หนี้รัก...ภุมรินทร์

ตอนที่ 57 : Re Up : ๒๒.ทางออก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 62
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    23 ต.ค. 61

๒๒.ทางออก

 

            พรมเขียวของเขาคิชฌกูฏถูกย้อมเป็นสีน้ำเงิน แพเมฆแผ่ปกคลุมพร้อมสายลมไม่แรงนัก ใบลำไยส่ายพอไหว เรียงรายเป็นแถว ลูกดกกว่าสวนปฐวี มันเป็นสวนของลุงทองดีและอยู่ติดกับคลองกระสือใหญ่ แกปลูกเป็นพืชเชิงเดี่ยว เขาเคยฟังมาพูดเรื่องการตะบันน้ำซึ่งแกเห็นดีด้วยและกำลังจะขุดสระใหม่ พื้นที่ของสวนนี้มีสิบกว่าไร่ ด้านหลังเป็นทิวเขาสูงใหญ่ของเขาคิชฌกูฏ


            ชาวบ้านมาล้อมวงกัน มีกันอยู่สิบคนจากสวนทั้งหมดเจ็ดแปลง ส่วนใหญ่รู้จักกันมานานแล้ว สองในนั้นเป็นเพื่อนเขาแต่ตอนนี้มีลูกเล็ก ชื่อนิคมพร้อมเมียคือการเวก ทีแรกสองคนนี้เป็นคู่กัดไม่รู้ไปลงเอยกันท่าไหน อุ้มลูกมาด้วย เดี๋ยวร้องโยเย เดี๋ยววิ่งเอิ๊กอ๊าก จับแทบไม่ไหว ฝ่ายหญิงจึงต้องอุ้มออกไป ภมรรัตน์ไม่ว่าอะไรแต่หงุดหงิดพอประมาณ


            “ขนาดนั้นเลยหรือคุณ”


            ลุงทองดีเป็นชายร่างท้วม ผมบางลงตามปรกติของชายทั่วไป แกใจบุญจึงใช้น้ำส้มควันไม้ แต่ผสมสะเดาลงไปกับพืชสมุนไพรอีกหลายชนิด


            “จริงค่ะ ที่มีข่าวแม่น้ำกลายเป็นสีเลือด ก็เพราะเกษตรกรใช้ปุ๋ยกันมาก พอฝนชะลงสู่แหล่งน้ำก็เลยกลายเป็นอาหารให้แพลงก์ตอนพืชหลายชนิด บางส่วนก็เป็นพวกสาหร่ายที่มีสีออกแดง ทีนี้พอมันบลูม หรือก็คือเห่อขึ้นมามากๆ ก็เลยตายพร้อมกันมากๆ ไม่จำเป็นต้องเป็นแม่น้ำสีเลือดทุกครั้งหรอกนะคะ แต่ปลาก็ตายตามเพราะน้ำเน่าเสียนี่ได้ค่ะ”


            “แล้วหนูจะให้เราเลี้ยงสาหร่ายอีกนี่ มันจะไม่เกิดปัญหาหรือจ้ะ” น้าสายหยุด สวนลำไยแปลงข้างๆ ถามขึ้นบ้าง “เกิดมันหลุดลงแหล่งน้ำไปล่ะ เห็นทางการก็พูดเรื่องอะไรนะ เอเลี่ยนๆ อะไรสักอย่างนี่แหละ บอกว่ามันจะทำให้ระบบนิเวศเสียหายน่ะ”


            ภมรรัตน์ทำตาโตเล็กน้อย อาจเพราะแปลกใจที่น้าสายหยุดรู้เอเลี่ยนสปีชีส์ด้วย ส่วนปฐวีไม่ติดใจเพราะทรงเกียรติเพิ่งประชุมชาวบ้านไปไม่นาน ถึงเขาเลี่ยงไม่ไปฟังด้วย แต่ก็ถามจากลุงฤทธิ์สวนข้างๆ ได้ความว่า ทรงเกียรติพูดเรื่องนี้ต่อจากปัญหาผึ้งใกล้สูญพันธุ์


