หนี้รัก...ภุมรินทร์

ตอนที่ 53 : Re Up : ๑๘. คุ้นเคย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 62
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    19 ต.ค. 61

๑๘. คุ้นเคย

           

            เจ้าซื่อกับนางใสหยอกล้อกันเล่นอยู่ในเปือกตม ทั้งสองตัวลงไปลุยโคลน มันขุดปลักเองอยู่หลังคันนาร้าง ตะไคร่เขียวเกาะตัวพวกมัน แต่ปฐวียังไม่มีเวลาดำนา และที่จริงเขาไม่รู้วิธีทำนา พ่อเป็นชาวสวน แม่เป็นคนหาปลาจากโตเลนสาบ อีกทั้งในจังหวัดก็แทบไม่มีคนเป็นชาวนาให้ถามไถ่กัน


            ส่วนใหญ่เป็นสวนผลไม้ มีมันสำปะหลังกระจัดกระจาย อาจเพราะดินไม่เหมาะปลูกข้าว ท้องฟ้าวันนี้แดดกระจ่างเผาผะผ่าว งอบใบเดียวจะสู้ร่มไม้อย่างไรไหว ขนาดใส่เสื้อแขนยาวก็แล้ว เอาผ้าขาวม้าพันหน้าก็แล้ว ยังระอุไอเกรียมแทบไหม้ ชายหนุ่มฟันกิ่งลำไยตายอยู่กลางแดดบ่าย จากที่เคยสุมไว้เป็นภูเขาเลากา ค่อยๆ ร่อยหรอลงเรื่อยๆ ด้วยเผาทุกวัน


น้ำส้มควันไม้ทยอยหยด มันไหลลงจากปล่องควบแน่นสู่ขวดพลาสติก เขารองเก็บไปเทใส่ถังพักตามปรกติ ทุกวันจะปล่อยควันฟุ้งแต่วันนี้ไม่ ภมรรัตน์นั่งยองๆ อยู่อีกด้าน อยู่ไม่ไกลเจ้าด่างและหมาเจ้าถิ่นยังไม่ยอมเข้าใกล้ ดวงหน้าไม่ไว้ใจแต่เดินเลียบๆ เคียงๆ เข้าไป เดี๋ยวย่างเข้า เดี๋ยวเหยาะถอย ในมือของหญิงสาวมีเนื้อติดซี่โครงชิ้นใหญ่ เธอใช้นิ้วกระดกมันไหวๆ เจ้าด่างน้ำลายสอแต่ไม่กล้าเข้าไปคาบกับมือ


            “มานี่เร็ว มาๆๆๆ เจ้าหมาน้อย”


            หญิงสาวเดาะลิ้นเรียกหมาหางดาบลูกครึ่ง ขนแผงคอปั้นทรงหน้าของมันจนคล้ายเสือ แต่ดวงตาเป็นกังวลสื่อสารชัดแจ้ง จมูกเปียกสูดฟุดฟิด น้ำลายหยดย้อย ยังครางขู่แต่น้อยลง ภมรรัตน์โยนให้มัน คงขี้เกียจรอและความคุ้นเคยต้องให้เวลาทำงาน


ด่างรีบเข้างับ มันคาบได้แล้ววิ่งหูลู่หางตกจากไป มันวิ่งไปหันรีหันขวางไป ทำราวกับว่าเป็นขโมยเสียเองในสวนหลังบ้าน ปฐวีส่ายหัวดิก เขาหมั่นไส้อยากเขกหัวมันสักที แต่นี่ก็ถือว่าเป็นเรื่องดี ไม่คุ้นคนง่ายๆ มีขโมยเมื่อไหร่คงกัดเหวอะหวะ เขาเดินลากกิ่งลำไยแห้งมาลิดก้าน สับเป็นท่อนแล้วเรียงลงถังเหล็กที่ดำด้วยเขม่าควัน เรียบร้อยแล้วจึงเตรียมจุดไฟใส่ปากเตาดังทุกวัน เขาเดินไปยังส่วนที่ปิดด้วยผ้าสแลน 


            ใบแห้งยังเก็บไว้เป็นเชื้อ เขากวาดมากองรวมไว้ในโรงเรือน จะใช้เมื่อไหร่ค่อยเปิดสแลนเข้าไปกอบ มันเหลือไม่มากแล้วแต่ยังเอาไม้ไผ่กระทุ้งก่อน เผื่อมีหนูกับงูมาซุกจะได้หนี ไม่มีเศษเหลือทิ้งในสวนของเขา พ่อเป็นคนสอนเขาไว้อย่างนี้ โครงทำจากไผ่ที่ปลูกไว้ริมรั้ว มีแต่หลังคาสังกะสีที่ต้องไปซื้อมา


