Your Trap! สะดุดรัก กับดักคุณหมอ

ตอนที่ 2 : สวัสดีเมืองหลวง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 91
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    17 ต.ค. 61

     


     MaMink: ส่งรูป

     MaMink: มิ้งค์ว่าผลเลือดคุณยายค่อนข้างดีเลยค่ะพี่หมอ ส่วนค่าน้ำตาลก็ไม่สูงไป คอลเรสเตอรอลอยู่ในเกณฑ์ปกติ

     DR.A: หมอมิ้งค์เก่งจัง อ่านผลเลือดเป็นแล้ว

     MaMink: มิ้งค์จะขึ้นปี2 แล้วนะคะ อันนี้มิ้งค์อ่านเป็นตังแต่ม.6 แล้วค่ะ

     DR.A: ครับผมๆ คุณหมอคนเก่ง เก่งที่สุดในรุ่นก็หมอมิ้งค์นี่แหล่ะครับ

     MaMink: พี่หมอก็แกล้งมิ้งค์

     DR.A: ส่งสติ๊กเกอร์

     DR.A: ไวเหมือนกันเนาะแปบๆ มิ้งค์จะขึ้นปี2 แล้ว พี่ก็มาอยู่นี่จะครบ3 ปีแล้ว

     MaMink: ใช่ค่ะ แสดงว่าพี่หมอก็ใช้ทุนครบแล้วใช่ไหมคะ? แล้วจะเข้าเมืองมาเลยไหมคะ?

หรือว่าจะไปประจำที่ไหน?

     DR.A: พี่ว่าจะอยู่ที่นี่ต่ออีกหน่อย รอให้น้องใช้ทุนปีนี้มาก่อนให้ทุกอย่างเข้าที่ก่อนพี่ถึงจะไป

     MaMink: แบบนี้คนไข้สาวๆ คงคิดถึงพี่หมอกันใหญ่

     DR.A: ว่าแต่แถวนี้คิดถึง แถวนู้นไม่คิดถึงหรอ?

     MaMink: คะ?

     MaMink: ค่ะ คุณยายบ่นคิดถึงพี่หมอทุกครั้งที่มิ้งค์ไป

     DR.A: ครับ ว่าแต่มัวแต่คุยกับพี่อ่านหนังสือสอบมั่งยังเรา

     MaMink: โหยยยย มิ้งค์สอบเสร็จตั้งแต่เมื่อวานแล้วค่ะ

     DR.A: แล้วเป็นไง? คิดว่าทำได้มั้ย?

     MaMink: เอาตรงๆ แบบไม่เข้าข้างตัวเองนะคะ

     MaMink: มิ้งค์ว่ามิ้งค์ทำได้เกือบ 90% เลยค่ะ

     DR.A: หูววววว เก่งจัง


อิฐฐิติ:


“ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เลยนะไอ้อิฐ” เสียงของไอ้พล หรือหมอพลผู้ใจดีของชาวบ้านแถวนี้ดังขึ้น ทำให้ผมต้องละความสนใจของโทรศัพท์ตรงหน้า ชาวบ้านแถวนี้จะรู้บ้างไหมว่าหมอพลผู้ใจดี ขี้เล่น แท้จริงแล้วมันกวนบาทาแค่ไหน


หมอพล หรือพรรคพล เพื่อนสนิทของผมที่ดันได้มาเป็นแพทย์ใช้ทุนที่เดียวกันกับผมอีก เอ่ยอย่างอารมณ์ดีที่ได้แซวเพื่อน (รัก) อย่างผม


“คุยกับน้องหมอมิ้งค์หรอวะ?” ผมพยักหน้าตอบอย่างอารมณ์ดี “แกเนี่ยน้าแปลกคน สาวๆ สวยๆ มีมาให้เลือกเยอะแยะ ไม่เคยเลือก แต่ดันไปเลือกคุยกับเด็กในไลน์ที่ไม่แม้แต่จะเคยเห็นหน้า” มันส่ายหน้าก่อนจะนั่งลงข้างๆ ผม ตอนนี้เป็นเวลาพักเที่ยงของพวกเราชาวโรงพยาบาล ผมกับมันถึงได้มีเวลาว่างคุยกันได้ ถ้าเป็นเวลาอื่นในช่วงระหว่างที่ทำงานน่ะหรอ อย่าหวังว่าจะได้คุย จะได้คุยก็ต่อเมื่อมีคนไข้อาการหนักที่ต้องปรึกษากันเท่านั้น


