คัดลอกลิงก์เเล้ว

ยอดวิวรวม

47

ยอดวิวเดือนนี้

1

ยอดวิวรวม


47

ความคิดเห็น


1

คนติดตาม


1
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  27 มี.ค. 61 / 15:20 น.
นิยาย õչѺǴ โปรตีนกับสิ่งแวดล้อม | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

เนื้อเรื่อง อัปเดต 27 มี.ค. 61 / 15:20


ความสำคัญของการบริโภคโปรตีนเกินขนาด

และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

 

เป็นที่ทราบกันทั่วไปว่า ภาวะโลกร้อนนั้นกำลังทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ส่งผลให้เกิดภัยธรรมชาติที่รุนแรงและถี่ขึ้นกว่าเมื่อหลายสิบปีก่อนมาก พระพุทธองค์เองก็ทรงเคยตรัสเอาไว้ว่า เมื่อใดก็ตามที่โลกเต็มไปด้วยราคะ โลกจะถูกล้างด้วยไฟ หรือหากกล่าวอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ ด้วยภาษาสมัยใหม่แล้วก็คือสภาวะโลกร้อน ราคะหรือความใคร่นั้นก่อให้เกิดความอยาก และความอยากก็ย่อมกระตุ้นให้เกิดการผลิตเสมอ การผลิตใดๆ ก็ต้องใช้พลังงาน ซึ่งเมื่อเผาไหม้แล้ว ย่อมปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เคยสะสมอยู่ในแผ่นดินออกไปปกคลุมท้องฟ้า เหล่านี้เองที่ก่อให้เกิดภาวะเรือนกระจก ซึ่งอบให้โลกร้อนขึ้นเรื่อยๆ อย่างที่ทราบ แม้จะเป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ธรรมดาและผู้คนทั่วไปก็รู้กันดี กระนั้นก็สอดคล้องกับพระพุทธดำรัสจนเกือบจะเรียกได้ว่าเป็นพุทธทำนาย

ทั้งนี้ เป็นที่สังเกตได้ว่า ผู้คนในยุคปัจจุบันนิยมการบริโภคเนื้อสัตว์กันเพิ่มขึ้น ภาพโฆษณาและกิจกรรมทางการตลาดล้วนมุ่งเน้นให้ผู้คนติดใจในปริมาณและรสชาติของเนื้อสัตว์อันหลากหลาย ยิ่งมีกำลังทรัพย์มาก ก็มีแนวโน้มจะบริโภคเนื้อสัตว์มากขึ้นในแต่ละมื้อ ทั้งในชีวิตประจำวันเองและโดยเฉพาะในงานเลี้ยงสังสรรค์ นี่อาจเรียกได้ว่าเป็นกระแสของทั้งโลก แต่ในทางชีววิทยา ร่างกายของคนทั่วไปต้องการโปรตีนเพียงวันละ ๑ กรัม ต่อน้ำหนักตัว ๑ กิโลกรัม หากหนัก ๕๐ กิโลกรัม จะต้องการโปรตีนเพียง ๕๐ กรัม หรือครึ่งขีดต่อวันก็เพียงพอแล้ว ส่วนหากเป็นคนที่ใช้แรงงานหนัก ออกกำลังกาย เด็กหรือผู้ป่วย อาจเพิ่มเป็นวันละ ๒ – ๓ กรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม และต่อมื้อ ร่างกายก็จะสามารถดูดซึมโปรตีนเข้าสู่กระแสเลือดได้เพียง ๓๐ – ๕๐ กรัมเท่านั้น ทั้งนี้ ขึ้นกับน้ำหนักตัว การเคี้ยวอาหารให้ละเอียด อายุ และสุขภาพ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าปริมาณโปรตีนในเนื้อสัตว์แต่ละชนิดจะไม่เท่ากัน กล่าวคือจะอยู่ราวๆ ๒๐ กรัมเศษๆ ต่อปริมาณเนื้อสัตว์สด ๑๐๐ กรัมก็ตาม แต่สำรับที่ขายในร้านอาหารหรูหรา หรือโดยเฉพาะในร้านบุ๊ฟเฟ่ต์นั้น มักทำให้ผู้บริโภคได้รับโปรตีนเกินกว่าที่ร่างกายจะใช้ ตามธรรมชาติแล้ว เมื่อร่างกายได้รับโปรตีนเกินกว่าที่จะนำไปซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และสำรองไว้เป็นปัจจัยตั้งต้นของสารชีวเคมีเช่นภูมิคุ้มกันแล้ว สิ่งที่ร่างกายจะทำคือการแปลงกรดอะมิโนเป็นไขมัน อวัยวะที่ทำหน้าที่นี้ได้แก่ตับ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงให้เกิดภาวะไขมันพอกตับได้

ทั้งนี้ ต้องไม่ลืมว่า อาหารโปรตีนสูงที่ขายกันตามร้านค้ามักมีไขมันสูงร่วมด้วย ไขมันจากสัตว์โดยมากมักเป็นไขมันที่อิ่มตัว การรับประทานมากเกินไปจึงไม่เป็นผลดีต่อตับและสุขภาพ สำหรับกรดอะมิโนในส่วนที่เกินกว่าจะแปลงเป็นไขมันได้อีก หรือที่เหลือจากเซลล์ต่างๆ จะใช้งาน ร่างกายจะมีกระบวนการแปลงพวกมันให้กลายเป็นแอมโมเนียซึ่งเป็นพิษ แม้ระหว่างที่ขนส่งมาทางกระแสเลือดไปสู่ตับ จะมีกระบวนการที่ทำให้แอมโมเนียไม่เป็นพิษ แต่ที่สุดแล้ว ตับก็ต้องแปลงสารตัวดังกล่าวเป็นยูเรีย เพื่อให้ไตกรองทิ้งไปอยู่ดี นั่นเท่ากับเรากำลังขุนสัตว์มาตายฟรี พร้อมๆ กับเบียดเบียนทรัพย์ที่นับวันยิ่งหามาได้ยาก ทั้งยังทำร้ายร่างกายของตัวเองและโลกไปพร้อมกัน

