หนี้รัก...ภุมรินทร์

ตอนที่ 60 : Re Up : ๒๕. ความจริง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 83
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    30 ต.ค. 61

๒๕. ความจริง

 


            ปฐวีไม่แน่ใจว่าที่ผ่านมาคืออะไร นี่ใช่ไหมที่เขาเรียกว่าคิดไปเองฝ่ายเดียว ภมรรัตน์แต่งงานแล้ว แถมยังมีลูก ชายหนุ่มยอมรับเลยว่าเคยแอบดูนิ้วนางของเธอมาแล้วก็หลายครั้ง มันไม่มีแหวนเพชร ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ และไม่มีแม้แต่รอยบนนิ้วมือ มาถึงตอนนี้ยังปะติดปะต่อไม่ค่อยถูก หรือที่จริงคือเธอไม่ใส่แหวนเพราะการลงหน้างาน


            เป็นเพราะงานเกษตรที่ต้องคลุกดิน หรือไม่ก็ต้องจับบังคับสัตว์เป็นประจำ หรือเธอจงใจไม่ใส่มัน เผื่อว่าการติดต่อเจรจากับเพศตรงข้ามจะเป็นไปได้ง่าย เรื่องนี้ก็คล้ายโฆษณา ภาพยนตร์ และการ์ตูนที่กระตุ้นยอดด้วยภาพวาบหวามทั้งหลาย เผยเรือนร่างนางแบบเกือบจะแจ้ง แต่เร้นส่วนสำคัญไว้ปลุกเร้าให้แสวงหา ก็ได้แค่ดู เพ่งอย่างไรก็ไม่เห็น เพราะผู้จัดกระทำไม่ยอมเปิดโป๊ออกมา เป็นแค่การกระตุ้นให้คลั่งติดตาม เป็นการหลอกให้อยากแล้วแสวงประโยชน์จากผู้ชม


ความหงุดหงิดเพราะอยากแต่ไม่สุด เหมือนกับผีคอยกระซิบล่อลวงจิตใจ แม้อาจไม่อยู่ในมโนสำนึกให้ตระหนักได้ แต่ใต้สำนึกนั้นถูกไขลานแล้ว ยิ่งอยากยิ่งไม่เห็น เป็นแรงขับที่ปลุกเร้าให้รุดหน้าต่อไป อยากคว้ามาเสพแต่ไม่อาจสมใจ จนกลายเป็นทาสทางใจด้วยรูปรสกลิ่นเสียง ที่ยังขาดก็แค่สัมผัส คอยปั่นหัวเขาให้ตกเป็นทาสธุรกิจ หัวอกปฐวีรู้สึกโหวงหวิว แต่เหมือนมีเข็มพันเล่มอยู่ใจกลางดวงใจ


ทุกครั้งที่หัวใจเต้นตุบ มันเหมือนเข็มเสียบลึกเข้าเนื้อมากขึ้นทุกทิศทาง ประหนึ่งโลกหยุดทั้งที่แสนวุ่นวาย บรรดาเสียงสวดมนต์หรือคนคุยกันไม่ผ่านเข้าสมอง โฆษกพูดอะไรไม่รู้เรื่อง หูตาว่างเปล่าเหลือแต่คิดวนในใจ นี่เขาโดนหลอกหรือ จริงๆ แล้วเป็นอย่างนั้นใช่ไหม ที่ผ่านมาคืออะไร เขาไม่เชื่อว่าแค่คิดไปเอง


“เป็นอะไรไปน่ะ”


ความเจ็บปวดคงระบายทางสีหน้า ภมรรัตน์มองมาทางเขาแล้วเบิกตาฉงน คงเล่นละครแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง เปมิกาก็ดูแปลกๆ เธอเคยเกลียดภมรรัตน์แต่นี่กลับทักทายและโบกมือเรียก หรือที่จริงเปมิกาก็รู้เรื่องนี้ นี่หรือเปล่าที่ไม่หึงเขาในวันก่อน เธอเห็นเขาเป็นหมาหัวเน่าหรืออย่างไร มันเจ็บปวด เหมือนโดนหักหลัง เหมือนโดนทรยศทั้งที่ไว้ใจ แต่ชั่วขณะกลับได้ความคิดใหม่ ที่จริงเขาต่างหากที่ต้องสมน้ำหน้าตัวเอง