            “ไม่หรอกค่ะ เพราะสายพันธุ์ที่จีเอฟไอเอามาผลิตน้ำมัน เป็นสายพันธุ์ในแหล่งน้ำของไทยเรานี่แหละ แต่มีการคัดสายพันธุ์ที่ให้น้ำมันสูงสุดมาใช้ เพราะฉะนั้น ถ้าจะมีหลุดจากกระบวนการไปบ้าง ก็ไม่ก่อปัญหาที่ว่ามาแน่นอนค่ะ”


            ชาวบ้านหลายคนหันไปพูดคุยกัน วงประชุมคราวนี้มีฉากฉายสไลด์ โปรเจ็กเตอร์ และโน้ตบุ๊กเป็นศูนย์กลาง ปฐวีพูดไปแล้วเรื่องผลผลิตที่งอกเพาะตัวมันเองเป็นรายได้ เขาแทบไม่ต้องทำอะไรเลยนอกจากเผาถ่านเท่านั้น แต่ละสวนกำลังจะโค่นบางส่วนเพื่อขุดสระน้ำ หากใครคิดว่าจะมีไม้เผาต่อเนื่องได้ ภมรรัตน์จะให้ทำโรงเรือนเอง แต่ใครขุดบ่อเล็กจะเจรจาขอซื้อไม้มาเผาที่สวนปฐวี ชายหนุ่มเองคิดว่าเข้าท่าดี และจะปันรายได้กัน


            “เฮ้! ไอ้วี เห็นหงิมๆ แบบนี้กะเล่นของสูงเลยหรือวะ”


นิคมสัพยอกเขาตอนขอตัวออกมาเข้าห้องน้ำ ภมรรัตน์กำลังอธิบายวิธีสกัดน้ำมันให้ชาวบ้านฟัง เขาเองเคยฟังแล้ว แต่ถึงเวลาจริงก็แค่ตากแห้งรอจีเอฟไอมารับ ส่วนหากคิดจะทำเองก็ตากแล้วเอามาคั้นแยกกากเป็นใช้ได้ ปริมาณน้ำมันที่เก็บได้มีมากถึงสามในสี่ เพื่อนเขาเดินตามมาด้วยแต่ปฐวีไม่ทันสังเกต


รอยยิ้มเย้าดูน่าหงุดหงิดสำหรับชายหนุ่ม เหมือนเพื่อนตีย้ำหัวตะปู กดลงใจดำแหลมลึกกว่าเก่า ห้องน้ำสวนนี้อยู่ด้านนอกตัวบ้าน เป็นห้องแยกแบบโบราณและบ้านเป็นกระต๊อบไม้ มันมีใต้ถุนสูงไม่เท่าไหร่ แค่นั่งแล้วกระเถิบตัวขึ้นได้ไม่ลำบากคนแก่


            “เรื่องอะไรวะ”


ปฐวีแกล้งไม่รู้ไม่ชี้ แต่เพื่อนยักคิ้วหลิ่วตาให้


            “อย่ามาตีเนียนสิโว้ย คนเขาลือกันไปทั้งบางแล้ว”


            “ไม่มีอะไรทั้งนั้นแหละ นั่นมันเจ้าหนี้ข้าต่างหาก ติดอยู่เป็นล้าน เขาไม่คิดดอก เลยต้องคอยมาช่วยงานขัดดอกอยู่นี่”


            “อ้อเหรอ...” นิคมลากเสียงยาว สีหน้าทะเล้นตามนิสัย “เป็นทาสในเรือนเบี้ยเอาตัวขัดดอกงั้นสิ แล้วแม่เปของเอ็งล่ะเป็นไง ไม่หึงหัวหูแดงหมดแล้วหรือไงวะ ไปไหนมาไหนกับนางฟ้านางสวรรค์บ่อยๆ อย่างนี้น่ะ”


            “ไม่มีอะไรทั้งนั้นแหละ แล้วเปกับฉันก็...” ปฐวีชะงักไป ไม่แน่ใจว่าพูดออกมาคราวนี้จะผิดศีลข้อมุสาหรือไม่


            “ก็อะไรวะ ไปกินไปนอนบ้านแกแล้วไม่ใช่หรือ”


