หนี้รัก...ภุมรินทร์

ตอนที่ 69 : Re Up : บทส่งท้าย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 104
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    20 พ.ย. 61

บทส่งท้าย

 

               เส้นทางที่อยู่เบื้องหน้าสว่างไสวด้วยแสงสีทอง ราวแพรพรรณพลิ้วพรายรอบ ส่งละอองโปรยปรายระยิบระยับ ดูประดุจเสี้ยวดาวประกายพรึก มันกะพริบวูบวาบอยู่รอบร่างบาง เนิ่นนานหรือชั่ววูบ เปมิกาบอกไม่ได้ รู้แต่กำลังเคลื่อนผ่านอุโมงค์แสงแสนสวยงาม


               เปมิกาลืมตาตื่น ระลึกได้ว่าอยู่บนที่นอน มันแสนอ่อนนุ่ม ให้สัมผัสเบาสบายราวกับลอย กลิ่นหอมละมุนฟุ้งไปจนทั่วร่าง ทั้งยังมีไอแสงเรืองรองจากทุกที่ เพดานด้านบนประดับมรกตล้อมด้วยสรรพอัญมณี ช่างน่าแปลกที่คุ้นตาเป็นที่สุด เหมือนเคยเห็นมาก่อนและรู้สึกถวิลหาเกินคำพรรณนา  


เธอลุกขึ้นจากเบาะเตียง มันเปลี่ยนจากนิ่มนุ่มเป็นแข็งตึงแต่พอประมาณ จากคล้ายไอหมอก กลับประหนึ่งเป็นผิวน้ำ ราวเยลลี่ก็ไม่ปาน แต่ไม่เหนียวเหนอะหนะหรือดีดตัวจนกระเด้ง หญิงสาวลุกขึ้นได้ง่ายดาย ไม่ถูกความยวบไหวฉุดร่างบางให้จม หย่อนขาข้างเตียงไปสู่พื้นที่ราบเรียบ ราวกระเบื้องแต่นิ่มหยุ่น ทว่าก็ให้สัมผัสตึงสบายเท้า ไม่รู้สึกถึงฝุ่นละเอียดแม้สักอณู มันคือความเรียบสะอาดที่ช่างแสนละเมียดละมุน อิ่มสุขทันทีเมื่อได้หวนระลึก ว่าเพิ่งกลับมายังวิมานของตนในแค่ชั่วหัววัน


“กลับมาแล้วหรือเพคะ”


เปมิกาหันไปทางปลายเตียง มีบาทบริจาริกานางหนึ่งทรวดทรงดูอรชร นางนั่งพับเพียบ ห่มสไบเฉียงที่ประดับด้วยมุกมณีทั้งผืน มันดูเลื่อมไสว คล้ายจะหนักแต่กลับโปร่งพลิ้ว มันเปล่งประกายเจิดจรัส กระนั้นก็ไม่เท่ารัศมีของตัวนางบาทบริจาริกาเอง ผิวกายของนางผุดผ่องรุ่งเรือง แต่กระนั้นก็ไม่อาจเทียบกับของเปมิกา


“สุวรรณี นี่เพลากระไรแล้ว”


“ดอกสุพรรณรัชฎาเพิ่งบานชั้นแรกเมื่อครู่เพคะ”


เปมิกามองไปที่แจกัน ดอกไม้ทิพย์ที่ว่ามีกลีบทั้งหมดหกชั้นด้วยกัน น่าแปลกที่เธอรู้จักมัน เธอรู้ว่าแต่ละชั้นแทนเวลาบนสวรรค์นานสองชั่วโมงไม่เกินไม่ขาด ตอนกลางวันจะเปล่งแสงสีทองดูเรืองระยับ เพลาเที่ยงจึงบานสะพรั่ง ก่อนจะค่อยๆ หุบกลีบลงจนเป็นดอกตูม นั่นคือพลบค่ำพอดี สองชั่วโมงผ่านไปจึงบานชั้นแรกอีกหน แต่คราวนี้มันจะเปลี่ยนรัศมีเป็นแสงสีเงิน ประหนึ่งดวงจันทร์ฉายแสงออกมา


เปมิกาลุกขึ้นยืน เธอจำได้แล้วว่าอธิษฐานจิตลงไปเกิดหลังทำสมาธิ เมื่อคืนนี้เธอตื่นก่อนหัวรุ่ง ทำสมาธิเสร็จก็จุติลงไปเกิดบนโลก ปฏิสนธิเป็นมนุษย์ชื่อเดียวกัน ไปเกิดเป็นเพื่อนเล่นในวัยเยาว์ของปฐวี นับดูแล้วเท่ากับเธอหายไปจากสวรรค์แค่สองชั่วโมงเศษๆ ก่อนจะกลับมายังวิมานหลังเดิมของตน


