หนี้รัก...ภุมรินทร์

ตอนที่ 45 : Re Up : ๑๐. ตีกลับ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 81
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    10 ต.ค. 61

๑๐. ตีกลับ

 


            ปฐวีลอบมองด้านหลังของเปมิกา ดวงหน้าด้านชาแต่ในใจกลับเซื่องซึม เขารู้ใจของเธอดี รู้มานานแล้วแต่เขาอยากบวช อดสงสารไม่ได้ก็จริง แต่หากไม่ทำอย่างนี้จะยิ่งไปกันใหญ่ ยิ่งผูกพันเท่าไหร่ก็รังแต่จะยิ่งปวดใจ ความคาดหวังสร้างบาดแผลแค่ไหนเขารู้ดีที่สุด กำลังจะได้งาน ยังไม่ทันจบกลับถูกชิงตัวจากหลายบริษัทในมาบตาพุด ไม่อยากทำเกษตรแต่ก็ต้องกลับมาทำ ไม่อยากให้คนที่หวังดีกับเขาต้องมาช้ำใจ


            ชายหนุ่มปรับเตียง จัดท่าให้พ่อนอนตะแคงข้าง เอาหมอนข้างมาวางเกยให้ขาหนุน สบายตัวแล้วจึงลาออกมาเพื่อขุดดินต่อ ฟ้าเริ่มครึ้มด้วยแพเมฆ ความเย็นของอากาศทำเอาร่างกายเขาเริ่มสั่น มันหนาวลึกๆ หนาวจนเริ่มกังวลว่าไข้จะตีกลับ แต่กระนั้นยังเลือกจะแข็งใจทำ คิดว่าประเดี๋ยวเหงื่อออกก็คงจะหาย ฟันดินไปได้ไม่เท่าไหร่ เขารู้สึกปวดท้องแถวซี่โครงขวา ทว่าอีกสิ่งที่แปลกใจยิ่งกว่ากลับเป็นรสเหล็กฝาดในปากตัวเอง


            มือเปื้อนโคลนเละ ไม่อาจแตะดูว่าปากแตกได้อย่างไร หรือเขาจะกัดผนังแก้มตัวเองตอนยังไข้สูง ยิ่งขุดดินเท่าไหร่ยิ่งหนาวสะท้าน ลมแรงบนฟ้าพัดแพเมฆออก มันลอยถอยห่างส่งแดดแรงลอดลงมา แต่น่าประหลาดใจที่ยังคงหนาวใน นี่มันเกิดอะไรกับร่างกายเขากัน


            ยิ่งนานยิ่งมึนหัว คล้ายจะเป็นลมและเหนื่อยอ่อนกว่าปรกติ ต้องนั่งพักตากแดดให้อุ่นแต่ยังไม่ดีขึ้น เขาเอามือทาบหน้าอก มันเต้นเร็วแผ่ว ประหลาดเกินจะเข้าใจได้ เขาไม่เคยเป็นอะไรแบบนี้มาก่อน ก่อนจะรู้สึกเหมือนน้ำมูกไหล แต่สูดไม่เข้าเพราะเหลวเกินไป ปฐวีตกใจ หยาดแดงกลิ่นสนิมไหลพรากจากโพรงจมูกลงมา


เขาพยายามจะอุด นอนแหงนหน้าขึ้น แต่มันท่วมจนเข้าคอจนต้องหันหน้ากลับ หยาดแดงหยดลงสู่พื้นแฉะฉ่ำ ดวงตาพร่ามัว สมองสับสน ตระหนกตกใจ มือเท้าเขาเย็น มันเย็นและซีดจนมองเห็นได้ แต่ที่น่ากังวลที่สุดคือไร้เรี่ยวแรงในกาย เรี่ยวแรงหดหายแตกซ่านจนล้มลง


            พ่อ...


            เสียงครางอ่อนระโหย ร่างกายหนาวสะท้าน หูอื้อมีลมออก ความง่วงทุ่มโถมใส่ทั้งตัว มันกดเปลือกตาลงแต่เขาไม่อยากหลับ พยายามตั้งสติ พยายามกำหนดลมหายใจ แต่เลือดนองเป็นอุปสรรค เขาเหลือกตามองฟ้า แต่ประสาทอัตโนมัติไม่ตอบสนองต่อแสงสว่าง มันเผยอเปลือกตายากขึ้นทุกทีๆ


            ชายหนุ่มพยายามลืมตา ประสาทหูแว่วเสียงบางอย่าง คลับคล้ายว่าใกล้แต่เหมือนไกลมาก ประสาทผิวเขาสะท้านสั่นไหว หากแต่ใจง่วงสาหัส เสียงเห่าของด่าง? ถ้าไม่ใช่นี่มันเสียงของใคร นี่เสียงจริงๆ หรือหูแว่วไป ใบหน้าคล้ายสะบัดพร้อมเจ็บชาสองสามหน แล้วจู่ๆ ใบหน้าของเปมิกาก็ลอยขึ้นมา


          ทำไมเป...ผมสั้นจัง?


