หนี้รัก...ภุมรินทร์

ตอนที่ 44 : Re Up ๙. กลับใจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 97
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    9 ต.ค. 61

๙. กลับใจ

 

            เปมิกายิ้มไม่หุบ หน้าบานเป็นกระด้งเมื่อในที่สุดเขาก็เปลี่ยนสีหน้า โลกทั้งใบช่างสดใสและเบิกบาน เธอยิ้มร่ากลับไปเช็ดตัวให้อนุสรณ์ ว่าที่พ่อตาเลิกคิ้ว แม้จะขยับได้แค่นิดเดียวแต่ดูพอรู้ เธอไม่เล่าทั้งหมด บอกเพียงว่าปฐวีฟื้นแล้วไม่ต้องเป็นห่วง แววตาเคลือบแคลงของอนุสรณ์ลดลงบ้างแต่ไม่หมด เธอจึงบอกว่าปฐวียิ้มให้เธอ


            เป็นอันรู้กัน ริมฝีปากเบี้ยวๆ กระตุกส่วนตาเป็นประกาย อนุสรณ์ดูมีความสุขขึ้นทันตา เปมิกาดีใจที่เห็นรอยยิ้มนี้ อนุสรณ์รู้ว่าเธอมีใจให้ลูกชายของเขา รู้มานานแล้วแถมยังออกปากเองว่าอยากได้เป็นสะใภ้ เธอแสนภูมิใจและเชื่อว่าลึกๆ แล้วชายหนุ่มต้องมีใจให้เธอบ้างเช่นกัน


อาจในฐานะน้องสาว แต่เรื่องแบบนี้มันเปลี่ยนกันได้ เสียงน้ำบิดจากผ้าตกกระทบกันเองในกะละมัง มันยังฟังไพเราะในความสงัดอันสุขฟุ้ง หัวใจเธอพองโต เปมิการีบเช็ดตัวให้อนุสรณ์ เสร็จแล้วจึงลาไปเตรียมเช็ดตัวให้ชายที่รักอีกต่อ โอ่งน้ำในบ้านชายหนุ่มเป็นแบบหล่อปูนและฉาบขัดมัน


ตัวห้องกว้างขวาง ใช้สำหรับเป็นที่ซักผ้าได้ทีละสามกะละมัง เธอเคยมาช่วยน้ามะลิสมัยเด็กๆ แต่นั่นนานๆ ทีและเริ่มต้นเมื่อเธอปักใจกับเขา เปลี่ยนน้ำใหม่พร้อมผ้าขนหนูอีกผืน มันใหม่เอี่ยมเพิ่งซื้อจากน้าแจ่มในตลาดมาเมื่อวาน เดินกลับออกมาเห็นปฐวีพยายามจะลุก เธอแทบถลาไปหยุด แต่ปากร้องไปก่อน


            “พี่วี! หมอบอกให้พักผ่อนนะ”


            “พี่ดีขึ้นแล้ว”


ชายหนุ่มตอบ ยิ้มแห้ง เขานั่งอยู่กับฟูก กำลังเหยียดขาลงบนพื้น แต่สะดุ้งเพราะความเย็นชื้น


            “ดีอะไรกันล่ะ” หญิงสาวคุกเข่าวางกะละมังพลาสติกลงข้างๆ หัวเข่าในร่มผ้าของเธอยังรับรู้ว่าพื้นเย็นแค่ไหน “ไหนดูสิ”


            เธอยื่นมือไปสัมผัสหน้าผากแต่ปฐวีบ่ายเบี่ยง เธอทำหน้างอน แก้มอิ่มป่องให้เห็น ชายหนุ่มจึงยอมให้จับ


            “ไข้ยังสูงปรี๊ดอย่างนี้นี่น่ะหรือคะดีขึ้น นอนลงเร็วๆ เลยค่ะ”


            ปฐวียังอิดออด


            “หรือจะให้เปจับกดคะ”