“แล้วแกรู้ได้ไงว่าน้องหมอมิ้งค์ไม่ได้สวย?” ผมเลิกคิ้วถามไอ้พล รอยยิ้มที่มุมปากของผม เพิ่มความสนใจของเพื่อนได้เป็นอย่างดี


“นี่แกขอรูปน้องเขาแล้วหรอวะ? ไหนเอามาดูสิ?” ไอ้พลพยายามคว้าโทรศัพท์ผมไปดู แต่ก็ไม่มีรูปอะไร ผมไม่เคยขอให้มิ้งค์ส่งรูปให้ "ไม่เห็นมีไรเลย" มันว่าแล้วยื่นโทรศัพท์คืนผมแบบอารมณ์เสีย ก็จะมีได้ไงในเมื่อผมกับน้องไม่เคยขอดูรูปกัน ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากเห็น แต่การจะไปขอดูรูปของเธอก็ดูจะเป็นการละลาบละล้วงไป แต่สิ่งที่ผมสัมผัสได้คือ น้องต้องสวยมากแน่ๆ เพราะหัวใจของน้องมันช่างสวยเหลือเกิน


"ว่าแต่แกเหอะสละเวลาพักอันน้อยนิดมาเนี่ยมีอะไร?" อย่างที่บอกไปครับเวลาพักอันน้อยนิดของพวกเรามีค่ามากมาย แต่ไอ้พลมันเลือกที่จะมาหาผม ซึ่งปกติมันจะแอบงีบตลอด


"พรุ่งนี้น้องใหม่ใช้ทุนจะมา พวกเราจะไม่เลี้ยงต้อนรับน้องหน่อยหรอ?"


"พวกเรา?" พวกเราคือผมกับมัน?


"ฉันกับแกแล้วก็พี่ๆพยาบาล"  


"อ๋อ...ได้สิ" นานๆจะมีรุ่นน้องมาประจำอยู่นี่ซะที ซึ่งตั้งแต่ผมกับไอ้พลย้ายมาอยู่นี่ 3 ปี ก็เพิ่งมีปีนี้แหล่ะที่มีแพทย์ใหม่มาประจำการที่นี่ อย่างว่าแหล่ะที่นี่ห่างไกลความเจริญมาก ใครๆก็ไม่อยากมากัน แต่พอได้มาล่ะจะไม่อยากกลับ อย่างน้อยก็ผมคนนึง ถ้าไม่ติดว่ามีกิจการที่บ้านต้องกลับไปสานต่อ ผมคงขออยู่ที่นี่ถาวร 


บรรยากาศธรรมชาติ ที่เต็มไปด้วยต้นไม้และภูเขาเขียวขจี ชีวิตเรียบง่ายของผู้คน ความมีน้ำใจ ไม่ต้องแกร่งแย่งชิงดีชิงเด่น ผู้คนที่นี่เป็นมิตรและมีรอยยิ้มที่สดใสเสมอ คนไข้หลายคนที่มาโรงพยาบาลแม้ร่างกายจะเจ็บป่วย แต่หัวใจของพวกเขาไม่เคยเจ็บตามร่างกายเลย นั่นเป็นสิ่งที่ผมสามารถยืนยันด้วยตาของผมเองได้เลยว่า คำว่า ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว มันใช้ได้จริงๆ



งานเลี้ยงต้อนรับน้องใหม่ผ่านไป และวันที่แสนใจหายก็มาถึง....ผมยกกระเป๋าขึ้นกระบะ ก่อนมายืนเคียงข้างหมอพล