            ----------------------------


            ภมรรัตน์นั่งกอดอก เธอรออยู่หน้าหอผู้ป่วยฉุกเฉิน อากาศเย็นและฟ้าครึ้มพาให้ที่พักญาติดูเศร้าหม่น มีคนไข้ไม่มากนัก มันดูเงียบจนคล้ายโรงพยาบาลร้างแต่ไม่รก นางฟ้าชุดขาวหลายวัยหายเข้าไปภายในห้อง หมอเวรเองก็เพิ่งวิ่งเข้าไปได้ไม่นาน


            หญิงสาวเป็นกังวล อาการของปฐวีที่เธอเห็นหนักหนาสาหัส ตัวเย็น ปากเขียว มือไม้ซีดสั่น จำได้ว่าเจอกันครั้งสุดท้ายยังแข็งแรงดีอยู่ เลือดกำเดาเขาไหลแต่ไม่นาน ชีพจรเต้นอ่อนแต่เร็ว ตามตัวมีพรายย้ำเป็นจ้ำเขียว แถมยังมีจุดเลือดออกขึ้นเป็นผื่นแดง


            “ญาติคุณปฐวีครับ”


            ภมรรัตน์ลุกขึ้นจากม้านั่ง ขานตอบแล้วเดินไปหา “คะ?”


            “คุณเป็นญาติกับผู้ป่วยหรือครับ” หมอสูงวัยย่นหน้าผาก “คือหมอรู้จักคนไข้มาแต่เด็กน่ะ ไม่เคยเห็นหนูมาก่อน”


            “เป็นคนรู้จักน่ะค่ะ พอดีเข้าไปเจอเขาล้มในสวน เลยรีบพามา”


หญิงสาวยกมือไหว้แพทย์อาวุโส เสื้อเชิ้ตในมือซ้ายของเธอเปื้อนเลือด มุมสาบเสื้อทั้งสองด้านถูกม้วนอุดจมูกให้ปฐวีตอนพามาส่ง ตอนนี้เธอจึงสวมเพียงเสื้อกล้ามสีขาว แต่ก็เปรอะดินเลนเลอะไปทั้งเสื้อและกางเกงยีนส์


“ตกลงเป็นอะไรคะ ใช่ไข้เลือดออกหรือเปล่า”


            หมอสูงวัยเลิกคิ้ว “หนูเป็นหมอหรือ”


            ภมรรัตน์ส่ายหน้า ดวงตาเฉยเมย


“เปล่าค่ะ เป็นสัตวแพทย์ แต่คุณแม่หนูเสียเพราะ ภาวะช็อกนาน คล้ายๆ กันนี้ค่ะ”


            “เสียใจด้วยนะ”


หมออาวุโสอึ้งไปนิด คงไม่คิดว่าจะจุดไต้ตำตอ ภมรรัตน์รู้ดีว่าภาวะช็อกนานคือการดำเนินโรคช่วงหนึ่งของไข้เลือดออก จะเกิดกับผู้ป่วยอาการหนักที่ติดเชื้อเด็งกี่ เป็นภาวะที่เกิดหลังไข้สูงลอยลดลง ที่จริงต้องมีอาการซึม อาจปวดท้องร่วมด้วยและบางรายอาจอาเจียนเป็นเลือด หลายรายจะถ่ายเป็นสีดำเพราะมีเลือดปน ทว่าอาการอาจแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละราย


หญิงสาวนึกทึ่งในใจ ขนาดไม่สบายอย่างนี้ยังออกไปขุดดิน หากไม่ใช่เพราะเดิมร่างกายแข็งแรงผิดมนุษย์ ก็ดูท่าจะมุ่งมั่นทำตามแปลนนั้นให้จงได้ เธอเองเห็นแล้วก็ยังอึ้ง กระนั้นนั่นก็ทำให้เธอหงุดหงิดรำคาญ รู้สึกเหมือนเป็นคนผิดที่ทำตามเอกสาร แต่คราวนี้มันกลับกลายเป็นความสงสาร เธอเริ่มเห็นใจเขา กระนั้นคิดแล้วก็ยังไม่วายขุ่นเคือง


“ยังไงก็โชคดีที่หนูไปเจอก่อน ไม่งั้นคงแย่แน่ พ่อเขาก็เป็นอัมพฤกษ์ไปทั้งคน”


“แล้วตกลงเขาปลอดภัยแล้วใช่ไหมคะ หนูจะได้กลับ”


หมออาวุโสพยักหน้า ยิ้มน้อยๆ คล้ายหวังให้เย็นใจ


“ขอบใจหนูมากนะ พ่อหนุ่มนี่มันพวกปากหนัก ไม่ชอบพึ่งใคร ไม่ร้ายแรงจริงๆ ไม่มีปริปากให้ได้ยินเชียวล่ะ เป็นพวกยอมหัก มากกว่าจะยอมงอน่ะนะ แต่ที่จริงก็เป็นคนดีมากๆ เลยล่ะ”


ภมรรัตน์พยักหน้ารับรู้เรียบๆ ทว่าในใจกลับหงุดหงิดยิ่งขึ้นไปอีก รู้สึกเหมือนคำพูดของพ่อจะลอยมาย้ำตรงข้างหู อดนึกถึงตอนขับรถไปกับพ่อเมื่อวันก่อนไม่ได้ ประหนึ่งหมุดตอกซ้ำที่กลางใจดำ หญิงสาวไหว้ลาแล้วหันหลังกลับ เหนือคิ้วยกตึงขึ้นมานับแต่นั้น กระบอกตาเกร็งขมึง เธอมองผ่านอาคารออกไปสู่แดดบ่ายมัวซัว


หึ ยังไงก็ไม่ได้ใส่หน้ากากแล้วกัน


 

-------------------------------------------------

46 ความคิดเห็น