            อนึ่ง การเพาะเลี้ยงเพื่อขุนสัตว์มาเป็นอาหารนั้น จัดว่าเป็นกระบวนการที่สิ้นเปลืองมากจนเข้าขั้นฟุ่มเฟือย สำหรับการเลี้ยงวัว ต้องอาศัยธัญพืชราวๆ ๖ – ๑๐ กิโลกรัม ต่อมวลกาย ๑ กิโลกรัม (ขึ้นกับสายพันธุ์) ในการเลี้ยงสุกรต้องใช้ธัญพืชราวๆ ๕ กิโลกรัม ส่วนไก่จะอยู่ที่ ๒.๕ กิโลกรัม ในขณะที่ปลาใช้ราว ๑ กิโลกรัมเศษๆ เท่านั้น[1] ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ก่อให้เกิดรายได้มหาศาล ผู้คนอาจมีงานทำมากขึ้น เกษตรกรมีรายได้มากขึ้นและมั่นคงกว่า แต่ในอีกด้านก็เป็นการเบียดบังพื้นที่ซึ่งจะผลิตพืชอาหารมาหล่อเลี้ยงเพื่อนมนุษย์เช่นกัน เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในตัวการที่ทำให้อาหารมีราคาแพงขึ้น ซึ่งจะไปถึงมือผู้ยากไร้ได้น้อยลงอีกด้วย

            อย่างไรก็ดี วัฒนธรรมสมัยนิยมที่มุ่งเน้นการบริโภคโปรตีนนั้น ไม่ได้ทำให้อาหารพื้นฐานอย่างธัญพืชมีราคาแพงขึ้นอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังทำให้เกิดการถางป่าเพื่อปลูกพืชเลี้ยงสัตว์อย่างข้าวโพดอีกด้วย เป็นที่ทราบอยู่แล้วว่าป่าที่หดหาย เป็นตัวแปรสำคัญอย่างหนึ่งที่เกื้อหนุนภาวะโลกร้อนและภัยพิบัติ เหล่านี้จึงปฏิเสธได้ยากว่า การกินโปรตีนเกินจำเป็นมีส่วนแก่การก่อภาวะโลกร้อน และเมื่อสัตว์ป่าไม่มีที่อยู่อาศัยจึงเกิดข่าวว่าช้างป่าลงมาทำลายพืชไร่พืชสวนของชาวบ้านอีกด้วย ทว่าปัญหาที่น่าเป็นห่วงกว่านั้นคือ ปรากฏการณ์รังผึ้งล่มสลาย หรือที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษคือ Colony collapse disorder (CCD)

ปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นที่ตื่นตัวของประชากรในซีกโลกตะวันตก เกิดขึ้นมานานแล้วแต่เป็นที่รู้จักมากขึ้นในปี ๒๕๔๙ โดยเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งเพื่อให้เช่าผสมเกสรในยุโรปจำนวนมากพบว่า ผึ้งที่ตนเลี้ยงหายไปเกือบครึ่งในเวลาเพียงคืนเดียว เป็นที่มาของการตื่นตัวและหาสาเหตุจนรู้จักกันไปทั่วโลก ทั้งนี้ เพราะเป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่าผึ้งเป็นแมลงผสมเกสรหลักที่มนุษย์รู้จักมากที่สุด หากพวกมันสูญพันธุ์อาจกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานด้านการเกษตรอย่างมหาศาล หลังจากที่มีการศึกษาเพื่อค้นหาสาเหตุจึงได้ข้อสรุปว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวอาจเกิดจากปัจจัยหลายประการด้วยกัน ได้แก่ ภาวะโลกร้อน การสูญเสียถิ่นอาศัย โรคติดต่อ ภาวะเลือดชิด อันเกิดจากความนิยมที่จะเพาะพันธุ์เฉพาะนางพญาที่ไม่ดุร้าย ซึ่งทำให้มีความหลากหลายทางพันธุกรรมต่ำ และที่สำคัญคือสารเคมีทางการเกษตร โดยเฉพาะที่เข้ากลุ่มนีโอนิโคตินอยด์

สารกลุ่มดังกล่าวเป็นที่แพร่หลายด้วยขึ้นชื่อว่ามีพิษต่อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมต่ำ กระทั่งบิดาของผมเองก็เคยนำก้นบุหรี่และยาเส้นมาแช่น้ำ แล้วนำไปฉีดไล่แมลงที่มากินผักผลไม้ซึ่งปลูกไว้บนดาดฟ้าบ้าน ทว่า นักวิทยาศาสตร์กลับพบว่า สารเคมีกลุ่มนี้มีผลเป็นพิษต่อผึ้งสูงมาก โดยจะออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท ทำให้เฉื่อยชา ไม่กินอาหาร เป็นอัมพาต กลายเป็นเหยื่อได้ง่ายขึ้น หรือกระทั่งหลงทางบินกลับรังไม่ถูก