            เป็นโรงเก็บน้ำส้มควันไม้ ถังเผาเอาถ่านย้ายมาอยู่ด้านในเผื่อฝนตก ภมรรัตน์ยังเท้าสะเอวมองไอ้ด่างแทะกระดูก มันคาบไปหมอบอยู่ใต้ต้นขนุนด้านหลังบ้าน เธอไม่พูดอะไร แต่หันมาแล้วจึงเห็นว่ายิ้มพราย คงตลกกริยาของเจ้าหมาหยิ่งออกลาย เจอกระดูกชิ้นใหญ่ยังไงก็ตูบธรรมดา


            “ยิ้มอะไรไม่ทราบ”


            เธอตีหน้าดุ ถอดแว่นกันแดดมองมาใช้สายตาขู่ ชายหนุ่มสะดุ้งก้มกลับไปมองพื้น ไฟแช็คดังฉึบพร้อมเปลวลุกไหม้ ใบลำไยแห้งเริ่มลุกโพลง ใบเหลืองกรอบถูกเลียกินหดหายไป เขาวางมันลงหน้าเตาที่เต็มด้วยเชื้อไฟ พัดเอาไม่นานจึงเปลี่ยนไปจุดเตาข้างๆ กัน


            “ติดหมดแล้วครับ” เขามองนำสายตาไปยังอีกสองถังที่เหลือ


            “ตรวจดูอีกทีสิว่าต่อท่อไว้ดีแล้ว”


            หญิงสาวพยักเพยิด ชายหนุ่มเดินไล่ตรวจตามบัญชาโดยดี ท่อที่ว่าต่อขึ้นจากปล่องระบายควันทั้งหมด มันเชื่อมกันอย่างดีกับท่อยาวอีกเส้น มันอยู่เหนือศีรษะ ผูกไว้กับอกไก่สันหลังคาโรงเผา ท่อแนวนอนเส้นใหญ่นี้ต่อตรงออกไปนอกร่มเงา เป้าหมายของมันอยู่ในโรงเรือนอีกหลังที่จีเอฟไอสร้างขึ้นมา


ทั้งตอกเข็มทั้งตั้งเสา ผูกเหล็กเทพื้นจนน่ากลัวงบจะบานปลาย แต่ภมรรัตน์เป็นคนออกค่าใช้จ่าย ปฐวีเข้าใจแล้วว่าทำไมเธอถึงเก็บผลประโยชน์ถึงร้อยละเจ็ดสิบ รู้อย่างนี้เขาน่าจะปลูกโรงเรือนเอง จะได้ต่อรองผลประโยชน์ระยะยาวได้มากขึ้น เกือบเหมือนเสียรู้ แต่อีกใจหนึ่งก็ว่าดีกว่าควักเงิน เขาอยากเก็บเงินไว้รักษาพ่อมากกว่าลงทุนกับสิ่งที่ยังไม่รู้แน่นอน


            ในอาคารคือชุดปฏิกรณ์พลังงาน เป็นถุงอย่างหนา บางกว่าถุงน้ำเกลือนิดหน่อยแต่ใสแจ๋ว ภายในเต็มเปี่ยมด้วยของเหลวสีพราย แดดบ่ายสองโมงส่องแผงเพาะเลี้ยงดูเรืองฉ่ำๆ มันส่งสีเขียวเกือบสด คล้ายใบไม้แรกผลิแต่ขุ่นเข้มกว่ากัน สาหร่ายเรืองรองช่างดูแปลกตา มันน่าพิศวงพอๆ กับงดงาม


            แผงปฏิกรณ์เรียงเป็นตับ ห้อยลงมาห่างกันแผงละหนึ่งศอก แต่ละแผงถูกเย็บให้เกิดช่องเป็นแถวๆ ในแนวนอน น้ำสะอาดจะไหลสลับฟันปลาลงไปตามช่องทางที่เปิดไว้ ท่อนำก๊าซจากโรงเผาถ่านเชื่อมกับทุกแผงนี้ แต่ต่อเข้าหม้อเติมอากาศที่จีเอฟไอจัดหามา มันส่งก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไปผสมกับน้ำ โดยมีปั้มส่งน้ำขึ้นไปเลี้ยงสาหร่ายแบบระบบไหลวน


