หนี้รัก...ภุมรินทร์

ตอนที่ 41 : Re Up : ผู้ช่วย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 103
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    3 ต.ค. 61

ผู้ช่วย

 

               โพธิ์อนันต์ขอปฐวีเดินชมสวน โดยเฉพาะพื้นที่สำรองน้ำซึ่งวางแผนไว้ เปมิกาฟังแล้วไม่น่าไว้ใจ ราวมีเลศนัยแฝงอยู่ดูซ่อนเงื่อน ชายหนุ่มพาพวกเขาเดินไปชม ส่วนตัวเธอจำต้องอยู่ป้อนข้าวอนุสรณ์ ใช้เวลาราวครึ่งชั่วโมงทั้งที่รีบป้อน จะเร่งไปกว่านี้อาจทำว่าที่พ่อตาสำลักได้ แววตาของคนป่วยก็มองเธอแปลกๆ หญิงสาวได้แต่ปั้นยิ้มพิมพ์ใจ เธอบอกน้าสรณ์ว่าอยากรีบตามไปคอยช่วยปฐวี


               “หนูขอตัวก่อนนะคะ”


               เปมิกาลาอนุสรณ์หลังเช็ดปากให้เสร็จ เตียงพยาบาลยังตั้งพนักขึ้นให้อาหารย่อย เมฆแผ่ครึ้มแต่อยู่สูงไม่น่ามีฝน อากาศยามสายยังฉ่ำชื้นในสวนขวัญ แมกไม้เขียวทึบ ผักหญ้าขึ้นเองดูเขียวสดกว่าเมื่อวาน คงดูสบายตาหากวันนี้เธอไม่รีบ ไม่รู้โพธิ์อนันต์กับภมรรัตน์วางแผนอะไรอยู่ เธอไม่รู้ว่าสองพ่อลูกจะสมคบคิดล่อลวงอะไร


               เธอวิ่งอ้อมโคก พอพ้นมาแล้วจึงเห็นทั้งสามคนอยู่ไกลๆ ยืนอยู่กันบนคันดินระหว่างทั้งสองบ่อ ปฐวีวาดมือไปมาประกอบการอธิบาย โพธิ์อนันต์กอดอกนิ่งฟังพลางกุมคาง ภมรรัตน์ถูกพ่อบังไม่เห็นใบหน้า รู้แต่ว่าฝ่ายบิดาของสาวผมสั้นพยักหน้าหงึกๆ หนุ่มใหญ่ร่างสูงถอนมือมาตบบ่าคล้ายชื่นชม ด้านชายหนุ่มค้อมหัวลง ส่วนมือของเขาพนมขึ้นยกไหว้


               ความร้อนในอกคุสุมยิ่งกว่าเดิม ใจคอไม่ดีพอๆ กับเริ่มเหนื่อยที่ต้องจ้ำไล่ ลมหายใจเริ่มหอบ โคลนเปรอะเลอะเปื้อนรองเท้าผ้าใบ กางเกงผ้าสีอ่อนพาลจะเลอะไปด้วย ทั้งสามคนหันหลังเดินกันไปที่อื่น เหมือนจงใจทำเป็นมองไม่เห็นเธอ ภมรรัตน์เดินรี่  คล้ายนำคนอื่นๆ ให้หนีเธอ ปฐวีมองกลับมาที่เธอแต่หันหลังเดินจาก เปมิกาทุรนในอก เหมือนโดนชายหนุ่มจับฉีกกระชาก หุ่นภมรรัตน์ดีกว่าเธอมาก อารมณ์เธอพลุ่งพล่านพอๆ กับน้อยใจ


ขนาดมองไกลๆ ยังดูสง่า เกิดรู้สึกหมั่นไส้จนกัดกรามแน่น หญิงสาวกำหมัดยามจ้องเรือนกายระหง เธอบอบบางกว่าอย่างที่ถูกล้อว่ากระดานไว้ซักผ้า แถมยังด้อยเรื่องฐานะ ถึงทางบ้านเธอจะรวยกว่าใครในหมู่เดียวกันก็ตาม ดวงหน้าหงิกงอเร่งเท้าจ้ำอ้าว มองตรงไปข้างหน้าแต่ลืมมองทางเดินดิน


“ว้าย!