แม้จะใช้ในปริมาณที่เจ้าของผลิตภัณฑ์กำหนด โดยมีการทดสอบรับรองแล้วว่าจะไม่เป็นพิษต่อผึ้งที่นำมาทดลอง แต่กลับมีรายงานโดยนักวิทยาศาสตร์อีกกลุ่ม ซึ่งไม่ได้มีผลประโยชน์ทับซ้อนว่า เมื่อผึ้งได้รับสารพิษชนิดอื่นในสิ่งแวดล้อมร่วมด้วย พวกมันกลับเกิดภาวะเป็นพิษเฉียบพลันขึ้นมา สิ่งนี้แสดงว่าเป็นการออกฤทธิ์เสริมกัน ซึ่งไม่ปรากฏในการทดลองแบบสารเชิงเดี่ยว นอกจากนี้ แม้สารกลุ่มนีโอนิโคติ-นอยด์จะเป็นสารที่ออกฤทธิ์แบบสัมผัส แต่การเอาไปคลุกเมล็ดเพื่อป้องกันศัตรูพืชก่อนฝังดิน ซึ่งผึ้งจะไม่มีโอกาสสัมผัสสารโดยตรงก็ตาม แต่ปรากฏว่าเมล็ดพืชที่คลุกสารดังกล่าว ก็ยังตรวจพบว่ามีการปนเปื้อนในลำต้นและคายออกมาพร้อมกับการคายน้ำได้ ดังนั้น การใช้สารกลุ่มนี้จึงไม่มีความปลอดภัยต่อผึ้งอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ ยังมีการวิจัยพบอีกว่า สารกลุ่มดังกล่าวยังก่อฤทธิ์เสพติดต่อผึ้งได้ด้วย โดยนักวิทยาศาสตร์พบว่า ผึ้งหลายตัวจะบินไปตอมพืชที่ฉีดพ่นสารเหล่านี้ แทนที่จะไปตอมดอกไม้เพื่อเก็บเกสรและกินน้ำหวาน นั่นเป็นสาเหตุให้พวกมันไม่กินอาหาร ไม่กลับรังและส่งผลให้อาหารในรัง คือน้ำผึ้งลดลงจนทั้งรังอดตาย ทั้งนี้ เพราะผึ้งงานจะแบ่งงานตามอายุ โดยเป็นผลมาจากต่อมที่ผลิตฮอร์โมนต่างๆ ซึ่งจะเจริญขึ้นเป็นลำดับและกำหนดหน้าที่ในรังของพวกมัน

เมื่อผึ้งงานออกจากดักแด้ใหม่ๆ ต่อมต่างๆ ยังไม่พัฒนา พวกมันจะทำหน้าที่เป็นผึ้งสุขาภิบาล เมื่อโตขึ้นอีกหน่อย จะเป็นผึ้งพยาบาล ต่อมที่กรามจะผลิตนมผึ้งขึ้นมา จึงทำหน้าที่ป้อนเป็นอาหารเลี้ยงตัวอ่อนและราชินี จากนั้นพวกมันจะกลายเป็นผึ้งก่อสร้างที่คอยซ่อมแซมรังเพราะเริ่มผลิตไขผึ้งได้ ก่อนจะพัฒนาเป็นผึ้งทหารเมื่อต่อมพิษทำงาน และในช่วงวัยสุดท้ายของวงจรชีวิต จึงจะทำหน้าที่เป็นผึ้งนักสำรวจ ที่คอยตระเวนไปหาอาหารมาให้รัง

สำหรับประเทศไทย ตัวผมเองเคยพยายามหางานวิจัยเกี่ยวกับผึ้งที่เผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ต ทว่ายังไม่พบว่ามีงานวิจัยใดในไทยที่กล่าวถึงสถิติประชากรผึ้งป่าแต่ละสายพันธุ์ในระดับมหภาค ขณะที่ในสหรัฐอเมริกา มีข่าวเผยแพร่เมื่อต้นปีมานี้ว่า ผึ้งบัมเบิ้ลบีที่มีขนหนาฟูสีเหลืองดำ อันเป็นผึ้งท้องถิ่นตกอยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์พร้อมกับผึ้งท้องถิ่นฮาวายอีกเจ็ดสายพันธุ์ โดยสาเหตุที่ระบุไว้ตามข่าวก็เช่นเดียวกับที่กล่าวไปแล้วว่า เกิดจากการสูญเสียถิ่นที่อยู่ ภาวะโลกร้อน และสารเคมีเกษตร สิ่งนี้ยิ่งบ่งชี้อย่างน่ากลัวว่า ในประเทศไทยที่เกษตรกรมีวินัยในการใช้สารเคมีในระดับที่ต่ำ จนเกิดเป็นข่าวครึกโครมเรื่องสารพิษตกค้างในพืชผักและแหล่งน้ำในช่วงปีพุทธศักราช ๒๕๖๐ นั้น ประชากรผึ้งท้องถิ่นจะตกอยู่ในภาวะเสี่ยงสูญพันธุ์ยิ่งกว่าหรือไม่

แม้สารเคมีที่ขายในบ้านเรา ผมอาจจะไม่มีข้อมูลที่แน่ชัดว่ามีกลุ่มนีโอนิโคตินอยด์ขายอยู่มากน้อยแค่ไหน กระนั้นก็ไม่ได้หมายความว่า สารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่นิยมใช้จะไร้ผลต่อผึ้งโดยสิ้นเชิง อย่างน้อย คลอร์ไพริฟอส ซึ่งมีข่าวว่าจะถูกรัฐแบน แต่มีเสียงเกษตรกรและนักวิชาการบางส่วนออกมาคัดค้านนั้น ก็มีการศึกษาทางวิชาการรับรองว่าเป็นพิษต่อผึ้งเช่นกัน ฉะนั้น เรื่องนี้จึงจัดว่าน่าเป็นห่วงอย่างยิ่งครับ โดยเฉพาะหากนักวิชาการในบ้านเรายังไม่ได้ศึกษาหรือทำสถิติกันมาก่อนจริงๆ