น้ำเปี่ยมคาร์บอนจะไหลลัดเลาะผ่านสาหร่ายลงมาทีละชั้น เมื่อถึงด้านล่างจึงเข้าสู่ท่อที่นำน้ำย้อนกลับ ปั้มน้ำจะสูบมันวนกลับเวียนไปเวียนมาไม่จบสิ้น คาร์บอนไดออกไซด์ถูกสาหร่ายใช้ระหว่างสังเคราะห์แสง แต่ละแผงจึงต้องอยู่ห่างกันเพื่อเพิ่มพื้นที่รับแสงอาทิตย์ ข้อเสียอย่างเดียวคือต้องเปิดหลอดไฟในตอนกลางคืน ชวนให้สงสัยว่าจะคุ้มทุนจริงหรือไม่ประการใด


“มันผลิตน้ำมันได้เยอะจริงหรือครับ”


ชายหนุ่มถามโดยไม่มอง เขาไล่สายตาไปตามแผงปฏิกรณ์ชีวภาพ ภมรรัตน์ไม่ตอบจนเขาต้องหันไปถามอีกคราว แต่เธอพยักเพยิดให้เดินตามต้อยๆ แกลลอนใส่หัวเชื้อวางเรียงอยู่ริมผนัง โรงเรือนหลังนี้ไม่กว้างนัก ส่วนภายในนั้นมีสาหร่ายตกค้างอยู่นิดหน่อย เธอเทมันขยี้ในมือแล้วแบออกมา ปฐวีชะงักกับกริยานี้ทันที


“สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น ลองจับดูเองแล้วกัน”


ชายหนุ่มลังเล หากเป็นไปได้เขาไม่อยากจับเนื้อต้องตัวสตรี กระทั่งแม่มะลิเขายังหลีกเลี่ยง จำเป็นจริงๆ ค่อยแตะบนร่มผ้า แสงสว่างส่องฝ่ามือเป็นมัน หลังคาโรงเรือนไม่สูงนักแต่ใสกระจ่าง ภมรรัตน์เลือกใช้อะคริลิกโปร่งใสอย่างหนา มันมีราคาแพงกว่ากระเบื้องลอนคู่ไม่น้อยทีเดียว


“เอ้า อิดออดอะไรอยู่”


หญิงสาวเหมือนไม่ถือ ส่วนชายหนุ่มกลั้นใจแล้วค่อยส่ายหน้า เขาก้มลงไปเทขยี้กับมือตัวเอง เอามาอังจมูกอีกทีเพื่อพิสูจน์กลิ่น กลิ่นมันหืนเหม็นเขียว รับกันดีอย่างดีกับความมันลื่น หญิงสาวเลิกคิ้ว มองเขายิ้มๆ ก่อนหันไปรอบๆ คล้ายอยากหาผ้าเช็ดมือ ปฐวีจึงปลดผ้าขาวม้าออกจากบ่าแล้วยื่นให้เธอ


“มีอะไรสงสัยอีกไหม นักเรียน”


เธอกล่าวตอนส่งคืน ปฐวีรับมาพลางตีสีหน้าไม่ถูก ไม่นึกว่าเธอจะพูดเล่นเป็นด้วย


“เห็นว่ามีวิธีที่เลี้ยงในถังอับแสงด้วยนี่ครับ” ทีจริงไม่เชิงสงสัย รู้สึกเหมือนอยากหาเรื่องชวนคุย “ตกลงไม่เอามาลองเลี้ยงที่นี่หรือครับ”


ภมรรัตน์ส่ายหน้า “ฉันคิดดูแล้ว แบบนั้นมันไม่น่าจะเหมาะกับสวนนายน่ะ”


“ยังไงครับ” ชายหนุ่มยกหัวคิ้ว “เผื่อทางผมจะปรับได้ เห็นว่าได้น้ำมันเยอะกว่าระบบใช้แสงนี่ครับ”


“อย่าเลย สวนนายมีเจ้าสองตัวนั่นคอยกินวัชพืชอยู่แล้ว ได้ปุ๋ยคอกไว้ใช้ด้วย ไม่ต้องเสียเวลาไปตัดไปปั่นใส่ถังหมักหรอก”