น่าแปลกแต่ธรรมดา เธอระลึกได้ว่าเคยอ่านเรื่องพวกนี้ นั่นเป็นตอนที่เธอบวชเป็นชี เธอเคยใช้เวลาว่างอ่านหนังสือแนววิทยาศาสตร์ มันอยู่ในห้องสมุดโรงเรียนวัดกระทิง แต่ตอนสงครามไม่มีใครยืมอ่าน นักฟิสิกส์ผู้เขียนหนังสือกล่าวไว้ว่า เมื่อนักบินอวกาศเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเข้าใกล้แสง มิติเวลาของบุคคลผู้นั้นจะช้าลงไปเอง


แต่ขณะเดียวกัน แรงดึงดูดของมวลก็มีผลต่อเวลา อย่างที่ปรากฏในภาพยนตร์วิทยาศาสตร์เรื่องอินเตอร์สเตลลาร์ ซึ่งพวกพระเอกลงจอดที่ดาวเคราะห์ใกล้หลุมดำ แค่ไม่ถึงชั่วโมงดี เวลาบนยานอีกลำที่อยู่ในวงโคจรรอบนอกกลับผ่านไปร่วมยี่สิบปี มิติสวรรค์เองก็รุ่งเรืองด้วยแสง มีกายทิพย์ซึ่งแปลตรงๆ ว่ากายละเอียด ยิ่งสวรรค์ชั้นสูงยิ่งมีกายอันละเอียดประณีต ไม่แน่ว่าทางฟิสิกส์ เหล่าเทพเทวดาทั้งหลายอาจมีกายเป็นคลื่นแสงระดับต่างๆ ไปเสียเอง


เพียงเหลียวไปหาสุวรรณีอีกครั้ง เทพนารีรับใช้ก็โน้มตัวลงไปยกพาน นางคลานเข่าเข้ามาหาเปมิกา เป็นพานมรกตสีเขียวประกายทองน่าหลงใหล แต่ผ้าแถบผืนเล็กๆ บนนั้นงดงามกว่า มันเรืองรองราวทองประกายพรึกพร้อมกลิ่นหอมละไม มันคล้ายมะลิ แต่หอมกว่าจนไม่อาจพรรณนาได้ เธอหยิบมันขึ้นมา สัมผัสบอบบางยิ่งกว่ากระดาษสา เพียงผืนเท่าผ้าเช็ดหน้า แต่กลับคลี่ออกมาเป็นผ้านุ่งได้ทั้งตัว


เมื่อผลัดผ้าเสร็จ เปมิกาจึงเดินไปยังอีกห้องหนึ่ง ประตูคล้ายแง้มออกเองเพื่อต้อนรับเธอ แต่ด้านในนั้นมีเทพนารีอีกสององค์คอยเปิดประตูให้ ภายในโอ่โถงมเลืองมลัง เต็มไปด้วยชั้นแก้วใสสะอาดตาและเปล่งประกาย มันสูงจรดเพดานที่เป็นทองคำฉลุลาย บนแต่ละชั้นแก้วคือเครื่องประดับซึ่งล้วนแล้วแต่วิจิตรด้วยอัญมณี


ทั้งหมดเป็นของเธอ เปมิกาจำทองพระบาทวงนั้นได้ดี มันประดับไว้ด้วยเพชรพลอยน้ำดี แต่เม็ดประธานนั้นคือทับทิมอันสุกปลั่ง เธอหยิบมาสวมที่ข้อเท้า ปลีแข้งงามยิ่งสุกสว่างเมื่อสวมมัน เธอเงยหน้ามองหาปั้นเหน่งทองคำ เม็ดใหญ่ตรงกลางนั้นคือไพลินเข้มจรัส มันส่องประกายสีน้ำเงินกล้านัก หากก็มิได้กล้ากว่ารัศมีกายของเปมิกาเอง


เธอเลื่อนลอยขึ้นไป ร่างกายเล็กบางลอยสู่อากาศทันทีที่คิด เธอเลือกหยิบพาหุรัด มันอยู่ที่ชั้นด้านบน เกือบสุดโถงทิพยสมบัติอันตระการตานี้ สรรพเครื่องประดับน้อยใหญ่เคยเป็นของเธอ เธอจำได้ทุกชิ้น ทุกสิ่งอันเหล่านี้เธอเคยร่วมถวายแก่พระบรมครู ล่วงมาตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นพระมเหสีของจอมกษัตริย์องค์หนึ่ง เนิ่นนานนับหลายอสงไขย[1]กัป[2] ทว่าทุกชิ้นที่อยู่ตรงหน้า ล้วนแล้วแต่งดงามกว่าวัตถุมีค่าที่เธอถวายพระสัพพัญญูไป