นอกจากเรื่องความนิยมในการบริโภคโปรตีนที่จะมีผลต่อผึ้งโดยทางอ้อมแล้ว ปัญหาอีกประการหนึ่งก็คือการทำให้ทะเลตาย กล่าวโดยลำดับคือ เมื่อเกษตรกรใช้ปุ๋ยเคมีเพื่อเร่งผลผลิตให้เติบโตมาก การถูกฝนชะปุ๋ยส่วนเกินลงแหล่งน้ำจึงตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ ปริมาณปุ๋ยในน้ำที่มากจะส่งผลให้เกิดการสะพรั่งของสาหร่าย ดังจะเห็นว่าเกิดข่าวแม่น้ำสีเลือดเป็นระยะ ซึ่งเกิดจากสาหร่ายบางชนิดเป็นแพลงก์ตอนที่มีสีแดง

ในทางคริสต์ศาสนา วิวรณ์ที่รจนาตามนิมิตของนักบุญยอห์นแห่งปัทมอส บทที่ ๑๖ บรรทัดที่ ๔ กล่าวว่า เมื่อทูตสวรรค์เทขันแห่งพระพิโรธใบที่สาม ผลของมันจะทำให้น้ำพุและแม่น้ำกลายเป็นเลือด หากท่านใดเป็นชาวคริสต์อาจทราบอยู่แล้วว่า นี่คือที่มาของการพาดหัวข่าวเมื่อเกิดการบลูมของสาหร่ายสีแดงว่าใกล้วันหายนะของโลก แม้จะดูเกินเลยไปบ้างในสายตาของคนยุคปัจจุบัน แต่กระนั้นก็นับว่าเป็นญาณทัศนะที่เกิดจากความห่วงใยในอนาคตของมนุษยชาติอย่างแท้จริง เพราะเมื่อสาหร่ายเหล่านี้ตายลง แม้จะไม่ได้เป็นสาหร่ายสีแดงทุกครั้ง แต่ผลจากการที่พวกมันตายลงพร้อมกันเป็นจำนวนมหาศาลก็จะปลดปล่อยสารพิษในตัวมันลงสู่แหล่งน้ำ จุลินทรีย์เองก็ต้องใช้ออกซิเจนเพื่อย่อยสลายสารอินทรีย์จากสาหร่ายเหล่านี้จนสัตว์น้ำอยู่ไม่ได้และตายลงตามๆ กัน

นอกจากนั้น ปริมาณปุ๋ยดังกล่าวยังส่งผลต่อไปยังทะเลอีกด้วย เหตุการณ์คล้ายกับแม่น้ำสีเลือดที่เกิดในทะเลคือปรากฏการณ์ขี้ปลาวาฬ แม้นักวิทยาศาสตร์จะยังไม่สรุปว่า เป็นผลของปุ๋ยจากแม่น้ำที่ไหลลงมาเติมทะเลหรือไม่ แต่สิ่งที่ตามมาก็คล้ายกันคือทำให้สัตว์น้ำ และสัตว์ชายฝั่งหลายชนิดอยู่ไม่ได้ ยกเว้นสิ่งมีชีวิตบางชนิดที่ปรับตัวได้ดีในภาวะดังกล่าวคือแมงกะพรุน

แมงกะพรุนเป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังซึ่งจัดเป็นแพลงก์ตอนขนาดยักษ์ สาเหตุเพราะพวกมันว่ายน้ำเองแทบไม่ได้และอาศัยลอยไปตามกระแสน้ำมากกว่า พวกมันกินแพลงก์ตอนขนาดเล็กกว่าทั้งพืชและสัตว์เป็นอาหารตั้งแต่ยังเป็นตัวอ่อน จนเมื่อโตจนอยู่ในวงจรชีวิตที่มีร่มหมวกพอจะกระพือว่ายไปมาพร้อมสายหนวดพิษได้แล้ว พวกมันจะกินปลาเล็กปลาน้อยเป็นอาหารด้วย พวกมันทนกับน้ำทะเลที่อุ่นขึ้นได้ในขณะที่ปะการังล้มตาย ทั้งยังทนกับภาวะทะเลกรดที่ส่งผลให้ปะการังและสัตว์มีเปลือกใต้น้ำไม่อาจเจริญได้ดีนัก เมื่อพิจารณาประกอบการประมงเกินขนาดของมนุษย์ และการจับหมดกระทั่งปลาเล็กปลาน้อยเพื่อไปทำปลาป่นเป็นอาหารสัตว์ เหล่านี้จึงยิ่งเร่งวงจรหายนะของสิ่งมีชีวิตในทะเล ประเมินกันว่า สัตว์น้ำที่จะกลายเป็นจ้าวสมุทรในยุคต่อไปก็คือแมงกะพรุนดังที่เคยเป็นมาก่อนในทะเลดึกดำบรรพ์ ทั้งนี้ เพราะผู้ล่าพวกมันอย่างเต่าทะเลก็ใกล้จะสูญพันธุ์ และมีปลาน้อยลงเรื่อยๆ ไว้คอยกินตัวอ่อนแมงกะพรุน

            เหล่านี้คือสิ่งที่ผมมองว่าเป็นห่วงโซ่หายนะที่รัดและฉุดรั้งมนุษยชาติไปสู่ภัยพิบัติ ภาวะโลกร้อนที่เกิดจากป่าหดหาย ไม่ว่าจะเกิดจากการขยายตัวของเมือง หรือรุกป่าเข้าไปปลูกพืชอาหารคนหรือสัตว์ ก็อาจทำให้น้ำแข็งขั้วโลกเหนือละลายจนหยุดยั้งกลไกของสายพานความร้อนในมหาสมุทรได้ หากเกิดขึ้นจริง โลกในยุคต่อไปอาจเข้าสู่ยุคน้ำแข็งคล้ายที่ปรากฏในหนังเรื่อง The day after tomorrow ทุพภิกขภัยจะเกิดขึ้นกับประชากรโลกที่มีแต่จะมากขึ้นเรื่อยๆ แม้หลายประเทศจะเข้าสู่สังคมสูงอายุก็ตาม (เป็นการเพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลง) สิ่งนี้จะก่อคลื่นอพยพจำนวนมหาศาล และอาจลุกลามกลายเป็นสงครามได้หากประเมินกันในระดับที่ร้ายแรงที่สุด