เปมิกาไม่ได้พูดเล่น แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ได้คิดจะเล่นแผลงๆ ดวงตาของเธอเป็นห่วงจริงจัง สายตาของฝ่ายชายลังเลอีกหน่อยก่อนเอนตัวลงโดยดี


            “พี่ขอโทษ”


            “ถ้าพี่อยากขอโทษจริงๆ ล่ะก็” เปมิกาเสียงอ่อนลง “ต้องไม่ดื้อนะคะ เดี๋ยวเช็ดตัวเสร็จแล้วเปยังต้องไปต้มโจ้กมาให้พี่อีก หมอบอกให้กินอาหารอ่อนๆ ไว้ก่อนค่ะ”


            หญิงสาวหันไปบิดน้ำแล้วขออนุญาตถกเสื้อยืด ไอระอุยังระบุว่าไข้สูง เหงื่อเปียกแฉะเธอจึงช่วยเขาถอดออก กล้ามแน่นเป็นที่ต้องตา แต่เธอทำนิ่ง ดวงตาเย็นแข็งไม่ถึงกับด้านชา ไม่อยากให้ถูกจับได้ว่าหัวใจกำลังเต้นตุบแรง


            ค่อยๆ เริ่มเช็ดจากใบหน้า ไล่ลงเรื่อยๆ โดยเอาผ้าเปียกวางบนหน้าผากและหนีบกับรักแร้ พยาบาลสอนมาและถึงกับต้องจดเพราะยุ่งยากกว่าที่คิด ไม่ใช่เช็ดตัวปรกติเพื่อทำความสะอาด ปฐวีสะดุ้งเฉพาะช่วงแรกที่หญิงสาวสัมผัส อาจเพราะเธอเป็นคนมือเย็นก็ได้ หญิงสาวเช็ดช้าๆ ด้วยใบหน้าเรียบเฉยไม่ยั่วแหย่ ยกแขนเขาขึ้นแล้วเช็ดไล่ลงมาจากปลายมือ พยาบาลบอกว่าเช็ดเปิดรูขุมขนแบบนี้จะช่วยให้ไข้ลดเร็ว


            ที่ขาก็เช่นกัน เธอถอดกางเกงเขาออกเหลือแต่กางเกงใน ชายหนุ่มไม่สบายใจ แต่ดูเหมือนไข้จะมีฤทธิ์มากกว่า เขายอมตามโดยดี ปล่อยให้เธอเช็ดไล่ขึ้นจากปลายขา เช็ดถึงหัวเข่าแล้ววางมัวนผ้าเปียกไว้ใต้ข้อพับขา เมื่อถึงขาหนีบก็เช็ดเร็วๆ ก่อนม้วนอีกผืนหนีบไว้เช่นกัน ผ้าที่หน้าผากอุ่นขึ้นแล้ว แสดงว่าไอร้อนถูกดูดออกมา เธอชุบน้ำแล้วเอากลับไปวาง ก่อนสลับไปเปลี่ยนจุดอื่นเวียนไป


            ทำอยู่ซ้ำๆ จนเกือบยี่สิบนาที เห็นชายหนุ่มสีหน้าสบายขึ้นแล้วจึงเอาชุดมาให้เปลี่ยน ปฐวีเอ่ยขอบใจเธอ แต่เปมิกาตอบกลับด้วยเพียงยิ้มให้ เป็นยิ้มเย็นๆ แก้มป่องนิดๆ ด้วยพึงพอใจ เธอเป็นสุขใจที่ได้ทำหน้าที่เสมือนเป็นภรรยา


            เปมิกายกกะละมังเดินออกมา หัวใจปีติสุขจนล้นปริ่ม รู้สึกเต็มตื้นอิ่มเอมชุ่มชื่น กระจกห้องน้ำทึมๆ สว่างสดใสราวอาทิตย์ฉายฉาน ดวงหน้าเธอแดงเรื่อ ยิ้มแก้มแทบปริต้องกระโดดย่ำเท้าตึงตัง เธอกรีดร้องคนเดียวอยู่ในห้องน้ำแต่เสียงไม่ดัง วี้ดว้ายอยู่ในนั้นดีที่ไม่ลื่นล้มลงไป


