานุการสาวมองจ้องมาราวว่ากำลังจับผิดได้ว่าเธอกำลังพูดโกหกเพียงเพื่อจะได้ผ่านด่านเลขาสาวหน้าดุเพื่อเข้าพบท่านประธาน

“ฉันอาจจะพิเศษไปสักหน่อย...” อ้างไปเรื่อย ต้องพยายามทำตีเนียนว่าสนิทสนมกับซาเร็คมากเป็นพิเศษ ศลิษาชินกับการเรียกชื่อเขาว่า ซาเร็ค เพราะเธอได้ยินอีวานเรียกชื่อนี้บ่อยๆ ศลิษาโปรยยิ้มให้เจนน่าเมื่อพบว่าตนเองกำลังถูกมองจ้อง อย่างน้อยเธอก็ต้องแสดงละครต่อหน้าเลขานุการสาวตรงหน้านี้ให้นางเชื่อเพื่อจะได้ผ่านด่านเลขานุการมหาโหดไปได้ก่อน

“พิเศษขนาดไหน ท่านก็จะสั่งให้ดิฉันลงนัดหมายค่ะ ถ้าอย่างนั้นฉันคงต้องเสียใจด้วยจริงๆ ที่คุณคงพบท่านในวันนี้ไม่ได้”

“ได้สิคะ เพราะดิฉันโทรนัดกับซาเร็คแล้ว”

“โอเค... ถ้าอย่างนั้น ฉันจะขึ้นไปเรียนแจ้งท่านประธานให้” นางรับปาก “อ้อ... ดีเลยจะได้เอาซองเอกสารลับซองนี้ไปให้ท่านด้วย คุณจะได้คลายความกังวล”

“ดีมากค่ะ” ศลิษายิ้มแป้นแล้น ถอนหายใจอย่างโล่งอก คาดว่าเลขานุการสาวคงเชื่อเธอสนิทใจเลยล่ะว่าเธอโทรศัพท์มาหาซาเร็คก่อนหน้านี้แล้ว และมีความสนิทสนมขั้นเรียกว่าพิเศษได้เลยทีเดียว เธอภาวนาขอให้เป็นอย่างนั้น

“บางทีหมายกำหนดการนัดหมายของท่านประธานก็มักจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่บ่อยๆ” เธอเปรย สายตามองสบกับผู้มาเยือน

“งั้นเหรอคะ” เธอส่งยิ้มหวาน จงใจโปรยเสน่ห์และกรุยทางสู่ถนนสายมิตรภาพ เลขานุการสาวใหญ่ยิ้มตอบกลับมาอย่างเสียมิได้

“คุณชื่ออะไรคะ? ศลิษาเอ่ยถาม ใบหน้ายังคงมีรอยยิ้มอยู่เสมอ เธอมีความเป็นมิตรกับคนทั่วไปจริงๆ

“เธอยังไม่เคยมาที่นี่ใช่มั้ยจ๊ะแม่หนูน้อย?” เลขานุการสาวถาม เธอส่งยิ้มบางอย่างนึกเอ็นดู สาวน้อยเอเชียแต่เหมือนจะมีแววตาออกมามาทางยุโรปนะ ถ้าสีผมของเธอเป็นสีทองหรือน้ำตาล เธอจะพอเดาเล่นๆ ได้ว่าหญิงสาวเป็นลูกครึ่ง แต่พอมีผมสีดำขลับแบบนี้นางไม่ขอเดาดีกว่า...

“นี่ครั้งแรกค่ะ” ศลิษาตอบน้ำเสียงอ่อนหวาน ทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มอย่างยื่นไมตรี

“ฉันชื่อเจนน่า”

“บริทเจทโจนส์ไดอารี่... เอ่อ คุณทำให้ฉันนึกถึงนิยายและภาพยนตร์เรื่องนั้นค่ะ ไม่รู้ทำไม... อาจจะเพราะสวยเหมือนๆ กัน” นอกจากยิ้มหวานเธอยังปากหวานใส่เลขานุการสาวใหญ่คนสวย เผื่อความหวานจะช่วยกระชับมิตร เธอคิดไปเองในใจ...