            ธารน้ำแข็งสำรองบนเทือกเขาหิมาลัยเองก็เป็นข่าวว่าหดตัวลงมากขึ้นและเร็วขึ้นเรื่อยๆ สิ่งนี้จะส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำในลำน้ำโขงได้ในวันข้างหน้า เขื่อนหลายแห่งตามรายทาง เมื่อเข้าตาจนจริงๆ รัฐบาลเจ้าของเขื่อนแต่ละประเทศอาจเลือกกักเก็บน้ำไว้ดูแลประชากรของตัวเองมากกว่าจะปล่อยไปตามธรรมชาติ ทั้งนี้ เพราะสภาพอากาศที่แปรปรวนอาจก่อภัยแล้งยาวนานได้หลายปี ภาวะคล้ายกันนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว และทำลายแหล่งอารยธรรมโบราณมาหลายแห่ง อาทิ การล่มสลายของนครวัดในอุษาคเนย์ อารยธรรมมายาที่เม็กซิโก อาณานิคมไวกิ้งที่กรีนแลนด์ โรคระบาดและการล่มสลายของจักรวรรดิโรมัน ทั้งนี้ สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากหนังสือ เพชฌฆาตอารยธรรม ของมติชน

แน่นอนว่าไม่ได้มีแต่ค่านิยมของการกินโปรตีนเกินขนาดเท่านั้นที่บ่อนทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างที่เป็นอยู่ กระนั้น การบริโภคอาหารวันละสามมื้อก็เป็นหนึ่งในตัวจักรพื้นฐานที่ทรงพลัง เรียกได้ว่าอาจก่อร่างเผ่าพันธุ์ของเราไปสู่ความเจริญที่ยั่งยืน หรือพัดผันไปสู่ความเสื่อมสลายได้มากที่สุดทางหนึ่ง ค่านิยมนี้ ไม่ว่าจะเกิดจากความติดใจในรสชาติเอง หรือโดนกระตุ้นโดยการตลาดที่ขาดความตระหนักในผลกระทบที่จะเกิดต่อสิ่งแวดล้อม ก็ล้วนแล้วแต่สรุปได้ว่าเป็นการขาดโภชเนมัตตัญญุตา หรือการไม่รู้ประมาณในการบริโภคได้ทั้งสิ้น ธรรมะในพระพุทธศาสนาข้อนี้ จัดได้ว่าเป็นรากฐานที่สำคัญของเศรษฐกิจพอเพียง เรียกได้ว่าเป็นการบูรณาการของทั้งสามห่วงและสองเงื่อนไข เป็นทั้งความรู้จักพอ มีเหตุมีผล มีภูมิคุ้มกัน (ทั้งเงินในกระเป๋าและสุขภาพที่ดี) ตลอดจนความรู้และคุณธรรม

ที่ผ่านมา ผม ในฐานะนักเขียนที่สนใจด้านสิ่งแวดล้อม พยายามนำข้อมูลดังกล่าวข้างต้นมาผสานลงในเรื่องสั้นและนิยาย รวมถึงโพสต์ลงเฟสบุ๊คส่วนตัวเป็นระยะ แต่น่าเสียดายที่ยังไม่อาจปลุกกระแสได้เท่าที่ควร และด้วยปัญหาของภัยธรรมชาติที่รังแต่จะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ผมจึงขออนุญาตส่งบทความนี้มาให้พิจารณา หากเห็นว่าข้อความเหล่านี้เป็นจริง เป็นประโยชน์ และมีความเป็นไปได้ต่อการปลุกจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม คงจะเป็นการดียิ่งที่องค์กรต่างๆ และท่านผู้มีชื่อเสียงในวงสังคม จะมาช่วยกันนำเสนอเพื่อกระตุ้นให้ประชาชนได้ตระหนัก และนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวันให้กว้างขวางยิ่งๆ ขึ้นไป ทั้งนี้ ผมยังคงต้องขอขมาไว้ล่วงหน้า หากว่าจะเป็นการเอามะพร้าวห้าวมาขายสวน และทำให้เสียเวลาครับ

 

  จึงเรียนมาเพื่อพิจารณา

และขอขมา มา ณ โอกาสนี้

                               คเชนทร์  อัศวมณีกุล

 

-------------------------------------------------

 

แหล่งอ้างอิง

 

·       ไทยรัฐ. โลกเข้าสู่ยุคการสูญพันธุ์ครั้งใหม่ ชีวิต 75% จะหายไปใน 2 ชั่วอายุคน. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : https://www.thairath.co.th/content/507587. (วันที่ค้นข้อมูล : ๔ สิงหาคม ๒๕๖๐).

·       จาเร็ด ไดมอนส์. เหตุแห่งความล่มสลายของอารยธรรม . [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : https://www.ted.com/talks/jared_diamond_on_why_societies_collapse/transcript?language=th#t-1079223. (วันที่ค้นข้อมูล : ๒๒ กันยายน ๒๕๖๐). (ตอนท้ายคลิป มีข้อความสำคัญที่เกี่ยวแก่เหตุซึ่งทำให้สังคมไม่อาจแก้ไขปัญหาที่เห็นอยู่ว่าเป็นระเบิดเวลาคือผลประโยชน์ทับซ้อนของผู้มีอำนาจและความเคยชินของผู้คนในสังคม)

·       ผู้จัดการออนไลน์. อ้าว..”นครวัด” ไม่ได้ล่ม เพราะฝีมือพวกสยาม. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://www.manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9500000030714. (วันที่ค้นข้อมูล : ๒๒ กันยายน ๒๕๖๐).