กรรมสนองสินะ


“เปล่าครับ” ปฐวีตอบภมรรัตน์ แต่เมื่อครู่เขาคิดถึงสิ่งที่ทำกับเปมิกาไว้ “คงเหนื่อยนิดหน่อย ขอตัวนะครับ”


“อ้าว! พ่อปฐวีใช่ไหมนั่น”


เสียงคุ้นๆ ดังจากนอกกรอบสายตา ปฐวีคลับคล้ายคลับคลาก่อนค่อยแน่ใจ หันไปเห็นโพธิ์อนันต์เดินตรงเข้ามา มีหญิงวัยกลางคนตามมาพร้อมอุ้มเด็กเล็กกว่าหนูทิวมาอีกคน


“...สวัสดีครับ”


เสียงและสายตาของปฐวีชาจุก เหมือนโดนต่อยหนึ่งสองจนพูดไม่ออกอีก คำทักทายอื่นๆ สลายไปในบัดดล คล้ายลมยอดเขาตีควันธูปสลายตัว


“มาไหว้พระเหมือนกันหรือพ่อหนุ่ม”


โพธิ์อนันต์แทบจะเข้ามากอด แต่คงเพราะมารยาทจึงแค่ตบบ่าในท่าโอบ ปฐวีรู้สึกรังเกียจขึ้นมาทันที พ่อลูกคู่นี้ที่จริงก็คงเหมือนกัน ปฐวีพยักหน้า เขาตอบคำถามแบบถามคำตอบคำ ทั้งเรื่องอาการป่วยของพ่อและการงานในสวนขวัญ โพธิ์อนันต์พูดกระทั่งยินดีที่ขายลำไยหมดแล้วด้วย ปฐวีเกิดคำถามขึ้นมา ถึงจะหมดตั้งแต่เมื่อวานก็จริง แต่หนุ่มใหญ่รู้ได้อย่างไรว่าเขาขายหมด ความไม่ไว้ใจปรากฏขึ้นโดยรู้ตัว เขาหาจังหวะเลี่ยงออกมาได้สำเร็จ


เปมิกาไม่พูดอะไรเลย สีหน้าเธอเหมือนแกล้งเฉย ยิ้มแกนๆ เหมือนตีหน้าซื่อ ดวงตาสุกใส กุลีกุจอทำอะไรๆ ให้เขากว่าเดิม ทั้งที่เธอเองก็เดินขึ้นมาเหนื่อยๆ จนรู้สึกได้ ผิดสังเกตแบบนี้คงมีส่วนรู้เห็น มิน่าถึงไม่หึง มิน่าถึงไม่โวยวายอะไรสักคำ คงคุยกันแล้ว ภมรรัตน์อาจไปหาเธอที่ร้าน จะอธิบายอย่างไรเขาไม่อยากทราบ และแน่นอนว่าคำแก้ตัวใดๆ ของเปมิกา เขาเองก็ไม่อยากฟังเช่นกัน


รอยพระบาทถูกคนรุมล้อมจนมองไม่เห็น การจาริกตามรอยธรรมเหมือนถูกขวาง ผู้คนคลาคล่ำสับสนวุ่นวาย นี่ใช่ไหมที่เรียกว่ากระแสกิเลสบ่าปิดทางกุศล ทว่าอีกใจกลับระลึกได้ นี่คนเขาอุตส่าห์ขึ้นมาทำบุญกันไม่ใช่หรือ โลกรอบตัวพลันซ้อนเหลื่อมขัดแย้งสลับขั้ว นึกทางกุศลก็แปลอีกอย่าง นึกทางโทสะกลับเป็นอีกอย่างหนึ่ง ขนาดคนกำลังสักการะรอยบาทพระพุทธ เขายังตีความไปในทางชั่ว ดีใจที่รู้ตัวเร็ว เขาหยุดความคิดด้วยห้วงลมหายใจ


ปรกติจะว่องไวกว่านี้มาก แต่คราวนี้ถึงขนาดต้องหลับตาหยุดยืนนิ่งอึดใจหนึ่ง และคงเป็นอึดใจที่ใหญ่น่าดู เพราะลืมตามาแล้วเห็นสายตาของเปมิกาเป็นห่วงลนลาน