“โอเค ฉันจะถือเป็นคำชมนะจ๊ะ แต่ฉันไม่เห็นว่ามันจะเกี่ยวอะไรกัน แต่ถ้าเรื่องความสวย... ฉันยอมรับก็ได้” นางยิ้มแก้มแดงเรื่อ ผู้หญิงคนไหนก็ชอบเวลาถูกมองว่าสวยทั้งนั้นล่ะ แต่จะว่าไป เจนน่าก็สวยจริงๆ นี่นา แม้จะอายุมากแล้ว ก็ถือว่างามตามวัยล่ะน่า แม้ว่าเส้นผมของนางจะเป็นสีดอกเลา บนใบหน้ามีริ้วรอยบ้างตามกาลเวลา ร่องแก้มและหางตาเป็นร่องรอยของประสบการณ์ทั้งรอยยิ้ม เสียงหัวเราะและคราบน้ำตาที่สั่งสมมาตลอดช่วงวัย แต่รวมๆ แล้ว นางจัดว่าเป็นผู้หญิงสวยคนหนึ่ง

“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ ฉันเคยได้ยินเรื่องคุณบ่อยๆ แต่ได้รู้จักอย่างทางการก็วันนี้” ศลิษารู้ล่วงหน้าจากแจคกี้แล้วว่าจะต้องเจอเจนน่า แต่นางจะแปลกใจไปไหมถ้าแรกพบแล้วเธอทำทีสนิทสนมหรือแสดงออกไปว่ารู้จักเธอจากถ้อยคำของคนอื่น

“อ้อ... ยินดีเช่นกัน ว่าแต่ท่านประธานคงเล่าเรื่องฉันให้เธอฟังสินะ” นางเดาก่อนยิ้มกว้าง แต่มันเป็นการเดาที่คลาดเคลื่อนเล็กน้อย “แล้วเจอท่านประธานบ้างหรือยัง?” ศลิษาฟังแล้วขบคิด กลัวเหลือเกินว่าจะเป็นคำถามล่อซื้อ ถ้าคุยไปคุยมาแล้วเธอหลุดว่าเธอโกหกเรื่องที่เจ้าหล่อนโทรศัพท์นัดหมายกับด็อกเตอร์เวทลีย์ก่อนหน้านี้ เธอจึงเม้มริมฝีปากแน่น โปรยยิ้มแล้วตอบเสียงหวาน...

“ไปเจอที่เพ้นท์เฮ้าส์มาแล้วค่ะ” แต่โดนจับทุ่มออกมา แฮ่ ประโยคท้ายพูดได้แค่เพียงในใจ เพ้นท์เฮ้าส์ที่ไม่ไกลนักจากที่นี่ เธอรู้จากแจคกี้ว่าซาเร็คใช้เป็นที่พักในวันทำงานเพื่อความสะดวกในการเดินทาง จะว่าไปเธอก็ไปได้ทุกที่ที่มีเงาของเขานั่นล่ะน่า... เพราะเธอได้วีซ่าแบบพิเศษมา เธอหมายถึงกุญแจ คีย์การ์ดและประวัติการเช็คอินในโลกโซเชี่ยลของเขา มันเป็นข้อมูลที่แจคกี้เตรียมให้เธอเฉพาะภารกิจสุดหินครั้งนี้โดยเฉพาะเลย ยิ่งพวกคีย์การ์ด รหัสเข้าห้องนอน กุญแจสำรองรถยนต์ทุกคัน รวมถึงเรือทุกลำของเขา แล้วก็... ยังไม่บอกดีกว่า เอาไว้ถึงเวลานาทีฉุกเฉินที่เธอต้องใช้มัน เขาก็จะรู้เองว่าความลับของเขามารวมตัวอยู่ที่เธอหมดแล้ว หึหึ

“เป็นประสบการณ์ที่ดีใช่มั้ย” แน่ใจเรอะว่านั่นคือประสบการณ์ที่ดีของเธอ... มันน่าจดจำเป็นบ้า ก้นบวมไปสามวันแปดวัน