            “เฮ้ย! อย่ามาพูดบ้าๆ นะโว้ย เปเขาก็ไปนอนบ้านเขา แค่มาช่วยดูพ่อฉันตอนเช้ากับเย็น เสร็จแล้วก็กลับไปบ้านเขาโน่น”


            “แน่ใจ?” เสียงสูง เบิกตา เบะปากล้อ “คนเขาไม่ได้พูดกันแบบนี้นาเหวย เอ็งรู้มั่งหรือเปล่าวะ”


            ทำไมจะไม่รู้ ปฐวีได้ยินจากลุงนกกับป้านิ่มในตลาดมาก่อนแล้ว และที่จริงนั่นก็ผ่านมาหลายเดือนแล้ว ป่านนี้คงยิ่งลือกันไปใหญ่ วูบหนึ่งกลับมาคิดว่าเปมิกามีแต่เสียหาย นี่ยังดีที่พ่อเธอเป็นผู้ใหญ่บ้านที่ชาวบ้านเกรงใจ กระนั้นสายตาคนคงห้ามไม่ได้ แต่ละวันเธอจะเจอกับสายตาแบบไหน ต้องทนกับอะไรมาบ้าง ปฐวีคิดแล้วก็ตัวชาขึ้นมา


            “จริงๆ มันก็เรื่องของเอ็งนะโว้ย ไอ้เกลอ” นิคมตบบ่าเขา สีหน้าอ่อนลง เหมือนจะปลอบ “แล้วความทุกข์ของเพื่อนมันก็เป็นความบันเทิงของเพื่อนอย่างหนึ่งเหมือนกัน”


            มันยิ้มกวน ปฐวีหมั่นเขี้ยว ชักอยากต่อยปากไอ้หมานี่


            “แต่ข้าบอกได้เลยว่าลึกๆ ทุกคนก็รู้ว่าเอ็งอยากบวชหัวโด่อยู่นี่ ฉะนั้น เอ็งลองคิดดูดีๆ นะโว้ย แม่เปน่ะ เขาสวยน่ารักจนโดนรุมจีบขนาดไหนตอนยังเรียนเอ็งก็รู้ แม่ไล่ตะเพิดหมดมาคอยตามเอาใจแต่เอ็งคนเดียวขนาดไหนใครๆ เขาก็เห็น แล้วตอนนี้พ่อเอ็งเป็นยังไง เรื่องเอ็งจะได้บวชนี่คงอีกยาวไกลไม่ใช่หรือวะ ถ้าจะเลือกใครสักคน เป็นข้า ข้าก็เชียร์แม่เปนะโว้ย”


            ปฐวีเงียบ ทำไมเขาจะไม่รู้ รู้ดีกว่าใครๆ ด้วยซ้ำ และรู้ด้วยว่าไอ้เกลอปากเสียตัวนี้ก็เคยโดนเปมิกาตะเพิดมาด้วยอีกคน


            “สาวสวยน่ะ ตัวผู้ที่ไหนมันก็ชอบทั้งนั้นแหละว้า แต่ดอกฟ้าหุ่นเอ็กซ์ขนาดนั้น เอ็งเอื้อมไหวแน่เหรอ หรือต่อให้ไหว จะปรับตัวกันได้หรือวะ มันท้าทายน่าเล่นนะโว้ย ข้าเข้าใจอยู่ ข้าเองเห็นแล้วยังอยาก...”


นิคมพูดไม่จบคำ มันชะงักด้วยปฐวีสีหน้าเหวอเป็นสัญญาณ


“อยากอะไรยะ”


การเวกโผล่มาด้านหลังพร้อมไอ้ตัวเล็ก ให้ความรู้สึกเหมือนดักฟังอยู่นานแล้วเพราะปิดปากลูกไว้ เธอเขย่าตัวเด็กเหมือนเล่นด้วยเดินดิ่งมา ก่อนที่จะเอามือเลอะน้ำลายไอ้หนูมาบิดหูพ่อตัวดี


“โอ๊ย! เบาๆ หน่อยซี่ ปั้ดโธ่”


“อยากอะไร พูดมาให้มันดีๆ เดี๋ยวนี้เลยนะ”


“คนเขากำลังให้คำปรึกษาเพื่อนอยู่ เดี๋ยวก่อนเซ่ โอ๊ย! ปล่อยๆๆ”