            เตาแก๊สถูกจุด เทข้าวบดใส่หม้อที่เติมน้ำรอไว้ บรรจงซอยขิงแก่พร้อมต้นหอมรอบนเขียง เตรียมโรยหน้าโจ๊กอีกทีเพิ่มรสและสีสัน ขิงเผ็ดช่วยลดไข้ เธออ่านมาจากหนังสือว่าด้วยสมุนไพร ใส่หมูสับปั้นเป็นก้อนลงหม้อไปหลายชิ้นใหญ่ ไม่นานก็สุกเสร็จหอมกรุ่นพร้อมรับประทาน


            “ระวังร้อนนะพี่”


            ปฐวีนั่งหลังงอ ดวงหน้าเซื่องซึมค่อยๆ เคี้ยวกิน ไอระอุยังคอยแผ่ออกมาจากตัว เกือบครึ่งชั่วโมงแต่ไข้ไม่ลดจนเปมิกาวิตกอีกครั้ง เขากินไม่ได้มาก เธอพยายามจะป้อนแต่ไม่เป็นผลนัก สุดท้ายจึงต้องตามใจ แต่ป้อนยาแก้ไข้ตามหมอสั่ง ก่อนให้เขาล้มตัวลงนอนบนฟูกหลังเดิม


            ----------------------------


            เช้าวันรุ่งขึ้นปฐวีรู้สึกกระปรี้กระเปร่า เขาตื่นแต่เช้าตรู่ตามความเคยชิน ไก่ยังไม่ขัน อากาศยังชื้นสูง แต่เลิกผ้าห่มออกแล้วจึงเห็นเปมิกาปูเสื่อกับถุงนอนอยู่ข้างๆ ชายหนุ่มลำบากใจ แต่มันมาพร้อมๆ กับรอยยิ้มห่วงหา เท้าแตะพื้นแล้วยังเย็นมาก กระนั้นเปมิกายังอุตส่าห์มานอนเฝ้าจนซึ้งใจ


            ปฐวีลุกขึ้นเงียบๆ กลัวเสียงเสียดสีของผ้าจะปลุกเธอตื่น ต้องหยุดทรงตัวนิดหน่อยเพราะเอาแต่นอน ลองไล่นับแล้วคงสองสามวัน เปมิกาไม่ขยับ เธอนอนขดหลับสนิทน่าเอ็นดูปนน่ารัก แต่ผมเผ้ากระเซิงสมที่หลวงตาเคยเทศน์ให้ฟัง สวยไม่สวยแค่ไหนตื่นใหม่ๆ ก็เหมือนกัน มิน่าเล่า เจ้าชายสิทธัตถะจึงทรงเกิดเบื่อกามตอนตื่นบรรทมมาเห็นนางกำนัลหลับ ดีที่เปมิกาไม่ถึงกับนอนแก้ผ้า น้ำลายยังไม่ยืดและไม่กรนดังจนเรือนสะเทือน


แต่ที่ขดน่าจะเพราะหนาว เขาอยากเอาผ้าไปห่มให้เธอ แต่กลัวจะตื่นและไม่อยากเอาไอระอุไข้ของเขาไปคลุมเธอ มันไม่น่าติดกันได้ แต่ก็ดูไม่ใช่เรื่องดีเช่นกัน ปฐวีย่องออกมาจากห้องสำเร็จ แต่ประตูหน้าบ้านเขาไม่กล้าเปิด แค่มีเสียงเดินในบ้านเจ้าด่างยังลุกมาดม แสงหลอดไฟหน้าบ้านส่องให้เห็นว่ามันเอาจมูกมาดุน ช่องว่างใต้ประตูเผยให้เห็นจมูกเปียกชื้นของเจ้าหมา มันสูดหายใจฟุดฟิด เริ่มตะกุยประตูคงเพราะรู้ว่าเขามา ฝุ่นหนักชื้นฟุ้งนิดหน่อยแต่เขาไม่ขาน กลัวมันจะเห่าจึงปล่อยให้คราง อยากออกไปสูดอากาศโทษฐานที่อุดอู้นอนซมเหงื่ออยู่หลายวัน