หญิงสาวยังมองเขาเจือแววศรัทธา ตระหนักได้ถึงความห่วงหาที่บริสุทธ์ใจ ประหนึ่งหญิงคนรักผู้ซื่อสัตย์ต่อสามี นี่คงเพราะเธอยังไม่สมปรารถนาจากเขาสิท่า แต่มาคิดดีๆ อีกที ที่ผ่านมาก็เนิ่นนานยากจะเชื่อว่าแค่กิเลสนำพา ถ้าแค่นั้นจริงๆ เกือบแปดปีอย่างนี้มีหรือจะเป็นไปได้ เพราะพระพุทธองค์ตรัสว่ากิเลสคือเครื่องโลเล


ถ้าเป็นแค่เพราะกิเลสจริง เปมิกาคงเปลี่ยนไปหาคนใหม่เสียนานแล้ว คำตอบหนึ่งเดียวที่ผุดขึ้นกลางห้วงหัวใจ เธอรักเขาจริงๆ รักมานานแล้ว และยังรักมากๆ อีกด้วย เขาไม่สงสัยในเรื่องนี้ ที่ผ่านมาเธอพิสูจน์ตัวเองมาเกินพอแล้ว กระนั้นหัวใจเขาก็ยังไม่อยากยอมรับเธอ แค่เห็นหน้าของเธอก็เหมือนภมรรัตน์ซ้อนเหลื่อมขึ้นมา


ชายหนุ่มกลั้นใจ เพียงพยักหน้าชวนไปไหว้พระพุทธบาท สักพักซีกหนึ่งในใจเกิดรู้สึกผ่อนคลาย จะว่าไปแล้วก็เหมือนภูเขาถูกยกออกจากอก อย่างนี้ก็ดี เขาจะได้ไม่ต้องลำบากใจเลือกใครสักคน และต่อให้ภมรรัตน์อยู่ในฐานะที่เขาจะเลือก แต่เลือกแล้วคงไม่พ้นรู้สึกผิดอยู่ดี


ไม่ว่าจะฐานะ สติปัญญา ความรู้ความสามารถ หรือกระทั่งวิถีชีวิต ดูอย่างไรก็ไม่คู่ควรกัน ซ้ำยังจะถูกผู้คนนินทาให้ขรม ต้องถูกตราหน้าว่าทรยศต่อเปมิกาแน่ๆ อุตส่าห์มาคอยดูแลพ่อให้อย่างดี หญิงสาวเมืองจันทบุรีคนนี้ต่างหากที่เหมาะสมกับตน เหมาะสมชาวสวนผู้ไม่มีอะไรเลย มีแค่นี้ก้อนโต แต่ยังอุตส่าห์อุตริคอยเลี้ยงควาย


ยังคงอดไม่ได้ ปฐวีนึกในใจว่ากิเลสนี่ช่างร้ายโดยแท้ ขนาดกำหนดสติจนบรรเทาลงแล้ว แต่กระนั้นยังผุดมาแขวะตัวเองจนได้ เขาต้องไม่คิด ทำตัวให้ยุ่งไว้คงดีกว่า มันคือสิ่งที่ผู้ผ่านน้ำร้อนพูดตรงกันมานาน แสดงว่าต้องพิสูจน์ตัวเองมาแล้วว่าเป็นสัจธรรม      

ผู้คนแออัด สายลมโกรกกรู กลิ่นดาวเรืองหอมฉุนไปทั่ว ทั้งหมดตีกันจนยุ่งแม้มีพระคอยประกาศจัดระเบียบ ขนาดเรียงแถวเข้าสักการะ แต่กว่าจะเข้าถึงยังเกือบสี่สิบนาที พวกภมรรัตน์หายไปไหนไม่รู้ ซึ่งชายหนุ่มก็คิดว่าดีแล้ว พระบาทเขาพลวงประทับอยู่บนหิน มีกรอบปูนทาสีทองล้อมอยู่เป็นรูปสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ ดอกไม้ธูปเทียนถูกโปรยทับไว้รวมทั้งธนบัตรหลากหลาย อธิษฐานแล้วก็รีบลุกออกให้คนอื่นบูชาต่อไป ดอกไม้ธูปเทียนเปมิกาเป็นคนไปหาซื้อมาให้ตรงซุ้มที่มีบริการ


