หนี้รัก...ภุมรินทร์

ตอนที่ 64 : Re Up : ๒๙.ตัดสินใจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 65
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    7 พ.ย. 61

๒๙.ตัดสินใจ

 

            ปฐวีขี่จักรยานมาตามไหล่ถนนเปียกลื่น รถยนต์แทบไม่มีสัญจรด้วยปรกติเจ้าของจะอยู่ทำสวนตอนเช้า เขาคิชฌกูฏอยู่ด้านหลัง มันถูกปกคลุมด้วยม่านไอน้ำ สายฝนโปรยปรายหนาตา แต่กับเขตที่ไกลออกมายังมีฝนพรำๆ เท่านั้น โชคยังดีที่ไม่ตกลงมาตอนหลวงตาเดินบิณฑบาต หยดน้ำจับพรายบนใบหน้าที่กำลังเลื่อนลอยฟุ้งซ่าน มีทางน้ำสายหนึ่งให้ความรู้สึกผ่าวร้อนไหลลงมา มันผุดออกจากดวงตา ฝนช่างตกได้ถูกเวลาเสียจริง


ปฐวีกัดริมฝีปากพลางเยาะเย้ยตัวเองในใจ มาคิดจริงๆ แล้วก็สมควรจะชดใช้กรรม หัวใจเขาลอยเคว้งคว้าง คล้ายอยู่ริมแพแล้วถูกถีบทิ้ง หมุนมึนอยู่ในน้ำเน่าเหม็น ทะลึ่งตัวหาอากาศแต่สำลักก๊าซไข่เน่า ทั้งสูดทั้งกลืนมีแต่อาจม แหวกว่ายเปะปะไม่รู้ทิศรู้ฝั่ง ตลิ่งอยู่ตรงไหน นี่ผิวน้ำหรือบาดาล สมองยังวุ่นอลหม่านอยู่ในหัวตัวเอง


เดี๋ยวคิดว่าจะทำอย่างนั้น ประเดี๋ยวก็น่าจะทำแบบนี้ หรือกระทั่งกลับไปคิดว่านี่เป็นความผิดของเขาจริงๆ หรือ หรือที่จริงแล้วเขาไม่ผิด เปมิกาต่างหากที่วิสาสะกึ่งยัดเยียด แต่จู่ๆ กลับไปโทษภมรรัตน์ จะเหตุผลกลใดเขาบอกตัวเองไม่ได้ เหมือนจู่ๆ ก็ผุดขึ้นมาเฉยๆ กลายเป็นเป้าให้เขาพาลพาโล สองขายังปั่นจักรยาน ยังคงถีบบันไดปั่นโซ่ สองล้อลิ่วฉิวไปบนถนน ฝนหนาเม็ดขึ้นแต่จักรยานไม่ผ่อนแรง


ปฐวีไม่หยุดหลบฝน จะเปียกจะปอนก็ช่างมันด้วยสมน้ำหน้าตัวเอง โดนหลวงตาด่าก็สมควรแก่เหตุ อันที่จริงเขานั่นเองที่น่าจะผิดที่สุด อยากมีคนช่วยพ่อนั่นประเด็นหนึ่ง แต่ที่จริงก็ควรจะทำให้ชัดเจน ไม่ว่าจะจ้างพยาบาลแทนหรือบอกปฏิเสธ อีกทางหนึ่งคือใช้หนี้ช้าหน่อยก็ไม่เห็นจะเป็นไร


ภมรรัตน์กับโพธิ์อนันต์เองก็บอกว่ามีเมื่อไหร่ค่อยมาใช้คืน เอาตัวไปทำงานให้ก็ถือว่าขัดดอกได้ส่วนหนึ่ง แต่ความเกลียดหนี้เป็นตัวเงินกลายเป็นเพาะบ่มหนี้รัก ดันปล่อยตัวตามน้ำแบบอีหลักอีเหลื่อจนท่วมปาก ปล่อยปละละเลยจนรึงรัดมากขึ้นทุกวันๆ ดีที่ท่านยังเมตตาด่าก็นับว่าเป็นบุญหนัก หลายคนแล้วที่ท่านไม่พูดไม่คุย ยกมือไหว้ท่วมหัวแต่ท่านทำเป็นอากาศ