“ก็... ประมาณนั้นค่ะ” ประสบการณ์ที่ดี... ดีมากเลย โดนทุ่มสุดแรงแบบนั้น ฮึ!’ ประโยคต่อท้ายเธอโวยวายได้เพียงแค่ในใจ

“จากที่ดูหมายกำหนดการให้... วันนี้ด็อกเตอร์เวทลีย์ท่านคิวแน่นมาก” เจนน่าบอกผู้มาเยือน หลังจากละสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ โต๊ะทำงานของเธอเป็นระเบียบเรียบร้อยดูสบายตา จะมีก็แต่กองเอกสารและกระดาษที่น่าจะเป็นจดหมายในตะแกรงเอกสารเต็มไปหมด แก้วเครื่องดื่มลวดลายสวยงามดูเป็นผู้ดีมีสกุลรุนชาติ กระจกบานเล็กๆ ตั้งไว้หน้าโทรศัพท์ หญิงสาวรู้มาว่า พนักงานคอลเซ็นเตอร์หรือฝ่ายขายหรือพนักงานที่ต้องพูดคุยโทรศัพท์เป็นประจำจะถูกอบรมให้ตั้งกระจกไว้ประจำโต๊ะทำงานเพื่อสังเกตสีหน้าของตัวเองขณะคุยโทรศัพท์กับลูกค้า ถ้าเราอารมณ์ดี คุยไปยิ้มไป น้ำเสียงของเราก็จะน่าฟัง มีเสน่ห์ ทำให้ลูกค้าที่อยู่ปลายสายรู้สึกดีจนเกิดเป็นความประทับใจ แต่ถ้าเมื่อไหร่อารมณ์ไม่ดีขณะปฏิบัติการ น้ำเสียง สีหน้ามันจะออกทันที กระจกวิเศษนี่จึงเป็นตัวช่วยอย่างดี หากอารมณ์ไม่ดีจะได้ดึงอารมณ์ให้กลับมา เพราะน้ำเสียงและถ้อยคำที่กระชากและฟังดูห้วน ลูกค้าที่อยู่ปลายสายเมื่อได้ฟังย่อมรู้สึกได้

“รอได้ค่ะ ฉันตั้งใจมารอท่านประธานของคุณอยู่แล้วน่ะค่ะ”รอทั้งวันก็ยังได้... เพราะทั้งหมดที่เกี่ยวกับเขามันคืองานของฉันเธอดึงสติตัวเองออกจากภวังค์ก่อนจะตอบเลขานุการสาวใหญ่ที่มองจ้องราวว่ากำลังรอฟังคำตอบเธออย่างจดจ่อ ไหนๆ ก็มาแล้ว จะไม่ยอมมาเสียเที่ยวอย่างแน่นอน

“ไม่ทราบว่า... พอจะบอกได้ไหมคะว่ามีธุระสำคัญอะไร”

“ฉันเป็นตัวแทนจากหุ้นส่วนของซาเร็คจากประเทศไทยค่ะ”หุ้นส่วนชีวิต... พ่อเขาให้มาตามกลับไปบริหารบริษัทน่ะค่ะประโยคต่อท้าย ศลิษาเลือกที่จะบอกเธอในใจ เชื่อว่ามันเป็นเรื่องส่วนตัวภายในครอบครัวของเจ้านาย

“อ้อ... ปกติดิฉันจะรู้จักหุ้นส่วนแทบทุกรายของท่านประธานนะคะ แต่ดูเหมือนฉันไม่คุ้นคุณเลย” เจนน่าแย้ง ดวงตาแปลกใจอยู่ไม่น้อย เลขานุการอย่างเธอมีน้อยที่เรื่องสำคัญขนาดนี้จะหลุดรอดจากนางไปได้

“รายละเอียดมีในเอกสารแล้วค่ะ เกรงว่าจะเปล่าประโยชน์ที่ดิฉันจะชี้แจงอะไรให้มากความตรงนี้” เธอตอบเสียงอ่อนหวาน แต่ใต้ความหวานนั้นเป็นคารมอันเชือดเฉือน จะให้แปลง่ายๆ ภาษาชาวบ้านก็คือ ไม่มีความจำเป็นที่เธอต้องมานั่งอธิบายให้เลขานุการฟังเพราะการรับรู้ของนางไม่มีผลต่อผลลัพท์ของภารกิจนี้แม้แต่น้อย