“ปรึกษาเนี่ยนะ อย่างเอ็งนี่น่ะนะให้คำปรึกษาใครเขาได้ มานี่เลย”


การเวกลากนิคมด้วยดึงหู ลูกเริ่มร้อง แต่เป็นการร้องเอิ๊กอ๊ากชอบอกชอบใจ แถมยังปรบมือสนุกสนานอยู่ในวงแขนผู้เป็นมารดายกใหญ่ แต่ก่อนที่ทั้งครอบครัวจะลับมุมหายไป การเวกกลับชะงักเหมือนนึกขึ้นได้ เธอหันมาหาปฐวีพร้อมตีหน้าดุๆ ดีที่ปั้นยิ้มนิดๆ มาให้ด้วย สามีอดีตคู่กัดเลื่องชื่อในโรงเรียนยังโวยวายอยู่ แต่มือเธอก็ยังไม่ปล่อยจากหูของพ่อตัวดีเช่นเดิม


“นี่...! ยังไงฉันก็เชียร์เปเขานะ จะหาใครรักจริงอย่างแม่นั่นน่ะ ไม่มีหรอก ถ้านายไปเลือกคนอื่นแทนที่จะเป็นแม่นั่นล่ะก็...”


“เห็นไหมล่ะ โอ๊ย!” นิคมร้องลั่น หน้าแดงเบ้กว่าเดิม แต่ยังอุตส่าห์ร้องบอกมาทั้งที่ตัวเอนตามแรงมือของสุดที่รัก


“ยังไงเอ็งดูข้าไว้เป็นตัวอย่างด้วยนะโว้ย โอ๊ย! เจ็บๆๆๆ”


----------------------------


คำถามมากมายผุดขึ้นมาเป็นเห็ดหน้าฝน พอๆ กับสาหร่ายบลูมเพราะปุ๋ยที่มนุษย์แห่ใส่พืชผัก ปฐวีนั่งถามตัวเองบ้าง ฟังไปบ้าง แต่ไม่เข้าหัวสักเรื่อง ประหลาดใจตนที่กลายเป็นคนขี้วิตกและฟุ้งซ่าน ชาวบ้านถามภมรรัตน์เรื่องสาหร่ายกันอยู่ แต่ดูท่าจะใกล้เลิกเต็มทน เขาไม่อยากปล่อยโอกาสนี้ให้หลุดไป จึงขยับตัวนั่งหลังตรง สูดลมหายใจกว้างลึก แต่แช่มช้าจนผ่อนคลาย


เรื่องหัวใจไว้ทีหลัง รายได้สำคัญกว่าเพราะมันคือฐานของชีวิต ไม่ว่าเขาจะแต่งงานหรือไม่ อย่างไรก็ต้องดูแลพ่อไม่ใช่หรือ ความเจ็บใจปะทุในอก มันกัดกินอยู่ลึกๆ ว่าถ้าเขาไม่ไปกรุงเทพ พ่ออาจไม่ต้องเป็นอัมพฤกษ์ ยิ่งนานวันยิ่งทุรนในใจตน ต้องถามกับตัวเองซ้ำๆ ว่าหรือเขานี่แหละเป็นต้นเหตุ


ดูท่าว่าคงต้องแต่งงาน จะได้มีคนมาคอยดูแลบิดา และคนนั้นคงต้องเป็นเปมิกา เพราะที่ผ่านมาก็พิสูจน์ใจเธอมาแล้ว กับภมรรัตน์คงเป็นไปไม่ได้ เขาชั่งน้ำหนักด้วยความเป็นจริงและเหตุผลอีกร้อยแปด คำตอบเดียวคือเขาควรแต่ง แต่งกับคนที่รักและเสียสละเพื่อเขาตลอดมา


หนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรก็ยังมี ส่วนของจีเอฟไอกำลังทยอยจ่าย เขาพยายามใช้คืนทุกเดือนโดยปันจากรายได้ ดีที่ค่าอาหารจริงๆ เหลือเพียงค่าข้าวสารกับเนื้อสัตว์ แต่ยังมีกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา โชคดีที่ก้อนหลังสุดมีกำหนดปลอดชำระหนี้สองปี ปฐวีเพิ่งระลึกได้ว่ากลับมาฟุ้งซ่านอีก เขาพยายามตั้งสติใหม่แต่เกือบไม่ทัน