 แต่งองค์จนเสร็จ เธอจึงกลับออกมาแล้วตรงไปยังโถงปราสาท ทุกสิ่งล้วนแล้วแต่วิจิตรงดงาม ศิลปกรรมมากมายแล้วด้วยมณีสวรรค์ เทพบริวารนั่งเรียงเป็นแถว เปมิกานั่งบนตั่งผลึกมณีนพเก้า แต่ละองค์ก้มน้อมลงกราบพลางเปล่งสาธุการ ต่างชื่นชมในรัศมีแห่งบุญที่เรืองสว่าง ทุกองค์บอกว่าเป็นโอภาสที่รุ่งเรืองกว่าเมื่อวันวานอย่างไม่อาจจะเทียบกัน


แค่ชั่วหัวรุ่งเท่านั้น การลงไปเกิดเป็นมนุษย์ให้ผลมหาศาล ผลบุญและบารมีส่งผลกับทั้งวิมาน มันรุ่งเรืองกว่าวันวานโดยเฉพาะรัศมี แก้วมีค่าเปล่งประกายกว่าเดิมจริงๆ เทพบริวารเล่าว่าคอยเปล่งสาธุกับเธอทุกที เปมิกาเทพนารีเล่าถึงวิถีชีวิตของชาวมนุษย์ให้เทพรับใช้ฟังอย่างเปี่ยมสุข เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความแช่มชื่น สุรเสียงของแต่ละองค์ช่างไพเราะจับใจ


เพียงสนทนากันแบบปรกติ ก็ฟังราวกับอยู่ในการบรรเลงดนตรีแบบปากเปล่า[3] กลิ่นหอมมากมายลอยฟุ้งเข้ามา ลอดช่องพระแกลเข้ามาจากนอกปราสาท สุวรรณีที่นั่งพัดวีอยู่ด้านหลังจึงเข้ามากระซิบ นางบอกว่าตอนนี้สวนสวรรค์รอบวิมานเต็มไปด้วยผลไม้ทิพย์โอชา เปมิกาใคร่จะออกไปดู ทันทีที่เอ่ยปาก หมู่เทพนารีตรงหน้ากว่าสองในสามก็ก้มกราบแล้วหายวับไป


เปมิกาเกือบจะตกใจ ก่อนระลึกได้ว่านี่เป็นปรกติที่พบเสมอ เธอเดินออกไปพร้อมด้วยสุวรรณี มีเทพบริวารล้อมหน้าล้อมหลังอีกหมู่หนึ่ง พวกเทพบุตรส่วนหนึ่งก็หายไปด้วย พอเธอเดินออกมาถึงหน้าบันไดลงปราสาท เพลงทิพย์จากเครื่องดนตรีสวรรค์ก็เริ่มบรรเลง หมู่เทพบริวารที่หายตัวไปของเธอนั่นเอง แต่ละองค์มาเตรียมเพลงขับกล่อมอย่างรู้การงาน


มีบางองค์ปูลาดพรมทิพย์ไว้ สัมผัสนุ่มละเมียดละไมยิ่งกว่าผ้าแพรผ้าไหมใดๆ ในโลก หลายองค์เธอจำได้ว่าเคยรับใช้มาแต่สมัยยังเป็นมนุษย์ หลายภพหลายชาติมาแล้วเสียด้วย แต่ส่วนใหญ่ตามกันมาตั้งแต่สมัยที่เธอเป็นพระมเหสี บุญที่ถวายพระพุทธเจ้าหลายพระองค์หนุนเนื่องไม่เคยหมด ประหนึ่งห้วงธาราที่หลั่งรินให้ดินอุดม เบื้องหน้าเต็มไปด้วยดอกไม้ทิพย์ดารดาษและสดใสรุ่งเรือง แต่ละดอกมีรูปและกลิ่นเป็นเอกลักษณ์อันวิจิตรตระการตา


มันขึ้นเรียงเป็นระเบียบ เล่นพุ่มเล่นชั้นงดงามตราตรึงเนตร ป่าใบสีเขียวก็ระยิบดูชุ่มชื้น หากก็เรืองไสวคล้ายประกายเพอริดอต[4]ฉะนั้น มีสระน้ำใสพร้อมกอบัวแก้ว มีแผงกั้นเป็นประตูน้ำที่เชื่อมกับสายธารซึ่งทำด้วยบุษราคัม ใบบัวเลื่อมพรายราวมรกตฉะนั้น น่าลงเล่นลงสรงให้เป็นที่ฉ่ำหัวใจ


