คัดลอกลิงก์เเล้ว

[OS] Last Day | #HENYANG

โดย BAKISA

เรื่องราวเกิดขึ้นในวันสุดท้ายก่อนปิดปีการศึกษา - #lastdayฮย #bakisafic

ยอดวิวรวม

149

ยอดวิวเดือนนี้

5

ยอดวิวรวม


149

ความคิดเห็น


3

คนติดตาม


16
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  4 เม.ย. 62 / 23:02 น.

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้





OS - HENYANG

"LAST DAY"

เรื่องราวเกิดขึ้นในวันสุดท้ายก่อนปิดปีการศึกษา

3129 words

Tag : #lastdayฮย | #bakisafic








             

เรื่องในตอนนี้ อัพเดท 4 เม.ย. 62 / 23:02

บันทึกเป็น Favorite


[OS] Last day

#Henyang

By: BAKISA



 

 

     วันสุดท้ายก่อนปิดปีการศึกษา

 



     ผมยืนอยู่ที่หน้าห้องชมรมในช่วงเช้าของวัน มันเป็นทางผ่านระหว่างหน้าโรงเรียนกับโรงเก็บจักรยาน ผ่านแบบที่เรียกว่าอ้อมโลก แต่เอาเถอะผมค่อนข้างจะจริงจังพอสมควร



     ในช่วงเช้าแบบนี้แถมห้องชมรมแทบจะเรียกได้ว่าร้าง ถ้าไม่ติดว่ามีเสียงดังปัก! ของลูกธนูที่พุ่งเข้าทำแต้มอยู่บนแป้นฟาง ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเสียงนั้นเป็นเสียงของใคร มีอยู่เพียงคนเดียวเท่านั้นที่ทำให้สามารถยิงศรออกไปได้อย่างเฉียบคมและรุนแรงขนาดนี้



     รุ่นพี่กวานเฮิง



     ผมกลั้นใจแล้วผ่อนลมออกมาเฮือกใหญ่ก่อนจะแง้มบานประตูเลื่อนไปทางขวา เปิดช่องว่างเล็กน้อยพอให้ตัวเองได้แอบลอบมองเข้าไป



     และมันก็เป็นอย่างที่ผมคิดจริงๆ รุ่นพี่กวานเฮิงยืนอยู่ตรงนั้นพร้อมกับคันธนูยูมิ ปลายเท้าทั้งสองข้างของเขาตรงกันเป็นเส้นตรง แยกออกทั้งซ้ายและขวาจากนั้นก็เริ่มต้นจัดระเบียบร่างกาย ผมยืนมองเขาจากซอกเล็กๆของประตู รุ่นพี่กวานเฮิงสง่างามมากจริงๆ



     ในตอนที่เขายกธนูขึ้นเหนือหัวแผ่นหลังของเขาตั้งตรง แขนไม่เคยหลุดงอ มีสมาธิและดูแน่วแน่ เมื่อเขาลดแขนลงมา ดึงสายธนูและลูกเตรียมพร้อมเพื่อยิง



     นั่นล่ะช่วงเวลาที่ผมรอคอย ชั่วอึดใจหนึ่งก่อนที่รุ่นพี่จะปล่อยมือผมมักจะเผลอกลืนน้ำลายเสมอ ผมตกหลุมรักลูกธนูของเขาเช่นเดียวกันกับที่ตกหลุมรักเขา ผมสามารถมองรุ่นพี่กวานเฮิงซ้อมคิวโดได้ตลอดทั้งวัน แต่ดูเหมือนว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้ายของผมแล้วที่ได้มองเขา



     พลันรู้สึกวูบโหวงอยู่ในอก ผมจะไม่ได้เห็นรุ่นพี่ซ้อมอีกแล้ว ไม่ได้นั่งเหม่อมองรุ่นพี่พูดตอนประชุมในชมรม ไม่ได้ฟังเสียงดุตอนที่ผมเผลอทำแขนงอ หรือโดนว่าที่ไม่มีสมาธิเพราะเขาเข้ามาใกล้เกินไป