·       วิกิพีเดีย. ประชากรโลก. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : https://th.wikipedia.org/ประชากรโลก. (วันที่ค้นข้อมูล ๔ สิงหาคม ๒๕๖๐). (แสดงให้เห็นว่า แม้หลายประเทศจะเข้าสู่สังคมสูงอายุ แต่แนวโน้มของประชาการโลกก็ยังคงสูงขึ้น แม้จะเป็นการเพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลงก็ตาม)

·       โจเอล เค. บอร์น จูเนียร์. “การปฏิวัติน้ำเงิน” เนชั่นแนล จีโอกราฟิก. ๑๕๕ : ๗๔-๘๑ ; มิถุนายน ๒๕๕๗. (ข้อมูลอ้างอิงเรื่องอัตราการแปรอาหารเป็นโปรตีนในเนื้อสัตว์)

·      Mikkel Meister & Martin Bernth. “แมลงกับเนื้อเทียม : เมนูเด็ดแห่งปี ๒๐๕๐” ไซแอนซ์ อิลลัสเตรเต็ด. ๗๖/๒๐๑๗ : ๒๙ ; ตุลาคม ๒๐๑๗.   

·         PLANFORFIT. ปริมาณโปรตีนจาก ๒๐ วัตถุดิบน่าสนใจ. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://planforfit.com/ปริมาณโปรตีนจาก-20-วัตถุด. (วันที่ค้นข้อมูล : มีนาคม ๒๕๖๑).

(เป็นโปรตีนจากเนื้อสัตว์ดิบ ซึ่งเมื่อผ่านการปรุงสุกแล้วจะลงลงได้บ้าง แต่ก็มีโปรตีนจากอาหารประเภทอื่นทดแทนอยู่ด้วย)

·       สสส. โปรตีน กับการออกกำลังกายสร้างกล้ามเนื้อ. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://www.thaihealth.or.th/Content/28853-‘โปรตีน’ %20กับการออกกำลังกายสร้างกล้ามเนื้อ.html.  (วันที่ค้นข้อมูล : เมษายน ๒๕๖๐).

·       เพ็ญศรี สิงห์วี. เมแทบอลิซึมของกรดอะมิโน. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://www.ipesp.ac.th/learning/biocheme/html/bt13.pdf. (วันที่ค้นข้อมูล : ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๖๐). (หน้าแรกของไฟล์ – แนวคิด, หน้า ๒๒๔ – ๒๒๕ การสลายกรดอะมิโน วิถีไนโตรเจนที่ได้แอมโมเนีย, หน้า ๒๓๔ การเปลี่ยนรูปแอมโมเนีย ความเป็นพิษ และขนย้ายไปยังตับ, หน้า ๒๓๖ วัฏจักรยูเรีย ปัจจัยที่มีผลต่อการสังเคราะห์ยูเรีย – * แสดงให้เห็นว่า ยิ่งกินโปรตีนมาก ยิ่งต้องแปลงส่วนที่เกินออกไปทางไตมากขึ้น)

·       ค้วน ขาวหนู. กระบวนการเมตาโบลิซึมสารอาหารแต่ละประเภท. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://www.healthcarethai.com/กระบวนการเมตาโบลิซึม/. (วันที่ค้นข้อมูล : มีนาคม ๒๕๖๐).

·       อังคณา สุวรรณกูฏ. นีโอนิโคตินอยด์. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://www.doa.go.th/pibai/pibai/n16/v_3-apr/ceaksong.html. (วันที่ค้นข้อมูล : มีนาคม ๒๕๖๐).

·       Karl Mathiesen. Bees may become addicted to nicotine-like pesticides, study finds. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : https://www.theguardian.com/environment/2015/apr/22/bees-may-become-addicted-to-nicotine-like-pesticides-study-finds. (วันที่ค้นข้อมูล : ๑๗ กันยายน ๒๕๖๐).

·       ไทยรัฐ. ขึ้นบัญชีผึ้งบัมเบิ้ลบีเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : https://www.thairath.co.th/content/836189. (วันที่ค้นข้อมูล : เมษายน ๒๕๖๐).

·       วิกิพีเดีย. ปรากฏการณ์รังผึ้งล่มสลาย. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : https://th.wikipedia.org/wiki/ปรากฏการณ์รังผึ้งล่มสลาย. (วันที่ค้นข้อมูล : มีนาคม ๒๕๖๐).

·       สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส. ท่องโลกกว้าง. มหัศจรรย์แห่งผึ้ง. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก :  https://www.youtube.com/watch?v=ge0ErC9TLGk. (วันที่ค้นข้อมูล : มีนาคม ๒๕๖๐).

·       สัมฤทธิ์ มากสง. ความหลากหลายของพืชอาหารของผึ้งในหมู่บ้านพิทุเย ต.ชะแล อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : https://www.tci-thaijo.org/index.php/tstj/article/download/42581/35183. (วันที่ค้นข้อมูล : ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๖๐). (ตามลิงก์นี้ จะเห็นว่าผู้วิจัยกล่าวถึงจำนวนผึ้งที่ลดลงก็จริง แต่เป็นการแสดงความเห็น ไม่มีสถิติในภาพรวมมากล่าวอ้างเป็นที่แน่ชัด ซึ่งในประเด็นนี้ ต้องหมายเหตุไว้ก่อนว่าที่จริงอาจมีคนวิจัยไว้แล้วก็เป็นได้ แต่ผมยังหาไม่เจอจากแหล่งข้อมูลในอินเตอร์เน็ตครับ)

·       ไบโอไทย. ชัยชนะของผู้บริโภค สิ่งแวดล้อม และเกษตรกรรมยั่งยืน กระทรวงสาธารณสุขแถลงแบนสารพิษกำจัดศัตรูพืช พาราควอตและคลอไพรีฟอส จำกัดการใช้ไกลโฟเสตอย่างเข้มงวด. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : https://www.facebook.com/biothai.net/posts/1383939751644542:0. (วันที่ค้นข้อมูล : ๘ เมษายน ๒๕๖๐).