เจนน่าชักสีหน้าตึงขึ้นนิดหนึ่ง ก่อนผ่อนลมหายใจออกมาเบาๆ ราวกับกำลังสะกดอารมณ์ให้ทำเป็นใจเย็นเอาไว้ก่อนกับคู่สนทนา “อาจจะนาน หรืออาจจะดึก” เลขานุการสาวใหญ่เอ่ยไปเรื่องคิวของด็อกเตอร์อลันหรือที่ศลิษาชินกับการเรียกเขาว่า ซาเร็ค

เจนน่ายอมไม่โต้เถียงเรื่องธุระของแม่หนูน้อยปากเก่งคนนี้ก็ได้ ใจรู้สึกแค้นอยู่นิดๆ ถ้อยคำระบุเวลาที่บอกไป ถ้าเธอรอไหวก็รอ สาวใหญ่มองมาด้วยสายตาประมาณว่า... รอไหวเรอะ

“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงค่ะ วันนี้ฉันจะต้องพบด็อกเตอร์ซาเร็คให้ได้” เธอหยุดมองจ้อง ก่อนจะเอ่ยต่อ คราวนี้อ้างบุคคลสำคัญ “แจ้คกี้บอกว่า... คุณจะช่วยฉันได้ทุกอย่าง” สาวน้อยเริ่มอ้างถึงบุคคลที่สาม ชื่อแจ็คกี้เป็นเหมือนใบเบิกทาง บางครั้งสรรพคุณใช้ดีกว่าวีซ่าเข้าเมืองบางประเทศเสียอีก

ชื่อของแจ้คกี้ทำให้เจนน่าชะงักครู่หนึ่ง เร็วๆ นี้จะมีสาวน้อยชาวไทยไปที่นั่นเพื่อทำเรื่องสำคัญอะไรบางอย่าง ผมอยากให้คุณดูแลและอำนวยความสะดวกให้แม่หนูนั่นทุกอย่างสาวน้อยตาโตที่มองมุมไหนนางก็ถูกชะตา คงเป็นคนนี้สินะ เจนน่าคิด

“โอ้แน่นอนจ้ะ... แต่ต้องขอดูก่อนนะว่าเรื่องนั้นมันจะทำฉันอึดอัดหรือเปล่า” เธอเอ่ยอย่างแบ่งรับแบ่งสู้ หากแววตาแสดงให้เห็นว่าเกรงใจแจ็คกี้อย่างเห็นได้ชัด เขามีความหลังอะไรต่อกันน้า... ทำไมแจ็คกี้มีอิทธิพลกับเธอเหลือเกินหญิงสาวคิดสงสัยอย่างมนุษย์ผู้หยุดเผือกไม่ได้

“แพลนวันนี้ทั้งหมดของด็อกเตอร์ซาเร็คเป็นยังไงบ้างหรือคะ?” หญิงสาวยิงคำถามเป็นเชิงล่อซื้อ

“อ้อ... แจ่ม” นางอุทานกับตัวเองอย่างขันๆ เห็นทีว่านางจะจนมุมเสียแล้ว และต้องช่วยเธออย่างไม่มีข้อแม้...

“หนูแค่อยากจะรู้ว่า ระหว่างวันอาจพอมีเวลาสั้นๆ ให้หนูได้พบเขา” เธอหยุดจ้อง “โดยที่ไม่ทำให้แพลนของเขาเสียน่ะค่ะ” เธอต้องแสดงให้เห็นว่าไม่ได้คุกคาม ก่อกวนหรือสร้างปัญหา เธอมาอย่างเป็นมิตร ใกล้ชิดอย่างแสนรู้... เธอมาเพื่อภารกิจล้วนๆ เลย แต่ต้องคุกคามอย่างน่าไว้วางใจ