เสียงร้องของเธอดังขึ้น ร่างล้มพลาดลื่นขาไถลลงบ่อตื้น โชคดีที่พลัดลงไปแค่ข้างเดียว อีกข้างพับเพียบ ส่วนเสื้อกางเกงเปรอะโคลนเลอะเทอะ เป็นบ่อที่ปฐวีขุดขึ้นมาใหม่ มันยังไม่ลึกนักไม่งั้นอาจรูดลงไปทั้งตัว เกือบงอแงทุบดินแล้วแต่ได้ยินเสียงร้องหา ปฐวีหน้านิ่งแต่วิ่งอ้าวกลับมา เขาคุกเข่าลงมาพยุงเธอให้ลุกขึ้นยืน


“ขอบใจจ้ะพี่” หญิงสาวยิ้มปลื้ม น้ำตารื้นแต่สู้ระงับ


“เป็นอะไรมากหรือเปล่า เดินระวังหน่อยสิ”


“ไม่เป็นไรจ้ะ” หญิงสาวส่ายหน้า “อู๊ย!


เปมิกาทำท่าจะล้มลงไปอีก ปฐวีทันฉุดเธอจึงไม่ล้ม เขาประคองเธอนั่งลงไปกับพื้น ดินโคลนเปรอะ อยู่แล้วจึงไม่กระไรนัก ข้อเท้าไม่บวม แต่ต้องแสงอาทิตย์ใสราวหยวก หญิงสาวใจชื้นว่าอย่างน้อยเรื่องผิวเธอไม่แพ้ บำรุงมาอย่างดีย่อมงามกว่าผิวสีแทน ของภมรรัตน์ดูกร้านแดดอาจเพราะชอบลงหน้างาน


               “ไหนบอกไม่เป็นไรไง” ชายหนุ่มว่า


“เมื่อกี้เปเท้าพลิกนิดหน่อยน่ะจ้ะ พักสักหน่อยเดี๋ยวก็หาย”


ชายหนุ่มลังเล หันไปดูภมรรัตน์กับโพธิ์อนันต์ ทั้งคู่ยืนอยู่หน้าคอก เปมิกาหน้าบึ้ง ก่อนจะเก็บสีหน้า


“พี่วี เรื่องหนี้น่ะจ้ะ เปว่าพี่โอนมาจำนองกับบ้านเปเถอะนะ โอ๊ย!


ปฐวีหยุดมือ เขากำลังคลึงนวดข้อเท้าหญิงสาว “ขอโทษ เจ็บหรือ”


“เจ็บสิ” หญิงสาวต่อว่า “จะเจ็บกว่านี้ด้วยถ้าที่ดินพี่กลายเป็นของคนพวกนั้น”


การบุ้ยใบ้ของเปมิกาทำเอาปฐวีหน้านิ่ง


“เปพูดอะไรน่ะ คุณเขาฉีกสัญญาทิ้งเองเลยนะ”


“ยิ่งไม่มีสัญญา ยิ่งน่ากลัวไม่ใช่หรือจ้ะ เกิดเขาปลอมแปลงเอกสารล่ะ เราเป็นคนตัวเล็กๆ นะพี่”


“เปพูดเกินไปหรือเปล่า”


สีหน้าปฐวีนิ่งกว่าเดิม เปมิกาหน้าซีดลง แต่หงุดหงิดมากกว่า


“พี่รู้จักเรื่อง ตำรวจดี ตำรวจเลวไหมล่ะ ที่ว่าคนหนึ่งปลอบ ให้โอกาส อีกคนขู่เอาๆ ตอนสอบสวนผู้ต้องหาน่ะ เปว่ามันคล้ายกันอยู่นะพี่ อีกอย่าง พี่รู้ไหมว่าที่ดินของน้าอ่ำกับลุงนกโดนนายทุนฮุบไปแล้ว ตอนนี้แกกลายเป็นคนงานรับจ้างในที่ดินตัวเองเลยนะ มาร้องห่มร้องไห้ให้พ่อเปฟังที่ร้านด้วย ตอนบังคับขายทอดตลาดก็อาจส่งนอมินีมาซื้อแทนก็ได้ นายทุนพวกนี้ตอนแรกก็ดูเหมือนมาดีทั้งนั้นแหละ แค่สองปีกว่าๆ เองนะ พี่คิดดูสิ ข้าวยากหมากแพงแบบนี้ ใครเขาจะเอาเงินมาให้ยืมเปล่าๆ”