กำนันคนเก่าเคยโกงเงินชาวบ้าน อุตส่าห์รวมกันทำกองทุนฌาปนกิจสงเคราะห์ก็ยังโกงไปได้ ตอนนั้นยังไม่มีใครรู้ แต่ท่านไม่พูดด้วย ทั้งที่จริงๆ หลวงตาไม่ได้ข้องเกี่ยวกับบัญชีใดๆ ทั้งนอกและในวัด แต่พอกำนันไปกราบท่านในวันงาน ท่านทำเหมือนอีกฝ่ายเป็นสุญตากาศไร้ตัวตนใดๆ หลายคนเห็นแล้วจึงนึกสงสัย โจทย์ขานกันต่อๆ ไปจนเรื่องแดงขึ้นมา


กำนันโกงถูกจับในหนึ่งเดือน แต่ชาวบ้านพูดกันปากต่อปากว่าท่านมีฤทธิ์อ่านใจคน แทงทีเดียวทะลุไปถึงกลางใจดำได้ทุกคน นั่นเป็นเหตุหนึ่งที่ชาวบ้านนับถือ แต่พากันไม่กล้าเข้าไปวอแว


ส่วนกับปฐวีเหมือนถูกท่านจับแหวกอก ประหนึ่งเห็ดเผาะถูกเจาะดังเปาะเผยก้อนสปอร์ดำ ใจกลางดำๆ คงเหมือนจิตใจของเขานั่น เขามันเห็นแก่ตัว แต่ห่อหุ้มไว้ด้วยเปลือกแข็งๆ ที่อุปโลกน์ว่าธรรมะให้คนยกย่อง ไม่แน่ว่าบางทีที่เขาอยากบวชก็เพื่อหนีภาระ แต่ที่จริงที่ต้องละคือความอยากในใจตน ท่านอุตส่าห์สอนด้วยโศลกนี้มาตลอด จนมาโดนด่าเข้าวันนี้ ถ้าไม่รีบแก้ไขคงไม่มีหน้าไปขอขมา


แต่จะทำอย่างไร ในเรื่องนี้ปฐวียังตัดสินใจไม่ได้ รู้ได้แค่ว่าเขาติดหนี้เปมิกาเข้าจังใหญ่ หากแต่งกับเธอตอนนี้ ยังพอหวังว่าตอนถูกระดมพลสองเดือนจะมีคนดูแลพ่อ แต่หากแต่งโดยมีเจตนาแบบนั้นจะไม่เอาเปรียบเธออีกหรือ คิดมาถึงตรงนี้ ปฐวีเหมือนสะดุดอยู่ตรงทางออก ชายหนุ่มรู้สึกคล้ายใกล้จะได้คำตอบ แต่กลับโลเลไม่ต่างจากเดิม รู้สึกสับสนจนต้องร้องระบายด้วยการตะโกน ถนนเปลี่ยวกลางสายฝน ร่ำร้องอย่างไรคงไม่มีใครได้ยิน


โว้ย!


ฝนยังไม่ซาเม็ด แต่ไม่ได้ตกซู่จนมองทางไม่เห็น ปฐวีได้สติอีกครั้งตอนเห็นไฟกระพริบ เป็นดวงสีเหลืองคู่หนึ่งจากหน้ารถกระบะสีแดง รูปทรงมันคุ้นตา ทั้งยังชะลอจอดข้างทางดักหน้าเขาด้วย เขาเห็นทะเบียนหน้ารถตอนขี่จักรยานเข้าไปใกล้พอ กระจกไฟฟ้าเลื่อนลงนิดหน่อย เสียงที่ลอดออกมามีศักดิ์เป็นเจ้าหนี้อีกราย


“ขี่ฝ่าฝนมาทำไมน่ะ” ภมรรัตน์ขมวดคิ้วว่า สีหน้าไม่ชอบใจ “ขึ้นมาเร็ว!


ปฐวีส่ายหน้า สีหน้าออกจะสับสน ตั้งตัวไม่ถูก ความรู้สึกอีกกระแสหนึ่งหวนขึ้นมาโหมใส่


“เร็ว!