ปฐวีไม่ว่าอะไร นึกๆ ดูแล้วก็คงจะใช่ อันที่จริงส่วนหนึ่งที่เขาถามไป ก็เพราะมีความสนใจส่วนตัวเป็นองค์ประกอบ เพาะสาหร่ายโดยไม่ใช้แสง ฟังดูแล้วก็แทบไม่น่าเชื่อ สาหร่ายสีเขียวพวกนี้มีคลอโรฟิวส์ มันควรต้องได้สังเคราะห์แสงจึงผลิตพลังงานได้ แต่เธอเคยบอกว่ามันใช้คาร์บอนที่อยู่ในเยื่อพืช ไม่ต้องใช้ก๊าซจากการเผาถ่านและแสงอาทิตย์ก็ได้ ถึงฟังแล้วประหลาด แต่มันเข้าท่าและที่จริงคือลัดขั้นตอน เพราะกระบวนการสังเคราะห์แสงสร้างแป้งและน้ำตาลขึ้นมาในสาหร่าย ก่อนจะแปรอีกทีให้เป็นน้ำมัน


เป็นการเติมอาหารเข้าไปเกือบโดยตรง กากพืชที่ย่อยสลายจะคายอินทรีย์สารพวกน้ำตาลออกมา กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงจึงไม่เป็นที่ต้องการ หรือไม่ก็เติมกากน้ำตาลเข้าไปอีกก็ช่วยได้ ปฐวีนึกชื่นชม หญิงสาวมีความรู้ดีสมกับการศึกษา ถึงจากภายนอกอาจดูดุดันไปบ้าง แต่กระบวนคิดภายในกลับฉลาดลึกซึ้งไม่น้อยเลย


จู่ๆ เกิดน้อยเนื้อต่ำใจ ลงแบบนี้ตัวเขาคงเทียบเธอไม่ติด ถึงตรงนี้ค่อยสะดุ้งรู้ทันความคิด เขาสะบัดหน้ามองบนทันที แกล้งเงยมองท้องฟ้าผ่านแผ่นหลังคาใส ผนังอาคารไม่มี มันเปิดโล่งไว้เพื่อรับแดดตลอดเช้าบ่าย ที่ตั้งของมันอยู่บนลานโล่ง เป็นลานเอนกประสงค์ติดคันนาที่เคยปลูกสวนครัวนิดหน่อย ฟ้าโปร่งช่วยจิตใจเขาได้ ก่อนรู้สึกผิดบาปเมื่อนึกถึงเปมิกา


“จู่ๆ เป็นอะไรไปน่ะ”


ภมรรัตน์คงมองอยู่ เขาหันลงมาเห็นสายตาเป็นคำถาม สีหน้าไม่เข้าใจกึ่งห่วงใยชวนปลื้มปริ่ม สิ่งที่ระเหยไปกับฟ้าก่อกรุ่นขึ้นมาใหม่


“เปล่าครับ” ชายหนุ่มมองพื้น เสมองไล่ไปยังกองไม้นอกอาคาร มันเล็กไปมากแล้ว “คือกำลังคิดว่าถ้าหมดกองนี้แล้วจะเอาอะไรมาเผาต่อน่ะครับ”


หญิงสาวกอดอกคิด มือข้างหนึ่งจับเรียวคาง


“นี่ใกล้เก็บลำไยหรือยัง”


ความร้อนวาบผะแผ่วขึ้นด้วยภาพหญิงสาวนั้น “ยังครับ ดูแล้วน่าจะประมาณกลางๆ มกราคมได้”


ภมรรัตน์ยกมือดูสมาร์ทวอทช์รุ่นกันกระแทกทะมัดทะแมง “งั้นก็อีกราวๆ สองเดือน ตรุษจีนปีหน้านี่ปลายมกราคมใช่ไหมนะ”


“ใช่ครับ คงได้ราคาดีอยู่ เห็นลุงนกกับคนอื่นๆ ก็บอกว่าแต่ละสวนได้ผลผลิตไม่มาก คงเพราะเรื่องผึ้งใกล้สูญพันธุ์นั่นแหละครับ”


“ก็เล่นฉีดยากันเกินขนาดเอง” หญิงสาวถอนหายใจ “แต่ที่จริงไม่ใช้เลยยังจะดีกว่า”


“ครับ” ปฐวีเห็นด้วย แต่แอบคิดไปถึงคำกล่าวหาของเปมิกาเมื่อเดือนก่อน “ที่จริงพ่อผมตกบันไดก็เพราะสารพิษสะสมในร่างกายนี่แหละครับ ขนาดคนตัวใหญ่กว่าผึ้งยังเป็นอย่างนี้ แมลงตัวเล็กๆ เจอเข้าไปแต่ละทีคงไม่เหลือล่ะ”