     วันนี้เป็นวันสุดท้ายของเรา



     ไม่ไปรวมกับคนอื่นเขาหรือไง



     ผมสะดุ้งเฮือกหลุดจากภวังค์ หลบสายตาของอีกฝ่ายที่มองมา รุ่นพี่กวานเฮิงเดินออกจากตำแหน่ง วางคันธนูพิงกับกำแพงแล้วหยิบน้ำขึ้นมาดื่ม เขาสวมชุดโดกิ เครื่องแบบสำหรับคิวโด รุ่นพี่มักจริงจังเรื่องการสวมเครื่องแบบมาที่ห้องชมรมเสมอ เขาบอกว่ามันคือการเคารพสถานที่ แน่นอนผมโดนดุเรื่องนี้แน่เพราะผมสวมชุดนักเรียนอยู่เลย บอกกี่ครั้งแล้วว่ามาที่ชมรมต้องเปลี่ยนชุด



     นั่นไงล่ะ ผิดจากที่เดาไว้ที่ไหน และอาจจะเพราะผมโดนเขาดุบ่อยจนจากที่เคยกลัวเปลี่ยนเป็นกล้าที่จะยิ้มตอบ ผมคิดว่ามันคือการท้าทายนะ แต่เขาก็ไม่เคยโกรธผมเรื่องที่ผมยิ้มแทนที่จะสลดเลยสักครั้ง



     “ผมแค่จะแวะมาเฉยๆผมตอบกลับ เลื่อนบานประตูให้เปิดออกแล้วก้าวเข้าไปก่อนจะปิดมันลง ถอดรองเท้าวางไว้ที่ชั้นแล้วเดินเข้าไปนั่งพิงกำแพงอยู่ใกล้ พิธีใกล้จะเริ่มแล้วนะครับผมเงยหน้าขึ้นบอกกับคนที่ก้มลงมามอง



     รุ่นพี่กวานเฮิงหันหลบสายตาผมจากนั้นเขาก็นั่งลงบ้าง เรานั่งลงข้างๆกัน ไม่บ่อยนักหรอก มันจะเป็นแบบนี้เฉพาะเวลาเราอยู่กันแค่สองคนเท่านั้น



     “พี่ไม่อยากเข้าเขาพูด มันน่าเบื่อ



     “เลยมาเก็บความทรงจำครั้งสุดท้ายที่นี่แทนสินะครับผมถามกลับ



     “ทำนองนั้นรุ่นพี่เอ่ยรับ สายตามองไปที่ลานกว้างเพื่อหยุดมองที่แป้น ณ สุดปลายสายตาของเรา หยางหยาง



     “ครับ?”



     “คราวหลังจะมาที่นี่อย่าลืมเปลี่ยนเครื่องแบบให้เรียบร้อยเข้าใจมั้ยพี่กวานเฮิงบอก เขาหันมาทางผมด้วยสีหน้าจริงจัง ผมจึงพยักหน้ารับ เป็นแบบนี้ทุกครั้งไปเวลาที่ผมโดนตำหนิเรื่องไม่ค่อยยอมใส่เครื่องแบบ ผมเคยคิดว่าคงมีสักวันที่เขาจะเบื่อจนเลิกพูด แต่กระทั่งวันสุดท้ายเขาก็ยังคงพูดเรื่องนี้กับผมอยู่ดี อย่าเอาแต่ยิ้ม รับปากกับพี่ด้วย



     “รับปากก็ได้ สัญญาเลยผมตอบกลับ



     “มันต้องแบบนี้ เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับพวกรุ่นน้องพี่ฝากนายด้วยนะ



     เราหันมาสบตากันอีกครั้ง ชมรมที่รักนักหนาพี่กวานเฮิงกำลังวางมันไว้ในมือผมคนที่มักจะโดนเขาดุบ่อยๆแถมยังดื้อไม่ค่อยจะชอบใส่เครื่องแบบจนต้องโดนไล่ให้กลับไปเปลี่ยนมาใหม่



     เขากำลังฝากมันไว้กับผม ให้ตายเถอะ ผมแทบไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆ ไม่เชื่อว่าเขาจะยอมไว้ใจ และไม่เชื่อว่าตัวเองจะทำได้



     ผมจึงลังเลที่จะตกลง เรื่องนั้น…” ผมอึกอัก เห็นได้ชัดเลยทีเดียว ในบางสถานการณ์ผมก็กลายเป็นคนเก็บอาการไม่เก่งไปเสียดื้อๆ