เปมิกาท่องสวนสวรรค์ของตนอยู่อีกเป็นนาน เพลิดเพลินเจริญใจในความวิจิตร มีดนตรีขับกล่อมเสนาะโสตให้เย็นจิต ทัศนียภาพเปี่ยมสุขสมกับเป็นโลกสวรรค์ แต่จู่ๆ เพลงบรรเลงก็หยุด เปมิกาแปลกใจและหันหลังกลับ ตรงหน้าเธอคือแสงโอภาสรุ่งเรืองเหลือจะนับ ปีติซาบซ่านเอิบอาบทั่วกายเล็กบาง เทพบุตรตรงหน้าแย้มยิ้มให้เธอ


“รอนานไหม เป”


เปมิกาทรุดลงตรงหน้า ทำท่าจะก้มกราบแต่พลันถูกหยุด ปฐวีเทพบุตรรุดมาประคองเธอ เขาพาให้เธอลุกพลางจับมือไว้ เทพนารีมีน้ำตาคลอ เธอเงยเนตรสบ ฝ่ายเทพบุตรยกหัตถ์ขึ้นปาดหยดใส เขาลูบไล้ปรางค์นวลเนียนชวนหวามใจ ทั้งยังโอบเอวไว้จนเธอแนบกับแผงอกแกร่งงาม


“ขอบใจมากนะเป”


ปฐวีเปลือยท่อนบนและสวมเพียงสังวาล ฝ่ามือใหญ่หนาทว่าละเมียดลูบบนศีรษะของเธอ


“อุตส่าห์ลงไปช่วยพี่บำเพ็ญเนกขัมมบารมี”


“หม่อมฉันนึกว่าเจ้าพี่จะไปสถิตที่พรหมโลกเสียอีก” เทพนารีสาวกระเง้ากระงอด หลังมือข้างหนึ่งยกซับน้ำตาที่พาลจะเอ่ออีก “นึกว่าจะต้องอยู่เฝ้าวิมานคนเดียวเสียแล้ว”


ปฐวีบีบจมูกเธอเข้าให้ เขาจับมันส่ายไปมาจนดวงหน้าของเธอสั่นไหว เปมิกางอแงจะดันตัวหนี แต่ก็ไม่พ้นไปจากคีมเหล็กของเขา เพิ่งสังเกตเหมือนกันว่าเทพบริวารหายไปกันหมดตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้


“พี่เคยใจดำทิ้งเปอยู่ที่นี่คนเดียวที่ไหน เมื่อวานก่อนลงไปเกิดก็สัญญาแล้วนี่นา พี่รู้วิธีเคลื่อนจิตลงมาจากฌานหรอกน่า ขืนทรงฌานไว้ คงอีกนานกว่าจะได้กลับลงไปบำเพ็ญบารมีอีก เปก็รู้นี่”


“ฮึ!” เสียงไพเราะของเปมิกาฟังดูเหมือนเด็กสาวๆ “ที่แท้ก็ห่วงแต่บำเพ็ญพุทธบารมี”


“ใครบอกล่ะ”


ว่าแล้วปฐวีเทพบุตรก็ดึงเปมิกาเข้าไปหอมหนึ่งฟอด เธอยังงอแงจะดันตัวออก แต่กลับกลายเป็นว่าโดนหอมแก้มไปอีกฟอดหนึ่ง


“แน่ะ” เปมิกายังดีดดิ้น เธอดันตัวออกมาจนได้ แต่ไม่วายกลั้นยิ้มจนแก้มป่อง “ทีตอนเป็นมนุษย์ล่ะทำบึ้งใส่ตลอด ก่อนละสังขารก็เป็นพระไม่ใช่หรือเจ้าคะ มาหอมแก้มสุภาพสตรีแบบนี้ ไม่กลัวตกนรกหรอกรึ”


ปฐวีดึงตัวเปมิกาไปกอดอีก คราวนี้บรรจงจุมพิตที่หน้าผาก


“ก็พี่อธิษฐานก่อนไปเกิดไว้แบบนั้นนี่นา กำหนดใจไว้ว่าจะถือพรหมจรรย์ตลอดช่วงอายุขัยของมนุษย์ แล้วตอนนี้พี่ก็ละอัตภาพของพระภิกษุไปแล้ว ก็เหมือนมนุษย์ที่ลาสิกขาแล้วนั่นแหละ จะจุมพิตภรรยาตัวเองมันผิดด้วยหรือไงล่ะ”