“ไม่ไปอธิษฐานที่ผ้าแดงหรือคะ”


เปมิกาถามมาเมื่อเห็นเขาบอกว่าจะลงแล้ว ให้เหตุผลว่าห่วงงานและพ่อ นอนอยู่ในบ้านคนเดียว ถ้าเมื่อยอยากพลิกตัวจะทำอย่างไร ปรกติถ้าเขาอยู่บ้าน ปฐวีจะคอยกลับไปคุยด้วยกับพลิกตัวทุกสองชั่วโมง หมอบอกว่าต้องทำอย่างนี้บ่อยๆ ไม่ใช่แค่สบายตัวแต่ช่วยป้องกันแผลกดทับ ร่างกายมนุษย์ไม่ได้ถูกสร้างมาให้อยู่ในท่านอน เป็นสิ่งมีชีวิตเดียวด้วยซ้ำที่เดินสองขาหลังตรง ขนาดพระพุทธองค์ยังตรัสว่าต้องรู้จักสมดุลในอิริยาบถทั้งสี่ ชายหนุ่มเกิดความคิดใหม่เข้าตอนนี้ ถ้าพ่อดีขึ้นกว่านี้เมื่อไหร่คงต้องซื้อรถเข็นมาให้สักคัน


แต่เปมิกาส่ายหน้า


“ไหนๆ ขึ้นมาทั้งที เปว่าเราน่าจะไปอธิษฐานให้ครบนะคะ เมื่อกี้ขาขึ้นต้องพา...” เปมิกาชะงัก หน้าซีดเผือด รีบพูดข้าม “...ต้องรีบเลยไม่ได้ไหว้รอยเสือใหญ่เลย รูปพระเจ้าตากสินตรงนั้นก็ด้วย อีกอย่าง จะได้ให้พระท่านช่วยเรื่องน้าสรณ์เยอะๆ ไงคะ”


“แต่ผ้าแดงนั่น หลวงพ่อเขียนท่านบอกเองนะ ว่าทีแรกก็แค่จะขึงเป็นเขตไว้เฉยๆ ป้องกันไม่ให้คนเดินออกไปจนหลงป่า ท่านยังเคยบ่นไว้ในคลิปเลย ว่าเดี๋ยวนี้ไปผูกเพิ่มกันเองจน...” เขาเบาเสียงลง ไม่อยากขัดศรัทธาคน “...จนน่ากลัวจะไฟไหม้น่ะ”


หญิงสาวถลึงตาเช่นกัน เอียงตัวเข้ามาใกล้ พูดเสียงเบา


“เอาน่าพี่ เขาเชื่ออะไรก็ทำตามๆ กันเถอะ ไม่เห็นเสียหายอะไร ทำกันเป็นธรรมเนียมแบบนี้แล้ว รุกขเทวดาหรือเจ้าป่าเจ้าเขาแถวนั้นอาจมารับฟังก็ได้นะ หรือต่อให้พี่ไม่เชื่อ เปก็อยากไปเขียนอธิษฐานให้น้าสรณ์เขา ไหนจะที่ลานอินทร์ บาตรพระมหาสาวกอีกตั้ง...” เปมิกานับนิ้ว “...ตั้งสี่รูป พระสิวลี พระอานนท์ พระมหาโมคคัลลาน์ พระสารีบุตร ศักดิ์สิทธิ์ทั้งนั้นเลยนะพี่วี อุตส่าห์มาทั้งที ปีละครั้งเองด้วย”


ปฐวีจนด้วยถ้อย จนด้วยคำ จนด้วยเหตุด้วยผล และจนด้วยโอกาสจึงเดินตามไป คราวนี้เปมิกาจูงมือเขาเดินต่อไปสักการะตามจุดต่างๆ เขาอยากดึงมือกลับ แต่คิดสักพักจึงตัดสินใจปล่อยไว้ อีกสองร้อยกว่าเมตรจึงไปถึงที่ตั้งศาล เป็นศาลเสาเดียวสีขาวและเขียวตั้งอยู่คู่กัน หลวงพ่อเขียนให้ชื่อเรียกว่าลานอินทร์