ไม่ได้พูดเปล่า ยังมีเสียงปลดกลอนจากเซ็นทรัลล็อคดังด้วย เธอเอื้อมมือมาดึงสลักเปิดประตู มันอ้าเปิดจากด้านในแค่พอแง้มๆ ปฐวียังอ้ำอึ้ง ที่สุดหญิงสาวผมสั้นจึงเริ่มโวย เขาจำใจเอาจักรยานขึ้นไปไว้ที่กระบะหลังรถ มีผ้าพลาสติกผืนใหญ่ห่อคลุมอะไรบางอย่างที่น่าจะเป็นลัง


คะเนเอาจากรอยตึง ตลอดจนจากมุมแหลมทั้งสี่ของมัน หยาดน้ำฟ้าตกกระทบผิวผ้าพลาสติกนั้น มันแตกกระเซ็นใส่มือเขาตอนยกจักรยานไปพิง เสร็จแล้วจึงรีบขึ้นรถ ห้องโดยสารปรับอากาศไว้เย็นเฉียบ สงสัยจะเพราะเป็นคนขี้หงุดหงิด ร่างกายเลยร้อนไม่สะทกสะท้านความหนาว เสียงใบปัดน้ำฝนดังเอี๊ยดถี่ๆ ผ่านกระจกเข้ามา มันเคลื่อนตัวกลับไปกลับมา คอยไล่ม่านน้ำที่ตกแรงขึ้น น้ำเป็นของเหลว มีปรกติไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำเหมือนจิต ปฐวีต้องนึกก่นด่าตัวเอง ยังอดเหล่ไปมองรูปหน้าคมงามนั้นไม่ได้เหมือนเดิม


“เอ้านี่ เช็ดเดี๋ยวนี้เลยนะ”


น้ำเสียงเธอหงุดหงิด ยัดผ้าขนหนูที่เอื้อมไปหยิบจากเบาะหลังมาให้ ปฐวีจำใจรับมาด้วยจนใจ ใจหนึ่งไม่อยากได้ แต่อีกใจยังโหยหา กลิ่นผ้าหอมสดชื่น แต่จิตตกเศร้าซึมเจ็บปวดเวิ้งว้าง สมแล้วที่พระพุทธองค์ตรัสว่าไม่มีใครเคยอิ่มจากกาม กามมีปรกติเป็นสุขน้อยกว่าที่ปรารถนาทุกทีไป


ยังรู้สึกเหมือนโดนหักหลัง แต่กับเรื่องนี้เขาพูดได้ไม่เต็มปาก ภมรรัตน์อาจเป็นของเธอแบบนี้ และที่จริงก็ไม่มีอะไรเกินเลยด้วยซ้ำ แค่เริ่มสนิทกัน ไม่ได้หมายความว่าจะพัฒนาไปเป็นคนรัก เธอแค่ร่วมงานกับเขาเท่านั้น และทั้งหมดนั่นเป็นความผิดของเขาคนเดียว


ดันใจอ่อนเหลวเป็นโคลน ปล่อยตัวปล่อยใจให้เธอง่ายเกินไป ไม่ดูตาม้าตาเรือจนตรมใจ ดันไปหลงรักคนมีเจ้าของ แถมยังมีลูกสอง หนึ่งในนั้นเขาอุ้มไปส่งเองเหมือนเป็นจุดไต้ตำตอ มันเพิ่งผ่านมาไม่ถึงเดือนดี ยังเจ็บระบมระทมปวดใจ


“เล่นมิวสิกเพลงเศร้าหรือไง ถึงได้ตากฝนมาแบบนี้น่ะ”


“เอ่อ...” จะว่าไปมันก็ใช่ แต่ปฐวีเลือกปฏิเสธ “เปล่าครับ”


“คอยดูนะ ถ้าไม่สบายอีกล่ะก็ คราวนี้ฉันคิดค่ารถพาไปส่งโรงพยาบาลแน่”


ปฐวีไม่ตอบคำ น้ำเสียงของภมรรัตน์ออกไปทางดุ แต่ถึงห้องโดยสารจะหนาวฉ่ำด้วยปรับอากาศไว้จนเย็น ช่างน่าแปลกที่ปฐวีอบอุ่นหัวใจ แต่พอสติระลึกได้ สัมปชัญญะก็รู้ตัวว่าต้องไม่คิดไปกันใหญ่ แค่เพื่อนร่วมงาน และที่จริงตอนนี้กลายเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ แถมแต่งงานแล้วกับหนุ่มหล่อที่น่าจะรวยพอๆ กัน ได้ยินว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์การอาหารดาวรุ่งอนาคตไกลทีเดียว


“คุณภมรรัตน์ครับ” ชายหนุ่มถามเมื่อเห็นรถเคลื่อนไปด้านหน้า ไม่มีทีท่าว่าจะกลับรถไปส่งเขา “จะไปไหนหรือครับ”