     “ก็ที่ผ่านมาพี่ดุนายบ่อยๆ เข้มกับนายแค่คนเดียวเป็นเพราะเรื่องนี้รุ่นพี่ว่า จากทั้งหมดทุกคน นายโดดเด่นที่สุดรู้มั้ยหยางหยาง



     “…”



     ผมนิ่งเงียบ ทำเพียงแค่มองเข้าไปในตาของเขา เป็นแววตาที่ไม่เคยเห็นมาก่อนและได้แต่ถามตัวเองซ้ำๆขณะที่ความเงียบกำลังคืนคลานเข้ากลืนกินเราสองคน



     ผมถามกับตัวเองว่าทำไมวันนี้ถึงต้องเป็นวันสุดท้าย และถ้าหากเช่นนั้นแล้วผมควรจะพูดอะไรกลับไปบ้างหรือเปล่า เพราะช่วงเวลาตรงนี้เหมือนเป็นโอกาสเดียวของผมแล้วจริงๆ เนื่องจากเมื่อเราแยกจากกันรุ่นพี่กวานเฮิงก็จะกลับไปอยู่กับกลุ่มเพื่อนของเขา ผมจะกลับไปอยู่กับเพื่อนของผม



     และเมื่อใดที่เรากลับไปอยู่ในที่ของเรา ทั้งผมและเขาเราไม่เคยที่จะทักกันเลยด้วยซ้ำ มีเพียงผมที่มักจะหันหลังกลับไปมองตอนที่เราบังเอิญเดินสวนกันตรงทางเดิน ก่อนจะหันกลับเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่มีทีท่าจะสนใจกันเลยสักนิดเดียว



     แต่ในช่วงที่เรากำลังคุยกันเรื่องจริงจังอยู่แบบนี้ ผมควรพูดมันออกไปไหมนะ แล้วถ้าผมจะพูด ผมควรเริ่มต้นยังไง



     ความคิดมากมายหลั่งไหลเข้ามาในหัวเพียงเพราะประโยคเดียวที่เขาบอกกับผม จากทั้งหมดทุกคน นายโดดเด่นที่สุดรู้มั้ยหยางหยาง



     ถ้าเขายกตำแหน่งหัวหน้าชมรมให้ผมในตอนนี้ ผมจะสั่งทำโทษเขาสำหรับการที่มาเอ่ยชมพร้อมกับทำให้บรรยากาศระหว่างเราสองคนเปลี่ยนไปในวันปิดปีการศึกษา



     ผมชอบเขามาตั้งแต่ปี1 นั่นคือเรื่องจริงที่ไม่สามารถโกหกได้



     “วันสุดท้ายทั้งที จะไม่พูดอะไรบ้างเลยหรือไง



     “ก็ผมไม่รู้จะตอบยังไงนี่นาผมแก้ต่างให้ตัวเองสำหรับคำทักท้วงของเขา



     “งั้นเหรอรุ่นพี่กวานเฮิงละสายตาจากผมที่กำลังก้มหน้ากอดเข่าตัวเอง ปกตินายเป็นคนชวนพี่คุยแท้ๆ กลับกันเลยนะ



     “ก็ปกติรุ่นพี่ไม่เป็นแบบนี้นี่ครับพูดออกไปแล้วหยางหยาง



     “หื้ม?”



     และเขาไม่เคยขานรับคำของผมแบบนี้ สาบานได้เลย



     “ผมทำตัวไม่ถูกแล้วนะ



     “เขินหรือไง



     “…”



     เหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุนตอนที่รุ่นพี่ถามคำถามนั้นกับผม และเดาว่าตอนนี้ผมก็กำลังแสดงสีหน้าที่ทำให้เขาเดาคำตอบได้ไม่ยากว่าผมเขินอยู่หรือเปล่า ผมรู้สึกถึงมุมปากที่ยกขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ รู้สึกร้อนผ่าวที่ริมใบหูและกะพริบตาบ่อยกว่าปกติ



     ผมเขิน แบบ เก็บ-อา-การ-ไม่-อยู่ เลยล่ะตอนนี้



     “ขอโทษนะพี่แค่รู้สึกว่าต้องพูดให้ได้ ไหนๆก็มีโอกาสแล้วรุ่นพี่กวานเฮิงบอกและยิ้มให้กับผมเป็นครั้งแรกที่ผมได้รับรอยยิ้มนั้นใกล้ถึงขนาดนี้