"วันนี้มาถึงจริงๆ...ใจหายว่ะ" หมอพลพูดกับผม พลางถอนหายใจเฮือกใหญ่ 


ใช่...ผมก็คิดเหมือนกัน รู้สึกใจหายเหมือนกันแฮะ ยังจำวันแรกๆที่พวกเรามาอยู่ที่นี่ได้อยู่เลย ไอ้หมอพลร้องกลับบ้านวันละ 3 รอบ เพราะพวกเรามาจากในเมืองที่ไม่ว่าจะเป็นอาหารการกิน การคมนาคม ที่สะดวกสบาย แต่อยู่นี่ หกโมงเย็นร้านค้าต่างๆแทบจะปิดหมดแล้ว อาหารยามดึกที่เปิดให้พวกเราคือหมูกระทะ ซึ่งมีเพียงร้านเดียวในอำเภอ ทุกคนที่นี่ใช้ชีวิตเเบบเรียบง่าย ไม่ต้องดิ้นรนมากมาย อยากกินปลาแค่ลงน้ำ อยากกินข้าวก็ลงนา ถ้ามีเหลือก็แบ่งปัน


ซึ่งผมและพลก็ได้รับการแบ่งปันนั้นบ่อยๆ บางทีก็เอาปลามาให้เป็นกะละมัง ผมกับผลได้แต่มองหน้ากันเพราะเราทำกับข้าวไม่เป็น แต่ก็รับมันมาด้วยความเต็มใจ และขอว่าครั้งหน้ารบกวนเอาแบบที่พร้อมทานแทน ต่อมาผมเลยได้ต้มยำปลาใส่ใบม่อนแบบบ้านๆ แต่รสชาติกับตราตรึงใจแบบที่หากินไม่ได้ในเมืองหลวง บางทีก็ได้ผักสดๆปลอดสารพิษ ผมและพลถึงขั้นไปซื้อน้ำสลัดมาเตรียมไว้ตอนเข้าไปในเมือง ไว้มากินกับผักสด ซึ่งมันรสชาติดีมากเช่นกัน 


"เดินทางปลอดภัยนะคะคุณหมอ" คุณยายมะลิ หนึ่งในอดีตคนไข้ของผมเอ่ยขึ้น ยายจับมือผมแล้วมองอย่างซึ้งใจ และข้างหลังคุณยายยังมีชาวบ้านอีกนับ 20 คนที่มาส่งพวกผม 


"ขอบคุณครับคุณยาย" ผมไหว้คุณยายพร้อมกอดไว้หลวมๆ "คุณยายดูแลสุขภาพนะครับ มารับยาตามที่หมอนัดด้วยนะครับ"


"จ๊าๆ ยายไม่ลืมหรอก" คุณยายตบไหล่ผมเบาๆ 


"ขอบคุณทุกคนนะครับที่มาส่ง" ผมไหว้ไปถึง คนด้านหลัง บางคนถึงกับน้ำตาซึม บางคนถึงกลับร้องไห้ ผมไม่อยากกลับไปในเมืองแล้วสิ


"ขอบคุณที่เลือกมาอยู่บ้านเรานะหมอ เราจะไม่ลืมหมออิฐกับหมอพลเลย ถ้าว่างมาเยี่ยมกันบ้างนะคะ" คุณป้าด้านหลังท่านหนึ่งเอ่ยขึ้น 


"ครับผม ไม่ลืมแน่นอนครับ" เป็นเสียงของหมอพลที่ตอบไป


"ไปเถอะครับหมอ เดี๋ยวจะตกเครื่อง" เสียงของลุงจุล กำนันของตำบลที่อาสาไปส่งพวกเราที่สนามบิน


"งั้นพวกผมขอตัวนะครับ รักษาสุขภาพนะครับทุกคน สวัสดีครับ" ผมไหว้ทุกคนแล้วขึ้นรถตามต่อจากพลที่เพิ่งขึ้นไป ความประทับใจ ผู้คน สถานที่แห่งนี้ผมไม่ลืมแน่นอน และผมต้องกลับมาที่นี่อีกแน่ๆ เพราะผมผูกพันธ์กับคนที่นี่ไปแล้ว

 

เสียงประกาศจากบนเครื่องบอกว่าพวกเราเดินทางมาถึงสุวรรณภูมิแล้ว พลบิดขี้เกียจเล็กน้อย ส่วนผมปิดหนังสือในมือลงและเตรียมตัวที่จะลงจากเครื่อง เสียงแซ่แซงในขณะที่ผู้โดยสารกำลังลงเครื่อง ย้ำกับผมว่า...ถึงแล้วสินะเมืองหลวง 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

2 ความคิดเห็น