“มีใครอยากถามอะไรอีกไหมคะ”


ภมรรัตน์รวบมือเข้าหากันตรงหน้าท้อง เธอมองไปรอบๆ สีหน้ายิ้มแย้มเหนื่อยๆ ปฐวีชื่นชมเธอในจุดนี้ด้วย ความเป็นครูของหญิงสาวน่าจะมากกว่าเขาด้วยซ้ำ ไม่มีใครยกมืออีกปฐวีจึงขอโอกาส เธอหันมาพยักหน้าแปลกใจนิดๆ ชายหนุ่มบอกเธอว่าจะขอพูดเรื่องลำไย เมื่ออนุญาตแล้วจึงหันไปทางเพื่อนร่วมชะตากรรม


เขากระแอมก่อนเริ่มพูด


“คือผมเห็นว่าในที่นี้ส่วนใหญ่จะปลูกลำไยกัน และผลผลิตก็ใกล้จะออกมาแล้ว เลยอยากคุยด้วยสักหน่อยครับ”


แต่ละคนไม่ว่าอะไร พากันเงียบรอฟัง สถานะของชายหนุ่มถูกยกขึ้นตั้งแต่มาให้ความรู้คราวที่แล้ว


“ไม่ทราบว่ามีคนจากล้งมาติดต่อหรือยังครับ”


ส่วนใหญ่ส่ายหน้า ปฐวีแปลกใจ


“อ้าว ยังไม่มากันหรือครับ”


“เห็นมีแต่พวกพ่อค้าคนกลาง” ป้าระรื่นตอบ “เขาเอาไปขายล้งอีกที ล้งไม่มาเองหรอก แล้วที่มาก็แม่ปลาเพื่อนเอ็งนั่นแหละ”


ชายหนุ่มส่ายหน้าเล็กน้อยก่อนจะพูด


“จริงๆ แล้วปลาเขาเป็นนายหน้าให้ล้งแล้วจ้ะ เขามาติดต่อที่สวนฉันทีหนึ่ง ให้ราคาไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เลยไปลองถามกับเปเขาว่ารู้จักล้งที่ไหนอีกไหม เลยมารู้เรื่องนี้มา”


แต่ละคนฮือฮา หันไปซุบซิบกันเอง ปฐวีปล่อยให้คุยกันสักพักจึงเอ่ยต่อ


“ที่จริงพูดแบบนี้ก็เหมือนนินทาเพื่อนตัวเอง ฉันเองก็รู้สึกไม่ดีเหมือนกัน แต่เปกับปลาไม่ได้มีปัญหาอะไรกัน คงไม่พูดใส่ร้ายเพื่อนแน่ และนั่นก็ไม่ใช่นิสัยเปด้วย ที่ฉันจะพูดก็คือ ตอนนี้โลกเปลี่ยนไปแล้ว ล้งในบ้านเราตอนนี้มีแต่ล้งจีน หรือที่จริงคือล้งไทยนอมินีจีน ถึงจะบอกว่าร่วมทุนก็เถอะ แต่เอาเข้าจริงใครเป็นคนบริหาร ใครเป็นคนรับผลประโยชน์เต็มเม็ดเต็มหน่วยกว่ากัน”


ทุกคนพยักหน้า เห็นพ้องโดยไม่ต้องสงสัย


“แล้วยิ่งตอนนี้มากินรวบกระทั่งพ่อค้าคนกลางไทย ฉันเลยคิดว่าจะดีกว่าไหมถ้าเราจะมารวมตัวกันต่อรองราคากับพวกล้ง เพราะปีนี้ผลผลิตเราออกน้อยกว่าทุกปี ราคามันควรจะสูงได้กว่านี้ ทั้งด้วยเพราะแล้งกับเพราะเรื่องผึ้งที่ใกล้สูญพันธุ์ ลองคิดดูนะครับ ตอนนี้ใครดูข่าวก็จะรู้ว่าข้าวยากหมากแพง มีสกู๊ปข่าววิเคราะห์นู่นนี่กันทุกวัน ราคาพืชผลทางการเกษตรถีบตัวสูงขึ้น ฉันเองขายผักที่ปลูกแซมไว้วันละไม่ถึงครึ่งคันรถ ยังมีเงินพอจ่ายหนี้ธกส.กับ...”