·       ไทยแพน. เรียกร้องให้กระทรวงเกษตรเพิกถอนทะเบียนพาราควอตและคลอร์ไพริฟอส. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://www.thaipan.org/node/860. (วันที่ค้นข้อมูล : ๔ สิงหาคม ๒๕๖๐).

·       หนังสือพิมพ์คมชัดลึก. แบนสารเคมีสามตัว ทางออกภาคเกษตรไทยจริงหรือ. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://www.komchadluek.net/news/agricultural/271629. (วันที่ค้นข้อมูล : ๔ สิงหาคม ๒๕๖๐). (ลิงก์ที่แสดงว่ามีเกษตรกรและนักวิชาการบางส่วนแสดงออกว่าคัดค้านไม่ให้แบนสารเคมี)

·       ศูนย์พิษวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาวะพิษจากสารปราบศัตรูพืช : กรณีศึกษาจากผู้ป่วย. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก :  http://med.mahidol.ac.th/poisoncenter/sites/default/files/public/pdf/books/pesticide_book.pdf. (วันที่ค้นข้อมูล : เมษายน ๒๕๖๐). (ลิงก์นี้ให้ไว้เผื่อต้องการศึกษาเพิ่มเติมครับ)

·       ผศ.ดร.พิมพ์เพ็ญ พรเฉลิมพงศ์, ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.นิธิยา รัตนาปนนท์. คลอร์ไพริฟอส. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/2169/chlorpyrifos-คลอร์ไพริฟอส). (วันที่ค้นข้อมูล : มีนาคม ๒๕๖๐). (อันนี้มีข้อมูลความเป็นพิษต่อผึ้งครับ)

·       ฝ่ายข้อมูล มูลนิธิชีววิถี. สารเคมีกำจัดศัตรูพืชและความเสื่อมโทรมในระบบนิเวศ. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://www.biothai.net/node/8688. (วันที่ค้นข้อมูล : ๑๗ กันยายน ๒๕๖๐). (อันนี้มีข้อมูลความเป็นพิษต่อผึ้งครับ)

·       ศ.ดร.รังสิต สุวรรณมรรคา. พาราควอตกับสิ่งแวดล้อม. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://www.weedthailand.org/upload/files/activity-paraquote01.pdf. (วันที่ค้นข้อมูล : มีนาคม ๒๕๖๐). (ลิงก์นี้แสดงข้อมูลว่าพาราควอตความเป็นพิษต่อผึ้งต่ำ แต่อย่างที่เรียนในข้อเขียนข้างต้นแล้วว่า มีการวิจัยแบบสารเชิงเดี่ยวในกลุ่มนีโอนิโคตินอยด์เหมือนกันว่าไม่เกิดผลกระทบ แต่เมื่อได้รับสารอื่นร่วมด้วยในสิ่งแวดล้อมแล้วกลับมีผลกระทบ ดังนั้นจึงยังไม่อาจบอกได้ว่า หากใช้สารตัวนี้ในปริมาณที่กำหนด แล้วไปรับสารตัวอื่นที่เกษตรกรใช้ จะก่อผลต่อผึ้งอย่างไร อย่างไรก็ดี หากสังเกต จะเห็นว่าผู้เขียนรายงานฉบับนี้ คือผู้ที่มีชื่อแสดงความเห็นคัดค้านไม่ให้รัฐแบนสารเคมี ตามลิงก์จากเว็บข่าวคมชัดลึกด้านบนครับ)

·       ผศ.นพ. พรหมพิศิษฐ์ โจทย์กิ่ง. พาราควอท ยาฆ่าหญ้าที่ประเทศไทยต้องเลิกใช้. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://www.thaipan.org/sites/default/files/conference2558/2.6_prompisit.pdf. (วันที่ค้นข้อมูล : เมษายน ๒๕๖๐). (ลิงก์นี้มีข้อมูลขัดแย้งกับลิงก์ด้านบนเรื่องผลของพาราควอตต่อผึ้ง โดยบอกว่า ผึ้งที่สัมผัสพาราควอตโดยตรง ใน ๓ วัน ตายร้อยละ ๙๙)

·       แนวทางการแก้ปัญหาสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ตลอดห่วงโซ่การผลิตในพื้นที่ต้นน้ำ ระบบนิเวศ และประชาชนในพื้นที่. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://www.biothai.net/sites/default/files/pesticide_doc27.pdf. (วันที่ค้นข้อมูล : เมษายน ๒๕๖๐).

·       สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส. พลิกปมข่าว. งานวิจัยพบสารเคมีเกษตรปนเปื้อนแหล่งน้ำจังหวัดน่าน. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : https://www.youtube.com/watch?v=unC3WPp7geg. (วันที่ค้นข้อมูล : มีนาคม ๒๕๖๐).

·       สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส. พลิกปมข่าว. ยาหลังร้าน. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก :  https://www.youtube.com/watch?v=WDKlmfDrbkQ. (วันที่ค้นข้อมูล : มีนาคม ๒๕๖๐).

·       สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส. พลิกปมข่าว. พิษเคมี จากภูเขาถึงน้ำน่าน . [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : https://www.youtube.com/watch?v=a8SADfQESjE. (วันที่ค้นข้อมูล : มีนาคม ๒๕๖๐).