“ทำไม กลัวแฟนหึงอีกหรือไง”


“เอ้อ เปล่าครับ ที่จริงผม...” ปฐวีอยากแก้ตัวว่าเปมิกาไม่ใช่คนรัก แต่รู้สึกว่าไม่พูดจะดีกว่า “นึกว่าจะไปส่งน่ะครับ”


“ถ้าเรื่องพ่อล่ะก็ คุณเปเขาป้อนข้าวให้อยู่ เมื่อกี้ฉันแวะไปหานายมา พอดีมีเรื่องอยากประชุมชาวบ้านในเครือข่ายน่ะ”


“เรื่องอะไรครับ”


“พอดีทางเราเพิ่งหาพื้นที่ได้ในตัวจังหวัด กำลังจะเปิดตลาดเกษตรอินทรีย์กับศูนย์ขายสินค้าของฝาก จะรวบรวมผักผลไม้อินทรีย์มาวางขายตามฤดูกาล เลยอยากจะขอทำสัญญาสั่งซื้อล่วงหน้าไว้ก่อน”


ปฐวีได้แต่นิ่งฟัง ไม่กล้าพูดว่าพวกเขากำลังจะรวมตัวกันจัดตั้งสหกรณ์


----------------------------


ผ้าคลุมที่ด้านหลังกระบะรถถูกเปิดออก มันเผยว่าด้านในไม่ใช่แค่หนึ่ง แต่มีด้วยกันทั้งหมดสี่ลัง เป็นลังไม้ขนาดพออุ้ม แต่รูปทรงพวกมันคุ้นตามาก ชาวบ้านเคยเห็นกันมาก่อน ทั้งจากโทรทัศน์และเห็นมากับตา แต่พอพักหลังพวกมันเป็นข่าวบ่อยๆ จึงไม่คิดว่าจะได้เห็นกันอีก


“คุณผึ้งไปเอามาจากไหนจ้ะ”


“ความลับค่ะ” ภมรรัตน์ยิ้มพราย สีหน้าภูมิใจ “แต่เรื่องแค่นี้จีเอฟไอหามาได้อยู่แล้ว ถึงจะแพงสักหน่อยก็เถอะ”


“เท่าไหร่กันจ้ะเนี่ย”


ป้าแช่มรับลูกเข้าจนได้


“ที่จริงก็ไม่อยากบอกหรอกนะคะ แต่พูดได้แค่ว่าเจ็ดหลักค่ะ”


“แค่สี่รังเนี่ยนะครับ”


นิคมโพล่ง ปฐวีคิดในใจว่าเอาแล้ว


“ต่อลังค่ะ”


ภมรรัตน์ตอบเรียบๆ แต่เรียกเสียงฮือฮา ชาวบ้านในเครือข่ายจีเอฟไอมองลังเลี้ยงผึ้งทั้งสี่ใบเป็นตาเดียว ทุกคนหันไปคุยกันเองถึงอดีต ตอนที่ผึ้งยังเยอะอยู่แต่ละคนไม่ต้องปีนไปผสมด้วยพู่กัน ซ้ำยังมีผลผลิตติดดอกออกผลมากกว่ากันหลายเท่าตัว หากได้พวกมันกลับมาช่วย ราคาพืชผลที่แพงอยู่แล้วคงทำให้แต่ละคนอยู่ดีกินดี


“แล้วค่าเช่าผึ้งล่ะครับ” ปฐวีถาม อยากทัดทานความตื่นเต้นของเพื่อนชาวสวนลง “คุณผึ้งจะคิดยังไง”


“ไม่คิดค่ะ” ภมรรัตน์ตอบทันที ยิ่งเรียกเสียงฮือฮาเข้าไปใหญ่ “เพราะทางจีเอฟไอได้ผลตอบแทนคือน้ำผึ้ง เกสรผึ้ง แล้วก็นมผึ้งอยู่แล้ว ในยุคที่ผึ้งหายากอย่างนี้ ถือว่าคุ้มจนเกินพอ ถ้าจะมีก็คืออยากจะขอทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้ากับแต่ละสวนเอาไว้ก่อน พอถึงเวลาที่เริ่มติดผล ทางเราจะมาประเมินปริมาณผลผลิตที่ได้เป็นรายแปลง แล้วค่อยมาตกลงกันเรื่องตัวเงินตามราคาในท้องตลาดในช่วงจะขาย แต่ทางจีเอฟไอจะคิดให้ในมาตรฐานพืชผักอินทรีย์ เพราะตอนนี้ทุกสวนที่นัดมาวันนี้ก็เลิกใช้สารเคมีหมดแล้ว ราคาที่ได้จะสูงกว่าขายส่งตลาดไทหรือตลาดแถวนี้ คิดว่ายังไงกันบ้างคะ ยุติธรรมไหม”