ติดแต่ก็เจ้าด่างผู้ซื่อสัตย์ มันนั่งเฝ้าประตูราวถูกเปมิกาใช้ให้ขวาง แต่เงาหางกระดิกกับเสียงครางหอบของมันบ่งว่าไม่ใช่ กระนั้นก็ไม่อาจเปลี่ยนใจเขา ปฐวีกลัวมันจะปลุกทุกคนในบ้านก่อนเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือเปมิกา จำได้ว่าเธอช่วยเช็ดตัวเขาตอนกลางดึกอีกที


คิดแล้วก็ว้าวุ่น ละล้าละลังไม่รู้จะทำอย่างไร เขาอยากมองฟ้าผ่อนคลายจิตใจ ห้วงอารมณ์แปลกประหลาดต่อเปมิกากำลังฟุ้งเป็นม่าน เหมือนมีหมอกปกคลุมใจเขา คล้ายไอน้ำค้างม้วนตัวปกหน้าดินยามเช้า แสงทองยังไม่ส่องเผาไอหมอกขาว เขาตัดสินใจเริ่มเดินจงกรม


ประตูแต่ละห้องปิดสนิท ค่อยๆ ก้าวช้าๆ กำหนดสติตื่นรู้ เดินวนไปมาในลานบ้านด้านในสักครู่ สักพักความชำนาญก็ปลุกความสงบสยบฟุ้งซ่าน คล้ายลมนิ่งยามโลกใกล้ตื่น แสงทองแห่งสติเริ่มฉายฉานขึ้นตามกาล ท้องฟ้าส่องสว่างดวงใจเบิกบาน จิตของเขากลับมาประภัสสรด้วยรสพระธรรม


ความสงบอาจสยบความเคลื่อนไหว แต่การเคลื่อนไหวซ้ำๆ ช้าๆ ก็กล่อมใจให้สันติสุข สติสัมปชัญญะถูกปลุกให้ตื่น แสงทองส่องกิ่งใบฉายผ่านช่องลมปูนมาด้วย ราวนิมิตเทวดาเนรมิตให้ คล้ายดาวระยิบระยับต้อนรับผู้ฟื้นตัว ความสงบมั่นคงฝักรากลงลึก นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบ ไม่มี… กำหนดใจว่าสมควรแก่เวลาแล้วจึงออกจากกรรมฐานก่อนยืนพนมมือ ตั้งจิตแผ่เมตตาให้สัตว์โลก มีหลวงตา บุพการีจากทุกชาติ ครูบาอาจารย์ และสรรพสัตว์ทั้งหลายสืบเนื่องกันไป


จงใจแผ่ให้เปมิกากับทรงเกียรติมากหน่อย เพราะถือว่าทั้งคู่มีพระคุณต่อเขาในไม่กี่วันนี้มากที่สุด หากไม่ได้น้ำใจของคนทั้งคู่ ไม่แน่ว่าเขาอาจไม่มีโอกาสทดแทนบุญคุณบุพการีอีกก็เป็นได้ อิ่มจากอาหารใจแล้ว ชายหนุ่มจึงลงมือทำอาหารกินบำรุงร่างกาย รู้สึกมึนงงและซึมอยู่นิดหน่อย อาจเพราะขาดอาหารมานานหลายวัน