     “รุ่นพี่จะบอกอะไรผมเหรอครับผมถามกลับด้วยน้ำเสียงสั่นไหว พยายามไม่คิดเข้าข้างตัวเองเพราะตลอดเวลาที่ผ่านมามันแทบไม่มีสัญญาณเลยว่าสิ่งที่เขากำลังจะบอกเป็นสิ่งที่ผมคาดหวังมาเสมอว่าจะได้รับ



     ผมตั้งใจมาที่นี่เพื่อแอบดูเขาซ้อมยิงธนูและนั่งหลบจากพิธีการแสนน่าเบื่อแล้วแยกย้ายจากกันไป ทว่าตอนนี้ทุกอย่างกลับตาลปัตรจนตั้งตัวไม่ทัน



     เริ่มต้นจากที่จู่ๆเขาก็ฝากชมรมไว้กับผม บอกกับผมว่าผมโดดเด่นที่สุดในสายตาเขา แถมตอนนี้เรายังมานั่งมองหน้ากันกับบทสนทนาที่ดูจะพูดยากกันทั้งคู่



     “พี่เห็นที่นายเขียนไว้หลังกระดุมเสื้อของพี่แล้วนะ



     “เอ๋…” กระดุม ผมทำหน้างงและพยายามนึกถึงกระดุมที่เขาพูดถึง



     “ลืม?” รุ่นพี่กวานเฮิงเลิกคิ้วถามก่อนจะหัวเราะออกมา เบ๊อะตลอด



     “เหมือนจะจำได้รางๆ ของเวลาผมนึกก่อนได้มั้ยครับรุ่นพี่ แป๊บนึง



     “จะนึกว่าไปเขียนไว้ตอนไหนหรือจะนึกว่าเขียนคำว่าอะไรล่ะเขาถาม



     “ก็ทั้งสองอย่างเลยผมตอบกลับแล้วขมวดคิ้วกับตัวเอง พยายามย้อนความว่าไปเขียนอะไรแบบนั้นไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ทว่าไม่ทันที่จะได้คำตอบอะไร รุ่นพี่กวานเฮิงก็ยื่นมือมาตรงหน้าผม มีกระดุมหนึ่งเม็ดอยู่บนมือของเขา นี่คือ…”



     “ดูเอาเองเขาบอก



     ผมพยักหน้ารับแล้วยื่นมือออกไปหยิบเจ้ากระดุมเจ้าปัญหาขึ้นมา มันเป็นกระดุมของชุดนักเรียนที่สีค่อนข้างจะเก่า ผมอาจจะเขียนมันไว้นานมาแล้ว



     หรือว่าจะเป็นตอนนั้นในช่วงใบไม้ร่วง เพราะนี่เป็นกระดุมของเครื่องฤดูหนาว



     ใช่แน่ ผมว่าผมพอจะรู้แล้วล่ะว่าสิ่งที่ผมเขียนมันคืออะไร



     วันนั้นเป็นวันที่เรามีซ้อมเหมือนเช่นทุกวัน ผมอยู่ปีหนึ่งและรุ่นพี่กวานเฮิงอยู่ปีสอง ผมแอบอยู่ในห้องล๊อกเกอร์พร้อมกับปากกาเมจิกหนึ่งด้าม กระดุมเม็ดนี้ยังคงเก็บความมุ่งมั่นอันเต็มเปี่ยมของผมไว้ในทุกอณูของมันซึ่งผมสัมผัสได้ว่ามันแผ่ซ่านไปทั่วทั้งมือ ความรู้สึกเมื่อตอนจรดปลายปากกาเขียนข้อความลงไปยังคงใหม่อยู่แม้จะผ่านมาปีกว่าแล้วก็ตาม