เปมิกาสะดุดคำพูดตัวเอง แต่รีบพูดต่อไปโดยแกล้งไม่สนใจดำ


“เปว่าพี่เอาที่มาจำนองกับพ่อเปดีกว่า ยังไงก็เพื่อนกัน ที่ผ่านมาน้าสรณ์ก็มายืมเงินพ่อเปบ่อยๆ ยังไงเปก็ไม่มีวันโกงพี่อยู่แล้ว พี่ก็รู้ดีไม่ใช่เหรอ ดีกว่าเสี่ยงโดนยึดที่ไปนะพี่วี”


สามประโยคท้ายเปมิกาพูดเต็มปาก มั่นใจตัวเองว่าไม่มีวันทำอย่างนั้นเด็ดขาด ปฐวีทำหน้าลำบากใจ เธอมั่นใจว่าเขาคงเคยได้ยินเรื่องนายทุนฮุบที่ดินคนจนมาบ้าง ข่าวกระแสหลักก็ออกโทรทัศน์บ่อยๆ เปมิกากำลังจะคะยั้นคะยอ แต่ภมรรัตน์ตะโกนข้ามบ่อมา


“นี่ตรงนั้นจะอีกนานหรือเปล่า รีบมานี่ได้แล้ว”


ปฐวีหันขวับลุกขึ้นทันที เปมิกาหน้าเสียก่อนหน้ามุ่ย แต่ชายหนุ่มยังมีแก่ใจก้มลงประคองเธอลุก เขาพยุงเธอเดินมาด้วยกันจนถึงคอก ฝ่ายเจ้าหนี้อยู่ด้านในกำลังดูนางใส ส่วนเจ้าซื่อเดินหากินอยู่ด้านนอกแต่ไม่ไกล โพธิ์อนันต์ลูบหัวปลอบนางควายดูเป็นกังวล เปมิกางุนงง แต่ภมรรัตน์เสียงเขียวใส่


“เลี้ยงยังไงเนี่ย ปล่อยจนท้องอืดขนาดนี้”


“ท้องอืด?” ชายหนุ่มหน้าจ๋อย “ผมเพิ่งเห็นมันเป็นแบบนี้วันนี้เอง ว่าจะติดต่อปศุสัตว์อำเภออยู่สายๆ นี่แหละครับ”


หญิงสาวชี้ให้ดูมูลตรงตะโพกนางใส มันเลอะผิวสีอมชมพูมากกว่าเมื่อเช้า


“ขี้เป็นเมือกแบบนี้แสดงว่ามีปัญหาที่ระบบย่อย เมื่อกี้ฉันฟังดูแล้ว กระเพาะหมักของมันไม่ทำงาน แล้วดูนี่”


หญิงสาวหยิบอะไรบางอย่างเละๆ ที่อยู่ตรงหน้านางใสขึ้นมา ลักษณะคล้ายเส้นใยพืชบิดพันไปมาเป็นกระจุก สีน้ำตาลเขียวคล้ายมูลควายพร้อมกลิ่นหึ่ง ไม่มีท่าทีรังเกียจปฏิกูลแต่อย่างใด


“นี่คือเอื้องที่ควายมันสำรอกออกมา ดูออกไหมว่ามันเป็นถุงพลาสติก เลี้ยงยังไงถึงปล่อยให้มันไปกินขยะเอาได้ ไหนว่ารักสัตว์ไง ยุงสักตัวยังไม่กล้าฆ่าเลยไม่ใช่หรือ”


เปมิกาเกือบสวนแล้ว แต่โพธิ์อนันต์ทัดทานก่อน


“ผึ้ง พูดให้มันดีๆ หน่อย เอ๊เรานี่ยังไง”


ลูกสาวไม่โต้ตอบ แต่แววตาไม่ลดละเท่าไหร่ เธอไม่ได้มองไปทางบิดา


“ซึมไม่ลุกอย่างนี้ต้องผ่าตัดแล้ว ไปเลย ไปเอาเครื่องมือผ่าตัดที่รถฉันมาเดี๋ยวนี้”


“แต่ว่า...เรื่องเงิน...ผม...”