มีไข่เป็ดในตู้เย็นพร้อมหมูสับ เปมิกาหมักหมูใส่กล่องพลาสติกเอาไว้ให้เขา ปฐวีเทข้าวบดทำโจ๊กกินกับไข่ลวก ใส่หมูสับกับโรยขิงเหมือนเดิมเพราะเสียงไม่ดัง แปลกใจที่ไม่ค่อยอยากอาหาร แต่กำกับตัวเองให้กินจนหมดไม่ยาก ทานเสร็จเปมิกายังไม่ตื่นขึ้นมา แอบแง้มประตูดูพ่ออีกคนก็ยังหลับสนิทดี


ปฐวีลังเลนิดหน่อย เงาเจ้าด่างยังหมอบเฝ้าอยู่ที่ประตู ซ้ำนานๆ ทียังตะกุยเรียก เสียงครางงี๊ดๆ ฟังน่าสงสาร ดูท่าว่าคงเริ่มหิว สงสัยว่าเพราะได้กลิ่นหมูสับที่รับประทาน แข็งใจไม่ขานไม่เปิดแล้วหยิบสมุดเขียนแบบมาดู เขาขีดฆ่ารายการงานที่เขียนเอาไว้และเสร็จไปแล้วไม่ได้แม้แต่หัวข้อเดียว


ชายหนุ่มเม้มริมฝีปาก รู้สึกหนักใจที่เวลาผ่านไปโดยเปล่าเพราะป่วย ปีนี้ฝนมากแต่นี่เข้ากลางฤดู หากมัวโอ้เอ้แผนที่วางคงบิดเฉ ชายหนุ่มตัดสินใจหยิบงอบของพ่อ พนมมือไหว้ไปทางห้องบิดาประหนึ่งขออนุญาตใช้สอย ขณะเดียวกันก็เหมือนเอาของขลังไปคุ้มเกล้าไว้ เพิ่งฟื้นไข้ใหม่ๆ ไม่ควรให้แดดเผาเดี๋ยวจะกลับไปไม่สบาย


----------------------------


เปมิกาลืมตาตื่น ฝันอันแสนสุขจู่ๆ ก็ขาดห้วง ลูกสาวลูกชายวิ่งเล่นอยู่รอบตัว แต่พอแสงส่องมาทั้งหมดกลับเลือนไปเฉยๆ แสงตะวันนี่เอง มันแยงตาจนเธอตื่นแล้วร้องบ่นในใจ ไม่น่าส่องเร็วอย่างนี้ ก่อนจะรู้ตัวว่าสายไป แปดโมงกว่าแล้วทำเธอสะดุ้งตกใจ หันไปมองฟูกข้างๆ ไม่เห็นปฐวี


หญิงสาวทะลึ่งพรวด รีบออกไปหาแต่ไม่เห็นชายหนุ่ม ประตูหน้ายังลงกลอนแต่ปฐวีไม่อยู่ งอบบนตะปูก็ไม่อยู่จึงสับสนแต่เดาไม่ยาก เธอแง้มประตูห้องอนุสรณ์ พบว่าตื่นแล้วจึงเข้าไปยิ้มทักทาย เธอปรับหัวเตียงให้ตั้งสูง เอาน้ำดื่มใส่หลอดให้ว่าที่พ่อตา ชายวัยกลางคนดูดหมดแก้วในเวลาสองสามนาที


เปมิการ้อนใจแต่อดทน นึกในใจว่าคงหายแล้วจึงออกไป ทั้งเช็ดตัวทั้งกินยาต่อเนื่องก็น่าจะหาย พยายามไม่คิดทางร้ายล่วงหน้าไปก่อน เธอเอานมให้อนุสรณ์ดื่มรองท้อง บอกว่าปฐวีคงหายแล้วจึงออกไปทำสวน เธออยากตามไปดูให้แน่ใจแล้วจะกลับมาป้อน อนุสรณ์พยักหน้า สีหน้าเป็นห่วงเป็นที่เข้าใจกัน