     “รุ่นพี่รู้ได้ไงว่าเป็นผมผมถามกลับพร้อมกำกระดุมในมือไว้แน่น



     “ไม่รู้หรอก พี่แค่หวังว่าจะใช่



     “เดามั่วนี่นาผมหลุดขำ



     “แล้วใช่หรือเปล่าล่ะเขาถามผมอีก



     บรรยากาศของเช้าวันปิดปีการศึกษาเป็นแบบนี้เองหรอกเหรอ ผมไม่เคยได้สัมผัสมันจริงๆจังๆมาก่อนเลย เหงื่อผมออกและลมเย็นๆช่วยพัดพาให้มันหายไปและวนซ้ำๆอยู่แบบนี้จนได้ยินเสียงลำโพงจากห้องประชุมดังแว่วออกมา



     พิธีเริ่มต้นขึ้นแล้วแต่เรายังนั่งอยู่ด้วยกันในห้องชมรม



     รุ่นพี่กวานเฮิงทวงคำตอบอีกครั้งด้วยสายตา



     ผมหลบสายตาของเขาเพื่อมองกระดุมในมือและกำลังจะพลิกด้านมันดูข้อความที่ผมเขียนเอาไว้ ทว่ามือของรุ่นพี่กลับคว้าห้ามไม่ให้ผมทำอย่างนั้น



     “ครับ?”



     “ถ้ามันไม่ใช่ของนาย นายก็ห้ามดูเด็ดขาดเขาบอก —”



     “ข้อความนั้นสำคัญมากเลยเหรอครับคำถามที่เอ่ยแทรกของผมสร้างความเงียบระหว่างเราเป็นครั้งที่สอง รุ่นพี่กวานเฮิงหยุดนิ่ง มือเขายังคงกุมมือที่กำกระดุมของผมเอาไว้เช่นเดิม



     “อืมรุ่นพี่พยักหน้า สำคัญ



     ผมซ่อนรอยยิ้มเอาไว้ไม่ได้อีกต่อไป



     “งั้นผมขอดูได้มั้ย



     ผมเชื่อว่ารุ่นพี่กวานเฮิงรู้แล้วว่ามันเป็นของผมจริงๆ เพราะเขาพยักหน้าและยอมปล่อยมือที่ห้ามไม่ให้คนที่ไม่เกี่ยวข้องได้ดูสิ่งที่อยู่หลังกระดุม



     ตอนนี้รุ่นพี่เม้มปากเล็กน้อย เขาดูเป็นกังวลไม่สิประหม่า



     ผมไม่เคยเห็นเขาประหม่าแบบนี้มาก่อนแม้กระทั่งในการแข่งขัน รุ่นพี่เป็นคนที่มีสมาธิมาก เขาเป็นอันดับหนึ่งของโรงเรียนเรา แต่ในตอนนี้เขาดูแปลกไป



     อันที่จริงเราทั้งสองคนเลยต่างหากที่ต่างแปลกไปจากเดิม ผมจากคนที่คอยพูดจ้อไม่หยุดเมื่ออยู่กับเขากลายเป็นนิ่งเงียบ ส่วนเขาที่มักจะคอยฟังแล้วขมวดคิ้วใส่กลายเป็นเริ่มต้นบทสนทนาและยิ้มให้



     น่าแปลกดีแต่ผมชอบที่เป็นแบบนี้ ชอบทุกสิ่งที่เป็นเขามาแต่ไหนแต่ไรแล้ว รวมทั้งชอบตัวเองที่มักมีปฏิกิริยากับเขาเสมอ ไม่ว่าปฏิกิริยานั้นจะออกมาเป็นแบบไหนก็ตาม



     อย่างเช่นครั้งนี้เมื่อผมพลิกกระดุมและอ่านข้อความที่เขียนอยู่ด้านหลัง



     “หยางหยาง เขาเรียกชื่อผมที่ไม่ยอมละสายตาไปจากเม็ดกระดุมบนมือ ตามหลักแล้วเขาจะเขียนกันไว้บนกระดุมเม็ดที่สอง—”



     “รุ่นพี่…”



     “ขอโทษนะที่เห็นช้า พี่น่าจะเห็นเร็วกว่านี้รุ่นพี่ยิ้มไปพร้อมกับคำพูดของตัวเองที่บอกกับผม



     ผมมองเขาที่ย้ายเปลี่ยนตำแหน่งจากตอนแรกที่เรานั่งข้างกันกลายเป็นเขาที่อยู่ตรงหน้าผมแทนและผมที่นั่งชันเข่ามาตลอดเมื่อสักครู่นี้ก็ถูกดันให้นั่งราบ ระยะห่างของเราลดน้อยลงเรื่อยๆจนเมื่อผมหลับตา