“ไม่ต้องมีแต่ ยังไงฉันเก็บแน่ แต่ไม่ใช่ตอนนี้ เร็วๆ อยู่เบาะหลัง รถไม่ได้ล็อค”


ปฐวีวิ่งเต็มฝีเท้าราวเด็กถูกครูไล่ หน้าเสียยิ่งกว่าครั้งใดที่เปมิกาเคยเห็น ไม่เคยสักครั้งที่เธอจะเปลี่ยนสีหน้าเฉยเมยของชายหนุ่มได้สำเร็จ ยิ่งหงุดหงิดร้อนอกร้อนใจในอกตัวเอง ได้แต่ยืนดูสองพ่อลูกจับปล้ำบังคับกระบือ นางใสไม่ยอมลุก ได้แต่ร้องประท้วงพลางสะบัดหน้าไปมา


สองพ่อลูกต้องเอี้ยวหนี คอยระวังเขาแหลมๆ ของนางใส จนปฐวีวิ่งเอากล่องเครื่องมือมาส่งให้ ภมรรัตน์เปิดฝาพลาสติกเผยอุปกรณ์ครบชุด เธอไม่รอช้า ฝ่ามือเรียวแต่แข็งแรงหยิบแท่งบางอย่างจี้สะโพกทันที ควายสะดุ้งร้องสะบัดลุกขึ้นทันควัน โพธิ์อนันต์จับเขาควายบังคับมันพาดลำไม้ไผ่ข้างคอกได้สำเร็จ


“มาช่วยกันหน่อยสิพ่อหนุ่ม”


ปืนช็อตไฟฟ้าถูกโยนกลับลงในกล่อง ปฐวีเข้าไปช่วยปลอบและจับเขาควายอีกด้านหนึ่ง ใสหยุดดิ้นแต่สะบัดหางไปมาต่างแส้ กีบเท้าของมันย่ำพื้นดินที่เละนิ่ม กองอึอาจไม่ใหญ่แต่เปรอะเลอะกว่าเช้าตรู่ กระดูกตะโพกโผล่เห็นชัดน่าเป็นห่วง


“เอาแต่ปล่อยให้หากินเองสิท่า ขนาดควายยังผอม เป็นวัวจะไปเหลืออะไร[1]


หญิงสาวไม่วายบ่นขณะโกนขนควายออก ตำแหน่งของมันคือช่องท้องด้านบนก่อนถึงขาหลัง เธอโกนสูงขึ้นมาถึงระดับกระดูกสันหลัง เสร็จแล้วจึงล้างด้วยน้ำก่อนราดน้ำยาฆ่าเชื้อโรค มือเรียวหยิบเข็มขึ้นมา จัดการจิ้มปลายแหลมดูดยาจากขวดแก้ว ไล่ลมหมดแล้วจึงปักเหนือกระดูกสันหลังทันที ยังมีแก่ใจหันมาบอกว่ามันใช้บล็อกหลังเพื่อผ่าตัดวัวควาย


“มาช่วยถือหน่อยสิ”


นางใสสะดุ้งเข็มนิดหน่อย ส่วนภมรรัตน์หันมาใช้เปมิกา เธอบุ้ยใบ้ด้วยสายตาลงไปยังเครื่องมือผ่าตัด เปมิกาหน้าแหย แต่พอปฐวีมองมาจึงกลั้นใจ เธอหยิบถาดที่ปูผ้าเขียวไว้พร้อมเครื่องมือสแตนเลส


“นี่ตกลงเป็นหมอหรือคะ”


เปมิกาถามขณะอีกฝ่ายหันมาหยิบมีดวาววับ มือของภมรรัตน์จึงถือของมีคมค้างเอาไว้


“สัตวแพทย์เกียรตินิยมค่ะ มีปัญหาอะไรรึเปล่า”


ผู้ถูกถามกลับส่ายหน้า ยิ้มแห้งแกนๆ “เปล่าค่ะ เห็นมาดูเรื่องสัญญา นึกว่าจบสายธุรกิจ”