ทุกคนพยักหน้า มีเพียงปฐวีคนเดียวที่นิ่งเงียบ เขาคิดถึงเรื่องสหกรณ์ที่อุตส่าห์ปลุกปั้นขึ้นมา รวมถึงเปมิกาที่กำลังลำบากเพราะรายได้ของร้านเธอลดลง


“ขอโทษครับ” ที่สุดก็ทนไม่ไหว เขายกมือขอโอกาส อย่างน้อยก็ขอให้ได้ทำอะไรเพื่อเปมิกาบ้าง “พอดีทางเราตกลงกันไว้ว่าจะจัดตั้งสหกรณ์ และอันที่จริงก็ยื่นเรื่องกับราชการแล้วด้วย ผมไม่แน่ใจว่า...”


“ยินดีค่ะ” ภมรรัตน์ไม่ลังเลสักนิด สีหน้าราวกับรู้เรื่องอยู่แล้ว “หากทุกคนในที่นี้จะรวมตัวกันจัดตั้งสหกรณ์ก็ทำได้ค่ะ ทางจีเอฟไอไม่มีปัญหา เพราะเราเองก็ส่งเสริมการพึ่งพาตัวเองของชาวบ้านมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว”


หญิงสาวหันไปทางป้าชื่นกับคนอื่นๆ ที่เลี้ยงหมู ตามแบบแปลนที่ระบุไว้ในสัญญา จะต้องทำบ่อก๊าซชีวภาพใช้เองด้วยทุกราย และแน่นอนว่ารวมถึงการให้ปฐวีมาช่วยพูดเรื่องขุดบ่อน้ำ และทำระบบตะบันน้ำกับกังหันน้ำไว้ประหยัดค่าไฟ


“แต่ต้องไม่ลืมนะคะ ว่าสหกรณ์คือการทำธุรกิจในระดับชุมชน ถ้าผลผลิตมีมาก ถึงยังไงก็คงขายในพื้นที่ไม่หมด และสินค้าทางการเกษตรก็เน่าเสียได้ง่าย ต่อให้แปรรูปมาแล้ว แต่พื้นที่แถบนี้ไม่ได้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่จะมีคนมาตลอดทั้งปี ยกเว้นเฉพาะช่วงเทศกาลขึ้นเขา หากคิดในมุมนี้ การส่งขายต่างพื้นที่ก็เป็นสิ่งสำคัญนะคะ”


เสียงคนเออออเห็นด้วยดังขึ้น


“อีกอย่าง ยุคนี้อาจเรียกว่าเป็นยุคของการตลาดก็ว่าได้ ทางจีเอฟไอมีพื้นที่ทำเลทองเตรียมไว้หลายแห่งแล้ว ที่จริงไม่ใช่แค่จะเปิดร้านของฝากกับตลาดอินทรีย์เท่านั้นนะคะ ทางเรายังมีทีมการตลาดที่จะคอยสร้างกิจกรรมส่งเสริมการขายอีกหลายอย่าง จะได้ดึงลูกค้ามาซื้อสินค้าไม่ให้ขาดตอนด้วย”


ถึงตรงนี้ ชาวบ้านทุกคนนั่งฟังเงียบกริบ ปฐวีก็เป็นอีกคนหนึ่ง เขามั่นใจว่าทุกคนกำลังนึกถึงโอกาส


“ส่วนในแผนขั้นต่อไป ทางเราจะพัฒนาร้านโพธิ์บุรีให้อยู่ในระดับเดียวกับร้านสะดวกซื้อชื่อดัง เราจะไม่ได้ขายเฉพาะสินค้าของฝากตามหัวเมือง แต่จะเอาสินค้าโอทอปของทุกคนเข้าไปขายถึงกลางใจเมือง เข้าไปให้ถึงทั่วทุกซอย ไม่ทราบว่าทุกคนเห็นว่ายังไงบ้างคะ”


คำตอบนั้น ปฐวีไม่ต้องเดาก็รู้อยู่แก่ใจ

 

-------------------------------------------------

46 ความคิดเห็น