     สิ่งที่ถูกเขียนอยู่หลังเม็ดกระดุมเสื้อถูกเน้นย้ำให้มั่นใจว่าหมายความเช่นนั้นจริงๆผ่านสัมผัสละมุนบนริมฝีปาก



     จูบแรกในวันสุดท้ายของเรากับคำสารภาพจากความลับในหัวใจที่เก็บเอาไว้มาแสนนาน



 

     ชอบ…’


     เหมือนกัน…’



 

 

 

-Fin-

 

 

 

- Special-

 

 


 

        การเป็นประธานชมรมของผมมันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด ราวกับว่าทุกสิ่งประเดประดังเข้าหาผมทั้งหมด ทั้งการจัดการเรื่องงบประมาณและความรับผิดชอบในการดูแลการฝึกซ้อมในขณะที่ครูประจำชมรมไม่อยู่ ซึ่งแน่นอนว่าพวกเราเห็นเขาเพียงแค่ช่วงเปิดปีการศึกษาถึงสัปดาห์แรก กลางเทอม ปลายเทอม และช่วงที่มีแข่ง ดังนั้นจึงเป็นผมที่ต้องดูแลชมรมนี้



     แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ผมเหนื่อยเกินไปจนอยากจะลาออก ผมยังมีความชอบและหลงใหลในการยิงธนู รวมถึงเด็กคนนั้นที่มักจะมาสายและเรียกร้องความสนใจจากผมด้วยการไม่ค่อยยอมสวมชุดโดกิเวลามาเข้าชมรมนั่นก็ด้วย



     ผมชอบเขา



     ความรู้สึกนี้มีอิทธิพลต่อผมตั้งแต่ช่วงต้นเทอมหนึ่ง ผมมักจะหงุดหงิดเวลาที่เด็กใหม่ไม่ฟังสิ่งที่ผมสั่ง แต่สำหรับเด็กคนนั้นเวลาที่ผมดุแล้วเขาเริ่มกล้าที่จะยิ้มตอบแทนที่จะก้มหน้าคอตกแบบทุกครั้ง ปฏิกิริยาของเขาสร้างความประทับใจให้กับผม



     ผมชอบรอยยิ้มนั้น รอยยิ้มที่สดใสเหมือนดอกทานตะวัน



     แต่ผมไม่เคยคิดที่จะบอกกับเขาว่าผมรู้สึกยังไง สิ่งที่ทำได้ก็มีแค่คอยจับตาดูในฐานะรุ่นพี่ก่อนจะพบว่าผมตกหลุมรักไม่ผิดคนจริงๆ



     ถึงจะมีบางครั้งที่เขาทำผิดพลาดในการยิงธนูคิวโดในเรื่องท่าทางและสมาธิเป็นบางครั้ง ทว่าฟอร์มของเขาอยู่ในเกณฑ์ที่น่าจับตามองมากจริงๆ ขนาดที่ว่ารุ่นพี่เฉียนคุนประธานชมรมปีที่แล้วยังเอ่ยปากกับผมเลยว่าหยางหยางมีพรสวรรค์



     จนกระทั่งเมื่อผมได้ขึ้นมาเป็นประธานชมรมในปีสุดท้าย ผมจึงติวเข้มกับเขามากกว่าคนอื่น หรือในอีกความหมายหนึ่งคือผมได้เข้าใกล้ชิดเด็กคนนั้นมากกว่าทุกที อาจจะฟังดูนิสัยแย่ไปหน่อยแต่ผมใช้คำว่าประธานชมรมในการเข้าหาคนที่ตัวเองชอบ