·       รศ.ดร.อำนาจ ชิดไธสง. ขั้วโลกที่สาม (The third pole) กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/639705. (วันที่ค้นข้อมูล : ๑๗ กันยายน ๒๕๖๐).

·       ผู้จัดการออนไลน์. ธารน้ำแข็งที่ราบสูงชิงไห่-ทิเบต หดปีละ ๗.๘ เมตร. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://www.manager.co.th/China/viewnews.aspx?NewsID=9540000147159. (วันที่ค้นข้อมูล : ๑๗ กันยายน ๒๕๖๐).

·       พระคัมภีร์ภาษาไทย ฉบับ คิง เจมส์. วิวรณ์ ของยอห์น แห่งปัทมอส. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://thaipope.org/webbible/66_016.htm. (วันที่ค้นข้อมูล : ๑๕ กันยายน ๒๕๖๐).

·       โพสต์ทูเดย์. เผยแม่น้ำในแคนาดาเปลี่ยนเป็นสีเลือด. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://www.posttoday.com/world/news/306686. (วันที่ค้นข้อมูล : ๑๕ กันยายน ๒๕๖๐).

·       ซิลเวอร์ แซนด์ เฮ้าส์. เรดไทด์ ปรากฏการณ์ขี้ปลาวาฬ. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://world-wide-witt.blogspot.com/2010/07/red-tide.html. (วันที่ค้นข้อมูล : ๑๕ กันยายน ๒๕๖๐).

·       วิกิพีเดีย. ปรากฏการณ์ขี้ปลาวาฬ. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : https://th.wikipedia.org/wiki/ปรากฏการณ์ขี้ปลาวาฬ. (วันที่ค้นข้อมูล : ๑๕ กันยายน ๒๕๖๐).

·       สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์. ทะเลยุคแมงกะพรุนเบ่งบาน. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : https://thaipublica.org/2012/11/jellyfish-boom/. (วันที่ค้นข้อมูล : ๑๕ กันยายน ๒๕๖๐).

·       ปวันรัตน์ บัวโรย. ปัจจัยที่ทำให้เกิดการบลูมของแมงกะพรุน. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : https://www.facebook.com/pg/เดอะโซเชียล-ระยอง-607431195961710/photos/?tab=album&album_id=751058088265686. (วันที่ค้นข้อมูล : มีนาคม ๒๕๖๐).

·       คมชัดลึก. แมงกะพรุนเกยหาด ปรากฏการณ์จากหลายปัจจัย – กระดานความคิด โดย ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://www.komchadluek.net/news/scoop/193524. (วันที่ค้นข้อมูล : มีนาคม ๒๕๖๐).

·       Kevin Enochs. ทักษิณา ข่ายแก้ว (เรียบเรียง). รู้จักปรากฏการณ์น้ำทะเลอุ่นเป็นวงกว้างหรือ “the blob” ภัยคุกคามต่อห่วงโซ่อาหารในท้องทะเล. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : https://www.voathai.com/a/algae-and-the-blob-tk/3548669.html. (วันที่ค้นข้อมูล : ๑๕ กันยายน ๒๕๖๐).

·       Rosanne Skirble. กิจกรรมของมนุษย์เป็นสาเหตุหลักให้น้ำทะเลทั่วโลกอุ่นขึ้น. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : https://www.voathai.com/a/ocean-warming-human-factor-tk/1441691.html. (วันที่ค้นข้อมูล : ๑๕ กันยายน ๒๕๖๐).

·       ไทยรัฐออนไลน์. น้ำทะเลอุ่นขึ้น ทำปะการังฟอกขาวกว่า ๘๐% ที่อช.พีดี แนะปิดฟื้นฟู [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : https://www.thairath.co.th/content/622244. (วันที่ค้นข้อมูล : ๑๕ กันยายน ๒๕๖๐).  

·       Environnet. ปรากฏการณ์ทะเลกรด. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://www.environnet.in.th/archives/944. (วันที่ค้นข้อมูล : ๑๕ กันยายน ๒๕๖๐).

·       Environnet. ความร้อนในมหาสมุทร. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก :  http://www.environnet.in.th/archives/941. (วันที่ค้นข้อมูล : ๑๗ กันยายน ๒๕๖๐).

·       กรีนพีช. การไหลเวียนของน้ำในมหาสมุทร.  [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก :  http://www.greenpeace.org/seasia/th/campaigns/climate-and-energy/impacts/ocean-circulation/. (วันที่ค้นข้อมูล : ๑๗ กันยายน ๒๕๖๐). 

 



[1] และวัวยังใช้น้ำอีก 112 ลิตร หมูใช้ 57 ลิตร และไก่ใช้อีก 34 ลิตร ในอัตราส่วนเดียวกัน

ผลงานอื่นๆ ของ Regain

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

1 ความคิดเห็น

  1. #1 อำกันเล่น (@am1977) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 29 มีนาคม 2561 / 20:32
    ขอบคุณสำหรับความรู้ และข้อมูลดีๆ ด้วยเช่นกันค่ะ

    ปล. ตั้งแต่อ่านนิยายของไรเตอร์มาก็พยายามทานเนื้อสัตว์น้อยลง น้ำหนักลดไปสามโลละค่ะ
    #1
    1
    • #1-1 chen (@chen) (จากตอนที่ 1)
      29 มีนาคม 2561 / 20:41
      โอ้ววว ตามมาอ่านนี่ด้วย
      ขอบคุณครับ ดีใจจัง

      เรื่องนี้น่าเป็นห่วงมากครับ
      มันก่อปัญหาแบบงูกินหางให้เราทุกคนจริงๆ >w<"
      #1-1