“เอ็มบีเอ บริหารธุรกิจการเกษตรค่ะ ปริญญาโท”


เปมิกาจ๋อย ก่อนจะเหลือบไปเห็นสายตาทึ่งของปฐวี


ภมรรัตน์หันกลับไปจรดมีด เธอเริ่มกรีดเห็นเนื้อแดงและหยาดเลือด เปมิกาเบ้หน้าไม่กล้าดู แต่ดวงตายังเปิดอยู่แค่หยีไว้ ฟันเรียงขาวของผู้ถือถาดยิงแหยๆ ก่อนจะรู้ตัวอีกทีว่าตัวเองยืนเอียงตัวพร้อมกลั้นลมหายใจ ชั้นเนื้อควายถูกแหวกเผยอวัยวะสีซีดภายใน ภมรรัตน์วางมีดบนผ้าแล้วหยิบที่คีบขนาดใหญ่ ถุงมือยางของหญิงสาวเปรอะเลือดเช่นกัน


เกือบหนึ่งไม้บรรทัดที่เธอกรีดถ่าง ภมรรัตน์แหย่คีมเข้าไปแต่ดึงไม่ไหว เธอหันไปร้องขอความช่วยเหลือจากบิดา แต่โพธิ์อนันต์กลับหันมาใช้ปฐวีอีกต่อ เขาให้เหตุผลว่าจะได้เรียนรู้เพราะเป็นเจ้าของ ชายหนุ่มพยักหน้าเดินมาที่เปมิกาอย่างว่าง่าย


“เอาคีมคีบอันนั้นมาช่วยกันนี่”


ปฐวีหยิบคีมสแตนเลสโดยไม่มองเปมิกา หญิงสาวอุตส่าห์ส่งยิ้มให้จึงเป็นที่น้อยใจ เธอเห็นทั้งคู่ช่วยกันดึงออกมาแต่ไม่หลุด ยักแย่ยักยันอยู่สักพักจึงโดนเอ็ด


“แรงๆ หน่อย ยิ่งช้า ยิ่งเสี่ยงติดเชื้อนะ บล็อกหลังไว้แล้ว ไม่ต้องกลัวมันเจ็บหรอก”


ปฐวีพยักหน้ารับแล้วออกแรงดึง สองสามนาทีจากนั้นอวัยวะจึงหลุดมาด้านนอกได้ โพธิ์อนันต์อธิบายว่านี่คือกระเพาะผ้าขี้ริ้ว เป็นส่วนหมักกากก่อนขยอกออกมาเคี้ยวเอื้อง ในนั้นมีจุลินทรีย์ที่สำคัญสำหรับย่อยใยพืช และพวกจุลินทรีย์เองยังเป็นแหล่งโปรตีนอีกด้วย


ภมรรัตน์หันมาหยิบเข็มกับด้าย เธอเย็บกระเพาะติดกับผิวหนังที่มีดเปิดแผลไว้ รวดเร็วฉับไวไม่ต้องสงสัยว่าเป็นสัตวแพทย์มือฉมัง โพธิ์อนันต์อธิบายอีกว่าที่ทำแบบนี้ก็เพื่อไม่ให้กระเพาะหดกลับ ทั้งยังป้องกันไม่ให้น้ำจุลินทรีย์ไหลตกสู่ช่องท้องด้านในไปในตัว


นิ้วเรียวสวยบังคับมีดได้เหมือนปากกา เธอกรีดเปิดช่องกระเพาะราวคัทเตอร์กรีดกระดาษ กลิ่นเหม็นเน่าพลุ่งออกมาราวเปิดฝาบ่อขยะ เหมือนแก๊สรั่วจากหัวฉีด ปฐวีกับเปมิกาไม่รู้มาก่อนจึงสำลัก เป็นกลิ่นมีเทนที่พวกวัวชอบเรอออกมา โพธิ์อนันต์หัวเราะออกมาแล้วขอโทษที่ลืมเตือน