ปฐวีมองจ้องลงมา แน่วนิ่งและเคลื่อนเข้ามาช้าๆ จนเปมิกาใจสั่น ความขุ่นข้องเล็กๆ ที่เกี่ยวแก่ภมรรัตน์ผุดขึ้นมาแล้วหายวับ เธอต้องหลับตาลงเพื่อซุกซ่อนความร้อนซ่าน รู้สึกเหมือนเนิ่นนานมากแล้วทั้งที่จริงแค่เมื่อวาน อาจเพราะเวลาหลายสิบปีบนโลกมนุษย์ก็เป็นได้


แต่สำหรับสวรรค์ชั้นดุสิต หนึ่งวันหนึ่งคืนเท่ากับภพมนุษย์ถึงสี่ร้อยปี ความวาบหวามชำแรกขึ้นจนเรือนกายเธอร้อนผ่าว แต่เสียงกังวานปลุกสติ เปมิกาลืมตามาเห็นดวงหน้าของเทพสวามียิ้มเบิกบาน เสียดายนิดหน่อยแต่อีกใจอิ่มสุขเหนือพรรณนา เธอระลึกได้แล้วว่าอธิษฐานจิตลงไปเกิดกันตอนหัวรุ่งเพื่ออะไร


“เราไปกันเถอะ”


เปมิกาพยักหน้า จากนั้นต่างองค์ต่างก็ลอยจากสวนสรวง เพียงครู่เดียวก็เหาะสูงจนวิมานดูเล็กลง เปมิกาแลไปรอบๆ เธอเห็นหมู่วิมานมากมายรายล้อมรอบด้าน เหมือนอยู่บนเมฆคนละก้อน แต่ต้องบอกว่าคล้ายหมู่ดาวฤกษ์ในหมอกเนบิวลาจะถูกกว่า จะต่างไปก็ตรงที่สวรรค์ไม่ได้มืดเหมือนในอวกาศ ท้องฟ้าบนโลกสวรรค์และวิมานแต่ละหลังต่างก็เปล่งแสงโอภาส ดูดารดาษจับตาแต่ไม่เท่าจุดหมายที่ไป


เป็นดวงแสงใหญ่ที่สุด คล้ายดวงอาทิตย์ของบรรดาหมู่ดาวฤกษ์ สีทองผ่องอำพันสุกสว่างกว่าใดๆ ในโลก เธอเห็นเทพมากมายต่างเหาะไปยังวิหาร เธอกับปฐวีลงเหยียบพื้น มันเป็นไอหมอกแสงแสนอ่อนนุ่มและงดงาม เรืองรองระยิบระยับทุกครั้งที่ก้าวย่าง เธอทักทายกับเทพนารีองค์อื่นๆ อีกมากมายหลายองค์


บานประตูมโหราฬ มันสูงใหญ่และกว้างขวางซ้ำยังงามวิจิตร ตรงกึ่งกลางมีธรรมจักรฉลุเป็นลายอยู่ ทวยเทพแน่นขนัดรอกันอยู่ที่ด้านหน้า ไม่รู้สึกว่าเบียดเสียด เนื้อที่โดยรอบธรรมสภาช่างกว้างขวาง สักครู่ก็แง้มเปิด หรือที่จริงคือเลือนหาย ทิ้งเอาไว้ก็แต่ธรรมจักรทองคำที่ลอยอยู่กลางอากาศ ปฐวีกุมมือเธอแล้วหันมาพยักหน้า ยิ้มแย้มแช่มชื่นด้วยปีติฉ่ำหัวใจ


เราไปฟังธรรมกันเถอะ

 

 

-------------------------เอวังก็มีด้วยประการละฉะนี้-------------------------


สาธุ สาธุ สาธุ อนุโมทามิ อิพอิ นะจ้ะ

 

 

 

 



[1] อสงไขย แปลว่านับไม่ได้ เป็นจำนวนที่เท่ากับการเขียนเลขหนึ่ง แล้วตามด้วยศูนย์อีก ๑๔๐ หรือ ๑๕๖ ตัว แล้วแต่คัมภีร์

[2] กัป คือช่วงการนับเวลาอย่างหนึ่งในพระพุทธศาสนา มีหลายประเภท เช่น อายุกัป หรืออายุขัยของสัตว์ชนิดหนึ่งๆ ไปจนอายุขัยของจักรวาล

[3] หมายถึงการบรรเลงดนตรีแบบอะแคปเปลลา

[4] พลอยชนิดหนึ่ง มีสีเขียวอ่อนคล้ายใบตอง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

46 ความคิดเห็น