เสร็จจากไว้พระพุทธรูปและศาลพระอินทร์แล้ว เปมิกาก็นำไปไหว้หินแก้วสารพัดนึก มีลักษณะเป็นลูกกลมๆ กว่าหินก้อนอื่น ชื่อเรียกที่ว่าหลวงพ่อเขียนเป็นคนตั้งเช่นกัน ทั้งคู่ยังคงเดินไหลขึ้นเขา ประหนึ่งสวนแรงดึงดูดของกิเลสเป็นที่อัศจรรย์ ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าและสารพัดเหตุยกอ้างอาจบั่นทอนความตั้งใจลงได้ ใครที่ผ่านไปได้จึงชื่อว่าได้กุศลแรง


หินบาตรพระอานนท์ถูกกราบไหว้ในฐานะที่ท่านเป็นพหูสูต อาจเรียกได้ว่าพระไตรปิฎกทั้งหมด มาจากความจำของพระอานนท์รูปเดียวก็ได้ เฉพาะพระวินัยปิฎกที่ยกให้พระอุบาลี ซึ่งเป็นผู้ทรงวินัยวิสัชนา[1] เดินต่อไปอีกร้อยกว่าเมตรจึงเป็นหินบาตรพระสีวลี


พระสีวลีเป็นเอตทัคคะ หรือเป็นเลิศด้านมีลาภมาก แน่นอนว่าปฐวีตั้งจิตอธิษฐานขอให้ท่านช่วยเรื่องการปลดหนี้ ส่วนที่บาตรพระสารีบุตร เขาขอให้เกิดทุกชาติจงมีปัญญาดี และสำหรับหินบาตรพระมหาโมคคัลลานะผู้เลิศด้านฤทธิ์ เขาขอให้ตนสำเร็จฌานสมาบัติ และประสบความสำเร็จทางโลกหากต้องอยู่เป็นฆราวาสไปจริงๆ


ที่อธิษฐานอย่างนี้ เพราะคำว่าฤทธิ์แปลว่าสำเร็จ ไม่ไกลจากนี้คือจุดขึงผ้าแดง ปฐวีเตรียมเขียนชื่อตัวเองและบิดาลงไป ตั้งใจจะอธิษฐานแบบเดิมๆ เหมือนที่ทำมาตลอดการขึ้นเขาว่าขอให้พ่อหาย แต่เรื่องการบวชเขาชักไม่แน่ใจ และที่จริงก็ไม่ค่อยจะกล้าเขียนลงไป เกรงจะทำร้ายจิตใจเปมิกาผู้คอยภักดี


เปมิกาเหมือนจะรู้ เธอทำทีเป็นไม่มองแม้เขียนอยู่ข้างๆ ปฐวีเหลือบไปมองเธอพร้อมอึดอัด เหมือนเธอคอยประกบไม่ให้เขานอกลู่ แต่เป็นลู่ของกามคุณทั้งห้า เป็นกระแสธารโลกียธรรมที่อาจไม่ได้เกินเลย โลกียกุศลพระพุทธองค์ก็ตรัสสอน แต่เขายังอยากไปเดินบนเส้นทางโลกุตรธรรม


ปฐวีตัดสินใจจดจารแบบทางสายกลาง


ขอให้บิดาของข้าพเจ้า นายอนุสรณ์ สมณฤกษ์ และข้าพเจ้าถึงที่สุดแห่งทุกข์


ได้ลุถึงธรรมที่พระพุทธองค์ทรงถึงแล้ว


ขอให้บิดาหายจากอาการป่วยเป็นอัมพฤกษ์และมีสุขภาพแข็งแรง


ตลอดจนขอให้ข้าพเจ้าทำมาค้าขึ้นจนใช้หนี้ได้หมดและมีหลักฐานมั่นคง


และขอให้ข้าพเจ้าได้บวชเป็นพระภิกษุในบวรพุทธศาสนา เมื่อถึงกาลอันสมควร


----------------------------


เปมิกานึกน้อยใจ เธอไม่เห็นปฐวีจะเขียนถึงเธอสักนิด ตัวเธอเองต่างหากเสียอีก แทบไม่ได้เขียนให้ตัวเองจนเกือบจะมีแต่เรื่องของเขา ทีแรกเธอไม่กล้ามองที่ปฐวีเขียน ตั้งใจจะไม่ดูแต่อดไม่ได้ อีกใจหนึ่งตอนบรรจงเขียนเธอหวังว่าเขาจะหันมาอ่าน ทว่าชายหนุ่มก็ยังใจร้ายกับเธอเช่นเดิม