            เขาหันไปทางภมรรัตน์ รู้สึกเกรงใจที่ยกขึ้นมาพูด แต่เธอพยักหน้าให้ช้าๆ ในมาดนิ่ง


            “กับทางจีเอฟไอได้ทุกเดือนๆ ฉันว่าล้งเองคงกลัวตัวเองจะต้องจ่ายแพง เดี๋ยวสู้ล้งจีนในประเทศเพื่อนบ้านไม่ได้ เลยส่งคนมาตระเวนกดราคาไว้ก่อน ฉันว่าเราไม่น่าไปยอมเขานะ”


            หลายคนพยักหน้าเห็นตาม แต่ก็ยังมีคนกังวลใจ


            “แล้วถ้าล้งรวมหัวกันฮั้วล่ะวี”


การเวกเอ่ยออกมา เธอมองลูกน้อยที่พยายามไต่ตัวเธอเล่นจากบนตัก นิคมเองก็ดูจะกังวลไม่แพ้ภรรยา ปฐวีเข้าใจทั้งสองคนพอๆ กับสะท้อนใจเรื่องแต่งงานของตัวเอง


“เราว่ามันต้องลองดูก่อนนะแก้ว” ปฐวีพูดกับเพื่อนสาว สีหน้าอึดอัดเล็กน้อย แต่เชื่อว่าจะดีกับตัวเธอและทุกคนมากกว่าปล่อยให้อยู่ใต้อำนาจล้งแบบนี้ “ไม่ลองไม่รู้หรอก แต่เราเชื่อพระเจ้าอยู่หัวที่ตรัสว่าให้รู้รักสามัคคี พระพุทธองค์เองก็ทรงยกสาราณียธรรมกับสังคหวัตถุสี่มาสอนเรื่องนี้เหมือนกัน แน่นอนว่าจะสร้างถนนมันต้องมีฝุ่นควัน แต่ถ้าผ่านไปได้ล่ะก็ ถนนเสร็จเมื่อไหร่ ฉันว่ามันจะมีอนาคตที่ดีกว่ารอเราอยู่นะ ไม่ว่าจะกับเธอ หรือลูกของเธอ นี่เราไม่ได้พูดเอาแต่ได้หรอกนะ”


“เออๆ ข้ารู้น่าไอ้วี แต่เอ็งยกคำพระมานี่ ข้าเหวอเลยนา นึกว่าฟังหลวงตาแกเทศน์อยู่”


เสียงหัวเราะดังขึ้นมาในวงประชุม ชายหนุ่มหน้าม้าน โดยเฉพาะเมื่อหันไปเห็นภมรรัตน์ปิดปากหันไปหัวเราะทางอื่น ใจหนึ่งเขาเบิกบานขึ้นมาด้วยภาพนั้น มันแช่มชื่นหัวใจนักที่ได้แสดงด้านดีที่มีอยู่ในตัวให้เธอเห็น ยังแอบหวังว่ามันจะทำให้แต้มของเขาที่มีต่อเธอถีบตัวสูงขึ้น ก่อนจะกลับมาหน้าซีดเมื่อเห็นสายตาของแต่ละคนที่จ้องมายังเขาเหมือนไม่เห็นด้วย


“แล้วถ้าเขาไม่ยอมเพิ่มราคาให้ตามที่เราอยากได้ แต่กลับรวมหัวกันกดราคาลงกว่าเดิมล่ะพ่อวี ยังไงเราก็ต้องพึ่งเขาอยู่นะ”


ยายผานิตแสดงความกังวล ปฐวีสูดหายใจลึกๆ ไล่เรื่องรักออกไปก่อน ตำหนิตัวเองที่เรื่องนี้ทำให้ความน่าเชื่อถือของเขาลดลง ก่อนจะหันไปร้องขอปฏิทินจากลุงทองดี