หญิงสาวพยักหน้า เมื่อครู่ภมรรัตน์แวะเข้าไปเยี่ยมอนุสรณ์แล้วแต่เขาหลับ เปมิกากลับไปก่อนเธอจะมาราวหนึ่งชั่วโมง


“แล้วหมอว่าไงบ้างแล้วล่ะ มีโอกาสหายไหม”


“ที่จริงต้องเรียกว่าโชคดีบนความโชคร้ายด้วยแหละครับ คือพอเป็นอัมพฤกษ์ ร่างกายเลยไม่ต้องไปรับสารเคมีอีก ผลเลือดแกดีขึ้นมาก ติดแค่ว่าเส้นประสาทตรงคอยังบอบช้ำอยู่ แต่เห็นหมอบอกว่าไม่เดือนนี้ก็เดือนหน้าคงเริ่มทำกายภาพเบาๆ ได้บ้างแล้วครับ”


“ก็ยังดีนะ รู้สึกจะปากไม่เบี้ยวแล้วด้วยนี่”


ชายหนุ่มยิ้มผ่อนคลาย สบายใจที่ได้คุยเรื่องนี้กับภมรรัตน์ ที่จริงออกจะเป็นความดีใจมากกว่า ได้มีเรื่องคุยกันแบบเข้าหน้าติด ไม่ตะขิดตะขวง


“ครับ เดี๋ยวนี้เปเขามาช่วยนวดให้ช่วงเย็นๆ ทุกวัน เห็นว่าไปเรียนนวดกับหมอแผนไทยมาน่ะครับ”


หญิงสาวยิ้มมุมปาก เลิกคิ้วขึ้นตามเป็นข้างเดียวกัน


“แล้วตกลงเมื่อไหร่จะแต่งล่ะ เห็นเทียวไปเทียวมาทุกวันขนาดนี้ คบกันมากี่ปีแล้วล่ะ”


“เอ้อ...” ปฐวีชักเสียใจที่พูดเรื่องนี้ขึ้นมา ก่อนจะตัดสินใจบอกไปตามจริง “ที่จริงผมกับเปไม่ได้เป็นอะไรกันนะครับ”


พูดแล้วรู้สึกเหมือนแก้ตัว มากกว่าชี้แจง


“อ้าว!?” ดวงหน้าเธอประหลาดใจ ตาโต ขนตางอนเชิดสูง “งั้นหรือ ขอโทษที เห็นคุณเปเขามากุลีกุจอทำนู่นนี่ให้ ฉันก็คิดไปว่า...”


“คือผมเห็นเธอเป็นเหมือนน้องสาวมากกว่าน่ะครับ” ปฐวีระบายลม “เราเรียนมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก เธออ่อนกว่าผมแค่ไม่กี่เดือน แต่พ่อพวกเราเป็นเพื่อนสนิทกัน เมื่อก่อนก็อยู่สวนติดกันแต่ขายไปก่อนเปเขาเกิด ช่วงแรกๆ พ่อแม่พวกเราก็ยังไปมาหาสู่กันบ่อยๆ ส่วนผมไม่ได้คิดอะไรไปมากกว่านี้ครับ”


พูดแล้วสบายใจ รู้สึกเหมือนคลายจากความอัดอั้น หลายเดือนมานี้เหมือนถูกบังคับ คล้ายโดนมัดมือชกโดยไร้ทางเลี่ยง ชาวบ้านก็ถามไถ่ แต่ทุกครั้งเขาเลี่ยงจะแก้ตัว คนกันเองทั้งนั้นรู้จักกันหมด ขืนพูดคงลือไปกลบหูเจ้าตัวเข้าสักวัน


อาจเพราะภมรรัตน์เป็นคนนอก เขาจึงเบาใจที่จะระบายด้วย ยิ่งพักหลังมานี้เธอต้องมาคุมงานอยู่เรื่อย นั่นทำให้รู้สึกเป็นกันเองมากขึ้น และเหมือนเธอก็จะรู้ หญิงสาวหลีกเลี่ยงเวลาที่เปมิกาอยู่ กอดแขนประกาศจองชัดเจนใครจะไม่รู้ แต่แล้วจู่ๆ ปฐวีกลับหน้าซีดขึ้นมา


ภมรรัตน์หน้าตื่น


เธอใช้สายตาบอกให้เขาหันหลังกลับไป

 

-------------------------------------------------

46 ความคิดเห็น