“โอ... ยอดเยี่ยม เธอกำลังลวงล่อฉันอยู่นะแม่หนูน้อย...” เธอรู้ทันด้วยความอาวุโสกว่าที่มองปราดเดียวก็อ่านใจสาวน้อยชาวไทยได้อย่างทะลุปรุโปร่ง “แต่ฉันสมยอมก็แล้วกัน อลันจะไม่รู้ความจริงข้อนี้” นางกระซิบ เพราะการบอกความลับเจ้านายถือเป็นความผิดถึงขั้นไล่ออกได้ แต่ขัดใจแจ็คกี้ก็ยิ่งไม่ได้ เมื่อความสนิทสนมเริ่มบังเกิด ตำแหน่ง ด็อกเตอร์ที่นำหน้าชื่อของ... อลันก็พลันหายไป เลขานุการสาวใหญ่เอ่ยอย่างสนิทสนมพลางยื่นกล่องขนมใบล็กๆ ให้เธอแล้วยิ้มกว้าง

ศลิษารับมาอย่างง่ายๆ สัมผัสได้ว่าใต้กล่องมีกระดาษแนบไว้ เธอหันหลังเดินกลับไปนั่งที่รับรองผู้มาเยือน

เลขานุการสาวใหญ่จดแพลนงานของด็อกเตอร์ซาเร็คให้เธอละเอียดยิบ ราวว่าเขียนเอาไว้รอเธอโดยเฉพาะอย่างไรอย่างนั้น หญิงสาวกวาดสายตามองอย่างละเอียด คิวแน่นยิ่งกว่าดาราห้างแตกที่เมืองไทยเสียอีก สมกับเป็นประธานบริษัทยักษ์ใหญ่จริงๆ ด้วย แล้วอย่างนี้... เธอจะหาโอกาสแทรกตรงไหนดีละทีนี้ คงต้องรอจนกระทั่งเขาเลิกงานลงมาเองกระมัง

หญิงสาวก้มอ่านข้อความในกระดาษ งานเลี้ยงสังสรรค์แบบไพรเวท... นัดคุยคีย์แมนคนสำคัญของมาสเตอร์ชิบ ย่านไฮโซบน Roadzand ตั้งอยู่ในย่านไนท์ไลว์ฟของรอตเตอร์ดัมเงยหน้าขึ้นมาด้วยสีหน้าเคร่งคิด ทำยังไงเธอถึงจะไปงานเลี้ยงกับเขาได้นะ ปลอมเป็นแมลงหวี่... ไม่รู้ล่ะ ถ้าต้องล่า... เธอก็จะล่าให้ถึงที่สุด เธอยินดีทำทุกอย่างเพื่อให้ภารกิจเสร็จสิ้น ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นอลันต้องกลับไปกับเธอ ถ้าไม่ทำแบบนี้ เธอก็ตกงานกันพอดีน่ะสิ เธอยังตกงานตอนนี้ไม่ได้นะศลิษา เพราะแม่ต้องรักษาและใช้เงินจำนวนมาก เธอจะต้องทำภารกิจนี้ให้สำเร็จ จำเอาไว้!

ไปงานเลี้ยงกับเขา ศลิษาสามารถทำได้นะ เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหาสำหรับเรื่องนี้ เพราะท่านประธานให้บัตรเครดิตไม่จำกัดวงเงินในการช้อปปิ้งแก่เธอ ถ้าศลิษาต้องแต่งตัวสวยๆ แล้วสวมบทบาทเป็นคู่ควงของด็อกเตอร์เวทลีย์เธอก็ย่อมทำได้อย่างไม่มีอะไรต้องกังวล

ว่าแต่เธอจะแอบขึ้นไปรอบนรถเขาได้ยังไง หรือจะไปเซอร์ไพร์สเขาที่งานเลย... ศลิษาคิดอีกแง่หนึ่งถ้าไม่สามารถไปกับเขาได้ หรือเธอจะทัดทานเขาไว้ ให้เขายกเลิกนัดพวกนั้นแล้วอยู่กับเธอแทน เพื่อตกลงกันเรื่องกลับเมืองไทย อย่างน้อยๆ เธอต้องเร่งเจรจาระงับศึกแล้วพาเขากลับไปรับตำแหน่งให้เรียบร้อย เพราะเธอรับเงินจากท่านประธานมาล่วงหน้าแล้วครึ่งหนึ่ง ถ้าทำงานสำเร็จจึงจะได้ส่วนที่เหลือ จะว่าร้อนเงินก็ใช่ แม่ต้องทำคีโม เธอและครอบครัวมีความจำเป็นต้องใช้เงิน