รอยเท้ามีสองรอย เดินย่ำดินเปียกตามๆ กันไป รอยหนึ่งอ้อมมาจากประตูหลังเป็นของมนุษย์ รองเท้าแตะไร้ดอกยางประทับไว้กับพื้น ส่วนรอยเจ้าตูบกดลึกเป็นอุ้งเท้า ที่แท้ก็แอบหนีมาทางประตูหลังนี่เอง เจ้าด่างไม่ได้ผูกไว้กับเสาคงวิ่งปร๋อตามมาอีกที เสียงเห่าน่าจะมีแต่ไกลจากตัวบ้านไปอีกนิด มันอาจปลุกอนุสรณ์ได้ แต่ไม่ใช่กับเธอ


“พี่วี... พี่ยังต้องพักผ่อนก่อนนะ”


เปมิกาตามรอยอ้อมโคกมา เธอเห็นปฐวีเงื้อจอบก่อนเหวี่ยงลงดินเสียงดังแจะ น้ำโคลนกระเซ็นขณะขาเขาจมลงครึ่งแข้ง มีกองบุ้งกี๋ยางอยู่ที่คันดินด้านหลังใกล้ๆ ก้อนดินถูกตักใส่บุ้งกี๋จนเต็ม พอครบสามใบจึงเอาไปเทใส่รถเข็นทีเดียว มีดินกองพะเรอนอนรออยู่ใกล้เต็ม แสดงว่าคงไม่ได้เพิ่งเริ่มงาน


หญิงสาวแปลกใจ เธอไม่เข้าใจว่าปฐวีจะขุดทำไมอีก คันดินอีกด้านคั่นกับบ่อน้ำที่รถตักขุดจนเสร็จ บ่อใหญ่ที่ขุดแล้วนี้มีน้ำเกือบครึ่ง ช่วงนี้หน้าฝนไม่เห็นต้องเร่งอย่างนี้ก็ได้ ไอ้ด่างเนื้อตัวมอมแมม มันกำลังเล่นเลนสีเหลืองอมส้มปนน้ำตาล มันวิ่งมาหาเธอ ดวงตาแจ่มใสเบิกบาน ลิ้นห้อยอ้าปากเห่าเรียกเสียงดัง


“ว๊าย! ไม่เอานะ ยี้! ชิ่วๆๆ”


เปมิกากระโดดถอยหลังเมื่อเจ้าด่างถลันเข้ามา ต้องยกมือต่างไม้พลางร้องห้ามเจ้าหมา มันหลุบหัวลงต่ำ โก่งก้นกระดิกหาง คงนึกว่าหญิงสาวมีใจเล่นด้วย มันวิ่งวนรอบตัวเธอ น้ำเลนเศษโคลนกระเด็นเลอะเปรอะ แถมยังหาจังหวะกระโจนกัดปลอมๆ ขี้เลนลื่นๆ พาเปมิกาพลัดล้ม เธอหวีดร้องตกใจพลางไล่ไม่ให้มันเลีย


“เป เป็นอะไรหรือเปล่า”


หญิงสาวเห็นปฐวีละจอบวิ่งตรงมาหาเธอ ส่วนเจ้าด่างยังคงไม่สำนึก ยังหาทางโผเข้ามาเลียใบหน้าหญิงสาว เปมิกาปัดป้อง ก่อนสุนัขถูกชายหนุ่มไล่ตะเพิด เขาเอาขี้ดินปาไล่มันจึงรู้ตัว แต่ยังวิ่งตรงไปเห่าไล่ควาย


“เจ็บตรงไหนหรือเปล่า” ปฐวีพยุงเธอลุกขึ้น สีหน้านิ่งปนเหน็ดเหนื่อย


“ไม่เป็นไรจ้ะพี่” เปมิกาว่าหลังจากยืนเต็มสองเท้าแล้ว คราวนี้เท้าเธอไม่พลิก แต่ชุดนอนสีชมพูอ่อนเละเทะไปทั้งตัว “ว่าแต่พี่เถอะ ออกมาทำอะไรตรงนี้ เดี๋ยวก็ไม่สบายไปอีกหรอก”