ภมรรัตน์เรียกหาฟอร์เซ็ปส์ เธอแบมือรอรับก่อนนึกได้ว่าผู้ช่วยเป็นใคร หญิงสาวจุ๊ปากด้วยไม่มีคนส่งให้ หันมาหยิบคีมยึดเนื้อเยื่อไปเอง เธอหยิบไปสองอัน หนีบผนังกระเพาะทางซ้ายทั้งด้านบนและล่าง ก่อนจะเกี่ยวขาเครื่องมือคล้ายกรรไกรแต่ละอันไว้ด้วยนิ้วมือด้านซ้าย เกี่ยวไว้อันละนิ้วส่วนมือขวาปล่อยว่าง เธอหันไปสั่งปฐวีอีกทีด้วยเสียงดุ


“หยิบอีกสองอัน ทำแบบฉันนี่ จะได้ล้วงง่ายๆ”


ปฐวีทำตามเก้ๆ กังๆ เสร็จแล้วภมรรัตน์จึงหันไปทางเปมิกา


“มีถุงดำอยู่ในกล่อง หยิบมาตัดก้นถุงให้หน่อย”


ลูกสาวเจ้าของร้านอุปกรณ์การเกษตรก้มลงไป เธอหยิบมันขึ้นมาแล้วใช้กรรไกรอันหนึ่งทำตามคำสั่ง หงุดหงิดกับงุนงง มันปะปนในหัวเธอพอๆ กัน ภมรรัตน์รับไปแล้วจึงยัดเข้าไปในกระเพาะควาย


“ทำอะไรน่ะ” เปมิการ้อง ปฐวีตกใจ


“เอาไว้ช่วยไม่ให้น้ำหมักจุลินทรีย์เลอะปากแผล จะได้หายง่าย”


จากนั้นสัตวแพทย์สาวก็สวมถุงมือสำหรับล้วง มันเป็นพลาสติกสีส้มยาวถึงไหล่ มือเธอมุดลึกเข้าไปจนถึงศอก ไม่ล้วงเปล่าแต่ยังควาน สลับกับดึงของแปลกปลอมออก บางชิ้นออกง่าย บางชิ้นเป็นก้อนถึงกับต้องกระชากจึงจะหลุด ควานแล้วควานอีกเป็นที่เสียวพุงน้อยๆ ของเปมิกา


ทั้งเธอและปฐวีเบ้หน้า ปากเบี้ยวเหยเก ตาหยีแทบปิด ส่วนโพธิ์อนันต์หัวเราะชอบใจ


“สัตวแพทย์ที่ไหนๆ ก็ทำแบบนี้ทั้งนั้นแหละ พิรี้พิไรไม่ได้หรอก อีกอย่าง อวัยวะภายในมันไม่มีประสาทรับความรู้สึกเสียหน่อย ไม่งั้นคงบอกกันได้หมดแหละว่ามีพยาธิกี่ตัวอยู่ในขดไหนบ้าง จริงไหม”


หลังจากล้วงหมดภมรรัตน์ก็เย็บกระเพาะปิด ล้างด้วยน้ำเกลือผสมยาปฏิชีวนะก่อนตัดไหมอีกที กระเพาะหลุดจากผิวหนังแล้วจึงยัดกลับเข้าไป เธอเย็บปิดเยื่อบุช่องท้อง ชั้นกล้ามเนื้อ และผิวหนังก่อนทำความสะอาดอีกครั้ง ทายาบางอย่างที่โพธิ์อนันต์บอกว่าใช้ป้องกันแมลงวัน สัตวแพทย์ฉีดยาซ้ำแล้วสอนให้ปฐวีทำแผลควาย


“ทำตามที่บอกวันละสองครั้งนะ อีกเจ็ดวันจะมาตัดไหม อย่าให้เห็นเชียวนะว่าแผลติดเชื้อ อ้อ...แล้วก็เตรียมเงินไว้ด้วยล่ะ”


ปฐวีพยักหน้ารับด้วยหน้าซีดๆ ตัดสินใจได้แล้วว่าจะขอโอนหนี้หรืออยู่ต่อ

              


-------------------------------------------------



[1] ควายมีระบบดูดซึมอาหารที่เหมาะกับท้องถิ่นของไทยมากกว่าวัว จึงมักตัวอ้วนใหญ่กว่าแม้ปล่อยเลี้ยงตามธรรมชาติ

46 ความคิดเห็น