“คิดอะไรอยู่หรือ?” เจนน่าเอ่ยถามเมื่อเห็นอีกฝ่ายเงียบไปนาน หลังจากที่นางลอบสังเกตศลิษาอยู่ก่อนแล้ว เพียงแต่หญิงสาวไม่ทันรู้ตัว

“ฉันกำลังคิดว่า... ระหว่างรอด็อกเตอร์เวทลีย์เลิกงาน ฉันจะหาอะไรทำดีน่ะค่ะ” หญิงสาวตอบด้วยรอยยิ้มแหยเพราะกำลังคิดหนัก

“อ่านนิยายไหมจ๊ะ?” นางไม่พูดเปล่ายื่นหนังสือนิยายให้ แต่จากที่เห็นนั่นมันภาษาดัชต์ เธออ่านไม่ออก แค่ภาษาอังกฤษก็ขี้เกียจแปลจะแย่แล้ว

“ไม่ค่ะ ฉันอ่านไม่สะดวกน่ะ” เธอปฏิเสธอย่างนุ่มนวล

“งั้น... ก็นั่งรอก็ได้ เดี๋ยวฉันจะพาไปนั่งรอที่ห้องรับรอง” นางว่าก็ลุกขึ้น เดินอ้อมออกมาจากโต๊ะทำงานแล้วเดินนำหน้าศลิษาไปยังห้องรับรอง

ภายในห้องรับรองนี้ตกแต่งด้วยโทนสีขาว มองแล้วสบายตา โต๊ะเป็นกระจกหุ้มขอบด้วยเหล็กสีเงินวาว เก้าอี้บุนวมสีครีมเข้ากันกับสีภายใน มีต้นไม้ใบเขียวไม้ประดับต้นเตี้ยๆ วางประดับไม่กี่กระถาง บนโต๊ะประดับแจกันดอกทิวลิปสีชมพูอ่อนหวานส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ เจือบางๆ ในอากาศ สร้างให้บรรยากาศภายในห้องละมุนขึ้น มองแล้วให้ความรู้สึกสดชื่น

“นั่งรอที่นี่ก็แล้วกัน ตรงนั้นมีจอมอนิเตอร์ เธอสามารถมองเห็นผู้คนเดินผ่านจุดทางเชื่อม ซึ่งถ้าท่านลงมาเธอก็จะมองเห็น” เจนน่าแนะนำ ท่าทางของนางเป็นมิตรขึ้นมากถึงมากที่สุดเมื่อศลิษาเอ่ยถึงแจคกี้... ท่าทางเจนน่าจะเกรงใจแจ็คกี้มาก ข้อนี้ทำให้ศลิษาชักสงสัยและอยากรู้ว่าทั้งสองมีความสัมพันธ์อะไรกันมาก่อนหรือเปล่า ทำไมอะไรๆ จึงดูง่ายหลังที่เธออ้างบารมีของแจ็คกี้ขึ้นมา

“โอ... เยี่ยมไปเลย” เธอเอ่ยปากชม

“งั้นฉันขอตัวไปทำงานต่อล่ะ ต้องขึ้นไปเรียนแจ้งท่านประธานทราบตอนนี้ หากต้องการเครื่องดื่มหรือขนม เธอสามารถสั่งสเตลล่าได้นะ สเตลล่าจะอยู่เป็นเพื่อนเธอ” นางหมายถึงหุ่นยนตร์สมองสาวน้อยที่รูปร่างทรงรีรูปไข่สีขาว ตาสีฟ้า คอมันหมุนรอบตัวแบบสามร้อยหกสิบองศาได้ ขนาดเท่าเอวเด็กชั้นประถม ตัวเล็กๆ ที่เลื่อนไปเลื่อนมาอยู่รอบๆ แล้วสงเสียงภาษาหุ่นยนตร์ออกมาก่อนที่จะพูดเป็นภาษามนุษย์เป็นการทักทาย แนะนำตัวแล้วก็บอกประโยชน์ของตัวมันเองอย่างเสร็จสรรพ

ศลิษาฟังแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ โลกในปี 2020 เป็นธรรมดาที่เราจะเห็นหุ่นยนต์เข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์อยู่อย่างหลากหลาย  หุ่นยนต์สาวน้อยสเตลล่าและเพื่อนพ้องพวกนี้มันใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า Ai พวกมันสั่งการด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง และคอยทำตามคำสั่ง เท่านั้น

สำหรับสเตล่ามีไว้คอยเฝ้าบ้าน อยู่เป็นเพื่อนและคอยส่งสัญญาณไปยังสถานีตำรวจหรือหน่วยกู้ภัยยามเกิดเหตุฉุกเฉิน มันจะคอยรายงานสถานการณ์ต่างๆ ตามแต่เราจะป้อนโปรแกรมเข้าไป ใช้แทนคนรับใช้และเพื่อนคุย และนั่นหมายถึงการใช้หุ่นยนต์มาแทนแรงงานคนเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง เพราะนอกจากมันจะประหยัดเรื่องค่าแรงแล้ว มันยังซื่อสัตย์ทำตามคำสั่งอย่างว่าง่ายไม่มีโต้เถียงอีกด้วย

“ขอบคุณมากค่ะ” ศลิษาเอ่ยคำขอบคุณก่อนส่งยิ้มหวาน

“โอเค อยู่กันได้นะ” เจนน่าหมายถึงศลิษากับเพื่อนใหม่อย่างสเตลล่า

”ค่ะ คุณไปทำงานเถอะค่ะ ฉันรบกวนเวลาคุณมามากแล้ว” ศลิษาเอ่ยถ้อยคำอย่างสำนึกคุณ หลังจากนั้นเลขานุการสาวใหญ่ก็เดินออกจากประตูไป หุ่นยนตร์สาวนามว่าสเตลล่าหมุนรอบตัวเองสามรอบ ส่งเสียงอู้อี้ๆ ในภาษาของมันแล้วก็เคลื่อนตัวเข้ามาอยู่ใกล้ๆ จะว่าไปมันอยู่เป็นเพื่อนเธอก็จริง ใบหน้าของมันมีดวงตากลมแป๋วสีฟ้า แต่ไม่มีจมูกและปาก มีหูสองข้าง แขนสั้นๆ สองข้าง หน้าอกถูกวาดด้วยเฉดสีที่ต่างออกไปจากลำตัว มองเผินๆ เหมือนเสื้อกล้าม ตรงกลางเป็นจอทัชสกรีนขนาดสี่เหลี่ยมผืนผ้า มองใกล้ๆ มีตัวอักษรสีเขียวและจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินเมื่อถูกสัมผัสจากการสั่งงาน ส่วนล้อที่หมุนรอบตัวเองได้ทำหน้าที่เป็นเหมือนขาและเท้า ดูรวมๆ แล้วน่ารักแบบตลกๆ ทำเอาศลิษาผุดยิ้มละไมส่งให้มันอย่างหยิบยื่นไมตรี แต่สายตาของมันที่มองมา ทำให้ใครบางคนที่สร้างมันขึ้นมาสามารถนั่งแอบมองเธอได้ทุกมุม ทุกอิริยาบถทั้งที่เขายังนั่งอยู่บนโต๊ะทำงานของเขาด้วยเช่นกัน

แม่หนูน้อย... กำลังถูกแอบมองยังไม่รู้ตัวอีกชายหนุ่มคิด สายตาของเขา... ทอประกายสนใจในตัวเธอ แววตาที่ไม่เคยมองแบบนี้กับผู้หญิงคนไหนมาก่อน ไหนว่าไม่ชอบไงละวะ... แต่ทำไมมองอยู่ได้’ 

+++++++++++++++++++++++++++++++++


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1 ความคิดเห็น