เขียนเสร็จก็ละไป เลี่ยงออกไปยืนที่อื่นทิ้งเธอไว้ให้เขียนต่อ ทำทีเป็นว่าเปิดที่ทางให้คนอื่นเข้ามาอธิษฐานด้วย ประหนึ่งสุภาพบุรุษผู้อารีต่อผู้คนและไม่ละลาบละล้วงเรื่องคนรัก แต่เธอรู้ว่าเขาไม่สน และที่จริงคือไม่ได้มองเธอเป็นคนรัก หากรักกันจริงต้องใส่ใจอยากรู้อยากเห็นอยากดูแลหรือช่วยกันสร้างฝัน ชายหนุ่มคงกำลังนึกถึงภมรรัตน์ นี่ขนาดเห็นลูกของหญิงสาวตั้งสองคนตำตาขนาดนั้น หรือชายหนุ่มยังคงไม่คิดจะเลิกราเพราะเห็นว่าสวยรวย


ไหนจะหุ่นดี ถึงอย่างไรเรื่องนี้เธอก็สู้ไม่ได้ แต่คิดอีกที ที่สุดแล้วเธอก็มีโอกาสกว่า คู่แข่งแต่งงานไปแล้วแถมยังมาพร้อมหน้ากันขนาดนั้น จะให้เข้าไปแทรกกลางเห็นจะเป็นไปได้ยาก ต่อให้อยู่กันสองต่อสองในสวนเปลี่ยว แต่เรื่องใช้กำลังเธอเชื่อแน่ว่าปฐวีไม่มีทางทำ เขาไม่ใช่พระเอกละครไทยแต่เป็นเด็กวัด เด็กวัดที่ดีตัวจริงแบบไม่ต้องแกล้งทำ ข้อนี้เธอประจักษ์ชัดแก่ใจไม่ต่างจากคนในหมู่บ้านทุกคน


เหลือที่เป็นไปได้คือเขากำลังปวดใจ พอคิดอย่างนี้แล้วเธอกลับดีใจหน่อยๆ แม้จะรู้สึกผิดอยู่บ้างแต่มันคือโอกาสทอง เธอจะดูแลเขาเอง จะเยียวยาบาดแผลด้วยความรักที่มีให้มานานแล้ว แน่ล่ะว่าเป็นผู้หญิงไปทอดสะพานใส่ผู้ชายดูไม่เข้าท่า แต่ที่แน่ชัดกว่าคือเธอทำแบบนี้กับเขาแค่คนเดียว ใครพูดอะไรทำไมเธอต้องสน เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ก็ไม่รู้ไม่เห็นไปเอง


“เสร็จแล้วค่ะพี่วี กลับกันเถอะค่ะ”


หญิงสาวปั้นยิ้มให้คนที่ตนรัก


เก็บสกัดแล้วก้าวข้ามความเจ็บปวดที่กัดกินลึกๆ ในจิตใจมาช้านาน

 


-------------------------------------------------



[1] ในเบื้องแรกแห่งปฐมสังคยนาหลังพระพุทธปรินิพพาน พระอริยสาวกทั้งหลายได้ประชุมกันในถ้ำเพื่อสอบสวนทวนความและรับว่าตรงกันแบบมุขปาฐะ โดยมีพระมหากัสสปเถระเป็นประธานคอยตั้งปุจฉา มีพระอานนท์วิสัชนาด้านพระธรรมอันได้แก่พระสุตตันตปิฎกจำนวน ๒๑,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ (เรื่อง) และพระอภิธรรมปิฎก จำนวน ๔๒,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ แม้ในส่วนของพระวินัยจะทรงจำได้ทั้งหมด ๒๑,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ แต่ก็ยกให้พระอุบาลีวิสัชนาด้านนี้ เนื่องจากเป็นเลิศด้านพระวินัย

46 ความคิดเห็น