     ทว่าเมื่ออยู่ในเวลาเรียนปกติผมก็กลายมาเป็นผมคนเดิมเหมือนเมื่อปีก่อน เวลาเราเดินสวนกันเราทำเป็นไม่สนใจ เพราะผมไม่อยากตอบคำถามเพื่อนหรือตอบคำถามของเขาถ้าเกิดวันหนึ่งเขาถามผมว่า ทำไมรุ่นพี่ถึงชอบมองผมนักล่ะครับ ผมคงหาคำตอบดีๆให้เขาไม่ได้นอกจากคำว่า ชอบ ซึ่งผมไม่รู้ว่าถ้าพูดมันออกไปจะเปลี่ยนให้สถานการณ์ที่ราบรื่นของผมไปหรือเปล่า ผมยังอยากให้เขาพูดคุยกับผมที่ชมรมอยู่ ยังอยากให้เขาอยู่ในชมรมคิวโดกับผม แต่ผมก็มักจะเหลียวกลับไปมองเขาในตอนที่เขาไม่รู้ตัว



     ผมชอบหยางหยาง รุ่นน้องในชมรมของผม



     แล้ววันหนึ่งในตอนที่ผมกำลังจัดเสื้อผ้าในตู้เสื้อผ้าตามที่ถูกแม่สั่ง กระดุมเม็ดที่สามของเสื้อฟอร์มฤดูหนาวของผมมันก็ไปเกี่ยวกับเสื้อของพี่สาวจนด้ายมันยืดออกมา



     ผมกำลังจะเอาไปให้แม่ช่วยซ่อมให้ แต่ผมก็เห็นข้อความที่ถูกซุกซ่อนอยู่ในนั้น คำว่า ชอบถูกเขียนไว้ด้วยปากกาเมจิกสีดำ มันเริ่มเลือนรางแต่ยังเห็นได้ชัดอยู่



     ผมไม่แน่ใจเท่าไหร่ว่ามันเป็นของใคร จะมีสักกี่คนที่สามารถมาเขียนข้อความสารภาพรักนี่บนหลังกระดุมเสื้อนักเรียนผมได้ นอกเสียจากคนที่สามารถเข้าถึงเสื้อนักเรียนของผมในตอนที่ผมไม่อยู่



     คนคนนั้นไม่ใช่เพื่อนในห้องก็คนในชมรม



     ผมเทียบลายมือกับทุกคนโดยที่พวกเขาไม่รู้ตัวผ่านสมุด หนังสือ และใบประเมินชมรมก่อนปิดเทอมที่ผมสั่งให้พวกเขากรอกและผมก็พบเจ้าของลายมือของคำว่าชอบคนนั้น



     ผมไม่ลังเลที่จะเขียนข้อความตอบรับคำสารภาพนั้นลงไป



     มันอาจจะผิดพลาดแต่ผมก็จะลองดูสักครั้งในเมื่อวันพรุ่งนี้คือวันสุดท้าย ผมจะไปหาหยางหยางในชั่วโมงก่อนที่โรงเรียนจะเลิกถ้าเป็นไปได้



     ขอร้องล่ะช่วยเป็นเขาทีเถอะนะ




#lastdayฮย | #bakisafic



เกิดความอยากอ่านฟิคเฮนหยางขึ้นมาแล้วก็หาไม่ได้เลย...

บวกกับเวลาชีวิตที่สามารถเจียดมาแต่งสนองนี้ดตัวเองได้มีเท่านี้

ก็เลยออกมาเป็นเพียงOSสั้นๆเท่านั้น อะฮึก

แต่ยังไงก็อ่านจบแล้วทิ้งฟีดแบคไว้ให้กันได้นะคะ

ทั้งคอมเม้นในหน้านิยายนี้และในแท๊ก #lastdayฮย ในทวิตเตอร์ได้เลยค่ะ

สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อน บ๊ายบายค่ะทุกคน

หวังว่าเราจได้เจอกันใหม่กับฟิคเฮนหยางเรื่องหน้านะคะหวังว่า แฮะ







 

 

 

  

 

 

 


             

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ BAKISA จากทั้งหมด 18 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

3 ความคิดเห็น

  1. #3 PVplace (@PVplace) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 16 เมษายน 2562 / 12:11

    น่ารักมากกกก
    #3
    0
  2. #2 Lyla K.W. (@lllllyla2424) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 5 เมษายน 2562 / 15:23
    น่ารักมากกกก ;-;
    #2
    0
  3. #1 ploychompu25455 (@ploychompu25455) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 5 เมษายน 2562 / 03:07
    น่ารักมากๆๆ เลยตัว รุ่นพี่อบอุ่นมากคนน้องก็น่ารัก
    #1
    0