ชายหนุ่มเลี่ยงสายตาหญิงสาว หันไปมองบ่อที่กำลังขุดเพิ่ม


“พี่ไม่เป็นไรแล้ว ขอบใจที่เป็นห่วง ว่าแต่เราเถอะ เลอะหมดแล้ว ดูสิ”


“ช่างมันเถอะจ้ะ แต่พี่เพิ่งฟื้นไข้เองนะ ไม่น่าออกมาตากลมแบบนี้ ขนาดสายแล้วอากาศยังชื้นจะตาย ดูสิเนี่ย”


หญิงสาวว่าพลางเงยหน้ามองฟ้า เรือนใบสีเขียวชอุ่มชุ่มชื้นอยู่ต่ำลงมา คันดินท้ายสวนที่ติดคลองมีมะพร้าวกับต้นตาลปลูกสลับ เธอจำได้ว่าเคยเห็นชายหนุ่มขึ้นมะพร้าวให้แม่มะลิเอามาทำแกงกะทิ


“พี่หายแล้ว” ปฐวียืนยันเสียงนิ่ง “เปไม่เป็นไรก็ดีแล้ว พี่ว่ากลับบ้านไปล้างเนื้อล้างตัวก่อนเถอะ เลอะเทอะหมดแล้ว”


ฟังคล้ายเป็นห่วง แต่น้ำเสียงเย็นชืดเป็นการเป็นงาน เปมิกามองสีหน้าของชายหนุ่มแล้วนึกน้อยใจ มันกลับไปเป็นเหมือนเก่าให้เจ็บปวด หญิงสาวปวดแปลบที่อก แต่ยังสู้ฝืนยิ้มก่อนเดินกลับไปหงอยๆ น้ำเสียงคนรักของเธอหนักแข็งจริงจัง เธอไม่อาจรบเร้าให้เขาตามกลับไปพักดังหวังใจ


ใกล้เที่ยงจึงกลับมา ซ้ำยังถามว่าไม่กลับไปดูร้านจะดีหรือ ชายหนุ่มถามขึ้นระหว่างรับประทานอาหารกันอยู่ เปมิกาอาบน้ำแล้วและทำกิจวัตรทุกอย่างเสร็จ รวมตลอดจนถึงทำมื้อกลางวันนี้ด้วย เปมิกาไม่ตอบสักคำ ก้มหน้าก้มตาเคี้ยวข้าวต่อไปเงียบๆ สักพักก็รวบช้อน แต่มันไม่หมดจานทั้งที่จริงๆ เธอตักแค่นิดเดียว หญิงสาวจงใจแสดงความน้อยใจให้ปฐวีเห็น แต่ชายหนุ่มไม่ถามไม่ทัก ซ้ำยังถามย้ำเหมือนไล่เป็นนัยๆ เช่นเดิม


หยาดน้ำตารื้นขึ้นมา แต่ยังแสร้งยิ้มแล้วลุกเดินหนี หันหลบไม่ให้ปฐวีเห็นหยาดน้ำซึมที่ผุดเอ่อ เธอป้อนข้าวอนุสรณ์จนเสร็จเสียก่อนจึงค่อยกลับ ที่ป้อนให้ทีหลังแบบนี้ เพราะเธอป้อนมื้อเช้าสายกว่าทุกวัน เธอลาผู้ป่วยบนเตียงแล้วเดินไปขึ้นรถกระบะ สตาร์ทเครื่องสักพักจึงขับออกไป


“พี่วีบ้า...”


          เปมิกาตัดพ้อเสียงเบาในห้องโดยสารของรถตัวเอง


 

-------------------------------------------------

46 ความคิดเห็น