“เอ๋ จะใช้หรือพ่อวี งั้นเดี๋ยวนะ” แกทำท่าจะลุกจากเก้าอี้


“เดี๋ยวครับๆ” ชายหนุ่มรีบห้าม “ไม่ต้องก็ได้ครับลุง”


ชายหนุ่มไม่อยากให้คนแก่วิ่งขึ้นเรือนไปเอาปฏิทิน แวบหนึ่งเขาคิดถึงพ่อและมีภาพตอนพ่อตกบันไดผุดขึ้นมา ปฐวีหันไปขออนุญาตภมรรัตน์ใช้คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊กตัวนี้แชร์ไวไฟจากมือถือของเธอด้วย เขาเรียกเว็บบราวเซอร์แล้วหาข้อมูลที่ต้องการ เสร็จแล้วจึงดึงภาพของปฏิทินฉายขึ้นสไลด์ ความคล่องแคล่วว่องไวเรียกความน่าเชื่อถือคืนมาได้หน่อย สังเกตจากอากัปกิริยาของแต่ละคน โดยเฉพาะคุณลุงคุณป้าที่ใช้คอมพิวเตอร์ไม่เป็น


“แล้วปฏิทินมันเกี่ยวยังไงวะวี” นิคมเป็นคนถาม มือหนึ่งยกไปคลำหูตัวเองที่ยังแดง


“คม แกว่าปีนี้ลำไยสวนแกน่าจะขายได้ตอนไหนล่ะ”


ชายหนุ่มนึกคิด ไล่ตามองปฏิทินไปด้วย


“น่าจะปลายเดือนมกราฯ ปีหน้านั่นแหละ” เขานิ่วหน้า “เอ็งก็เอาปฏิทินเดือนนี้มาให้ข้าดูอยู่นี่”


ชายหนุ่มพยักหน้าพึงใจ คราวนี้เขาหันไปถามผู้อาวุโสบ้าง แต่ละคนบอกว่าก็ออกช่วงเดือนนี้เป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะปีนี้ที่กว่าจะรู้ข่าวเรื่องผึ้งจากโทรทัศน์ มันก็เข้าช่วงของการติดดอกลำไยชุดสุดท้าย ก่อนหน้านั้นก็มีติดบ้างแต่ถือว่าน้อยมาก ยังบ่นให้ฟังแบบเกรงใจเรื่องปีนบันไดไปผสมเกสรด้วยพู่กัน ปฐวีข้ามความรู้สึกนั้นเพื่อเดินหน้าไปตามแผนการ


            “งั้นรบกวนลองดูกันสักนิดนะครับ ว่าปีหน้าตรุษจีนเป็นวันอะไร”


            “ก็ยี่สิบเก้ามกราฯ นั่นไง” นิคมชี้ไปยังตัวอักษรสีแดงใต้ตัวเลขวันที่ มันเป็นปฏิทินของปีสองพันห้าร้อยหกสิบแปด


            “แล้วข้างขึ้นข้างแรมล่ะคม”


            เพื่อนกระเซ้าเพื่อนยิ้มๆ หรือที่จริงคือใช้เพื่อนช่วยหาคำตอบให้ตามหมากที่เตรียมมาล่วงหน้า ตอนอยู่ในรถเมื่อครู่นี้เขาแทบจะร้องออกมา ช่างเป็นโชคดีของเขาและบรรดาชาวสวนลำไย


             “ก็หนึ่งค่ำ เดือนสามไง ทุกปีตรุษจีนมันก็...เฮ้ย! เดี๋ยวนะ”


            เท่านั้นเองสีหน้าของนิคมพลันตื่นเต้น แต่พวกผู้ใหญ่นึกได้ก่อนแล้วจึงหันไปเออออยิ้มกว้าง ต่างพยักหน้าให้กัน จับมือถือแขนเขย่ายินดี มีเพียงภมรรัตน์คนเดียวเท่านั้นที่ไม่เข้าใจ ปฐวีไม่แปลกใจเพราะเธอเป็นคนต่างถิ่นที่เพิ่งลงพื้นที่มาไม่นาน


            “มันเป็นวันเริ่มงานประเพณีขึ้นเขาคิชฌกูฏครับคุณผึ้ง

 


-------------------------------------------------

46 ความคิดเห็น